๑๐. สุริยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทสมํ สุริยสุตฺตํ
๒๔๖เตน โข ปน สมเยน สุริโย เทวปุตฺโต ราหุนา อสุรินฺเทน คหิโต โหติ ฯ อถ โข สุริโย เทวปุตฺโต ภควนฺตํ อนุสฺสรมาโน ตายํ เวลายํ อิมํ คาถํ อภาสิ นโม เต พุทฺธวีรตฺถุ วิปฺปมุตฺโตสิ สพฺพธิ สมฺพาธปฏิปนฺโนสฺมิ ตสฺส เม สรณํ ภวาติ ฯ
๒๔๗อถ โข ภควา สุริยํ เทวปุตฺตํ อารพฺภ ราหุํ อสุรินฺทํ คาถาย อชฺฌภาสิ ตถาคตํ อรหนฺตํ สุริโย สรณํ คโต ราหุ สุริยํ ปมุญฺจสฺสุ พุทฺธา โลกานุกมฺปกา โย อนฺธกาเร ตมสี ปภงฺกโร เวโรจโน มณฺฑลิ อุคฺคเตโช มา ราหุ คิลี จรมนฺตลิกฺเข ปชํ มม ราหุ ปมุญฺจ สุริยนฺติ ฯ
๒๔๘อถ โข ราหุ อสุรินฺโท สุริยํ เทวปุตฺตํ มุญฺจิตฺวา ตรมานรูโป เยน เวปจิตฺติ อสุรินฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา สํวิคฺโค โลมหฏฺฐชาโต เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ
๒๔๙เอกมนฺตํ ฐิตํ โข ราหุํ อสุรินฺทํ เวปจิตฺติ อสุรินฺโท คาถาย อชฺฌภาสิ กินฺนุ สนฺตรมาโนว ราหุ สุริยํ ปมุญฺจสิ สํวิคฺครูโป อาคมฺม กินฺนุ ภีโตว ติฏฺฐสีติ ฯ
๒๕๐สตฺตธา เม ผเล มุทฺธา ชีวนฺโต น สุขํ ลเภ พุทฺธคาถาภิคีโตมฺหิ โน เจ มุญฺเจยฺย สุริยนฺติ ฯ ปฐโม วคฺโค ฯ ตสฺสุทฺทานํ เทฺว กสฺสปา จ มาโฆ จ มาคโธ ทามลิ กามโท ปญฺจาลจณฺโฑ จ ตายโน จนฺทิมสุริเยน เต ทสาติ ฯ ---------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๑๐. สุริยสูตร ๑๐. สุริยสูตร ว่าด้วยสุริยเทพบุตร
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี สมัยนั้น สุริยเทพบุตรถูกอสุรินทราหูเข้าจับตัวไว้ ครั้งนั้น สุริยเทพบุตรระลึกถึงพระผู้มีพระภาค ได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์ พระองค์เป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง ข้าพระองค์ตกอยู่ในภาวะคับขัน ขอพระองค์จงเป็นสรณะแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงปรารภสุริยเทพบุตร ได้ตรัสกับอสุรินทราหู ด้วยพระคาถาว่า สุริยเทพบุตรถึงตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์เป็นสรณะ ราหู ท่านจงปล่อยสุริยเทพบุตรเสียเถิด พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้อนุเคราะห์สัตว์โลก สุริยเทพบุตรเป็นผู้ส่องแสง ทำความสว่างในที่มืดมิด มีสัณฐานเป็นวงกลม มีเดชสูง ท่านอย่าอมสุริยเทพบุตรผู้เที่ยวไปในอากาศเลย ราหู ท่านจงปล่อยสุริยเทพบุตรผู้เป็นบุตรของเราเสียเถิด ลำดับนั้น อสุรินทราหูปล่อยสุริยเทพบุตรแล้วก็เร่งรีบเข้าไปหาท้าวเวปจิตติจอมอสูรถึงที่อยู่ เป็นผู้เศร้าสลดใจ เกิดขนพองสยองเกล้า ได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควร@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคาถาข้อ ๙๐ หน้า ๙๖ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๙๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๑. ปฐมวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้กล่าวกับอสุรินทราหูผู้ยืนอยู่ ณ ที่สมควร ด้วยคาถาว่า ราหู ทำไมท่านจึงรีบปล่อยสุริยเทพบุตรเสียเล่า ทำไมท่านจึงเศร้าสลดใจ มายืนกลัวอยู่เล่า อสุรินทราหูกล่าวว่า ข้าพเจ้าถูกขับด้วยคาถาของพระพุทธเจ้า หากข้าพเจ้าไม่พึงปล่อยสุริยเทพบุตร ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตก ๗ เสี่ยง มีชีวิตอยู่ก็จะไม่ได้รับความสุขเลย สุริยสูตรที่ ๑๐ จบ วรรคที่ ๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปฐมกัสสปสูตร ๒. ทุติยกัสสปสูตร ๓. มาฆสูตร ๔. มาคธสูตร ๕. ทามลิสูตร ๖. กามทสูตร ๗. ปัญจาลจัณฑสูตร ๘. ตายนสูตร ๙. จันทิมสูตร ๑๐. สุริยสูตร @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคาถาข้อ ๙๐ หน้า ๙๖ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๙๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสุริยสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในสุริยสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
บทว่า สุริโย คือ เทวบุตร ผู้สถิตอยู่ ณ สุริยวิมาน.
บทว่า อนฺธกาเร ได้แก่ ในการทำความมืดดุจตาบอด เพราะห้ามความเกิดแห่งจักษุวิญญาณ.
บทว่า เวโรจโน แปลว่า ส่องสว่าง.
บทว่า มณฺฑลี ได้แก่ มีสัณฐานกลม ด้วยบทว่า มา ราหุ คิลี จรมนฺตลิกฺเข ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนราหู ท่านอย่ากลืนสุริยะผู้โคจรไปในอากาศเลย.
ถามว่า ก็ราหูนั้นกลืนสุริยะนั้นได้หรือ.
ตอบว่า กลืนได้สิ เพราะว่า ราหูมีอัตภาพใหญ่ ว่าโดยส่วนสูง สูงถึง ๔,๘๐๐ โยชน์ ช่วงแขน ยาว ๑,๒๐๐ โยชน์ว่าโดยส่วนหนา ๖๐๐ โยชน์ ศีรษะ ๙๐๐ โยชน์ หน้าผาก ๓๐๐ โยชน์ ระหว่างคิ้ว ๕๐ โยชน์ คิ้ว ๒๐๐ โยชน์ ปาก ๒๐๐ โยชน์ จมูก ๓๐๐ โยชน์ขอบปากลึก ๓๐๐ โยชน์ ฝ่ามือฝ่าเท้าหนา ๒๐๐ โยชน์ ข้อนิ้ว ๑๕ โยชน์.
ราหูนั้นเห็นจันทระและสุริยะส่องสว่างอยู่ มีความริษยาเป็นปกติอยู่แล้ว ก็ลงสู่วิถีโคจรของจันทรและสุริยะนั้น ยืนอ้าปากอยู่. จันทรวิมานหรือสุริยวิมานก็เป็นประหนึ่งถูกใส่เข้าไปในมหานรก ๓๐๐ โยชน์ เทวดาทั้งหลายที่สถิตอยู่ในวิมาน ถูกมรณภัยคุกคามก็ร้องเป็นอันเดียวกัน
ราหูนั้นบางคราวก็เอามือบังวิมาน บางคราวก็ใส่ไว้ใต้คาง บางคราวก็เอาลิ้นเลีย บางคราวก็วางในกระพุ้งแก้ม เหมือนกินทำแก้มตุ่ยแต่ราหูนั้นไม่อาจชลอความเร็วได้ คิดว่าเราจักฆ่าเสีย ก็ยืนอมทำแก้มตุ่ย หรือคิดว่าขมองของเทพบุตรนั้นจักแตกออกไป ราหูก็คร่าวิมานนั้นน้อมเข้ามา. เพราะฉะนั้น เทพบุตรนั้นจึงไปพร้อมด้วยกันกับวิมาน.
บทว่า ปชํ มม ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรแม้ทั้งสองคือจันทระและสุริยะบรรลุโสดาปัตติผลในวันที่ตรัสมหาสมยสูตร. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปชํ มม อธิบายว่า นั่นเป็นบุตรของเรา.
จบอรรถกถาสุริยสูตรที่ ๑๐ จบวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรในวรรคที่ ๑ นี้มี ๑๐ สูตร คือ
๑. ปฐมกัสสปสูตร
๒. ทุติยกัสสปสูตร
๓. มาฆสูตร
๔. มาคธสูตร
๕. ทามลิสูตร
๖. กามทสูตร
๗. ปัญจาลจัณฑสูตร
๘. ตายนสูตร
๙. จันทิมสูตร
๑๐. สุริยสูตร -----------------------------------------------------