๖. กุลาวกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ฉฏฺฐํ กุลาวกสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค กุลาวกสูตรที่ ๖
สาวตฺถีนิทานํ ฯ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว เทวาสุรสงฺคาโม สมุปพฺยูโฬฺห อโหสิ ฯ ตสฺมึ โข ปน ภิกฺขเว สงฺคาเม อสุรา ชินึสุ เทวา ปราชินึสุ ฯ ปราชิตา จ โข ภิกฺขเว เทวา อปายํเสฺวว อุตฺตเรน มุขา อภิยํเสฺวว เน อสุรา ฯ
สาวัตถีนิทาน ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างพวกเทวดาและอสูรได้ประชิดกันแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในสงครามคราวนั้น พวกอสูรเป็นฝ่ายมีชัย พวกเทวดาเป็นฝ่ายปราชัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาผู้พ่ายแพ้ต่างพากันหนีไปทางทิศอุดร พวกอสูรได้ชวนกันไล่พวกเทวดาเหล่านั้นไปแล้วทีแล้ว ฯ
อถ โข ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท มาตลึ สงฺคาหกํ คาถาย อชฺฌภาสิ กุลาวกา มาตลิ สิมฺพลิสฺมึ อีสามุเขน ปริวชฺชยสฺสุ กามํ จชาม อสุเรสุ ปาณํ มา ยิเม ทิชา วิกุลาวา อเหสุนฺติ ฯ เอวํ ภทฺทนฺตวาติ โข ภิกฺขเว มาตลิ สงฺคาหโก สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส ปฏิสฺสุตฺวา สหสฺสยุตฺตํ อาชญฺญรถํ ปจฺจุทาวตฺเตสิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ตรัส กะมาตลีสังคาหกเทพบุตรด้วยคาถาว่า ดูกรมาตลี เธอจงหลีกเลี่ยงรังนกในป่าไม้งิ้ว โดยบ่ายหน้า งอนรถกลับ ถึงเราจะต้องเสียสละชีวิตในพวกอสูรก็ตามที นกเหล่านี้อย่าได้ปราศจากรังเสียเลย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตลีสังคาหกเทพบุตรรับพระดำรัสของท้าวสักกะจอมเทวดาว่า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ดั่งนี้แล้ว ให้รถซึ่งเทียมด้วยม้าอาชาไนยพันตัวหันหลังกลับ ฯ
อถ โข ภิกฺขเว อสุรานํ เอตทโหสิ ปจฺจุทาวตฺโต โขทานิ สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส สหสฺสยุตฺโต อาชญฺญรโถ ทุติยมฺปิ โข เทวา อสุเรหิ สงฺคาเมสฺสนฺตีติ ฯ อสุรา ภีตา อสุรปุรเมว ปาวิสึสุ ฯ อิติ โข ภิกฺขเว สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส ธมฺเมเนว ชโย อโหสีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พวกอสูรคิดว่า บัดนี้รถ ซึ่งเทียมด้วยม้าอาชาไนยพันตัวของท้าวสักกะจอมเทวดาหันกลับมาแล้ว พวกเทวดาจักทำสงครามกับพวกอสูรแม้เป็นครั้งที่สองแล พวกอสูรต่างตกใจกลับเข้าไปสู่อสูรบุรี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชัยชนะโดยธรรมแท้ๆ ได้เป็นของท้าวสักกะจอมเทวดาแล้ว ด้วยประการฉะนี้แล ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. กุลาวกสูตร ว่าด้วยรังนก
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทพกับอสูรประชิดกันสงครามครั้งนั้นพวกอสูรเป็นฝ่ายชนะ พวกเทพเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พวกเทพผู้พ่ายแพ้ต่างพากันหนีไปทางทิศเหนือ พวกอสูรได้ชวนกันไล่ติดตามพวกเทพเหล่านั้นไปทันที ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสกับมาตลีสังคาหกเทพบุตรด้วยคาถาว่า มาตลี เธอจงหลีกเลี่ยงรังนกในป่างิ้ว โดยบ่ายหน้ารถกลับ ถึงเราจะต้องสละชีวิตให้พวกอสูรก็ตามที ขออย่าให้นกเหล่านี้พลัดพรากจากรังเลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๖๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑๑. สักกสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๗. นทุพภิยสูตร ภิกษุทั้งหลาย มาตลีสังคาหกเทพบุตรรับพระดำรัสของท้าวสักกะจอมเทพว่า‘ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์’ แล้วให้รถซึ่งเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัวหันกลับ ครั้งนั้น พวกอสูรคิดว่า ‘บัดนี้ รถซึ่งเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัวของท้าวสักกะจอมเทพหันกลับมาแล้ว พวกเทพคงจักทำสงครามกับพวกอสูรเป็นครั้งที่ ๒ อีกแน่’ พวกอสูรต่างตกใจหนีกลับเข้าไปยังเมืองอสูร ชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะเพราะธรรมอย่างแท้จริงของท้าวสักกะจอมเทพ ด้วยประการฉะนี้กุลาวกสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากุลาวกสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในกุลาวกสูตรที่ ๖ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า ได้ยินว่า เสียงรถ เสียงม้าอาชาไนย เสียงธง เหมือนเสียงฟ้าผ่ารอบด้านมีแก่ท้าวสักกะผู้บ่ายหน้าเข้าป่าไม้งิ้วนั้น.
พวกครุฑผู้มีกำลังในป่างิ้วนั้นได้ยินเสียงนั้นแล้ว ก็พากันหนี. พวกครุฑที่แก่เฒ่า ที่หมดแรงเพราะโรค และลูกนกที่ยังไม่เกิดขนปีก ไม่อาจจะหนีได้กลัวตายตกใจร้องกันระเบ็งเซ็งแซ่.
ท้าวสักกะได้ยินเสียงนั้นแล้วจึงตรัสถามสารถีมาตลีว่า เสียงอะไรพ่อ.
สารถีมาตลีกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ พวกครุฑได้ยินเสียงรถของพระองค์ ไม่อาจจะหนีได้จึงร้อง. ท้าวสักกะได้ฟังคำนั้นแล้ว มีพระทัยประกอบด้วยพระกรุณา จึงตรัส.
บทว่าอีสามุเขน คือ ทางงอนของรถ.
รถจะไม่บดขยี้รังนกทางงอน ฉันใด ท่านจงหลีกรังนกนั้นด้วยทางงอนรถ ฉันนั้น. เพราะว่า รถที่เกิดด้วยบุญเป็นปัจจัยมุ่งหน้าไปที่ภูเขาจักรวาลก็ดี ที่ภูเขาสิเนรุก็ดี ย่อมไม่ขัดข้อง ย่อมไปด้วยอำนาจการไปในอากาศ. ถ้าจะพึงไปทางป่างิ้วนั้น เมื่อเกวียนใหญ่ไปกลางป่างาก็ดี กลางป่าละหุงก็ดี ป่าทั้งหมดก็ถูกเหยียบย่ำแหลกฉันใดแม้ป่างิ้วนั้นก็พึงเป็นฉันนั้น.
จบอรรถกถากุลาวกสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------