๔. นสันติสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺถํ นสนฺติสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค นสันติสูตรที่ ๔
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข สมฺพหุลา สตุลฺลปกายิกา เทวตาโย อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกามากด้วยกัน มีวรรณงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
เอกมนฺตํ ฐิตา โข เอกา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ น สนฺติ กามา มนุเชสุ นิจฺจา สนฺตีธ กมนียานิ เยสุ พทฺโธ เยสุ ปมตฺโต อปุนาคมนํ อนาคนฺตฺวา ปุริโส มจฺจุเธยฺยาติ ฯ ฉนฺทชํ อฆํ ฉนฺทชํ ทุกฺขํ ฉนฺทวินยา อฆวินโย อฆวินยา ทุกฺขวินโยติ ฯ น เต กามา ยานิ จิตฺรานิ โลเก สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม ติฏฺฐนฺติ จิตฺรานิ ตเถว โลเก อเถตฺถ ธีรา วินยนฺติ ฉนฺทํ ฯ โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ สญฺโญชนํ สพฺพมติกฺกเมยฺย ตํ นามรูปสฺมิมสชฺชมานํ อกิญฺจนํ นานุปตนฺติ ทุกฺขา ฯ ปหาสิ สงฺขํ น วิมานมาคา อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ อิธ นามรูเป ตํ ฉินฺนคนฺถํ อนิฆํ นิราสํ ปริเยสมานา นาชฺฌคมุํ เทวา มนุสฺสา อิธ วา หุรํ วา สคฺเคสุ วา สพฺพนิเวสเนสูติ ฯ
เทวดาตนหนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า กามทั้งหลายในหมู่มนุษย์ที่เป็นของเที่ยงย่อมไม่มี บุรุษผู้ เกี่ยวข้องแล้ว ผู้ประมาทแล้วในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความ ใคร่ทั้งหลายอันมีอยู่ในหมู่มนุษย์นี้ ไม่มาถึงนิพพานเป็นที่ไม่ กลับมาแต่วัฏฏะเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ เบญจขันธ์เกิดแต่ฉันทะ ทุกข์ก็เกิดแต่ฉันทะ เพราะกำจัดฉันทะเสีย จึงกำจัดเบญจ- *ขันธ์ได้ เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้ จึงกำจัดทุกข์ได้ อารมณ์ อันงามทั้งหลายในโลกไม่เป็นกาม ความกำหนัดที่พร้อมไป ด้วยความดำริเป็นกามของบุรุษ อารมณ์อันงามทั้งหลายย่อม ตั้งอยู่ในโลกอย่างนั้นนั่นแหละ บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายย่อม กำจัดฉันทะในอารมณ์ทั้งหลายนั้นโดยแท้ บุคคลพึงละความ โกรธเสีย พึงทิ้งมานะเสีย พึงล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย ทุกข์ทั้งหลาย ย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น ผู้ไม่เกี่ยวข้องในนาม รูป ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสีย แล้ว ไม่ติดมานะแล้ว ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้เสียแล้ว พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ใน สวรรค์ทั้งหลายก็ดี ในสถานเป็นที่อาศัยแห่งสัตว์ทั้งปวงก็ดี เที่ยวค้นหา ก็ไม่พบขีณาสวภิกษุนั้น ผู้มีเครื่องผูกอันตัดเสีย แล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีตัณหา ฯ
ตญฺเจ หิ นาทฺทกฺขุํ ตถา วิมุตฺตํ [อิจฺจายสฺมา โมฆราชา] เทวา มนุสฺสา อิธ วา หุรํ วา นรุตฺตมํ อตฺถจรํ นรานํ เย ตํ นมสฺสนฺติ ปสํสิยา เตติ ฯ
(ท่านพระโมฆราชกล่าว) ก็หากว่า พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่น ก็ดี ไม่ได้เห็นพระขีณาสพนั้น ผู้อุดมกว่านรชน ผู้ประพฤติ ประโยชน์เพื่อพวกนรชน ผู้พ้นแล้วอย่างนั้น เทวดาและ มนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้พระขีณาสพนั้น เทวดาและมนุษย์ เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญ ฯ
ปสํสิยา เตปิ ภวนฺติ ภิกฺขุ [โมฆราชาติ ภควา] เย ตํ นมสฺสนฺติ ตถา วิมุตฺตํ อญฺญาย ธมฺมํ วิจิกิจฺฉํ ปหาย สงฺคาติตา เตปิ ภวนฺติ ภิกฺขูติ ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัส) ดูกรภิกษุ แม้พวกเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้อัน บัณฑิตพึงสรรเสริญ พวกเทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้ ขีณาสวภิกษุนั้น ผู้พ้นแล้วอย่างนั้น ดูกรภิกษุ แม้พวก เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นรู้ธรรมแล้ว ละวิจิกิจฉาแล้ว ก็ย่อม เป็นผู้ล่วงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องข้อง ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๔. สตุลลปกายิกวรรค ๔. นสันติสูตร ๔. นสันติสูตร ว่าด้วยความไม่มี
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป พวกเทวดาสตุลลปกายิกาจำนวนมากมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร เทวดาองค์หนึ่งยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ในหมู่มนุษย์ กามที่น่าใคร่ซึ่งคนเกาะเกี่ยวมัวเมาอยู่ จนไม่บรรลุนิพพานอันเป็นเหตุไม่หวนกลับมาสู่แดนมัจจุอีก กามนั้นจะชื่อว่าเที่ยงแท้หามีไม่ ความลำบากเกิดจากฉันทะ ทุกข์เกิดจากฉันทะ เพราะกำจัดฉันทะได้ จึงกำจัดความลำบากได้ เพราะกำจัดความลำบากได้ จึงกำจัดทุกข์ได้ อารมณ์อันงามทั้งหลายในโลก ยังไม่จัดเป็นกาม ความกำหนัดที่เกิดจากความดำริเป็นกามของบุรุษ อารมณ์อันงามทั้งหลายมีอยู่ในโลกอย่างนั้นเอง ฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายจึงกำจัดฉันทะในอารมณ์เหล่านั้น บุคคลควรละความโกรธ สละมานะ ก้าวล่วงสังโยชน์ ได้หมดทุกอย่าง @เชิงอรรถ : @ สังโยชน์ หมายถึงกิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ไว้กับทุกข์มี ๑๐ อย่าง คือ (๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็น@ตัวของตน (๒) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต (๔) กามราคะ@ความติดใจในกาม (๕) ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ หรือ พยาบาท ความคิดปองร้าย (๖) รูปราคะ@ความติดใจในรูปธรรม (๗) อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม (๘) มานะ ความถือตัว (๙) อุทธัจจะ@ความฟุ้งซ่าน (๑๐) อวิชชา ความไม่รู้จริง (สํ.ส.อ. ๑/๓๔/๖๒, สํ.สฬา.อ. ๓/๕๓-๖๒/๑๔,@องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๓/๒๑, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๔๐/๕๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๔๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๔. สตุลลปกายิกวรรค ๔. นสันติสูตร ความทุกข์ย่อมไม่รุมเร้าคนนั้น ผู้ไม่ติดอยู่ในนามรูป ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ภิกษุละบัญญัติแล้ว ไม่เข้าถึงวิมาน ตัดตัณหาในนามรูปนี้ได้แล้ว เทวดาและมนุษย์ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ในสวรรค์ก็ดี ในสถานที่อันเป็นที่อาศัยแห่งสัตว์ทั้งปวงก็ดี พากันเที่ยวค้นหาก็ไม่พบภิกษุนั้น ผู้ตัดเครื่องผูกขาดแล้ว ไม่มีความทุกข์ ไม่มีตัณหา (ท่านพระโมฆราชทูลถามว่า) หากเทวดาและมนุษย์เหล่าใดในโลกนี้หรือในโลกอื่น ไม่ได้เห็นภิกษุนั้นผู้อุดมกว่านรชน ผู้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อนรชน ผู้หลุดพ้นอย่างนั้น นอบน้อมภิกษุนั้นอยู่ เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นบัณฑิตควรสรรเสริญหรือ (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ภิกษุโมฆราช) เทวดาและมนุษย์แม้เหล่านั้นบัณฑิตควรสรรเสริญ เทวดาและมนุษย์เหล่าใดนอบน้อมภิกษุผู้หลุดพ้นอย่างนั้น เทวดาและมนุษย์แม้เหล่านั้นรู้ธรรมแล้ว ละวิจิกิจฉาได้ เป็นผู้ข้ามพ้นธรรมเป็นเครื่องข้องได้ นสันติสูตรที่ ๔ จบ @เชิงอรรถ : @ ดู ขุ.ธ. ๒๕/๒๒๑/๕๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๔๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานสันติสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในนสันติสูตรที่ ๔ ต่อไป :-
บทว่า กมนียานิ แปลว่า อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ได้แก่อารมณ์ที่น่าปรารถนามีรูปเป็นต้น.
บทว่า อปุนาคมนํ อนาคนฺตฺวา ปุริโส มจฺจุเธยฺยํ ได้แก่ ไม่มาถึงพระนิพพาน กล่าวคือที่เป็นที่ไม่กลับมาอีก แต่บ่วงแห่งมัจจุ กล่าวคือวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓.
จริงอยู่ บุคคลผู้บรรลุพระนิพพานแล้ว ย่อมไม่กลับมาอีก ฉะนั้น ท่านจึงเรียกนิพพานนั้นว่า อปุนาคมนะ แปลว่า ที่เป็นที่ไม่กลับมาอีก.
อธิบายว่า บุคคลผู้เกี่ยวข้องแล้ว ผู้ประมาทแล้วในกามทั้งหลาย ชื่อว่าย่อมไม่มาแล้ว คือไม่อาจเพื่อบรรลุพระนิพพานนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า ฉนฺทชํ แปลว่า เกิดแต่ฉันทะ. อธิบายว่า เกิดเพราะตัณหาฉันทะ.
บทว่า อฆํ แปลว่า ทุกข์ คือเบญจขันธ์ บทที่ ๒ (ทุกข์) เป็นไวพจน์ของเบญจขันธ์นั้นนั่นแหละ.
บทว่า ฉนฺทวินยา อฆวินโย แปลว่า เพราะกำจัดฉันทะเสียจึงกำจัดเบญจขันธ์ได้.
อธิบายว่า เพราะกำจัดตัณหาได้ จึงกำจัดเบญจขันธ์ได้.
บทว่า อฆวินยา ทุกฺขวินโย แปลว่า เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้ จึงกำจัดทุกข์ได้.
อธิบายว่า เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้ วัฏฏทุกข์ ย่อมเป็นอันตนกำจัดได้แล้วเหมือนกัน.
บทว่า จิตฺรานิ แปลว่า อารมณ์อันงามทั้งหลาย.
บทว่า สงฺกปฺปราโค แปลว่า ความกำหนัดที่พร้อมด้วยความดำริ ในที่นี้ ท่านปฏิเสธวัตถุทั้งหลาย (วัตถุกาม) แล้วกล่าวว่า ความกำหนัดพร้อมด้วยความดำริอย่างนี้ว่า เป็นกิเลสกาม.
ความข้อนี้ บัณฑิตพึงให้แจ่มแจ้งด้วยปสุรสูตร.
จริงอยู่ เมื่อพระเถระ (พระสารีบุตร) กล่าวว่าความดำริและความกำหนัดเป็นกามของบุรุษ. ปสุรปริพาชกก็กล่าวว่า ธรรมเหล่าใดมีอารมณ์งาม ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่กาม ท่านกล่าวว่า ความดำริและความกำหนัดในโลกว่าเป็นกาม เป็นความดำริ ถ้าเช่นนั้น แม้ภิกษุของท่านก็พึงบริโภคกามในอกุศลวิตก ดังนี้.
ลำดับนั้น พระเถระได้กล่าวกะปสุรปริพาชกนั้นว่า หากว่า อารมณ์เหล่าใดงาม อารมณ์เหล่านั้นไม่ใช่กามไซร้ท่านก็ไม่ต้องกล่าวถึงความดำริและความกำหนัดว่า เป็นกามในโลก เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งรูปทั้งหลายอันเป็นอารมณ์ทางใจแม้พระศาสดาก็ตรัสว่า กามโภคีพึงมีแก่เขา ดังนี้ เมื่อบุคคลฟังเสียงทั้งหลาย สูดอยู่ซึ่งกลิ่นหอมทั้งหลาย ลิ้มอยู่ซึ่งรสทั้งหลายถูกต้องอยู่ซึ่งผัสสะทั้งหลายอันเป็นอารมณ์ทางใจ แม้พระศาสดาก็ตรัสว่า กามโภคี พึงมีแก่เขา ดังนี้.
บทว่า อเถตฺถ ธีรา แปลว่า บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายย่อมกำจัดฉันทะในอารมณ์ทั้งหลายนั้นโดยแท้. อธิบายว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมกำจัดฉันทราคะในอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นโดยแท้.
บทว่า สํโยชนํ สพฺพํ ได้แก่ สังโยชน์แม้ทั้ง ๑๐ อย่าง.
บทว่า อกิญฺจนํ ได้แก่ เว้นจากกิเลสเครื่องกังวลทั้งหลายมีราคะเป็นต้น.
บทว่า นานุปตนฺติ ทุกฺขา แปลว่า ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น คือว่าวัฏฏทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกไปเบื้องบนบุคคลผู้นั้น.
พระเถระชื่อว่าโมฆราชผู้ฉลาดในอนุสนธิ ฟังคาถาว่า ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว ดังนี้ มีสติกำหนดคาถาแม้เหล่านั้นแล้วจึงคิดว่า เนื้อความแห่งคาถานี้ไม่ไปตามอนุสนธิ ดังนี้ เมื่อจะสืบต่อแห่งอนุสนธิตามที่เป็นไปอย่างไร จึงกล่าวคำอย่างนี้ว่า
ก็หากว่า พวกเทวดา พวกมนุษย์ในโลกนี้
หรือในโลกอื่นก็ดี ไม่ได้เห็นพระขีณาสพ
นั้นผู้อุดมกว่านรชน ผู้ประพฤติประโยชน์
เพื่อพวกนรชน ผู้พ้นแล้วอย่างนั้น เทวดา
และมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้พระขีณาสพ
นั้น เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้
อันบัณฑิตพึงสรรเสริญ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ วา หุรํ วา แปลว่า ในโลกนี้หรือในโลกอื่น.
บทว่า นรุตฺตมํ อตฺถจรํ นรานํ แปลว่า ผู้อุดมกว่านรชนผู้ประพฤติประโยชน์ เพื่อนรชนทั้งหลายนั้น แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระเถระก็มิได้หมายเอาพระขีณาสพอื่น หมายเอาพระทศพลเท่านั้น.
บทว่า เย ตํ นมสฺสนฺติ ปสํสิยา เต แปลว่า พวกเทวดาและมนุษย์เหล่าใดย่อมไหว้พระขีณาสพนั้นผู้พ้นแล้วอย่างนั้น. อธิบายว่า ย่อมไหว้พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ด้วยกายหรือด้วยวาจา หรือว่าด้วยการปฏิบัติตามโดยแท้ พวกเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นพึงเป็นผู้อันบัณฑิตควรสรรเสริญหรือไม่.
บทว่า ภิกษุ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระโมฆราชเถระ.
บทว่า อญฺญาย ธมฺมํ แปลว่า รู้ธรรมแล้ว คือได้แก่รู้สัจธรรมทั้ง ๔.
บทว่า สงฺคาตีตา เตปิ ภวนฺติ แปลว่า แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น... ย่อมเป็นผู้ล่วงธรรมเครื่องข้อง.
อธิบายว่า เทวดาและมนุษย์เหล่าใดย่อมไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นด้วยกายหรือด้วยวาจา หรือว่าด้วยการปฏิบัติตาม เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นรู้สัจจธรรม ๔ และละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ล่วงพ้นธรรมเป็นเครื่องข้องบ้าง ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญบ้าง ดังนี้แล.
จบอรรถกถานสันติสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------