อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๑๓

๑๐. นานาติตถิยสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑๓–๓๒๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 9 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 9 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ทสมํ นานาติตฺถิยสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค นานาติตถิยสูตรที่ ๑๐

ข้อ ๓๑๓

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถ โข สมฺพหุลา นานาติตฺถิยสาวกา เทวปุตฺตา อสโม จ สหลี จ นิโก จ อาโกฏโก จ เวฏมฺพรี จ มาณวคามิโย จ อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ เวฬุวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ณ กาลครั้งหนึ่ง เมื่อปฐมยามล่วงแล้วพวกเทพบุตรผู้เป็นสาวกเดียรถีย์ต่างๆ เป็นอันมาก คือ อสมเทพบุตร สหลี-*เทพบุตร นิกเทพบุตร อาโกฏกเทพบุตร เวฏัมพรีเทพบุตร มาณวคามิยเทพบุตรมีวรรณงามยิ่ง ยังพระวิหารเวฬุวันทั้งสิ้นสว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับครั้นแล้วจึงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

ข้อ ๓๑๔

เอกมนฺตํ ฐิโต โข อสโม เทวปุตฺโต ปูรณํ กสฺสปํ อารพฺภ ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ อิธ ฉินฺทิตมาริเต หตชานีสุ กสฺสโป น ปาปํ สมนุปสฺสติ ปุญฺญํ วา ปน อตฺตโน ส เว วิสฺสาสมาจิกฺขิ สตฺถา อรหติ มานนนฺติ ฯ

อสมเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ส่วนที่ควรข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึงท่านปูรณะกัสสปว่า ครูปูรณะกัสสป เพียงแต่มองไม่เห็นบาปหรือบุญของตน ในเพราะเหตุที่สัตว์ถูกฟัน ถูกฆ่า ถูกโบย ถูกข่มเหง ใน โลกนี้เท่านั้น ท่านบอกให้วางใจเสีย ท่านย่อมควรที่จะยก ย่องว่าเป็นศาสดา ฯ

ข้อ ๓๑๕

อถ โข สหลี เทวปุตฺโต มกฺขลึ โคสาลํ อารพฺภ ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ ตโปชิคุจฺฉาย สุสํวุตตฺโต วาจํ ปหาย กลหํ ชเนน สโม สวชฺชา วิรโต สจฺจวาที นหิ นูน ตาที ปกโรติ ปาปนฺติ ฯ

สหลีเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภ ถึงท่านมักขลิโคศาล ต่อไปว่า ครูมักขลิโคศาล สำรวมตนดีแล้ว เพราะรังเกียจบาปด้วยตบะ ละวาจาที่ก่อให้เกิดความทะเลาะกับคนเสีย เป็นผู้สม่ำเสมอ งดเว้นจากสิ่งที่มีโทษ พูดจริง ท่านมักขลิโคศาล จัดว่าเป็นผู้ คงที่ ไม่กระทำบาปโดยแท้ ฯ

ข้อ ๓๑๖

อถ โข นิโก เทวปุตฺโต นิคนฺถํ นาฏปุตฺตํ อารพฺภ ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ เชคุจฺฉิ นิปโก ภิกฺขุ จาตุยามสุสํวุโต ทิฏฺฐํ สุตญฺจ อาจิกฺขํ นหิ นูน กิพฺพิสี สิยาติ ฯ

นิกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึง ท่านนิครนถ์ นาฏบุตรต่อไปว่า ครูนิครนถ์ นาฏบุตร เป็นผู้เกลียดบาป มีปัญญารักษาตัวรอด เห็นภัยในสงสาร เป็นผู้ระมัดระวังทั้ง ๔ ยาม เปิดเผยสิ่งที่ ตนเห็นแล้วและฟังแล้ว น่าจะไม่ใช่ผู้หยาบช้าโดยแท้ ฯ

ข้อ ๓๑๗

อถ โข อาโกฏโก เทวปุตฺโต นานาติตฺถิเย อารพฺภ ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ ปกุธโก กาติยาโน นิคนฺโถ เย จาปิเม มกฺขลิปูรณาเส คณสฺส สตฺถาโร สมญฺญปตฺตา นหิ นูน เต สปฺปุริเสหิ ทูเรติ ฯ

อาโกฏกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึงพวกเดียรถีย์ต่างๆ ต่อไปอีกว่า ท่านปกุธะ กัจจายนะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร และพวกท่าน มักขลิโคศาล ท่านปูรณะกัสสปเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นศาสดา ของหมู่ บรรลุถึงที่สุดในสมณธรรมแล้ว ท่านเหล่านั้นคง เป็นผู้ไม่ไกลไปจากสัตบุรุษแน่นอน ฯ

ข้อ ๓๑๘

อถ โข เวฏมฺพรี เทวปุตฺโต อาโกฏกํ เทวปุตฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ สห รจิเตน ฉโว สิคาโล น โกฏฺฐุโก สีหสโม กทาจิ นคฺโค มุสาวาทิ คณสฺส สตฺถา สงฺกสฺสราจาโร น สตํ สริกฺโขติ ฯ

เวฏัมพรีเทพบุตร ได้กล่าวตอบอาโกฏกเทพบุตรด้วยคาถาว่า สุนัขจิ้งจอกสัตว์เลวๆ ใคร่จะตีตนเสมอราชสีห์ แม้จะ ไม่ใช่สัตว์ขี้เรื้อน แต่ก็มีบางคราวที่ทำตนเทียมราชสีห์ ฯ ครูของหมู่บำเพ็ญตัวเป็นคนแนะหนทาง แต่พูดคำเท็จ มี มรรยาทน่ารังเกียจ จะเทียบกับสัตบุรุษไม่ได้ ฯ

ข้อ ๓๑๙

อถ โข มาโร ปาปิมา เวฏมฺพรึ เทวปุตฺตํ อนฺวาวิสิตฺวา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ ตโปชิคุจฺฉาย อายุตฺตา ปาลยํ ปวิเวกิยํ รูเป จ เย นิวิฏฺฐาเส เทวโลกาภินนฺทิโน เต เจ สมฺมานุสาสนฺติ ปรโลกาย มาติยาติ ฯ

ลำดับนั้น มารผู้ลามกเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้วได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า สัตว์เหล่าใด ประกอบแล้ว ในความเกลียดบาปด้วยตบะ รักษาความสงบสงัดอยู่ ติดอยู่ในรูป ปรารถนาเทวโลก สัตว์ เหล่านั้น ย่อมสั่งสอนชอบ เพื่อปรโลกโดยแท้ ฯ

ข้อ ๓๒๐

อถ โข ภควา มาโร อยํ ปาปิมา อิติ วิทิตฺวา มารํ ปาปิมนฺตํ คาถาย ปจฺจภาสิ เยเกจิ รูปา อิธ วา หุรํ วา เย จนฺตลิกฺขสฺมิ ปภาสวณฺณา สพฺเพว เต เต นมุจิปฺปสตฺถา อามิสํว มจฺฉานํ วธาย ขิตฺตาติ ฯ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี้เป็นมารตัวร้ายกาจ จึงได้ทรงภาษิตคาถาตอบมารผู้ลามกว่า รูปใดๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกหน้า และจะอยู่ในอากาศ มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที รูปทั้งหมดเหล่านั้น อันมารสรรเสริญ แล้ว วางดักสัตว์ไว้แล้ว เหมือนเขาเอาเหยื่อล่อเพื่อฆ่าปลา ฉะนั้น ฯ

ข้อ ๓๒๑

อถ โข มาณวคามิโย เทวปุตฺโต ภควนฺตํ อารพฺภ ภควโต สนฺติเก อิมา คาถาโย อภาสิ วิปุโล ราชคหิยานํ คิริ เสฏฺโฐ ปวุจฺจติ เสโต หิมวตํ เสฏฺโฐ อาทิจฺโจ อฆคามินํ สมุทฺโททธินํ เสฏฺโฐ นกฺขตฺตานญฺจ จนฺทิมา สเทวกสฺส โลกสฺส พุทฺโธ อคฺโค ปวุจฺจตีติ ฯ นานาติตฺถิยวคฺโค ตติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ สิโว เขโม จ เสรี จ ฆฏิ ชนฺตุ จ โรหิโต นนฺโท นนฺทิวิสาโล จ สุสิโม นานาติตฺถิเยน เต ทสาติ ฯ เทวปุตฺตสํยุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------

ลำดับนั้น มาณวคามิยเทพบุตร ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาค ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคว่า ภูเขาวิปุละ เขากล่าวกันว่า เป็นสูงเยี่ยมกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ใน พระนครราชคฤห์ เสตบรรพตเป็นเลิศกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่า หิมวันต์ พระอาทิตย์เป็นเลิศกว่าสิ่งที่ไปในอากาศ มหาสมุทร เป็นเลิศกว่าห้วงน้ำทั้งหลาย พระจันทร์เป็นเลิศกว่าดวงดาว ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าโลกกล่าวว่าเป็นเลิศกว่าประชุมชน ทั้งโลก พร้อมทั้งเทวโลก ฯ จบ นานาติตถิยวรรค ที่ ๓ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรในนานาติตถิยวรรคที่ ๓ นี้ มี ๑๐ สูตร คือ สิวสูตรที่ ๑เขมสูตรที่ ๒ เสรีสูตรที่ ๓ ฆฏิการสูตรที่ ๔ ชันตุสูตรที่ ๕ โรหิตัสสสูตรที่ ๖นันทสูตรที่ ๗ นันทิวิสาลสูตรที่ ๘ สุสิมสูตรที่ ๙ และนานาติตถิยสูตรที่ ๑๐ ฯ จบ เทวปุตตสังยุตต์ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๓. นานติตถิยวรรค ๑๐. นานาติตถิยสาวกสูตร ๑๐. นานาติตถิยสาวกสูตร ว่าด้วยเทพบุตรผู้เป็นสาวกของเดียรถีย์ต่างๆ

ข้อ ๑๑๑

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อ กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป พวกเทพบุตรผู้เป็นสาวกของ เดียรถีย์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก คือ อสมเทพบุตร สหลีเทพบุตร นิกเทพบุตร อาโกฏกเทพบุตร เวฏัมพรีเทพบุตร มาณวคามิยเทพบุตร มีวรรณะงดงามยิ่งนักเปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเวฬุวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร อสมเทพบุตรยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มี พระภาค ปรารภปูรณะ กัสสปะว่า ท่านปูรณะ กัสสปะมองไม่เห็นบาปหรือบุญของตน ในเพราะการตัด การฆ่า การโบย การเสื่อมทรัพย์ ท่านจึงบอกให้เบาใจเสีย สมควรที่จะยกย่องท่านว่าเป็นศาสดาในโลกนี้ ลำดับนั้น สหลีเทพบุตรได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ปรารภ มักขลิ โคศาลต่อไปว่า ท่านมักขลิ โคศาล สำรวมตนดีแล้ว ด้วยการกีดกันบาปด้วยตบะ ละวาจาที่ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เป็นผู้สม่ำเสมอ งดเว้นจากสิ่งที่มีโทษ พูดจริง เป็นผู้คงที่ ไม่ทำบาปแน่นอน ลำดับนั้น นิกเทพบุตรได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ปรารภ นิครนถ์ นาฏบุตรต่อไปว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๒๔}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๓. นานติตถิยวรรค ๑๐. นานาติตถิยสาวกสูตร ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร เป็นผู้กีดกันบาป มีปัญญาเครื่องบริหาร เห็นภัยในสังสารวัฏ เป็นผู้ระมัดระวังทั้ง ๔ ยาม เปิดเผยสิ่งที่ตนเห็นแล้วและฟังแล้ว เป็นผู้ไม่หยาบช้าแน่นอน ลำดับนั้น อาโกฏกเทพบุตรได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ปรารภพวกเดียรถีย์ต่างๆ ต่อไปอีกว่า ท่านปกุธะ กัจจายนะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร ท่านมักขลิ โคศาล และท่านปูรณะ กัสสปะเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นครูของหมู่คณะ บรรลุความเป็นสมณะ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ไกลจากสัตบุรุษแน่นอน ลำดับนั้น เวฏัมพรีเทพบุตรได้กล่าวตอบอาโกฏกเทพบุตรด้วยคาถาว่า ในกาลไหนๆ สุนัขจิ้งจอกสัตว์เล็กๆ ชั้นเลว จะแสดงจริตกริยาให้เสมอราชสีห์ไม่ได้เลย ครูของหมู่คณะเป็นคนเปลือย มักพูดคำเท็จ มีพฤติกรรมน่าระแวงสงสัย จะเทียบกับสัตบุรุษไม่ได้เลย ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก ของพระผู้มีพระภาคว่า สัตว์เหล่าใดประกอบด้วยการกีดกันบาปด้วยตบะ รักษาความสงบสงัด ติดอยู่ในรูป เพลิดเพลินในเทวโลก สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าสั่งสอนโดยชอบเพื่อปรโลกโดยแท้ @เชิงอรรถ : @ ๔ ยาม หมายถึงส่วน ๔ เหล่านี้ คือ (๑) ห้ามน้ำเย็นทั้งปวง (๒) ประกอบด้วยการห้ามบาปทั้งปวง@(๓) กำจัดบาปทั้งปวง (๔) ห้ามบาปทั้งปวงถูกต้อง (สํ.ส.อ. ๑/๑๑๑/๑๒๐, สํ.ฏีกา ๑/๑๑๑/๑๗๘, ดูเทียบ@ที.สี. (แปล) ๙/๑๗๗/๕๘-๕๙) @ บรรลุความเป็นสมณะ หมายถึงบรรลุจุดหมายสูงสุดแห่งสมณธรรม (สํ.ส.อ. ๑/๑๑๑/๑๒๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๒๕}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๓. นานติตถิยวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า “นี้คือมารผู้มีบาป” จึงได้ตรัสตอบ มารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า รูปใดๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกหน้า และแม้จะอยู่ในอากาศ มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที นมุจิมาร รูปทั้งหมดนั้นท่านก็สรรเสริญแล้ววางดักไว้ เหมือนบุคคลใช้เหยื่อล่อฆ่าปลา ฉะนั้น ลำดับนั้น มาณวคามิยเทพบุตรได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ปรารภพระผู้มีพระภาคว่า คนพูดกันว่า บรรดาภูเขาในกรุงราชคฤห์ ภูเขาวิปุละเยี่ยมที่สุด บรรดาภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่าหิมพานต์ ภูเขาเสตบรรพตเยี่ยมที่สุด บรรดาสิ่งที่ลอยอยู่ในอากาศ ดวงอาทิตย์เยี่ยมที่สุด บรรดาห้วงน้ำทั้งหลาย สมุทรเยี่ยมที่สุด บรรดาดวงดาวทั้งหลาย ดวงจันทร์เยี่ยมที่สุด บัณฑิตกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเลิศกว่ามนุษย์และเทวดา นานาติตถิยสาวกสูตรที่ ๑๐ จบ นานาติตถิยวรรคที่ ๓ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สิวสูตร ๒. เขมสูตร ๓. เสรีสูตร ๔. ฆฏิการสูตร ๕. ชันตุสูตร ๖. โรหิตัสสสูตร ๗. นันทสูตร ๘. นันทิวิสาลสูตร ๙. สุสิมสูตร ๑๐. นานาติตถิยสาวกสูตร เทวปุตตสังยุต จบบริบูรณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๒๖}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถานานาติตถิยสูตรที่ ๑๐

พึงทราบวินิจฉัยในนานาติตถิยสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-

บทว่า นานาติตฺถิยสาวกา ความว่า เทพบุตรสาวกของเดียรถีย์ต่างๆ เหล่านั้นเป็นกัมมวาที นับถือกรรม เพราะฉะนั้น จึงกระทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น บังเกิดในสวรรค์.

เทพบุตรเหล่านั้นสำคัญว่าเราบังเกิดในสวรรค์ เพราะเลื่อมใสในศาสดาของตน จึงมาด้วยหมายใจว่า เราจะไปยืนในสำนักของพระทศพล กล่าวคุณศาสดาของเรา แล้วกล่าวด้วยคาถาองค์ละ ๑ คาถา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉินฺทิตมาริเต จ หตชานีสุ ได้แก่ ในการโบยและในการเสื่อมทรัพย์ทั้งหลาย.

ด้วยบทว่า ปุญฺญํ วา ปน อสมเทพบุตรไม่ตามพิจารณาแม้แต่บุญของตน กล่าวโดยย่อว่า วิบากของบุญและบาปไม่มี ดังนี้.

บทว่า ส เว วิสฺสาสมาจิกฺขิ ความว่า อสมเทพบุตรนั้นแล เมื่อกล่าวว่า วิบากทั้งของบาปที่ทำแล้ว ทั้งของบุญที่ทำแล้ว ไม่มี ดังนี้ จึงบอกที่พักอาศัย ที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า ศาสดาปุรณกัสสปควรแก่การนับถือ การไหว้ การบูชา.

บทว่า ตโปชิคุจฺฉาย ได้แก่ เพราะเกลียดบาป ด้วยตปะคือการทำกายให้ลำบาก.

บทว่า สุสํวุโต ได้แก่ ประกอบแล้ว หรือปิดแล้ว.

บทว่า เชคุจฺฉี ได้แก่ เกลียดบาปด้วยตปะ.

บทว่า นิปโก ได้แก่ บัณฑิต.

บทว่า จาตุยามสุสํวุโต ได้แก่ สำรวมด้วยดีด้วยยาม ๔ ส่วนทั้ง ๔ เหล่านี้ คือผู้ห้ามน้ำทั้งปวง ผู้ประกอบในการห้ามบาปทั้งปวง ผู้กำจัดบาปทั้งปวง ผู้ห้ามบาปทั้งปวงถูกต้อง ชื่อว่ายาม ๔.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพวาริวาริโต จ ได้แก่ ห้ามน้ำทั้งหมด.

อธิบายว่า น้ำเย็นทั้งหมดห้ามขาด เขาว่านิครนถนาฏบุตรนั้น สำคัญว่ามีตัวสัตว์ในน้ำเย็น เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช้น้ำเย็นนั้น.

บทว่า สพฺพวาริยุตฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยการห้ามบาปทุกอย่าง.

บทว่า สพฺพวาริธุโต ได้แก่ กำจัดบาปเสียแล้วด้วยการห้ามบาปทุกอย่าง.

บทว่า สพฺพวาริผุฏฺโฐ ได้แก่ ผู้อันการห้ามบาปทั้งปวงถูกต้องแล้ว.

บทว่า ทิฏฺฐํ สุตญฺจ อาจิกฺขํ ได้แก่ บอกว่าสิ่งที่เห็นเราเห็นแล้ว ข้อที่ฟัง เราฟังแล้วไม่ปิดเลย.

บทว่า นหิ นูน กิพฺพิสี ความว่า ศาสดาเห็นปานนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้กระทำความชั่วร้าย.

บทว่า นานาติตฺถิเย ความว่า เขาว่า อาโกฏกเทพบุตรนั้นเป็นอุปัฏฐากของเหล่าเดียรถีย์ต่างๆ นั่นแล เพราะฉะนั้น เขาจึงกล่าวปรารภเดียรถีย์เหล่านั้น.

บทว่า ปกุทฺธโก กาติยาโน ได้แก่ ศาสดาชื่อปกุธกัจจายนะ.

บทว่า นิคนฺโถ ได้แก่ ศาสดาชื่อนาฏบุตร.

บทว่า มกฺขลิปูรณาเส ได้แก่ ศาสดาชื่อมักขลิและชื่อปูรณะ.

บทว่า สามญฺญปฺปตฺตา ได้แก่ ถึงที่สุดในสมณธรรม.

ด้วยบทว่า นหิ นูน เต อาโกฏกเทพบุตรกล่าวว่า ศาสดาเหล่านั้นไม่ไกลไปจากสัตบุรุษทั้งหลายเลย ศาสดาเหล่านั้นนั่นแล จึงชอบที่จะเป็นสัตบุรุษในโลก.

บทว่า ปจฺจภาสิ ความว่า เวฏัมพรีเทพบุตรคิดว่า อาโกฏกเทพบุตรผู้นี้ยืนกล่าวคุณของศาสดาชีเปลือยผู้ไร้สิริเหล่านี้ในสำนักของพระทศพล ดังนั้น เราจักกล่าวโทษของศาสดาเหล่านั้น แล้วจึงกล่าวโต้ตอบ.

บทว่า สห รจิตมตฺเตน ได้แก่ พร้อมด้วยเหตุเพียงแต่งถ้อยคำ.

บทว่า ฉโว สิงฺคาโล ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกตาบอด ต่ำทราม.

บทว่า โกฏฺฐโก เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นแหละ.

บทว่า สงฺกสฺสราจาโร ได้แก่ มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ.

บทว่า น สตํ สริกฺขโก ความว่า ศาสดาของท่านจะเทียมสัตบุรุษผู้เป็นบัณฑิตหาได้ไม่ ท่านก็เสมือนสุนัขจิ้งจอกตาบอด ยังจะทำเดียรถีย์ให้เป็นราชสีห์หรือ.

บทว่า อนฺวาวิสิตฺวา ความว่า มารผู้มีบาปดำริว่า เวฏัมพรีเทพบุตรผู้นี้กล่าวโทษของเหล่าศาสดาเห็นปานนั้น ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ เราจะให้เขากล่าวคุณด้วยปากนั่นแหละ จึงเข้าสิงในร่างของเวฏัมพรีเทพบุตรนั้น น้อมใจตามไป ชื่อว่าเข้าไปอาศัยอยู่ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อายุตฺตา ได้แก่ ขวนขวายขมักเขม้นในอันเกลียดตปะ.

บทว่า ปาลยํ ปวิเวกํ แปลว่า รักษาความสงัด.

ได้ยินว่า เดียรถีย์เหล่านั้นถอนผมตนเอง ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากการแต่งผม. เปลือยกายเที่ยวไป ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากผ้า. กินอาหารที่พื้นดินหรือที่มือดุจสุนัข ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากอาหาร. นอนบนหนามเป็นต้น ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากที่นั่งที่นอน.

บทว่า รูเป นิวิฏฺฐา ได้แก่ ตั้งอยู่ในรูปด้วยตัณหาและทิฐิ.

บทว่า เทวโลกาภินนฺทิโน ได้แก่ ปรารถนาเทวโลก.

บทว่า มาติยา ได้แก่ สัตว์ที่ต้องตาย. มารผู้มีบาปกล่าวว่า เหล่าเดียรถีย์ย่อมสั่งสอนสัตว์ที่จะต้องตายเหล่านั้นแหละโดยชอบ เพื่อประโยชน์แก่ปรโลก.

บทว่า อิติ วิทิตฺวา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงระลึกว่า เทพบุตรผู้นี้กล่าวโทษของศาสดาเหล่านี้ก่อนแล้ว บัดนี้ กลับมากล่าวคุณ ผู้นี้เป็นใครหนอ แล้วก็ทรงทราบ.

บทว่า เย จนฺตลิกฺขสฺมิ ปภาสวณฺณา ความว่า บรรดารูปรัศมีดวงจันทร์ รัศมีดวงอาทิตย์ ประกายเพชรพลอย รุ้งกินน้ำและดวงดาวทั้งหลาย รูปเหล่าใดมีวรรณะสว่างไสวในท้องฟ้า.

บทว่า สพฺเพว เต เต ได้แก่ รูปเหล่านั้นทั้งหมดอันท่านสรรเสริญแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกมารว่า นมุจิ.

ด้วยบทว่า อามิสํว มจฺฉานํ วธาย ขิตฺตา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มารย่อมเหวี่ยงเหยื่อ ติดปลายเบ็ด เพื่อต้องการฆ่าปลาทั้งหลาย ฉันใด ท่านกล่าวสรรเสริญ หว่านรูปเหล่านั้นก็เพื่อมัดสัตว์ทั้งหลาย ฉันนั้น.

บทว่า มาณวคามิโย ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรองค์นี้เป็นพุทธอุปัฏฐาก.

บทว่า ราชคหิยานํ ได้แก่ ภูเขาในกรุงราชคฤห์.

บทว่า เสโต ได้แก่ เขาไกรลาส.

บทว่า อฆคามินํ ได้แก่ ที่โคจรไปในอากาศ.

บทว่า อุทธีนํ ได้แก่ รองรับน้ำ.

ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า ภูเขาวิบูลบรรพตประเสริฐสุดแห่งบรรดาภูเขาที่ตั้งอยู่ในกรุงราชคฤห์ ภูเขาไกรลาสประเสริฐสุดแห่งบรรดาภูเขาในป่าหิมพานต์ดวงอาทิตย์ประเสริฐสุดแห่งบรรดาสภาวะที่โคจรไปในอากาศ สมุทร [ทะเล] ประเสริฐสุดแห่งบรรดาสภาวะที่รองรับน้ำ. ดวงจันทร์ประเสริฐสุดแห่งบรรดาดวงดาวทั้งหลาย ฉันใด พระพุทธเจ้าก็ประเสริฐสุดแห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก ฉันนั้น.

จบอรรถกถานานาติตถิยสูตรที่ ๑๐ นานาติตถิยวรรคที่ ๓ เทวปุตตสังยุตจบเพียงเท่านี้ -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรในนานาติตถิยวรรคที่ ๓ นี้มี ๑๐ สูตร คือ

๑. สิวสูตร

๒. เขมสูตร

๓. เสรีสูตร

๔. ฆฏิการสูตร

๕. ชันตุสูตร

๖. โรหิตัสสสูตร

๗. นันทสูตร

๘. นันทิวิสาลสูตร

๙. สุสิมสูตร

๑๐. นานาติตถิยสูตร -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา