๗. วันทนสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สตฺตมํ วนฺทนสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วันทนสูตรที่ ๗
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา ทิวาวิหารคโต โหติ ปฏิสลฺลีโน ฯ อถ โข สกฺโก จ เทวานมินฺโท พฺรหฺมา จ สหมฺปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ปจฺเจกํ ทฺวารพาหํ นิสฺสาย อฏฺฐํสุ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นอยู่ในที่พักกลางวัน ฯ ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ประทับยืนพิงบานพระทวารอยู่องค์ละบาน ฯ
อถ โข สกฺโก เทวานมินฺโท ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ อุฏฺฐาหิ วีร วิชิตสงฺคาม ปนฺนภาร อนณ วิจร โลเก จิตฺตญฺจ เต สุวิมุตฺตํ จนฺโท ยถา ปนฺนรสาย รตฺตินฺติ ฯ
ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสพระคาถานี้ ในสำนัก พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ทรงชนะสงครามแล้ว ทรงปลง ภาระลงแล้ว ไม่ทรงมีหนี้ ขอเชิญพระองค์เสด็จลุกขึ้น เสด็จเที่ยวไปในโลกเถิด อนึ่ง จิตของพระองค์หลุดพ้นดี แล้ว เหมือนพระจันทร์ในราตรีวันเพ็ญ ฉะนั้น ฯ
น โข เทวานมินฺท ตถาคตา เอวํ วนฺทิตพฺพา ฯ เอวญฺจ โข เทวานมินฺท ตถาคตา วนฺทิตพฺพา อุฏฺฐาหิ วีร วิชิตสงฺคาม สตฺถวาห อนณ วิจร โลเก เทเสตุ ภควา ธมฺมํ อญฺญาตาโร ภวิสฺสนฺตีติ ฯ
ท้าวสหัมบดีพรหมตรัสค้านว่า ดูกรจอมเทพ พระองค์ไม่ควร กราบทูลพระตถาคตอย่างนี้เลย แต่ควรจะกราบทูลพระตถาคตอย่างนี้แลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ทรงชนะสงครามแล้ว ทรงเป็น ผู้นำพวก ไม่ทรงมีหนี้สิน ขอเชิญพระองค์เสด็จลุกขึ้น เสด็จเที่ยวไปในโลก ขอเชิญพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม จักมีผู้รู้ทั่วถึงธรรมเป็นแน่ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. วันทนาสูตร ว่าด้วยการถวายบังคม
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นประทับพักผ่อนอยู่ในที่พักกลางวัน ขณะนั้น ท้าวสักกะจอมเทพและท้าวสหัมบดีพรหมเสด็จเข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ ได้ประทับยืนพิงบานประตูคนละข้าง ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพ ได้ตรัสคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ผู้ชนะสงครามแล้ว ทรงปลงภาระลงแล้ว ผู้ไม่มีหนี้ ขอพระองค์โปรดลุกขึ้น เสด็จจาริกไปในโลก อนึ่ง ดวงพระทัยของพระองค์หลุดพ้นดีแล้ว เหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ฉะนั้น @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.วิ. (แปล) ๒๖/๖๔๑-๖๔๒/๗๑ @ ปลงภาระลงแล้ว หมายถึงปลงขันธภาระ กิเลสภาระและอภิสังขารภาระลงแล้ว (สํ.ส.อ. ๑/๒๖๓/๓๓๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๘๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑๑. สักกสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๘. ปฐมสักกนมัสสนสูตร ท้าวสหัมบดีพรหมตรัสค้านว่า “จอมเทพ พระองค์ไม่ควรถวายบังคม พระตถาคตอย่างนี้เลย แต่ควรจะถวายบังคมพระตถาคตอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ผู้ชนะสงคราม ผู้นำหมู่ ผู้ไม่มีหนี้ ขอพระองค์โปรดลุกขึ้น เสด็จจาริกไปในโลก ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์ จงทรงแสดงธรรมโปรดสัตว์โลกเถิด เพราะจักมีผู้รู้ธรรม” วันทนาสูตรที่ ๗ จบ ๘. ปฐมสักกนมัสสนสูตร ว่าด้วยการนอบน้อมของท้าวสักกะ สูตรที่ ๑
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพตรัสกับมาตลีสังคาหกเทพบุตรว่า ‘สหายมาตลี ท่านจงจัดเตรียมรถซึ่งเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัว เราจะไปยังพื้นที่อุทยานเพื่อชมภูมิภาคอันงดงาม’ มาตลีสังคาหกเทพบุตรทูลรับพระดำรัสแล้ว จัดเตรียมรถซึ่งเทียมด้วยม้า อาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัว เสร็จแล้วกราบทูลแก่ท้าวสักกะจอมเทพว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ รถซึ่งเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัว สำหรับพระองค์จัดเตรียมไว้เสร็จแล้ว ขอพระองค์ทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด’ ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพขณะเสด็จลงจากเวชยันต์ปราสาท ทรงประนมมือนอบน้อมทิศใหญ่ทั้ง ๔ ด้วยดี ครั้งนั้น มาตลีสังคาหกเทพบุตรได้กราบทูลท้าวสักกะจอมเทพด้วยคาถาว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคาถาสุดท้ายในข้อ ๑๗๒ หน้า ๒๓๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๘๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวันทนสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในวันทนสูตรที่ ๗ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อุฏฺฐาหิ แปลว่า จงลุกขึ้น คือจงเพียรพยายาม.
บทว่า วิชิตสงฺคาม ความว่า ท้าวสักกะเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชำนะกิเลสมีราคะเป็นต้น และไพร่พลของมารประมาณ ๑๒ โยชน์.
บทว่า ปนฺนภาโร ได้แก่ มีภาระคือขันธ์ กิเลส อภิสังขารอันปลงลงแล้ว.
บทว่า ปณฺณรสาย รตฺตึ คือ กลางคืนขึ้น ๑๕ ค่ำ.
จบอรรถกถาวันทนสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------