๑. ปฐมกัสสปสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เทวปุตฺตสํยุตฺตํ ปฐโม วคฺโค ------ ปฐมํ ปฐมกสฺสปสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต วรรคที่ ๑ ปฐมกัสสปสูตรที่ ๑
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข กสฺสโป เทวปุตฺโต อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข กสฺสโป เทวปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ ภิกฺขุํ ภควา ปกาเสสิ โน จ ภิกฺขุโน อนุสาสนฺติ ฯ เตน หิ กสฺสป ตญฺเญเวตฺถ ปฏิภาตูติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ ครั้งนั้น กัสสปเทวบุตร เมื่อราตรีปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณอันงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับครั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งกัสสปเทวบุตรยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าพระผู้มีพระภาคทรงประกาศภิกษุไว้แล้ว แต่ไม่ทรงประกาศคำสอนของภิกษุ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสปเทวบุตร ถ้าอย่างนั้นคำสอนนั้นจงแจ่มแจ้ง ณ ที่นี้เถิด ฯ
สุภาสิตสฺส สิกฺเขถ สมณุปาสนสฺส จ เอกาสนสฺส จ รโห จิตฺตวูปสมสฺส จาติ อิทมโวจ กสฺสโป เทวปุตฺโต สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ ฯ อถ โข กสฺสโป เทวปุตฺโต สมนุญฺโญ เม สตฺถาติ ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ
กัสสปเทวบุตร ได้กราบทูลว่า บุคคลพึงศึกษาคำสุภาษิต การเข้าไปนั่งใกล้สมณะ การนั่งในที่เร้นลับแต่ผู้เดียว และการสงบระงับจิต ฯ พระศาสดาได้ทรงพอพระทัย ฯ ลำดับนั้น กัสสปเทวบุตรทราบว่า พระศาสดาทรงพอพระทัย จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๑. ปฐมกัสสปสูตร ๒. เทวปุตตสังยุต ๑. ปฐมวรรค หมวดที่ ๑ ๑. ปฐมกัสสปสูตร ว่าด้วยกัสสปเทพบุตร สูตรที่ ๑
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป กัสสปเทพบุตรมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงประกาศภิกษุ แต่ไม่ทรงประกาศคำสั่งสอนสำหรับภิกษุ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “กัสสปเทพบุตร ถ้าอย่างนั้น การประกาศคำสั่งสอนนั้นจงปรากฏแก่ท่าน ณ ที่นี้เถิด” กัสสปเทพบุตรกราบทูลว่า บุคคลพึงศึกษาคำสุภาษิต ศึกษาการเข้าไปนั่งใกล้สมณะ ศึกษาการนั่งในที่สงัดแต่ผู้เดียว และศึกษาการสงบระงับจิต กัสสปเทพบุตรได้กล่าวดังนี้ พระศาสดาทรงพอพระทัยแล้ว ลำดับนั้น กัสสปเทพบุตรทราบว่า “พระศาสดาของเราทรงพอพระทัยแล้ว” จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง ปฐมกัสสปสูตรที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ คำสุภาษิต หมายถึงวจีสุจริต ๔ อย่าง ที่อาศัยสัจจะ ๔ อาศัยกถาวัตถุ ๑๐ (และ) อาศัยโพธิปักขิย-@ธรรม ๓๗ ประการ (สํ.ส.อ. ๑/๘๒/๙๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๘๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ อรรถกถาปฐมกัสสปสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในกัสสปสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๑ ต่อไป :-
บทว่า เทวปุตฺโต ความว่า บุรุษผู้เกิดที่ตักเทวดา ชื่อว่าเทพบุตร. สตรีผู้เกิดที่ตักเทวดา ชื่อว่าเทพธิดา. เทวดาที่ไม่ปรากฎนาม ท่านเรียกว่าเทวดาองค์หนึ่ง. เทพที่ปรากฏนาม ท่านเรียกว่าเทพบุตรมีชื่ออย่างนี้. เพราะฉะนั้น เทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในหนหลังแล้ว ในสูตรนี้จึงกล่าวว่า เทพบุตร.
บทว่า อนุสาสํ แปลว่า คำสั่งสอน. เขาว่า เทพบุตรองค์นี้ได้ฟังว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์ในพรรษาที่ ๗ นับแต่ตรัสรู้ทรงเข้าจำพรรษา ณ เทวบุรี (ดาวดึงส์) แสดงพระอภิธรรม ตรัสภิกขุนิทเทสไว้ในฌานวิภังค์อย่างนี้ว่าบทว่า ภิกฺขุ ได้แก่ ชื่อว่าภิกษุ เพราะสมัญญา. ชื่อว่าภิกษุ เพราะปฏิญญา.
แต่เทพบุตรนั้นไม่ได้ฟังคำโอวาทภิกษุ คำสั่งสอนภิกษุอย่างนี้ว่า พวกเธอจงตรึกอย่างนี้ อย่าตรึกอย่างนี้ จงใส่ใจอย่างนี้ อย่าใส่ใจอย่างนี้ จงละข้อนี้ จงเข้าถึงข้อนี้อยู่. เทพบุตรนั้นหมายเอาข้อนั้น จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศภิกษุไว้ ไม่ทรงประกาศคำสั่งสอนของภิกษุ.
บทว่า เตนหิ ความว่า ก็เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่ประกาศคำสั่งสอนของภิกษุฉะนั้น.
บทว่า ตญฺเญเวตฺถปฏิภาตุ ความว่า การประกาศคำสั่งสอนนี้จงปรากฏแก่ท่านผู้เดียว.
ความจริง ผู้ใดประสงค์จะกล่าวปัญหาก็ไม่อาจจะกล่าวเทียบกับพระสัพพัญญุตญาณได้ หรือว่าผู้ใดไม่ประสงค์จะกล่าวก็อาจจะกล่าวปัญหาได้ หรือว่าผู้ใดไม่ประสงค์จะกล่าว ทั้งไม่อาจจะกล่าวด้วย. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่ทรงทำปัญหาของคนเหล่านั้นทั้งหมดให้เป็นภาระ แต่เทพบุตรองค์นี้ประสงค์จะกล่าวด้วย ทั้งอาจกล่าวได้ด้วย. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทำปัญหาให้เป็นภาระของเทพบุตรนั้นผู้เดียว จึงตรัสอย่างนี้. แม้เทพบุตรนั้นก็กล่าวปัญหา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภาสิตสฺส สิกฺเขถ ความว่า พึงศึกษาคำสุภาษิตคือพึงศึกษาวจีสุจริต ๔ อย่างที่อิงอาศัยสัจจะ ๔ อิงอาศัยกถาวัตถุ ๑๐ อิงอาศัยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เท่านั้น.
บทว่า สมณูปาสนสฺส จ ความว่า การเข้าถึงความสงบอันสมณะทั้งหลายพึงเสพ คือพึงศึกษา พึงเจริญกัมมัฏฐาน ๓๘ ประเภท.
อีกอย่างหนึ่ง แม้การเข้าไปหาเหล่าภิกษุผู้เป็นพหูสูต ก็ชื่อว่าการเข้าไปนั่งใกล้สมณะ.
อธิบายว่า พึงศึกษาประโยชน์แห่งความรู้ด้วยปัญญา โดยการถามปัญหาว่า ท่านเจ้าข้า แม้ข้อนั้นก็เป็นกุศลหรือ ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า จิตฺตวูปสมสฺส จ ความว่า และพึงศึกษาความสงบจิตด้วยอำนาจสมาบัติ ๘. ดังนั้น สิกขา ๓ เป็นอันเทพบุตรกล่าวแล้ว.
จริงอยู่ เทพบุตรนั้นกล่าวอธิศีลสิกขาด้วยบทแรก กล่าวอธิปัญญาสิกขาด้วยบทที่ ๒ กล่าวอธิจิตตสิกขาด้วยการสงบจิต เพราะฉะนั้น คำสอนแม้ทั้งสิ้น จึงเป็นอันเทพบุตรนั้นประกาศแล้ว ด้วยคาถานี้แล.
จบอรรถกถาปฐมกัสสปสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------