๔. นังคุฏฐชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔ นงฺคุฏฺฐชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๔. นังคุฏฐชาดก ว่าด้วยบูชาไฟด้วยหางวัว
พหุมฺเปตํ อสพฺภิ ชาตเวท ยนฺตํ วาลธินาภิปูชยาม มํสารหสฺส นตฺถชฺช มํสํ นงฺคุฏฺฐมฺปิ ภวํ ปฏิคฺคหาตูติ ฯ นงฺคุฏฺฐชาตกํ จตุตฺถํ ฯ ---------
ดูกรไฟผู้ชาติชั่ว หางวัวสำหรับที่ข้าพเจ้าจะบูชาท่านนี้มีมาก วันนี้ เนื้อวัว ไม่มีจะบูชาท่านผู้ไม่สมควรแก่เนื้อวัว ท่านจงรับแต่หางวัวเถิด. จบ นังคุฏฐชาดกที่ ๔.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑. เอกกนิบาต] ๑๕. กกัณฏกวรรค ๖. กากชาดก (๑๔๖) ๔. นังคุฏฐชาดก (๑๔๔) ว่าด้วยการบูชาไฟด้วยหางวัว (พราหมณ์บำเรอไฟผู้เป็นโพธิสัตว์เข้าใจว่าการบูชาไฟไม่มีประโยชน์ จึงกล่าวว่า)
ไฟอสัตบุรุษ การที่เราบูชาเจ้าด้วยหางนั้นก็มากพอแล้ว วันนี้ เนื้อไม่มีสำหรับเจ้าผู้ชอบเนื้อ ขอท่านผู้เจริญจงรับเอาเพียงหางเถิดนังคุฏฐชาดกที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภตบะที่ผิดของพวกอาชีวก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พหุมฺเปตํ อสพฺภิ ชาตเวท ดังนี้.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พวกอาชีวกพากันประพฤติตบะผิดมีประการต่างๆ ที่หลังพระเชตวันมหาวิหาร ภิกษุทั้งหลายจำนวนมากเห็นตบะที่ผิด อาทิเช่น อุกกุฏิกัปปธานะ (ตั้งหน้าในการนั่งกระโหย่ง)วัคคุลิวัตร (ทำอย่างค้างคาว) กัณฏกาปัสสยะ (นอนบนหนาม) ปัญจตมนะ (ย่างด้วยไฟ ๕ กอง) ของพวกนั้น พากันกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุศลหรือความเจริญ อาศัยตบะที่ผิดทั้งนี้ จะมีได้หรือพระเจ้าข้า?
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุศลหรือความเจริญ อาศัยตบะที่ผิดอย่างนี้มีไม่ได้ในครั้งก่อน บัณฑิตสำคัญเสียว่า อาศัยตบะอย่างนี้ กุศลหรือความเจริญคงมีได้ ถือเอาไฟประจำกำเนิดเข้าป่าไม่พบความเจริญอะไรเลย ด้วยอำนาจการบูชาไฟเป็นต้น จึงเอาน้ำดับไฟเสียบำเพ็ญกสิณบริกรรม ให้อภิญญาสมาบัติบังเกิดแล้ว ได้ไปพรหมโลกต่อไป แล้วทรงนำเรื่องราวในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลอุทิจจพราหมณ์ ในวันที่ท่านเกิด บิดามารดาก็จุดไฟประจำกำเนิดตั้งไว้ให้ครั้นท่านมีอายุได้ ๑๖ ปี บิดามารดาบอกท่านว่า ลูกเอ๋ย ในวันที่เจ้าเกิดเราจุดไฟไว้ให้ถ้าเจ้าประสงค์จะครองเรือน จงเรียนพระเวททั้งสาม หรือมิฉะนั้น จะประสงค์ไปพรหมโลกก็จงถือไฟเข้าป่าบำเรอไฟ ทำให้ท้าวมหาพรหมโปรดปรานแล้ว ก็จะเป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าได้.
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ต้องการอยู่ครองเรือน ถือไฟเข้าป่า สร้างอาศรมบท บำเรอไฟอยู่ในป่าวันหนึ่งได้รับของถวาย คือโคในหมู่บ้านชายแดน จึงจูงโคไปสู่อาศรมบท คิดว่า เราจักให้พระอัคคีผู้มีโชคฉันเนื้อโค. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้มีปริวิตกดังนี้ว่า ที่นี่ไม่มีเกลือ พระอัคคีผู้มีโชคจักไม่สามารถฉันเนื้อที่ไม่เค็มได้เราจักไปหาเกลือมาจากบ้าน ให้พระอัคคีผู้มีโชคฉันเนื้อที่มีรสเค็ม พระโพธิสัตว์จึงผูกโคไว้ในที่ตรงนั้นเอง ได้ไปหมู่บ้านเพื่อหาเกลือ ขณะที่ท่านไป มีพรานหลายคนมาถึงที่นั้น เห็นโคแล้วฆ่าย่างเนื้อกิน ทิ้งหาง แข้ง และหนังไว้ตรงนั้นแหละแล้วนำเนื้อที่เหลือไปเสียด้วย พราหมณ์มาแล้ว เห็นโคเหลือแต่หนังเป็นต้น คิดว่า พระอัคคีผู้มีโชคนี้ แม้แต่ของๆ ตน ยังไม่อาจรักษาไว้ได้ จักรักษาเราได้ที่ไหนเล่าการบำเรอไฟนี้น่าจะเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ กุศลหรือความเจริญมีการบูชาไฟนี้เป็นเหตุคงไม่มีแน่
พราหมณ์ก็หมดความพอใจในการบำเรอไฟ กล่าวว่า ข้าแต่พระอัคคีผู้เจริญ แม้แต่ของของตน ท่านยังไม่สามารถรักษาไว้ที่ไหนจักรักษาเราได้เล่า เนื้อไม่มีแล้ว จงยินดีเพียงเท่านี้เถิดเมื่อจะโยนหางเป็นต้น เข้ากองไฟ กล่าวคาถานี้ ความว่า
"ไฟไม่ใช่ผู้ดี ที่เราบูชาเจ้าด้วยหาง แม้เท่านี้ ก็มากไปแล้ว วันนี้เนื้อไม่มีสำหรับเจ้าผู้ชอบเนื้อ ท่านอัคคีผู้เจริญ จงรับเอาแต่เพียงหางเถิดนะ" ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุมฺเปตํ ความว่า แม้ของเพียงเท่านี้ ก็ชื่อว่ามากไป.
บทว่า อสพฺภิ ความว่า ไฟไม่ใช่สัตบุรุษ คือไม่ใช่ผู้ดี.
พราหมณ์ เรียกไฟว่า "ชาตเวทะ" อธิบายว่า ไฟเพียงเกิดก็เป็นที่รู้กัน คือปรากฏเห็นกันทั่ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า "ชาตเวทะ"
ด้วยบทว่า ยนฺตํ วาลธินาภิปูชยาม ความว่า แม้การที่เราบูชาเจ้าผู้มีโชค ซึ่งไม่สามารถจะรักษาของๆ ตนไว้ได้ ในวันนี้ด้วยหาง เพียงเท่านี้ก็มากไปแล้ว สำหรับเจ้า.
บทว่า มํสารหสฺส ความว่า วันนี้ เนื้อไม่มีสำหรับเจ้าผู้ชอบเนื้อ.
บทว่า นงฺคุฏฺฐมฺปิ ภวํ ปฏิคฺคหาตุ ความว่า เมื่อเจ้าไม่สามารถจะรักษาของๆ ตนไว้ได้ ก็เชิญเจ้าผู้เจริญ รับแต่เพียงหางพร้อมทั้งแข้งและหนัง นี้เถิด.
พระมหาสัตว์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็เอาน้ำดับไฟเสีย บวชเป็นฤๅษี ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิด แล้วได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
ดาบสผู้ดับไฟเสียในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.