๒. เสตเกตุชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒ เสตเกตุชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๒. เสตเกตุชาดก ว่าด้วยคนที่ได้ชื่อว่าเป็นทิศ
มา ตาต กุชฺฌิ น หิ สาธุ โกโธ พหุมฺปิ เต อทิฏฺฐํ อสฺสุตญฺจ มาตาปิตา ทิสา ตาต เสตเกตุ อาจริยมาหุ ทิสตํ ปสตฺถา ฯ
พ่อเอ๋ย อย่าโกรธเลย เพราะความโกรธไม่ดี ทิศที่เจ้าไม่ได้ยินได้ฟังมี เป็นอันมาก พ่อเสตเกตุเอ๋ย มารดาบิดาชื่อว่า เป็นทิศ พระอริยเจ้า ทั้งหลายกล่าวสรรเสริญอาจารย์ว่า เป็นทิศ.
อคาริโน อนฺนปานวตฺถทา อวฺหายิกา ตมฺปิ ทิสํ วทนฺติ เอสา ทิสา ปรมา เสตเกตุ ยํ ปตฺวา ทุกฺขี สุขิโน ภวนฺติ ฯ
คฤหัสถ์ทั้งหลายผู้ให้ข้าว น้ำ และผ้า ผู้ให้มารับ ท่านก็กล่าวว่า เป็นทิศ เสตเกตุเอ๋ย บุคคลผู้มีความทุกข์ถึงทิศใดแล้วกลับเป็นผู้มีความสุข ทิศ นั้นชื่อว่า เป็นทิศสูงสุด.
ขราชินา ชฏิลา ปงฺกทนฺตา ทุมุกฺขรูปา เยเม ชปนฺติ มนฺเต กจฺจิ นุ เต มานุสเก ปโยเค อิทํ วิทู ปริมุตฺตา อปายา ฯ
ชฎิลเหล่าใด นุ่งหนังเสือเหลืองทั้งเล็บ มีฟันเขรอะ รูปร่างมอมแมม สาธยายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้น ตั้งอยู่ในความเพียรที่มนุษย์ควรทำ เจน จัดโลกนี้ จะพ้นจากอบายได้ละหรือ?
ปาปานิ กมฺมานิ กริตฺวา ราช พหุสฺสุโต เนว จเรยฺย ธมฺมํ สหสฺสเวโทปิ น ตํ ปฏิจฺจ ทุกฺขา ปมุญฺเจ จรณํ อปตฺวา ฯ
ข้าแต่พระราชา บุคคลแม้จะมีเวทมนต์ตั้งพัน เป็นพหูสูต กระทำแต่ กรรมอันลามกทั้งหลาย ไม่พึงประพฤติธรรม ผู้นั้น อาศัยความเป็น พหูสูตนั้น ไม่ประพฤติจรณธรรม จะพึงพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้.
สหสฺสเวโทปิ น ตํ ปฏิจฺจ ทุกฺขา ปมุญฺเจ จรณํ อปตฺวา มญฺญามิ เวทา อผลา ภวนฺติ สสํยมํ จรณญฺเญว สจฺจํ ฯ
บุคคลแม้มีเวทมนต์ตั้งพัน อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ไม่ประพฤติ จรณธรรม พึงพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราย่อมสำคัญว่า เวททั้งหลาย ย่อมไม่มีผล การประพฤติสำรวมด้วยดีนั่นแล เป็นความ จริงแท้.
น เหว เวทา อผลา ภวนฺติ สสํยมํ จรณญฺเญว สจฺจํ กิตฺติญฺจ ปปฺโปติ อธิจฺจ เวเท สนฺตึ ปุเณติ จรเณน ทนฺโตติ ฯ เสตเกตุชาตกํ ทุติยํ ฯ ---------
เวททั้งหลายจะไม่มีผลเลยนั้นหามิได้ การประพฤติสำรวมด้วยดีนั่นแล เป็นความจริงแท้ บุคคลเรียนเวททั้งหลายแล้ว ย่อมได้รับเกียรติ บุคคล ฝึกฝนตนด้วยจรณธรรม ย่อมถึงสันติ. จบ เสตเกตุชาดกที่ ๒.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. เสตเกตุชาดก (๓๗๗) ว่าด้วยเสตเกตุดาบส (พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์สอนมาณพเสตเกตุผู้เป็นหัวหน้าศิษย์ว่า) @เชิงอรรถ : @ ตบปาก ในที่นี้หมายถึงตบปากของฤาษีโพธิสัตว์ (ขุ.ชา.อ. ๕/๖/๕) @ ไม่อาจจะให้ประโยชน์เกิดขึ้นจากทองคำ คือไม่อาจทำทองคำให้เกิดเป็นประโยชน์ได้ (ขุ.ชา.อ. ๕/๗/๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๒๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๖. ฉักกนิบาต] ๑. อวาริยวรรค ๒. เสตเกตุชาดก (๓๗๗)
พ่อเอ๋ย เจ้าอย่าโกรธ เพราะความโกรธไม่ดีเลย ทิศที่เจ้ายังไม่ได้เห็น ยังไม่ได้ยินมีอีกมาก พ่อเสตเกตุ มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญอาจารย์ว่าเป็นทิศเบื้องขวา
คฤหัสถ์ถวายข้าว น้ำ และผ้า กล่าวนิมนต์ผู้ใด แม้ผู้นั้นพระอริยะทั้งหลายย่อมเรียกว่า เป็นทิศเบื้องบน เสตเกตุ ทิศนี้เป็นทิศที่ยอดเยี่ยม เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีทุกข์ถึงแล้วย่อมเป็นสุข (พระราชาทรงเห็นดาบสทั้งหลายบำเพ็ญตบะผิด จึงตรัสสนทนากับปุโรหิตว่า)
ชฎิลเหล่าใดนุ่งห่มหนังสัตว์ที่ขรุขระ มีขี้ฟันเขรอะ ร่างกายสกปรก สาธยายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้นประกอบหน้าที่การงานของมนุษย์ จะรู้แจ้งโลกนี้แล้วพ้นจากอบายได้หรือ (ปุโรหิตกราบทูลว่า)
ขอเดชะพระราชา หากบุคคลถึงจะเป็นพหูสูต กระทำแต่กรรมชั่ว ก็ชื่อว่าไม่ประพฤติธรรม เขาแม้จะมีพระเวทตั้งพัน อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ไม่บรรลุจรณธรรม ก็พ้นจากทุกข์ไม่ได้ (เสตเกตุดาบสกล่าวกับปุโรหิตนั้นว่า)
บุคคลแม้จะมีพระเวทตั้งพัน อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ไม่บรรลุจรณธรรม ก็พ้นจากทุกข์ไม่ได้ อาตมาเข้าใจว่า พระเวททั้งหลายเป็นสิ่งที่ไร้ผล จรณธรรมพร้อมทั้งความสำรวม เท่านั้นเป็นสัจจะ @เชิงอรรถ : @ จรณธรรม ในที่นี้หมายถึงศีลและสมาบัติ ๘ (ขุ.ชา.อ. ๕/๑๑/๑๒) @ ความสำรวม ในที่นี้เป็นชื่อของศีล (ขุ.ชา.อ. ๕/๑๑/๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๖. ฉักกนิบาต] ๑. อวาริยวรรค ๓. ทรีมุขชาดก (๓๗๙) (ปุโรหิตได้กล่าวว่า)
พระเวททั้งหลายจะไร้ผลก็หาไม่ จรณธรรมพร้อมทั้งความสำรวมเท่านั้นเป็นสัจจะ เพราะบุคคลบรรลุพระเวททั้งหลายแล้วย่อมได้เกียรติ บุคคลผู้ฝึกตนดีแล้วด้วยจรณธรรมย่อมบรรลุความสงบเสตเกตุชาดกที่ ๒ จบ ๓. ทรีมุขชาดก (๓๗๘) ว่าด้วยพระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า (พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพรหมทัตว่า)
กามทั้งหลายเสมือนเปือกตม เสมือนหล่ม ก็ภัยนี้บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็นมูลเหตุแห่งภัย ๓ ประการ กามทั้งหลายคือธุลีและควัน อาตมภาพก็ได้ประกาศไว้แล้ว ขอถวายพระพร พระเจ้าพรหมทัต ขอมหาบพิตรทรงละกามเหล่านี้ออกผนวชเถิด (พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสบอกความที่พระองค์พัวพันด้วยกิเลสว่า)
ท่านพราหมณ์ โยมกำหนัดยินดี และหมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย ประสงค์จะมีชีวิตอยู่อย่างนี้ จึงไม่อาจจะละกามอันน่าสะพรึงกลัวนั้นได้ แต่โยมจะทำบุญทั้งหลายให้มาก @เชิงอรรถ : @ ความสงบ ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.ชา.อ. ๕/๑๓/๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๓๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้โกหก จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า มา ตาต กุชฺฌิ น หิ สาธุ โกโธ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันจักมีชัดใน อุททาลกชาดก.
ได้ยินว่า เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในนครพาราณสี สอนมนต์มาณพ ๕๐๐ คน. หัวหน้ามาณพเหล่านั้นชื่อว่า เสตเกตุ เป็นมาณพเกิดในสกุลอุททิจพราหมณ์ เขาได้มีมานะมาก เพราะอาศัยชาติตระกูล.
อยู่มาวันหนึ่ง เขาออกจากพระนครไปพร้อมกับมาณพอื่นๆ ได้เห็นจัณฑาลคนหนึ่งกำลังเข้าพระนคร จึงถามว่า เจ้าเป็นใคร? เมื่อเขาตอบว่า เป็นจัณฑาล จึงพูดว่า ฉิบหาย ไอ้จัณฑาล กาลกรรณี เอ็งจงไปใต้ลมดังนี้ เพราะกลัวลมที่พัดผ่านตัวของเขาจะมากระทบร่างของตน แล้วได้ไปเหนือลมโดยเร็ว. แต่คนจัณฑาลเดินเร็วกว่า จึงได้ไปยืนเหนือลมเขา. เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนั้น มาณพนั้นก็ได้ด่าแช่งเขาอย่างหนักว่า ฉิบหาย ไอ้ถ่อย กาลกรรณี.
คนจัณฑาล ครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงถามว่า คุณเป็นใคร?
พ. ฉันเป็นพราหมณมาณพสิ
จ. เป็นพราหมณ์ ก็เป็นไม่ว่า แต่คุณสามารถจะตอบปัญหาที่ผมถามได้ไหม?
พ. เออได้ซิ
จ. ถ้าแม้ว่าคุณไม่สามารถตอบได้ไซร้ ผมจะให้คุณลอดหว่างขาผม.
เขาตรึกตรองดูตัวเองแล้ว พูดว่า แกถามได้
บุตรคนจัณฑาลให้บริษัทเพื่อนของมาณพนั้น ยึดถือถ้อยคำสัญญานั้นแล้ว ถามปัญหาว่า ข้าแต่ท่านมาณพ ธรรมดาทิศมีเท่าไร?
พ. ธรรมดาทิศมี ๔ มีทิศตะวันออกเป็นต้น.
คนจัณฑาลพูดว่า ผมไม่ได้ถามคุณถึงทิศนั้น แม้เท่านี้คุณก็ไม่รู้ ยังรังเกียจลมที่พัดผ่านตัวผม แล้วจับคอเขาโน้มลงมาลอดหว่างขาของตน.
มาณพทั้งหลายได้บอกพฤติการณ์นั้นแก่อาจารย์. อาจารย์ ครั้นได้ฟังคำนั้นแล้วจึงถามเขาว่า พ่อเสตเกตุ จริงไหม? ได้ทราบว่าเจ้าถูกคนจัณฑาลให้ลอดหว่างขา.
มาณพตอบว่า จริงอาจารย์ ลูกของอีทาสีจัณฑาลนั้นว่าผมว่าแม้เพียงแต่ทิศคุณก็ไม่รู้ แล้วให้ผมลอดหว่างขาของตน ทีนี้ผมเห็นมันแล้ว จักแก้แค้นมัน. โกรธแล้ว ด่า แช่ง ลูกคนจัณฑาล. ครั้งนั้น อาจารย์เมื่อโอวาทเขาว่า พ่อเสตเกตุเอ๋ย เจ้าอย่าโกรธเขา ลูกคนจัณฑาลเป็นบัณฑิตเขาไม่ได้ถามเจ้าถึงทิศนั่น แต่เขาถามถึงทิศอื่น ก็ทิศที่เจ้ายังไม่เห็นไม่ได้ยินและยังไม่รู้นั่นแหละ มีมากกว่าทิศที่เจ้าได้เห็นได้ยินและได้รู้มาแล้ว ดังนี้แล้ว
จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาไว้ว่า:-
พ่อเอ๋ย พ่ออย่าโกรธเลย เพราะความโกรธไม่ดี ที่เจ้ายังไม่เห็นและยังไม่ได้ยินมีเป็นอันมาก พ่อเสตเกตุเอ๋ย มารดาบิดาก็เป็นทิศๆ หนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญอาจารย์ เรียกว่าเป็นทิศๆ หนึ่ง
คฤหัสถ์ทั้งหลายเป็นผู้ถวายข้าว น้ำและผ้านุ่งห่ม ส่วนสมณะพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้เรียกร้อง บัณฑิตทั้งหลายเรียกสมณะและพราหมณ์ แม้นั้นว่าเป็นทิศๆ หนึ่ง พ่อเสตเกตุเอ๋ย ทิศนี้เป็นยอดทิศ เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีทุกข์ไปถึงแล้วจะมีความสุข.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ สาธุ โกโธ ความว่า ธรรมดาความโกรธเมื่อเกิดขึ้น ย่อมไม่ให้รู้คำสุภาษิตและทุพภาษิต ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ความเกื้อกูลและไม่เกื้อกูล เพราะฉะนั้น ความโกรธจึงไม่ดีเลย.
บทว่า พหุมฺปิ เต อทิฏฺฐํ ความว่า อาจารย์กล่าวว่า ทิศที่เจ้ายังไม่เห็นด้วยตา และยังไม่ได้ยินด้วยหูยังมีมากกว่า. ทิศเหล่านั้นคือมารดาบิดา ผู้ชื่อว่ากลายเป็นทิศเบื้องหน้าคือตะวันออก เพราะเกิดก่อนกว่าบุตรทั้งหลาย.
บทว่า อาจริยมาหุ ทิสตํ ปสฏฺฐา ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวแล้วคือบอก ได้แก่แสดงหรือพูดว่า แต่อาจารย์ทั้งหลาย ผู้ถูกสรรเสริญว่าเป็นทิศๆ หนึ่ง คือเป็นทิศเบื้องขวา เพราะเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาคือการเคารพ.
บทว่า อคาริโน ได้แก่ คฤหัสถ์นั่นเอง.
บทว่า อนินปานวตฺถทา ได้แก่ เป็นผู้ให้ข้าวเป็นผู้ให้น้ำและเป็นผู้ให้ผ้านุ่งห่ม.
บทว่า อวฺหายิกา ได้แก่ เป็นผู้ร้องนิมนต์ว่า นิมนต์มาเถิด นิมนต์รับไทยธรรม.
บทว่า ตมฺปิทิสํ วทนฺติ ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เรียกแม้ผู้นั้นว่า เป็นทิศนั้นทิศหนึ่ง.
ด้วยบทนี้ อาจารย์แสดงว่า คฤหัสถ์ทั้งหลายผู้ถวายปัจจัย ๔ ชื่อว่าเป็นทิศนั้น เพราะเป็นผู้ที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรงธรรม จะต้องเข้าไปหาโดยเรียกร้องปัจจัย ๔ อีกนัยหนึ่งสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรงธรรม ชื่อว่าผู้เรียกร้องคืออวหายิกะ เพราะเรียกร้องคุณความดีสูงๆ ขึ้นไปมาให้ โดยความหมายว่า เป็นผู้ให้ซึ่งสวรรค์สมบัติในฉกามาวจรแก่คฤหัสถ์ทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ถวายข้าว น้ำและผ้านุ่งห่ม.
ด้วยบทว่า ตมฺปิ ทิสํ วทนฺติ ท่านอาจารย์แสดงว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เรียกแม้สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมนั้นว่า ชื่อว่าเป็นทิศเบื้องบน.
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า :-
มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า-ตะวันออก
อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา-ใต้
บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง-ตะวันตก
มิตรและอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย-เหนือ
ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องล่าง
สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน
คฤหัสถ์ในตระกูลผู้ไม่ประมาท ควรนมัสการทิศเหล่านี้.
ก็คำว่า เอสา ทิสา นี้ อาจารย์กล่าวหมายเอาพระนิพพาน เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นทุกข์ เพราะทุกข์นานัปปการมีความเกิดเป็นต้นบรรลุพระนิพพานนั้นแล้วจะหมดทุกข์ คือเป็นผู้มีความสุข และทิศนี้นั่นเอง คือพระนิพพาน ชื่อว่าเป็นทิศที่สัตว์ทั้งหลายไม่เคยไปแล้ว. อนึ่ง ด้วยคำว่า เอสา ทิสา นั้นนั่นเอง อาจารย์จึงกล่าวถึงพระนิพพานว่า เป็นทิศชั้นยอด.
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า :-
บุคคลผู้ประสงค์จะไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป คือพระนิพพาน ต้องตามรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองภาชนะน้ำมันที่เต็มเสมอขอบปากไม่มีพร่องไว้ฉะนั้น.
พระมหาสัตว์บอกทิศทั้งหลายแก่มาณพด้วยอาการอย่างนี้ แต่มาณพคิดเสียใจว่า เราถูกคนจัณฑาลให้ลอดหว่างขา ละอายเพื่อนจึงไม่อยู่ในที่นั้นไปยังเมืองตักกสิลา เรียนศิลปทุกอย่างในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ จบแล้วอาจารย์อนุญาตให้ไป จึงออกจากเมืองตักกสิลา เที่ยวหาเรียนศิลปะของทุกลัทธิ เข้าไปถึงบ้านชายแดนแห่งหนึ่ง อาศัยบ้านนั้นอยู่ เห็นดาบส ๕๐๐ รูป จึงบวชในสำนักของท่านแล้วเรียนศิลปะบ้าง มนต์บ้าง จรณะบ้างที่ท่านเหล่านั้นรู้ ได้เป็นหัวหน้าคณะ มีดาบสเหล่านั้นห้อมล้อมไปยังนครพาราณสี.
รุ่งขึ้นไปเที่ยวภิกขาจาร ได้ไปถึงพระลานหลวง. พระราชาทรงเลื่อมใสในอิริยาบถของดาบสทั้งหลาย นิมนต์ให้ฉันภายในพระนิเวศน์ แล้วทรงให้ท่านเหล่านี้พำนักอยู่ในพระราชอุทยานของพระองค์.
อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงอังคาสดาบสทั้งหลายแล้วตรัสว่า วันนี้เวลาเย็นโยมจะไปพระราชอุทยาน ไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลาย. เสตเกตุดาบสไปยังพระราชอุทยานแล้ว ประชุมดาบสพูดว่า ดูก่อนสหายร่วมชีวิตทั้งหลาย วันนี้ พระราชาจักเสด็จมา. ท่านชี้แจงว่า ธรรมดาพระราชาทั้งหลายทรงโปรดปรานครั้งเดียว ก็สามารถให้คนดำรงชีพอยู่เป็นได้ชั่วอายุ วันนี้ ขอให้พวกเราบางพวกเดินเป็นกลุ่มๆ ไป บางพวกนอนบนหนาม บางพวกบำเพ็ญตบะ ๕ อย่าง บางพวกประกอบความเพียรวิธีกระโหย่งเท้า บางพวกลงน้ำ บางพวกสาธยายมนต์ ดังนี้แล้วตัวท่านเองนั่งบนตั่งที่ไม่มีพนักพิงที่ประตูบรรณศาลา วางคัมภีร์ ๑ คัมภีร์ที่รุ่งเรืองด้วยรงคเบญจวรรณแวววาวไว้บนกากะเยียที่มีสีงดงาม แล้วแก้ปัญหาที่มาณพสี่-ห้าคนซักถามมา.
ขณะนั้น พระราชาเสด็จมาทอดพระเนตรเห็นดาบสเหล่านั้นบำเพ็ญมิจฉาตบะ คือตบะผิดพอพระราชหฤทัย จึงเสด็จเข้าไปหาเสตเกตุดาบส ทรงไหว้แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
เมื่อทรงปราศัยกับท่านปุโรหิต จึงได้ตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :-
ชฏิลเหล่าใด ผู้นุ่งหนังสัตว์ที่แข็งกระด้าง มีฟันสกปรก มีรูปร่างเศร้าหมอง ร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้นดำรงอยู่ในความเพียรของมนุษย์ รู้โลกนี้แล้ว จะพ้นจากอบายหรือไม่หนอ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขราชินา ได้แก่ ผู้นุ่งห่มหนังสัตว์ที่มีกีบเล็บ.
บทว่า ปงฺกทนฺตา ได้แก่ มีฟันมีขี้ฟันเขลอะ เพราะไม่ได้สีฟัน.
บทว่า ทุมุกฺขรูปา ได้แก่ มีผ้านุ่งผ้าห่มปอน ไม่ได้ซัก ไม่ได้ตกแต่ง คือเว้นจากระเบียบของหอมและเครื่องลูบไล้. มีอธิบายว่า ได้แก่ มีรูปร่างมอมแมม.
บทว่า เยเม ชปนฺติ ความว่า ชฏิลเหล่านี้ได้ร่ายมนต์อยู่.
บทว่า มานุสิเก ปโยเค ความว่า ดำรงอยู่แล้ว ความเพียรที่คนทั้งหลายต้องทำกัน.
บทว่า อิทํ วิทู ปริมุตฺตา อปายา ความว่า ถามว่า ฤๅษีเหล่านั้น ครั้นตั้งอยู่ในความเพียรรู้โลกนี้แล้ว คือทำให้ปรากฏแล้ว จะพ้นจากอบายทั้ง ๔ ได้หรือไม่หนอ?
ปุโรหิตฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้ทูลคาถาที่ ๔ ว่า :-
ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดเป็นพหูสูต คงแก่เรียน แต่ทำบาปกรรมไว้ ไม่ประพฤติธรรมเลย ผู้นั้นถึงจะมีเวทมนต์ตั้งพัน อาศัยเวทมนต์นั้น แต่ไม่ถึงจรณะ ก็ไม่พ้นทุกข์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กริตฺวา ได้แก่ กตฺวา แปลว่าทำแล้ว.
บทว่า จรณํ ได้แก่สมาบัติ ๘ พร้อมด้วยศีล.
มีคำอธิบายได้ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดสำคัญว่า เราเป็นพหูสูต แม้มีความรู้ตั้งพันแต่ไม่ประพฤติสุจริต ๓ อย่าง ทำแต่บาปอย่างเดียว ผู้นั้นครั้นทำบาปกรรมเหล่านั้นแล้ว อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ไม่บรรลุจรณะ กล่าวคือศีลและสมาบัติ ก็คงไม่พ้นทุกข์ คือไม่พ้นจากอบายทุกข์ไปได้เลย.
พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงนำไปแล้วซึ่งความเลื่อมใสในดาบสทั้งหลาย. ลำดับนั้น เสตเกตุดาบสจึงคิดว่าพระราชานี้ได้เกิดความเลื่อมใสในดาบสทั้งหลายแล้ว แต่ปุโรหิตคนนี้บั่นทอนความเลื่อมใสนั้น เหมือนเอามีดฟัน เราควรจะทูลกับพระราชานั้น.
ท่านเมื่อทูลกับพระราชา ได้ถวายพระพรคาถาที่ ๕ ว่า :-
คนแม้มีเวทมนต์ตั้งพันอาศัยเวทมนต์นั้น แต่ยังไม่ถึงจรณะ ก็ยังไม่พ้นทุกข์ อาตมภาพเข้าใจว่า พระเวททั้งหลายเป็นสิ่งที่ไร้ผล จรณะคือการสำรวมอย่างดีเท่านั้นแหละเป็นของจริง.
คาถานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ว่า
แม้ผู้มีเวทมนต์ตั้งพันบทอาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ยังไม่บรรลุจรณะ ก็จะเปลื้องตนออกจากทุกข์ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น อาตมภาพจึงเข้าใจว่า พระเวท ๓ คัมภีร์เป็นสิ่งที่ไร้ผล จรณะที่มีศีลอิงสมาบัติ ๘ เท่านั้นเป็นของจริง.
ปุโรหิตได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
พระเวทไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีผลเลย จรณะคือการสำรวมระวังเท่านั้นเป็นของจริงก็หามิได้ คนอาศัยพระเวทแล้ว ได้รับเกียรติก็มี ผู้ฝึกตนแล้วด้วยจรณะ จะบรรลุความสงบได้.
คาถานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้
คือไม่ใช่พระเวท ๓ อย่างไม่มีผล ไม่เฉพาะจรณะ คือการสำรวมระวังเท่านั้นเป็นของจริง คือดีกว่า ได้แก่สูงสุด หมายความว่าประเสริฐ.
เพราะเหตุไร? เพราะคนอาศัยพระเวท คืออาศัยพระเวท ๓ อย่าง ได้รับเพียงเกียรติ เพียงยศ เพียงลาภเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นยิ่งกว่านี้ เพราะฉะนั้น พระเวทเหล่านั้นจึงชื่อว่า ไม่มีผล.
บทว่า สนฺตํ ปุเนติ จรเณน ทนฺโต ได้แก่ ผู้ฝึกตนด้วยจรณะแล้วจะบรรลุความสงบได้. ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในศีลแล้วให้สมาบัติเกิดขึ้น เจริญวิปัสสนามีสมาบัติเป็นปทัฏฐาน ย่อมบรรลุความสงบโดยส่วนเดียว คือธรรมอย่างเอกที่มีชื่อว่าพระนิพพาน.
ปุโรหิตหักล้างคำของท่านเสตเกตุดาบสอย่างนี้แล้ว ได้ทำดาบสเหล่านั้นทั้งหมด ให้เป็นคฤหัสถ์คือให้สึก ให้ถือโล่และอาวุธ จักให้เป็นการกชนเป็นทหารหมู่ใหญ่ให้ทำการบำรุงพระราชา.
ได้ทราบว่า นี้คือวงศ์ของการกชนหมู่ใหญ่.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
เสตเกตุดาบสในครั้งนั้น ได้แก่ ภิกษุผู้โกหก ในบัดนี้
บุตรของคนจัณฑาลในครั้งนั้น ได้แก่ พระสารีบุตร ในบัดนี้
ส่วนปุโรหิตได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาเสตเกตุชาดกที่ ๒ -----------------------------------------------------