อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๙๙๐

๑๐. มหาวาณิชชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๙๐–๑๙๙๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 4 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 4 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 22 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๐ มหาวาณิชชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๐. มหาวาณิชชาดก โลภมากจนตัวตาย

ข้อ ๑๙๙๐

วาณิชา สมิตึ กตฺวา นานารฏฺฐโต อาคตา ธนหารา ปกฺกมึสุ เอกํ กตฺวาน คามณึ ฯ เต ตํ กนฺตารมาคมฺม อปฺปภกฺขํ อนูทกํ มหานิโคฺรธมทฺทกฺขุํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ ฯ เต จ ตตฺถ นิสีทิตฺวา ตสฺส รุกฺขสฺส ฉาทิยา วาณิชา สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา ฯ อลฺลายเต อยํ รุกฺโข อปิ วารีว สนฺทติ อิงฺฆสฺส ปุริมํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ อจฺฉํ วาริ อนาวิลํ เต ตตฺถ นฺหาตฺวา ปิวิตฺวา ยาวติจฺฉึสุ วาณิชา ฯ ทุติยํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา อิงฺฆสฺส ทกฺขิณํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ สาลิมํโสทนํ พหุํ อปฺโปทวณฺเณ กุมฺมาเส สิงฺคิวิทลสูปิโย เต ตตฺถ ภุตฺวา ขาทิตฺวา ยาวติจฺฉึสุ วาณิชา ฯ ตติยํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา อิงฺฆสฺส ปจฺฉิมํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ นาริโย สมลงฺกตา วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ อปิสุ วาณิชา เอกา นาริโย ปญฺจวีสติ สมนฺตา ปริกรึสุ ตสฺส รุกฺขสฺส ฉาทิยา เต ตาหิ ปริวาเรตฺวา ยาวติจฺฉึสุ วาณิชา ฯ จตุตฺถํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา อิงฺฆสฺส อุตฺตรํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ มุตฺตา เวฬุริยา พหู รชตํ ชาตรูปญฺจ กุตฺติโย ปฏิยานิ จ กาสิกานิ จ วตฺถานิ อุทฺธิยานิ จ กมฺพลา เต ตตฺถ ภาเร พนฺธิตฺวา ยาวติจฺฉึสุ วาณิชา ฯ ปญฺจมํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา อิงฺฆสฺส มูเล ฉินฺทาม อปิ ภิยฺโย ลภามเส ฯ อถุฏฺฐหิ สตฺถวาโห ยาจมาโน กตญฺชลิ นิโคฺรโธ กึ อปรชฺฌติ วาณิชา ภทฺทมตฺถุ เต ฯ วาริทา ปุริมา สาขา อนฺนปานญฺจ ทกฺขิณา นาริทา ปจฺฉิมา สาขา สพฺพกาเม จ อุตฺตรา นิโคฺรโธ กึ อปรชฺฌติ วาณิชา ภทฺทมตฺถุ เต ฯ ยสฺส รุกฺขสฺส ฉายาย นิสีเทยฺย สเยยฺย วา น ตสฺส สาขํ ภญฺเชยฺย มิตฺตทุพฺโภ หิ ปาปโก ฯ เต จ ตสฺส อนาทิตฺวา เอกสฺส วจนํ พหู นิสิตาหิ กุฐารีหิ มูลโต นํ อุปกฺกมุํ ฯ

พวกพ่อค้าพากันนาจากรัฐต่างๆ กระทำการประชุมกันในเมืองพาราณสี ตั้งพ่อค้าคนหนึ่งให้เป็นหัวหน้า แล้วพากันขนเอาทรัพย์กลับไป. พ่อค้า เหล่านั้นมาถึงแดนกันดาร ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ได้เห็นต้นไทรใหญ่มี ร่มเงาเย็นสบาย น่ารื่นรมย์ใจ. ก็พากันเข้าไปนั่งพักที่ร่มต้นไทรนั้น พ่อค้าทั้งหลายเป็นคนโง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ คิดร่วมกันว่าไม้ต้นนี้ บางทีจะมีน้ำไหลซึมอยู่ เชิญพวกเราเหล่าพ่อค้ามาช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศ ตะวันออกแห่งต้นไม้นั้นดูทีเถิด. พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก น้ำใสไม่ขุ่น มัวไหลออกมา พ่อค้าเหล่านั้นก็พากันอาบและดื่ม ที่สายน้ำนั้นจนสม ปรารถนา. พ่อค้าทั้งหลาย ผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดกัน เป็นครั้งที่ ๒ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่ง ข้างทิศใต้แห่งต้นไม้นั้น อีกเถิด. พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก ข้าวสาลี เนื้อสุก ขนมถั่ว ซึ่งมีสี เหมือนข้าวปายาสปราศจากน้ำ แกงอ่อมปลาดุก ก็ไหลออกมามากมาย พ่อค้าเหล่านั้นพากันบริโภคเคี้ยวกินจนสมปรารถนา. พ่อค้าทั้งหลายผู้โง่ เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดกันเป็นครั้งที่ ๓ ว่า ขอให้พวกเรา ช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศตะวันตกแห่งต้นไม้นั้นอีกเถิด. พอกิ่งนั้นถูกตัดขาด ออก เหล่านางนารีแต่งตัวงามสมส่วน มีผ้าและเครื่องอาภรณ์อันวิจิตร ใส่ต่างหูแก้วมณี พากันออกมา. นารีทั้งหลายต่างแยกกันบำเรอพ่อค้า นางคนละคน นารี ๒๕ นางต่างก็แวดล้อมพ่อค้า ผู้เป็นหัวหน้าอยู่โดย รอบ ที่ร่มแห่งต้นไทรนั้น พ่อค้าเหล่านั้นแวดล้อมด้วยนารีเหล่านั้นจน สมปรารถนา. พ่อค้าทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดเป็น ครั้งที่ ๔ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่งทางทิศเหนือแห่งต้นไม้อีกเถิด. พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ เงิน ทอง เครื่อง ประดับมือ เครื่องปูลาด ผ้ากาสิกพัสตร์และผ้ากัมพล ชื่ออุทธิยะ ก็พรั่งพรู ออกมาเป็นอันมาก พ่อค้าเหล่านั้นพากันขนบรรทุกใส่ในเกวียนเหล่านั้น จนสมปรารถนา. พ่อค้าเหล่านั้น เป็นคนโง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมกันคิดเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดโคนต้นไม้นั้นเสียที เดียว บางทีจะได้ของมากไปกว่านี้อีก. ทันใดนั้นนายกองเกวียนจึงลุก ขึ้น ประคองอัญชลีร้องขอว่า ดูกรพ่อค้าทั้งหลาย ต้นไทรทำผิดอะไร หรือ (จึงพากันทำร้าย) ขอให้ท่านจงมีความเจริญเถิด. ดูกรพ่อค้าทั้ง หลาย กิ่งทางทิศตะวันออกก็ให้น้ำ กิ่งทางทิศใต้ก็ให้ข้าวและน้ำ กิ่ง ทางทิศตะวันตก ก็ให้นางนารี และกิ่งทางทิศเหนือก็ให้สิ่งที่ปรารถนา ทุกอย่าง ต้นไทรทำผิดอะไรหรือ (จึงพากันจะทำร้าย) ขอให้ท่านจงมี ความเจริญเถิด. บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มเงาแห่งต้นไม้ใด ก็ไม่ควร หักรานก้านแห่งต้นไทรนั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม แต่พ่อค้าเหล่านั้นมากด้วยกัน ไม่เชื่อถือถ้อยคำนายกองเกวียนผู้เดียว ต่างก็ถือขวานที่ลับแล้ว พากันเข้าไปหมายจะตัดต้นไทรนั้นที่โคน.

ข้อ ๑๙๙๑

ตโต นาคา นิกฺขมึสุ สนฺนทฺธา ปญฺจวีสติ ธนุคฺคหานํ ติสตา ฉสหสฺสา จ จมฺมิโน ฯ

ทันใดนั้น นาคทั้งหลายก็พากันออกไป พวกสวมเกราะ ๒๕ พวกถือ ธนู ๓๐๐ พวกถือโล่ห์ ๖,๐๐๐.

ข้อ ๑๙๙๒

เอเต หนถ พนฺธถ มา โว มุญฺจิตฺถ ชีวิตํ ฐเปตฺวา สตฺถวาหํว สพฺเพ ภสฺมํ กโรถ เน ฯ

ท่านทั้งหลายจงจับพวกนี้มัดฆ่าเสีย อย่าไว้ชีวิตเลย เว้นไว้แต่นายกอง เกวียนเท่านั้น นอกนั้นจงสังหารมันทุกคนให้เป็นภัสมธุลีไป.

ข้อ ๑๙๙๓

ตสฺมาหิ ปณฺฑิโต โปโส สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน โลภสฺส น วสํ คจฺเฉ หเนยฺย ทิสกํ มนํ เอวมาทีนวํ ญตฺวา ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ วีตตโณฺห อนาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ มหาวาณิชชาตกํ ทสมํ ฯ

เพราะเหตุนี้แหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของตน ไม่ควรลุอำนาจแห่งความโลภ พึงกำจัดใจอันประกอบด้วยความโลภเสีย ภิกษุรู้โทษอย่างนี้ และรู้ตัณหาว่า เป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ พึงเป็นผู้ปราศ จากตัณหา ไม่มีความถือมั่น พึงเป็นผู้มีสติละเว้นโดยรอบเถิด. จบ มหาวาณิชชาดกที่ ๑๐.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๐. มหาวาณิชชาดก (๔๙๓) ว่าด้วยพ่อค้าใหญ่ (พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า)

ข้อ ๑๘๐

พ่อค้าทั้งหลายจากแคว้นต่างๆ มาประชุมกันที่กรุงพาราณสี ตั้งพ่อค้าที่มีปัญญาดีกว่าคนหนึ่งให้เป็นหัวหน้า พากันนำทรัพย์กลับ

ข้อ ๑๘๑

พ่อค้าเหล่านั้นมาถึงถิ่นกันดารที่มีภักษาน้อย ไม่มีน้ำ ได้พบต้นไทรใหญ่ มีร่มเงาเย็นสบาย น่ารื่นรมย์

ข้อ ๑๘๒

ก็พ่อค้าเหล่านั้นพากันนั่งที่ร่มเงาต้นไทรนั้นนั่นเอง พวกที่เป็นคนโง่ถูกโมหะครอบงำ คิดเห็นพ้องกันว่า

ข้อ ๑๘๓

ต้นไม้ต้นนี้สดชื่น ราวกับมีน้ำซับซึมอยู่ ขอเชิญพวกเราเหล่าพ่อค้าพากันตัดกิ่งด้านตะวันออกเถิด

ข้อ ๑๘๔

ก็กิ่งไม้นั้นพอถูกตัดแล้วก็หลั่งน้ำใส ไม่ขุ่น พ่อค้าเหล่านั้นพากันอาบและดื่มกินตามที่ต้องการ ณ กิ่งไม้นั้น

ข้อ ๑๘๕

ครั้งที่ ๒ พวกที่เป็นคนโง่ถูกโมหะครอบงำ คิดเห็นพ้องกันว่า ขอเชิญพวกเราเหล่าพ่อค้าพากันตัดกิ่งด้านทิศใต้เถิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๕๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๑๐. มหาวาณิชชาดก (๔๙๓)

ข้อ ๑๘๖

ก็กิ่งไม้นั้นพอถูกตัดแล้วก็หลั่งข้าวสาลี เนื้อ ข้าวสุก ขนมกุมมาสซึ่งมีสีเหมือนข้าวปายาสที่มีน้ำน้อย แกงอ่อม และกับมีแกงถั่วเป็นต้นออกมามากมาย

ข้อ ๑๘๗

พวกพ่อค้าเหล่านั้นพากันบริโภค เคี้ยวกินตามที่ต้องการ ณ กิ่งไม้นั้น ครั้งที่ ๓ พวกที่เป็นคนโง่ถูกโมหะครอบงำ คิดเห็นพ้องกันว่า ขอเชิญพวกเราเหล่าพ่อค้า พากันตัดกิ่งด้านทิศตะวันตกเถิด

ข้อ ๑๘๘

ก็กิ่งไม้นั้นพอถูกตัดแล้ว ก็หลั่งเหล่านารีมีเครื่องประดับพร้อมมูล เสื้อผ้าอาภรณ์งามวิจิตร ใส่ต่างหูแก้วมณี

ข้อ ๑๘๙

ก็พ่อค้าแต่ละคนมีนารีนางหนึ่ง ส่วนหัวหน้ากองเกวียนมีนารี ๒๕ นาง แวดล้อมอยู่รอบข้างที่ร่มเงาต้นไทรนั้น

ข้อ ๑๙๐

พวกพ่อค้าเหล่านั้นมีเหล่านารีแวดล้อมตามที่ต้องการ ครั้งที่ ๔ พวกที่เป็นคนโง่ถูกโมหะครอบงำ คิดเห็นพ้องกันว่า ขอเชิญพวกเราเหล่าพ่อค้าพากันตัดกิ่งด้านทิศเหนือเถิด

ข้อ ๑๙๑

ก็กิ่งไม้นั้นพอถูกตัดแล้ว ก็หลั่งแก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ เงิน ทอง เครื่องลาดหลังช้าง และเครื่องปูลาดที่ทำด้วยขนแกะ

ข้อ ๑๙๒

ผ้าแคว้นกาสีและผ้ากัมพลชื่ออุททิยะออกมาเป็นจำนวนมาก พวกพ่อค้าเหล่านั้นพากันขนบรรทุกเกวียนเหล่านั้นตามที่ต้องการ

ข้อ ๑๙๓

ครั้งที่ ๕ พวกที่เป็นคนโง่ถูกโมหะครอบงำ คิดเห็นพ้องกันว่า ขอเชิญพวกเราช่วยกันตัดโคนต้นไทรนั้นเถิด บางทีจะได้ยิ่งกว่านี้

ข้อ ๑๙๔

ทันใดนั้น หัวหน้ากองเกวียนได้ลุกขึ้นประคองอัญชลี ขอร้องว่า พ่อค้าวาณิชทั้งหลาย ต้นไทรมีความผิดอะไรหรือ ขอความเจริญจงมีแก่พวกท่านเถิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๕๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๑๐. มหาวาณิชชาดก (๔๙๓)

ข้อ ๑๙๕

กิ่งด้านทิศตะวันออกให้น้ำอาบ กิ่งด้านทิศใต้ให้ข้าวและน้ำดื่ม กิ่งด้านทิศตะวันตกให้เหล่านารี ส่วนกิ่งด้านทิศเหนือให้ทรัพย์ที่น่าปลื้มใจทุกอย่าง พ่อค้าวาณิชทั้งหลาย ต้นไทรมีความผิดอะไรหรือ ขอความเจริญจงมีแก่พวกท่านเถิด

ข้อ ๑๙๖

บุคคลนั่งก็ตาม นอนก็ตามที่ร่มเงาต้นไม้ใด ไม่ควรหักรานกิ่งต้นไม้นั้น เพราะว่าคนประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม

ข้อ ๑๙๗

แต่พวกพ่อค้าเหล่านั้นจำนวนมาก ไม่เชื่อฟังคำของนายกองเกวียนผู้เดียวนั้น ใช้ขวานอันคมกริบตัดต้นไทรนั้นตั้งแต่โคนต้น

ข้อ ๑๙๘

พวกนาคก็ออกมาจากต้นไทรนั้นสวมเกราะ ๒๕ ตน ถือธนู ๓๐๐ ตน และถือโล่หนัง ๖,๐๐๐ ตน (พญานาคกล่าวสั่งว่า)

ข้อ ๑๙๙

พวกเจ้าจงฆ่า จงมัดพวกพ่อค้าเหล่านี้ อย่าได้ไว้ชีวิตแม้แต่คนเดียว พวกเจ้าจงทำพวกพ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดให้เป็นผงธุลี เว้นไว้แต่นายกองเกวียนเท่านั้น (พระศาสดาทรงทราบแล้วตรัส ๒ คาถาโอวาทว่า)

ข้อ ๒๐๐

เพราะเหตุนั้นแล คนฉลาดพิจารณาเห็นประโยชน์ของตน ไม่พึงตกไปสู่อำนาจแห่งความโลภ พึงกำจัดใจที่เป็นศัตรูภายในเสีย

ข้อ ๒๐๑

ผู้เห็นภัยรู้โทษอย่างนี้ว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ยึดมั่น มีสติ ดำเนินชีวิตอยู่ มหาวาณิชชาดกที่ ๑๐ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๕๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภพวกพ่อค้าชาวพระนครสาวัตถี ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า วาณิชา สมิตึ กตฺวา ดังนี้.

เรื่องมีว่า พ่อค้าเหล่านั้นเมื่อจะไปค้าขาย ถวายมหาทานแด่พระศาสดา ดำรงมั่นในสรณะและศีล กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกข้าพระองค์จักไม่มีโรคกลับมาได้จักขอบังคมพระบาทยุคลของพระองค์อีกพระเจ้าข้า ออกเดินทางไปกับเกวียน ๕๐๐ เล่ม ถึงแดนกันดาร กำหนดหนทางไม่ได้ เลยพากันหลงทางท่องเที่ยวไปในป่า ขาดน้ำขาดอาหาร เห็นต้นไทรซึ่งนาคยึดครองต้นหนึ่ง ก็ชวนกันปลดเกวียน นั่งที่โคนต้น.

พวกนั้นเห็นไทรใบเขียวชอุ่ม ประหนึ่งตะไคร้น้ำ กิ่งไทรเล่าก็เป็นเหมือนอิ่มด้วยน้ำ จึงคิดกันว่า ในต้นไม้นี้ปรากฏเหมือนมีน้ำเอิบอาบ พวกเราตัดกิ่งตะวันออกของต้นไม้นี้เถอะเพื่อจะหลั่งน้ำดื่มให้ได้ ครั้นแล้วคนหนึ่งก็ขึ้นสู่ต้นไม้ตัดกิ่งขาด ท่อน้ำขนาดลำตาลไหลพรั่ง พวกนั้นพากันอาบพากันดื่ม ณ ที่นั้นแล้วพากันตัดกิ่งทางใต้ โภชนะมีรสเลิศต่างๆ พรั่งพรูออกจากนั้น พากันบริโภค แล้วตัดกิ่งตะวันตก เหล่าสตรีผู้ตกแต่งร่างกายแล้ว พากันออกมาจากกิ่งนั้นพากันอภิรมย์กับหมู่สตรีนั้น แล้วตัดกิ่งทางเหนือ แก้ว ๗ ประการหลั่งไหลออกจากกิ่งนั้น พากันเก็บแก้วเหล่านั้นบรรทุกเต็มเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่ม

กลับมาสู่พระนครสาวัตถี เก็บงำทรัพย์แล้ว ชวนกันถือของหอมและมาลาเป็นต้นไปสู่พระมหาวิหารเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา บูชาแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ฟังธรรมกถาแล้ว ทูลนิมนต์ถวายมหาทาน ในวันรุ่งขึ้นพากันให้ส่วนบุญว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ขอให้ส่วนบุญในทานครั้งนี้ แก่รุกขเทวดาผู้ให้ทรัพย์แก่พวกข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.

พระศาสดาทรงฉันเสร็จ ตรัสถามว่า พวกเธอให้ส่วนบุญแก่รุกขเทวดาองค์ไหน.

พวกพ่อค้าพากันกราบทูลเหตุที่พวกตนได้ทรัพย์ในต้นไทรแด่พระตถาคต.

พระศาสดาตรัสว่า พวกเธอมิได้ลุอำนาจตัณหา เพราะเป็นผู้รู้จักประมาณดอกนะจึงได้ทรัพย์ แต่ในครั้งก่อน พวกที่ลุอำนาจตัณหา เพราะไม่รู้จักประมาณ พากันละทิ้งเสียทั้งทรัพย์และชีวิต

พ่อค้าเหล่านั้นพากันกราบทูลอาราธนา ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล ทางกันดารนั้นเอง ต้นไทรก็ต้นนั้นแหละ แต่เมืองเป็นพระนครพาราณสี พ่อค้าพ่อค้าหลงทางพบต้นไทรนั้นเหมือนกัน.

พระศาสดาตรัสรู้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงข้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาทั้งหลายว่า

พวกพ่อค้าพากันมาจากรัฐต่าง ๆ กระทำการประชุมกันในเมืองพาราณสี ตั้งพ่อค้าคนหนึ่งให้เป็นหัวหน้า แล้วพากันขนเอาทรัพย์กลับไป พ่อค้าเหล่านั้นมาถึงแดนกันดาร ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ได้เห็นต้นไทรใหญ่มีร่มเงาเย็นสบาย น่ารื่นรมย์ใจ ก็พากันไปนั่งพักที่ร่มต้นไทรนั้น

พ่อค้าทั้งหลายเป็นคนโง่เขลาถูกโมหะครอบงำ คิดร่วมกันว่า ไม้ต้นนี้บางทีจะมีน้ำไหลซึมอยู่ เชิญพวกเราเหล่าพ่อค้ามาช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศตะวันออกแห่งต้นไม้นั้นดูทีเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก น้ำใสไม่ขุ่นมัวไหลออกมา พ่อค้าเหล่านั้นก็พากันอาบและดื่ม ที่สายน้ำนั้นจนสมปรารถนา

พ่อค้าทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดกันเป็นครั้งที่ ๒ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่ง ข้างทิศใต้แห่งต้นไม้นั้นอีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก ข้าวสาลี เนื้อสุก ขนมถั่ว ซึ่งมีสีเหมือนข้าวปราศจากน้ำแกงอ่อม ปลาดุก ก็ไหลออกมามากมาย พ่อค้าเหล่านั้นพากันบริโภคเคี้ยวกินจนสมปรารถนา

พ่อค้าทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดเป็นครั้งที่ ๓ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศตะวันตก แห่งต้นไม้นั้นอีกเถิดพอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก เหล่านารีแต่งตัวงามสมส่วน มีผ้าและเครื่องอาภรณ์อันวิจิตร ใส่ต่างหูแก้วมณี พากันออกมา นารีทั้งหลายต่างแยกกันบำเรอพ่อค้าคนละนางนารี ๒๕ นางต่างก็แวดล้อมพ่อค้าผู้เป็นหัวหน้าอยู่โดยรอบ ที่ร่มแห่งต้นไทรนั้น พ่อค้าเหล่านั้น แวดล้อมด้วยนารีเหล่านั้นจนสมปรารถนา

พ่อค้าทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดเป็นครั้งที่ ๔ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศเหนือ แห่งต้นไม้อีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ เงิน ทอง เครื่องประดับ เครื่องปูลาด ผ้ากาสิกพัสตร์และผ้ากัมพลชื่ออุทธิยะ ก็พรั่งพรูออกมาเป็นอันมาก พ่อค้าเหล่านั้นพากันขนบรรทุกใส่ในเกวียนเหล่านั้นจนสมปรารถนา

พ่อค้าเหล่านั้นเป็นคนโง่เขลาถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดกันเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดโคนต้นไม้นั้นเสียทีเดียว บางทีจะได้ของมากไปกว่านี้อีก ทันใดนั้น นายกองเกวียนจึงลุกขึ้น ประคองอัญชลีร้องขอว่า

ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย ต้นไทรทำผิดอะไรหรือ(จึงพากันทำร้าย) ขอให้ท่านจงมีความเจริญเถิด

ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย กิ่งทางทิศตะวันออกก็ให้น้ำ กิ่งทางทิศใต้ก็ให้ข้าวและน้ำ กิ่งทางทิศตะวันตกก็ให้นารี กิ่งทางทิศเหนือก็ให้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ต้นไทรทำผิดอะไรหรือ (จึงพากันจะทำร้าย) ขอให้ท่านจงมีความเจริญเถิด

บุคคลพึงนั่งหรือนอน ที่ร่มเงาแห่งต้นไม้ใด ก็ไม่ควรหักรานก้านแห่งต้นไม้นั้นเพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม แต่พ่อค้าเหล่านั้นมากด้วยกันไม่เชื่อถือคำของนายกองเกวียนผู้เดียวต่างก็ถือขวานที่ลับแล้ว พากันเข้าไปหมายจะตัดต้นไทรนั้นที่โคน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมิตึ กตฺวา ความว่า จัดเป็นสมาคม คือมากคนรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวในกรุงพาราณสี.

บทว่า ปกฺกมึสุ ความว่า บรรทุกสิ่งของที่มีในกรุงพาราณสีด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่มเดินทางไป.

บทว่า คามณึ ความว่า ตั้งผู้มีปัญญาผู้หนึ่งให้เป็นนายกองเกวียน.

บทว่า ฉาทิยา แปลว่า ที่ร่มเงา.

บทว่า อลฺลายเต คือ ปรากฏเป็นเหมือนเต็มด้วยน้ำ.

บทว่า ฉินฺนาว ปคฺฆรติ พระศาสดาทรงแสดงว่า ผู้ฉลาดในการขึ้นต้นไม้คนหนึ่ง ขึ้นไปตัดกิ่งนั้น พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดน้ำใสก็ไหลพลั่ง. แม้ข้างหน้าก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อปฺโปทกวณฺเณ กุมฺมาเส คือ ขนมกุมมาสที่เป็นเสมือนกับข้าวปายาสที่มีน้ำน้อย.

บทว่า สิงฺคิ คือ แกงอ่อมมีแกงที่ใส่ขิงเป็นต้น.

บทว่า วิทลสุปิโย คือ แกงถั่วเขียวเป็นต้น.

บทว่า วาณิชา เอกา คือ แก่พ่อค้าแต่ละคน พ่อค้ามีจำนวนเท่าใด ในจำนวนนั้นคนละ ๑ นางแต่ในสำนักของนายกองเกวียนมีอยู่ถึง ๒๕ นาง.

บทว่า ปริกรึสุ ความว่า แวดล้อม ก็แลพร้อมๆ กันกับนางเหล่านั้น ยังมีเพดานและที่นอนเป็นต้นเหล่านั้น ไหลออกมาด้วยอานุภาพแห่งพญานาค.

บทว่า กุตฺติโย ได้แก่ ถุงมือเป็นต้น.

บทว่า ปฏิยานิ จ ได้แก่ เครื่องปูลาด มีเครื่องปูลาดอันสำเร็จด้วยขนแกะอันฟูเป็นต้น. บางอาจารย์ท่านกล่าวว่า ผ้ากัมพลขาวก็มี.

บทว่า อุฏฺฏิยาเนว กมฺพลา คือผ้ากัมพลชนิดที่ชื่อว่าอุฏฏิยานะมีอยู่.

บทว่า เต ตตฺถ ภาเร พนฺธิตฺวา ความว่า ต้องการเท่าใดก็ขนเอาในที่นั้นเท่านั้น บรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม.

บทว่า วาณิชา ภทฺทมตฺถุ เต ความว่า นายกองเกวียนร้องเรียกพ่อค้าแต่ละคน จึงกล่าวว่า ความเจริญจงมีแก่ท่านเถิด.

บทว่า อนฺนปานญฺจ ความว่า ได้ให้ข้าวและน้ำ.

บทว่า สพฺพกาเม จ ความว่า ได้ให้สิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง.

บทว่า มิตฺตทุพฺโภ ความว่า เพราะว่าผู้ทำลายมิตรทั้งหลายคือบุรุษผู้มุ่งร้ายต่อมิตรทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นคนชั่วช้าลามก.

บทว่า อนาทิยิตฺวา ความว่า ไม่ยึดถือ คือไม่ขอรับถ้อยคำของนายกองเกวียนนั้น.

บทว่า อุปกฺกมุํ ความว่า เตรียมการโค่น คือเริ่มจะตัดเพราะโมหะ.

ครั้งนั้น พญานาคเห็นพ่อค้าเหล่านั้นพากันเข้าไปใกล้ต้นไม้เพื่อที่จะตัด ดำริว่า เราบันดาลน้ำดื่มแก่พวกนี้ผู้กำลังกระหาย จากนั้นให้โภชนะอันเป็นทิพย์มิหนำซ้ำยังให้ที่นอนและนางบำเรอแก่เขา จากนั้นเล่ายังให้รัตนะเต็ม ๕๐๐ เล่มเกวียน แต่ว่าบัดนี้พวกนี้พูดกันว่า จักตัดต้นไม้เสียทั้งโคนเลย ละโมบเหลือเกินควรที่เราจะฆ่าเสียให้หมดเว้นแต่นายกองเกวียน. พญานาคนั้นจึงตระเตรียมเสนาสั่งว่า ทหารหุ้มเกราะจำนวนเท่านี้จงเคลื่อนออกไปทหารแม่นธนูจำนวนเท่านี้จงเคลื่อนออกไป ทหารโล่จำนวนเท่านี้จงเคลื่อนออกไป.

พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

ต่อจากนั้น นาคทั้งหลายก็พากันออกไป พวกสวมเกราะ ๒๕ พวกถือธนู ๓๐๐ พวกถือโล่ ๖,๐๐๐ นาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺนทฺธา คือ พวกที่คลุมร่างกายด้วยเกราะหนัง อันประดับด้วยทองและแก้วเป็นต้น.

บทว่า ธนุคฺคหานํ ติสตา ความว่า พวกทหารที่ถือธนูอันทำด้วยเขาแกะมีประมาณ ๓๐๐.

บทว่า จมฺมิโน คือ พวกทหารที่ถือแผ่นโล่ทำด้วยหนังมีประมาณ ๖,๐๐๐ นาย.

ท่านทั้งหลายจงจับพวกนี้มัดฆ่าเสีย อย่าไว้ชีวิตเลย เว้นไว้แต่นายกองเกวียนเท่านั้น นอกนั้นจงสังหารมันทุกคนให้เป็นภัสมธุลีไป.

นี้เป็นคาถาที่พญานาคกล่าว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา โว มุญฺจิตฺถ ชีวิตํ ความว่า ท่านทั้งหลายอย่าปล่อยชีวิตแก่ใครๆ แม้สักคนเดียวเลย.

นาคทั้งหลายกระทำตามนั้น แล้วขนเอาสิ่งของมีเครื่องปูลาดชนิดดีๆ เป็นต้นบรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม ชวนนายกองเกวียนพากันขับเกวียนเหล่านั้นด้วยตนเองไปสู่กรุงพาราณสีเก็บทรัพย์ทั้งปวงไว้ในกองเกวียนของท่านแล้ว ชวนกันอำลาท่านไปสู่นาคพิภพของตนดังเดิม.

พระศาสดาทรงทราบเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า

เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของตน ไม่ควรลุอำนาจแห่งความโลภ พึงกำจัดใจอันประกอบด้วยความโลภเสีย ภิกษุรู้โทษอย่างนี้ และรู้ตัณหาว่าเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีความถือมั่น พึงเป็นผู้มีสติละเว้นโดยรอบเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่พวกพ่อค้าที่ลุอำนาจความโลภพากันถึงความวอดวายอย่างใหญ่หลวง. อธิบายว่า นายกองเกวียนบรรลุสมบัติอันอุดม.

บทว่า หเนยฺย ทิสกํ มนํ ความว่า บัณฑิตพึงกำจัดใจ คือจิตที่ประกอบด้วยโลภะที่เป็นของฝูงสัตว์ผู้มีความโลภมีอย่างต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่ตน.

บทว่า เอวมาทีนวํ ความว่า ภิกษุทราบโทษในความโลภอย่างนี้แล้ว.

บทว่า ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ ความว่า และทราบว่าตัณหานั้นเป็นเหตุเกิดพร้อมแห่งทุกข์มีชาติเป็นต้น คือทุกข์นั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ เพราะตัณหานั้น ตัณหานั่นแหละเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์อย่างนี้ ภิกษุรู้แล้วพึงระลึกไว้ด้วยสติอันมาแล้วโดยมรรคเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น.

บทว่า ปริพฺพเช ความว่า พึงประพฤติอิริยาบถ.

พระศาสดาทรงถือเอายอดเทศนาด้วยพระอรหัต.

ก็และครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย พวกพ่อค้าที่ลุอำนาจความโลภ พากันถึงความพินาศใหญ่หลวงในปางก่อนอย่างนี้ เหตุนั้น พึงเป็นผู้ไม่ลุอำนาจความโลภทั่วกัน

ตรัสประกาศสัจจะทั้งหลาย เมื่อจบสัจจะ พ่อค้าเหล่านั้นพากันดำรงในโสดาปัตติผล

แล้วทรงประชุมชาดกว่า

พญานาคในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระสารีบุตร

ส่วนนายกองเกวียนได้มาเป็น เราตถาคต แล. จบอรรถกถามหาวาณิชชาดกที่ ๑๐ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา