อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๑๑๔

๑๑. ปรันตปชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๑๔–๑๑๒๐7 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๑ ปรนฺตปชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๑. ปรันตปชาดก ลางบอกความชั่วและภัยที่จะมาถึง

ข้อ ๑๑๑๔

อาคมิสฺสติ เม ปาปํ อาคมิสฺสติ เม ภยํ ตทา หิ จลิตา สาขา มนุสฺเสน มิเคน วา ฯ

ความชั่วและภัยจักมาถึงเรา เพราะกิ่งไม้ไหวคราวนั้น จะเป็นด้วยมนุษย์ หรือเนื้อทำให้ไหว ก็ไม่ปรากฏ.

ข้อ ๑๑๑๕

ภีรุยา นูน เม กาโม อวิทูเร วสนฺติยา กริสฺสติ กิสํ ปณฺฑุํ สาว สาขา ปรนฺตปํ ฯ

ความกระสันถึงนางพราหมณีผู้หวาดกลัวซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก จักทำให้เรา ผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำนายปรันตปะให้ผอมเหลือง ฉะนั้น.

ข้อ ๑๑๑๖

โสจยิสฺสติ มํ กนฺตา คาเม วสํ อนินฺทิตา กริสฺสติ กิสํ ปณฺฑุํ สาว สาขา ปรนฺตปํ ฯ

ภรรยาที่รักของเราอยู่ในบ้านเมืองพาราณสี มีรูปงาม จักเศร้าโศกถึงเรา ความเศร้าโศกจักทำให้นางผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำนายปรันตปะให้ ผอมเหลือง ฉะนั้น.

ข้อ ๑๑๑๗

ตยา มํ หสิตาปงฺคี มิหิตานิ ภณิตานิ จ กิสํ ปณฺฑุํ กริสฺสติ สาว สาขา ปรนฺตปํ ฯ

หางตาที่เจ้าชำเลืองมาก็ดี การที่เจ้ายิ้มแย้มก็ดี เสียงที่เจ้าพูดก็ดี จักทำ เราให้ผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำนายปรันตปะให้ผอมเหลือง ฉะนั้น.

ข้อ ๑๑๑๘

อคมา นูน โส สทฺโท อสํสิ นูน โส ตว อกฺขาตํ นูน ตํ เตน โย ตํ สาขมกมฺปยิ ฯ

เสียงกิ่งไม้นั้นได้มาปรากฏแก่ท่านแล้ว เสียงนั้นชะรอยจะมาบอกท่านได้ แน่แล้ว ผู้ใดสั่นกิ่งไม้นั้น ผู้นั้นได้มาบอกเหตุนั้นแน่แล้ว.

ข้อ ๑๑๑๙

อิทํ โข ตํ สมาคมฺม มม พาลสฺส จินฺติตํ ตทา หิ จลิตา สาขา มนุสฺเสน มิเคน วา ฯ

การที่เราผู้โง่เขลาคิดไว้ว่า กิ่งไม้ที่มนุษย์ หรือเนื้อทำให้ไหวในคราวนั้น ได้มาถึงเราเข้าแล้ว ฯ

ข้อ ๑๑๒๐

ตเถว ตฺวํ อเวทสิ อวญฺจิ ปิตรํ มม หนฺตฺวา สาขาหิ ฉาเทนฺโต อาคมิสฺสติ เต ภยนฺติ ฯ ปรนฺตปชาตกํ เอกาทสมํ ฯ คนฺธารวคฺโค ทุติโย ฯ --------- ตสฺสุทฺทานํ วรคาม มหากปิ ภคฺคว จ ทฬฺหธมฺม สกุญฺชร เกสวโร อุรโค วิธูโร ปุน ชาครตํ อถ โกสลาธิป ปรนฺตป จ ฯ --------- ตตฺร วคฺคุทฺทานํ ภวติ ฯ อถ สตฺตนิปาตมฺหิ วคฺคํ เม ภณโต สุณ กุกฺกุ จ ปุน คนฺธาโร เทฺว จ วุตฺตา มเหสินา ฯ สตฺตกนิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------

ท่านได้รู้ด้วยประการนั้นแล้ว ยังลวงฆ่าพระชนกของเราแล้ว เอากิ่งไม้ ปกปิดไว้ บัดนี้ ภัยจักตกมาถึงท่านบ้างละ. จบ ปรันตปชาดกที่ ๑๑. จบ คันธารวรรคที่ ๒. -----------------------------------------------------รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. คันธารชาดก ๒. มหากปิชาดก ๓. กุมภการชาดก ๔. ทัฬหธรรมชาดก ๕. โสมทัตตชาดก ๖. สุสีมชาดก ๗. โกฏสิมพลิชาดก ๘. ธูมการีชาดก ๙. ชาครชาดก ๑๐. กุมมาสบิณฑชาดก ๑๑. ปรันตปชาดก. รวมวรรคในสัตตกนิบาตนี้มี ๒ วรรค คือ ๑. กุกกุวรรค ๒. คันธารวรรค. จบ สัตตกนิบาต. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๑. ปรันตปชาดก (๔๑๖) ว่าด้วยปรันตปะมหาดเล็ก (มหาดเล็กชื่อปรันตปะกราบทูลพระราชเทวีว่า)

ข้อ ๑๕๔

บาปคงจะมาถึงข้าพระองค์ ภัยคงจะมาถึงข้าพระองค์ เพราะในคราวนั้น คนหรือสัตว์ได้ทำกิ่งไม้ให้ไหว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๘๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๗. สัตตกนิบาต] ๒. คันธารวรรค ๑๑. ปรันตปชาดก (๔๑๖) (ปุโรหิตคิดถึงภรรยา จึงบ่นเพ้อว่า)

ข้อ ๑๕๕

ความกระสันของข้าพเจ้ากับหญิงผู้หวาดกลัวซึ่งอยู่ไม่ไกล จักทำให้ข้าพเจ้าผอมเหลืองแน่ เหมือนกิ่งไม้ทำให้เจ้าปรันตปะผอมเหลือง

ข้อ ๑๕๖

แม่กานดาผู้มีความงามหาที่ติมิได้ อยู่ในบ้านก็ยังจักทำให้ข้าพเจ้าเศร้าโศก จักกระทำให้ข้าพเจ้าผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำให้เจ้าปรันตปะผอมเหลือง

ข้อ ๑๕๗

หางตาที่หยาดเยิ้มซึ่งเจ้าหล่อนชำเลืองมา การยิ้มและการเจรจา จักกระทำให้ข้าพเจ้าผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำให้เจ้าปรันตปะผอมเหลือง (ปรันตปะกล่าวกับพระกุมารว่า)

ข้อ ๑๕๘

เสียงนั้นได้มาแน่แล้ว เสียงนั้นได้บอกแก่ท่านแน่แล้ว ผู้ที่สั่นกิ่งไม้นั้นได้บอกเหตุนั้นแน่

ข้อ ๑๕๙

สิ่งที่เราผู้เป็นคนโง่คิดแล้วว่า ก็ในคราวนั้น คนหรือสัตว์ได้ทำกิ่งไม้ให้ไหว สิ่งนี้แลได้มาถึงแล้ว (พระกุมารตรัสว่า)

ข้อ ๑๖๐

เจ้าได้สำนึกแล้วซิว่า ตามที่เจ้าได้ฆ่าพ่อของเรา เอากิ่งไม้ปิดไว้คอยระแวงอยู่ว่า ภัยจักมาถึงตัวเรา ปรันตปชาดกที่ ๑๑ จบ คันธารวรรคที่ ๒ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๘๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๗. สัตตกนิบาต] ๒. คันธารวรรค รวมวรรคที่มีในนิบาตนี้ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. คันธารชาดก ๒. มหากปิชาดก ๓. กุมภการชาดก ๔. ทัฬหธัมมชาดก ๕. โสมทัตตชาดก ๖. สุสีมชาดก ๗. โกฏสิมพลิชาดก ๘. ธูมการิชาดก ๙. ชาครชาดก ๑๐. กุมมาสปิณฑิชาดก ๑๑. ปรันตปชาดก รวมวรรคที่มีในนิบาตนี้ คือ ๑. กุกกุวรรค ๒. คันธารวรรค สัตตกนิบาต จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๘๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภการตะเกียกตะกายของพระเทวทัตเพื่อจะปลงพระชนม์พระศาสดา แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาคมิสฺสติ เม ปาปํ ดังนี้.

ความพิสดารว่า ในครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายตั้งเรื่องสนทนากันขึ้นว่า ดูก่อนอาวุโส พระเทวทัตตะเกียกตะกายเพื่อจะปลงพระชนม์พระตถาคตเจ้า คือประกอบนายขมังธนู กลิ้งศิลาทับ ปล่อยช้างนาฬาคีรี ทำอุบายเพื่อให้พระตถาคตเจ้าทรงพินาศ.

พระศาสดาเสด็จมาถึง แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าด้วยเรื่องชื่อนี้.

ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตไม่ใช่ตะเกียกตะกายเพื่อฆ่าเราตถาคตแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตนั่นก็ตะเกียกตะกาย เพื่อฆ่าเราตถาคตเหมือนกันแต่ก็ไม่อาจเพื่อจะทำแม้เพียงความสะดุ้งให้เราตถาคตได้ จึงเสวยทุกข์ของตนเอง.

แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในพระอุทรของพระอัครมเหสีของพระองค์ เจริญวัยแล้วทรงศึกษาศิลปทุกชนิดที่นครตักกสิลา ทรงเรียนมนต์รู้เสียงทุกอย่าง ท้าวเธอทรงให้การซักถามอาจารย์แล้ว เสด็จกลับนครพาราณสี.

พระชนกทรงตั้งพระองค์ไว้ในตำแหน่งอุปราช ถึงจะทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอุปราชก็จริงอยู่ แต่ก็ทรงมีความประสงค์จะปลงพระชนม์พระโพธิสัตว์อยู่ ไม่ทรงปรารถนาจะให้ท่านเข้าเฝ้า.

อยู่มาวันหนึ่ง แม่สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งพาเอาลูกน้อย ๒ ตัวเข้าไปทางช่องระบายน้ำ ในยามราตรีเมื่อมนุษย์ทั้งหลายหลีกเร้นไปแล้ว. ที่ข้างห้องบรรทมบนปราสาทของพระโพธิสัตว์ มีศาลาหลังหนึ่ง บนศาลาหลังนั้นมีคนเข็ญใจคนหนึ่งถอดรองเท้าวางไว้ที่พื้นดินใกล้เท้าแล้ว นอนอยู่บนกระดานแผ่นเดียว แต่ยังไม่หลับก่อน.

ครั้งนั้นลูกน้อย ๒ ตัวของแม่สุนัขหิวร้องขึ้น จึงแม่ของมันได้พูดกะลูกทั้ง ๒ ตัวนั้นตามภาษาของตนว่าอย่าทำเสียงดัง คนคนหนึ่งถอดรองเท้าวางไว้ที่พื้นบนศาลาหลังนี้ นอนบนแผ่นกระดานแต่ยังไม่หลับเวลาคนคนนั้นนอนหลับแม่จักไปคาบเอารองเท้านั่นมาให้พวกเจ้ากิน.

พระโพธิสัตว์ทรงรู้ภาษาของมันด้วยอานุภาพของมนต์ จึงเสด็จออกจากห้องบรรทมไปทรงเปิดพระแกลแล้ว ตรัสว่า ใครอยู่ที่นี่.

คนเข็ญใจทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า คนเข็ญใจพระเจ้าข้า.

พระโพธิสัตว์ตรัสว่า รองเท้าของเจ้าอยู่ที่ไหน?

คนเข็ญใจทูลว่า อยู่ที่พื้นดิน พระเจ้าข้า.

พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ยกขึ้นมาแขวนไว้เถิด.

แม่สุนัขจิ้งจอกครั้นได้ยินคำนั้นแล้ว โกรธพระโพธิสัตว์.

ในวันรุ่งขึ้นมันก็เข้าพระนครอย่างนั้นเหมือนกัน ครั้งนั้น คนคนหนึ่งตั้งใจว่าจะดื่มน้ำ เมื่อลงไปในสระโบกขรณี ก็ตกลงไปจมน้ำหายใจไม่ออกตาย. แต่เขามีผ้าสาฎกสำหรับนุ่งห่ม ๒ ผืนและมีแหวนสวมนิ้วราคาพันกหาปณะที่ผ้านุ่ง. แม้ครานั้น แม่สุนัขจิ้งจอกนั้นก็พูดกะลูกน้อยของมันที่กำลังร้องว่าแม่พวกฉันหิว ว่า ลูกเอ๋ยอย่าส่งเสียงดัง คนตายอยู่ที่สระโบกขรณีนั่นแน่ะ เขามีของสิ่งนี้และสิ่งนี้ แต่เขาตายแล้วนอนอยู่ใต้บันไดนั่นเอง แม่จักให้พวกเจ้ากินคนคนนั่น.

พระโพธิสัตว์ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงเปิดพระแกลแล้วตรัสว่า บนศาลามีใครไหม? เมื่อชายคนหนึ่งลุกขึ้นแล้วทูลว่า ข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ไปเถิดไปเอาผ้าสาฎกและแหวนสวมนิ้วของชายที่ตายอยู่ในสระโบกขรณีนั่นแล้วปล่อยร่างของมันให้จมอยู่ในน้ำ โดยวิธีที่มันจะไม่ลอยขึ้น. เขาได้ทำอย่างนั้นแล้ว.

แม่สุนัขนั้นก็โกรธอีกแล้วร้องขู่พระโพธิสัตว์ว่า ในวันก่อนเขาไม่ได้ให้ลูกข้ากินรองเท้า วันนี้ไม่ให้กินคนตายในวันที่ ๓ พระเจ้าสมันตราชองค์หนึ่งจักมาล้อมพระนครไว้ ครั้งนั้น พระราชบิดาจักส่งเขาไปเพื่อต้องการให้รบ พระเจ้าสมันตราชจักตัดศีรษะของท่าน ณ ที่นั้นเมื่อเป็นเช่นนั้นเราจักดื่มเลือดในลำคอของแกแล้วพ้นเวร ดังนี้แล้วพาลูกออกไป.

ในวันที่ ๓ พระเจ้าสมันตราชเสด็จมาล้อมพระนครไว้. พระราชาตรัสกะพระโพธิสัตว์ว่า ไปเถิดลูกเอ๋ย จงต่อสู้กับพระเจ้าสมันตราชนั้น. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ มีเหตุอย่างหนึ่งที่ข้าพระองค์เห็นแล้ว ข้าพระองค์ไม่สามารถไปได้ ข้าพระองค์กลัวอันตรายแห่งชีวิต. พระราชาตรัสว่า เมื่อเจ้าตายหรือไม่ตายก็ตาม จะมีประโยชน์อะไรสำหรับฉัน เจ้าจงไปเถิด.

พระมหาสัตว์รับกระแสพระบรมราชโองการแล้วพาบริษัทไป ไม่ได้ออกทางประตูด้านที่พระเจ้าสมันตราชทรงตั้งทัพทรงเปิดประตูด้านอื่นเสด็จออกไป. เมื่อพระมหาสัตว์นั้นเสด็จออกไป พระนครได้ว่างเปล่าคนทั้งหลายได้ออกไปกับพระมหาสัตว์หมดทีเดียว. พระมหาสัตว์ทรงให้พักค่ายอยู่ ณ ที่ที่มีส่วนเหมาะสมกันแห่งหนึ่ง.

พระราชาทรงดำริว่า อุปราชทำพระนครให้ว่างเปล่า พากำลังหนีไปแล้ว. ฝ่ายพระเจ้าสมันตราชก็ล้อมพระนครตรึงไว้ บัดนี้ชีวิตของเราจะไม่มี. พระองค์ทรงดำริว่า เราจักรักษาชีวิตไว้ แล้วทรงพาเอาพระราชเทวี ปุโรหิตและคนรับใช้คนหนึ่งชื่อปรันตปะ ปลอมพระองค์หนีเข้าป่าไป.

พระโพธิสัตว์ทรงทราบการเสด็จหนีไปของพระราชาแล้ว จึงเสด็จเข้าพระนครทรงทำการรบขับไล่พระเจ้าสมันตราชให้หนีไป แล้วทรงยึดราชสมบัติไว้ได้.

ฝ่ายพระราชบิดาของพระองค์ได้ทรงสร้างบรรณศาลาใกล้ฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ได้ด้วยผลไม้น้อยใหญ่พระราชากับปุโรหิตไปหาผลไม้น้อยใหญ่. ที่บรรณศาลานั่นเองมีแต่ทาสชื่อปรันตปะ กับพระราชเทวี. เพราะทรงอาศัยพระราชา พระราชเทวีได้ทรงพระครรภ์แม้ในสถานที่นั้น และพระนางได้ประพฤตินอกใจพระราชากับทาสปรันตปะนั่น ด้วยอำนาจแห่งความคุ้นเคยกัน.

วันหนึ่ง พระนางรับสั่งทาสปรันตปะว่า เมื่อพระราชาทรงทราบเรื่องแล้ว ชีวิตของเจ้าก็จะไม่มี ชีวิตของฉันก็จะหามีไม่ เพราะฉะนั้นเจ้าจงปลงพระชนม์พระราชานั้นเสีย

ทาสปรันตปะทูลว่า ข้าพระองค์จะปลงอย่างไร?

พระราชเทวีรับสั่งว่า พระราชานี่จะให้เจ้าถือพระขรรค์นั้นและภูษาชุบสรงแล้วไปสรงสนาน เจ้าจงคอยดูความเผลอของพระราชานั้น ในที่สรงสนานนั้น ใช้พระขรรค์ตัดพระเศียรแล้วสับพระสรีระออกเป็นท่อนๆ ฝังไว้ในพื้นดิน.

เขารับพระเสาวนีว่า พระเจ้าข้า.

อยู่มาวันหนึ่ง ปุโรหิตนั่นเอง เดินไปเพื่อต้องการผลไม้น้อยใหญ่ ขึ้นต้นไม้ต้นหนึ่ง ใกล้ท่า. ที่พระราชาทรงสรงสนานเก็บผลไม้น้อยใหญ่อยู่. พระราชาทรงดำริว่า เราจักอาบน้ำ แล้วทรงให้ทาสปรันตปะ ถือพระขรรค์และภูษาชุบสรงแล้วได้เสด็จไปสู่ฝั่งแม่น้ำ. ทาสปรันตปะทูลพระองค์ผู้ทรงประสบความประมาท ในเวลาทรงสรงสนานแม้ ณ ที่นั้นว่า ข้าพระองค์จักฆ่าละ แล้วจับพระศอพระองค์เงื้อพระขรรค์ขึ้น. พระราชาทรงร้องเพราะทรงกลัวความตาย.

ปุโรหิตได้ยินเสียงนั้นแล้วมองดู เห็นทาสปรันตปะกำลังปลงพระชนม์พระราชา สะดุ้งกลัวจึงเขย่ากิ่งไม้แล้วลงจากต้นไม้ เข้าไปนั่งที่พุ่มไม้พุ่มหนึ่ง. ทาสปรันตปะได้ยินเสียงเขย่ากิ่งไม้ของปุโรหิตนั้นแล้วปลงพระชนม์พระราชา ฝังไว้ในพื้นดินแล้วพิจารณาดูว่าได้มีเสียงเขย่ากิ่งไม้ในที่นี้ ใครหนออยู่ในที่นี้? ไม่เห็นใครๆ จึงอาบน้ำแล้วไป. ในเวลาทาสปรันตปะไปแล้ว ปุโรหิตก็ออกจากที่นั่งไป รู้ว่าพระราชาถูกสับพระสรีระออกเป็นท่อนๆ แล้วฝั่งไว้ในหลุมจึงอาบน้ำแล้วปลอมเพศเป็นคนตาบอดแล้วได้ไปบรรณศาลา เพราะกลัวเขาฆ่าตน.

ปรันตปะเห็นเขาแล้วพูดว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านได้ทำอะไร? เขาทำเป็นเหมือนไม่รู้พูดว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์นัยน์ตาทั้งสองเสีย จึงได้มาที่นี่ข้าพระองค์ได้ยืนอยู่ที่ข้างจอมปลวกแห่งหนึ่งในป่าที่มีอสรพิษชุกชุม อสรพิษตัวหนึ่งจักพ่นพิษใส่. ปรันตปะคิดว่า เขาไม่รู้จักเรา เขาจึงพูดว่าข้าแต่สมมติเทพ เราจักปลอบใจเขา แล้วได้ปลอบใจเขาว่าดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่าคิดอะไร เราจักปฏิบัติท่าน แล้วได้ให้ผลไม้น้อยใหญ่ให้กินอิ่มหนำสำราญ.

ต่อแต่นั้นมา ทาสปรันตปะก็นำผลไม้น้อยใหญ่มาให้. พระราชเทวีประสูติพระราชโอรสแล้ว. เมื่อพระราชโอรสทรงเจริญขึ้น พระนางบรรทมสบายในเช้ามืดวันหนึ่งได้ตรัสกะทาสปรันตปะเบาๆ ว่า เจ้าเมื่อปลงพระชนม์พระราชา ไม่มีใครหรือ?เขาเมื่อเจรจากับพระนางว่า ใครๆ มิได้เห็นข้าพระองค์ แต่ว่า ได้ยินเสียงเขย่ากิ่งไม้ แต่ไม่ทราบว่ากิ่งไม้นั้นมนุษย์หรือสัตว์เดียรฉานเขย่าไม่คราวใดก็คราวหนึ่งภัยจะมาถึงข้าพระองค์ และจักมาจากผู้เขย่ากิ่งไม้ ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

บาปจักมาถึงข้าพระองค์ ภัยจักมาถึงข้าพระองค์ เพราะมนุษย์หรือมฤคก็ไม่รู้ เขย่ากิ่งไม้ในครั้งนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปํ ได้แก่สิ่งที่ลามกคือสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่ารักใคร่.

บทว่า ภยํ ความว่า แม้ภัยคือความหวาดเสียวใจจักมาถึงข้าพระองค์ ไม่ใช่ไม่อาจมาถึง เพราะเหตุไร? เพราะว่า กิ่งไม้ไหวครั้งนั้น ไม่ทราบว่าเพราะมนุษย์หรือมฤค เพราะฉะนั้น ภัยจักมาถึงข้าพระองค์จากมนุษย์หรือมฤคนั้นทีเดียว.

คนทั้งสองนั้นเข้าใจว่า ปุโรหิตหลับแล้ว. แต่ปุโรหิตนั้นยังไม่หลับเลย ได้ยินถ้อยคำของพวกเขาอยู่. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อทาสปรันตปะไปหาผลไม้น้อยใหญ่ ปุโรหิตเป็นเหมือนเพ้อระลึกถึงภริยาของตนอยู่ ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ความใคร่ของเราในภรรยาผู้หวาดกลัวที่อยู่ไม่ไกลจักทำให้เราผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำให้นายปรันตปะผอมเหลืองไป ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภีรุยา ความว่า ธรรมดาผู้หญิงทั้งหลายย่อมกลัว เพราะเหตุแม้เพียงเล็กน้อย เพราะฉะนั้น ผู้หญิงจึงถูกเรียกว่าภีรุ.

บทว่า อวิทูเร ความว่า ปุโรหิตแสดงว่า ความใคร่ของเราในนางพราหมณีผู้หวาดกลัว อยู่ในที่ไม่ไกลจากที่นี่ คือในที่สุดระยะ ๒, ๓ โยชน์ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา. พราหมณีนั้นจักทำให้เราผอมเหลืองแน่นอน.

บทว่า สาว สาขา มีเนื้อความว่า ก็ด้วยคำนี้ ปุโรหิตแสดงอุปมาอยู่ว่า กิ่งไม้ทำให้ปรันตปะเองผอมเหลืองฉันใด พราหมณีนั้นก็ฉันนั้น ทำให้เราผอมเหลือง. ดังนั้นพราหมณ์จึงกล่าวคาถานั่นแหละแต่ไม่บอกความหมาย เพราะฉะนั้น กิจจึงไม่ปรากฏแก่พระราชเทวีเพราะคาถานี้.

ลำดับนั้น พระราชเทวีจึงกล่าวกะปุโรหิตนั้นว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านพูดอะไร?

ฝ่ายปุโรหิตพูดว่า ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้วแหละ

ในวันรุ่งขึ้น ก็กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

ภริยาผู้น่ารักใคร่ ไม่มีที่ติอยู่ในบ้าน จักเศร้าโศกถึงเรา ความเศร้าโศกจักทำให้เธอผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำนายปรันตปะให้ผอมเหลืองฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสจยิสฺสติ ความว่า จักให้ซูบซีดเพราะเกิดความเศร้าโศกขึ้น. บทว่า กนฺตา ได้แก่ ภริยาผู้น่าปรารถนา. บทว่า คาเม วสํ มีอธิบายว่า อยู่ในเมืองพาราณสี. บทว่า อนินฺทิตา ความว่า ไม่มีที่ครหา คือทรงไว้ซึ่งรูปร่างที่เลอเลิศ.

ในวันรุ่งขึ้น ปุโรหิตได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-

หางตาที่หล่อนชำเลืองมาหาฉันก็ดี การยิ้มของหล่อนก็ดี ถ้อยคำที่หล่อนเปล่งออกมาก็ดี มันจักทำให้เราผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำให้นายปรันตปะผอมเหลืองฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยา มํ หสิตาปงฺคี ความว่า หางตาที่หล่อนชำเลืองมาที่ฉัน.

มีคำอธิบายว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ ดวงตาดำที่ตกแต่งดีแล้วเพราะนำสิ่งโสมมออกจากหางตาแล้วด้วยไม้ป้ายยาหยอดตาที่หล่อนชำเลืองมาแล้วก็ดี การยิ้มน้อยๆ ก็ดี คำพูดที่หล่อนพูดอย่างอ่อนหวานก็ดีจักทำให้เราผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ที่เราเขย่าแล้วดังอยู่ ทำให้ปรันตปะผอมแห้งฉะนั้น.

ปาฐะว่า ปงฺคี ดังนี้ ก็มี โดยเปลี่ยน จ อักษรให้เป็น ป อักษร นั่นเอง.

ในกาลต่อมา พระราชกุมารได้ทรงเจริญวัยขึ้นมีพระชนมายุได้ ๑๖ ชันษา จึงพราหมณ์ได้ให้พระองค์ทรงจับปลายไม้เท้าจูงไปถึงท่าอาบน้ำแล้ว ได้ลืมตาขึ้นมองดู. พระราชกุมารตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเป็นคนตาบอดไม่ใช่หรือ? เขาทูลว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่คนตาบอด แต่ใช้อุบายนี้รักษาชีวิตไว้ แล้วทูลว่า ท่านรู้จักบิดาของท่านไหม?เมื่อพระราชกุมารตรัสบอกว่า เรารู้คนคนนั้นเป็นบิดาของเรา จึงทูลว่า คนคนนี้ไม่ใช่บิดาของท่าน แต่บิดาของท่านได้แก่พระเจ้าพาราณสีคนคนนี้เป็นทาสของท่าน เขาปฏิบัติผิดในมารดาของท่านแล้ว ฆ่าบิดาของท่านแล้วฝังไว้ที่ตรงนี้ ดังนี้แล้วนำเอากระดูกมาให้ดู.

พระราชกุมารได้ทรงเกิดความกริ้วขึ้นเป็นกำลัง.

ลำดับนั้น เมื่อพระราชกุมารตรัสถามปุโรหิตนั้นว่า บัดนี้ เราจะทำอย่างไร?

ปุโรหิตจึงทูลว่า สิ่งใดที่เขาทำแก่พระราชบิดาของพระองค์ที่ท่าน้ำนี้นั่นเอง พระองค์จงทรงกระทำสิ่งนั่นเถิดแล้วได้ทูลบอกความเป็นไปทั้งหมดให้ทรงทราบ แล้วได้ให้พระราชกุมารทรงศึกษา การตีกระบี่กระบองอยู่ ๒,๓ วัน. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชกุมารทรงถือพระขรรค์กับพระภูษาชุบสรงแล้วกล่าวว่า ไปอาบน้ำเถิดพ่อครับ.

ปรันตปะตอบว่า ดีละ แล้วก็ไปกับพระราชกุมารนั้น. ต่อมาในเวลาเขาลงอาบน้ำ พระราชกุมารจึงใช้พระหัตถ์ขวาทรงถือดาบ พระหัตถ์ซ้ายทรงจับมวยผมแล้วตรัสว่าได้ทราบว่า เจ้าจับพระจุฬาของเสด็จพ่อของฉันแล้วปลงพระชนม์ของพระองค์ผู้ทรงร้องอยู่ที่ท่าน้ำนี้นั่นเองฝ่ายฉันก็จักทำเจ้าอย่างนั้นเหมือนกัน.

เขากลัวภัยคือความตาย โอดครวญไปพลางกล่าวคาถา ๒ คาถาไปพลางว่า :-

เสียงกิ่งไม้ได้มาประจักษ์แน่นอนแล้ว เสียงนั้นเห็นจะมาแจ้งเหตุ ให้ตัวเจ้าทราบแน่นอนแล้วผู้ที่สั่นกิ่งไม้นั้นได้บอกเรื่องนั้นอย่างแน่นอน

เรื่องนี้เจ้าแลที่ตัวคนโง่คิดว่า กิ่งไม้ที่มนุษย์หรือมฤคก็ไม่ทราบ เขย่าแล้วในครั้งนั้นได้มาถึงเจ้าแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคมา ความว่า เสียงของกิ่งไม้นั้นได้มาถึง คือมาประจวบตัวเจ้าเข้าแล้ว. บทว่า อสํสิ นูน โส ตว ความว่า เสียงเห็นจะบอกเหตุแก่เจ้า.

บทว่า อกฺขาตํ นูน ตํ เตน ความว่า สัตว์ใดได้สั่นกิ่งไม้นั้นในครั้งนั้น สัตว์นั้นได้บอกเหตุนั้นแน่นอนอย่างนี้ว่า เขาฆ่าบิดาของท่าน.

บทว่า สมาคมฺม ได้แก่ สงฺคมฺม หมายความว่า ได้มาถึงแล้ว.

มีคำอธิบายว่า ข้อที่เราผู้เป็นคนโง่ได้มีสิ่งที่คิด คือสิ่งที่ปริวิตกว่า ภัยจักเกิดขึ้นแก่เรา จากมนุษย์หรือมฤคที่เขย่ากิ่งไม้ในครั้งนั้นนี้ได้มาประจวบกับเราแล้ว.

ต่อจากนั้น พระราชกุมารก็ได้ตรัสคาถาสุดท้ายว่า

เจ้าได้รู้อย่างนั้นแล้ว เจ้ายังลวงเสด็จพ่อของฉันไปฆ่าแล้วเอากิ่งไม้ปิดไว้ บัดนี้ ภัยจักมาถึงเจ้าบ้าง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเถว ตฺวํ อเวทสิ ความว่า เจ้าได้รู้แล้วอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน.

บทว่า อวญฺจิ ปิตรํ มม ความว่า เจ้าปลอบใจเสด็จพ่อของฉันว่า พวกเรามาไปอาบน้ำกัน แล้วปลงพระชนม์ท่านผู้กำลังสรงสนานอยู่ สับให้เป็นท่อนเล็กท่อนน้อยฝังไว้แล้วพลางไว้ โดยคิดว่า ถ้าใครจักรู้ไซร้ ภัยแบบนี้จักมาถึงแม้แก่ตัวเรา แต่ภัยคือความตายนี้แล บัดนี้ได้มาถึงตัวเจ้าแล้ว.

พระกุมาร ครั้นตรัสดังที่กล่าวมาแล้วนี้ แล้วก็ให้ทาสปรันตปะนั้นถึงความสิ้นชีวิตฝังไว้แล้ว เอากิ่งไม้คลุมไว้ ทรงล้างพระขรรค์สรงสนานแล้ว เสด็จไปสู่บรรณศาลาตรัสบอกปุโรหิตนั้น ถึงภาวะที่ตนได้ฆ่าแล้ว จึงทรงต่อว่าพระมารดา.

ทั้งสามคนหารือกันว่า พวกเราจักอยู่ทำไมที่ตรงนี้ แล้วจึงได้พากันไปนครพาราณสีนั่นเอง. พระโพธิสัตว์ทรงประทานตำแหน่งอุปราชแก่พระกนิษฐา แล้วทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ทรงสร้างทางสวรรค์ให้เต็มที่.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลายแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า

พระราชาผู้เป็นบิดาในครั้งนั้น ได้แก่ พระเทวทัต ในครั้งนี้

ปุโรหิตได้แก่ พระอานนท์

ส่วนพระราชบุตร ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาปรันตปชาดกที่ ๑๑ จบ คันธารวรรคที่ ๒. -----------------------------------------------------

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. คันธารชาดก

๒. มหากปิชาดก ว่าด้วย คุณธรรมของหัวหน้า

๓. กุมภการชาดก ว่าด้วย เหตุให้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร

๔. ทัฬหธรรมชาดก ว่าด้วย ความกตัญญู

๕. โสมทัตตชาดก ว่าด้วย ความเศร้าโศกถึงผู้เป็นที่รัก

๖. สุสีมชาดก ว่าด้วย พระเจ้าสุสีมะออกผนวช

๗. โกฏสิมพลิชาดก ว่าด้วย การระวังภัยที่ยังไม่มาถึง

๘. ธูมการีชาดก ว่าด้วย เศร้าโศกเพราะได้ใหม่ลืมเก่า

๙. ชาครชาดก ว่าด้วย ผู้หลับและตื่น

๑๐. กุมมาสบิณฑชาดก ว่าด้วย อานิสงส์ถวายขนมกุมมาส

๑๑. ปรันตปชาดก ว่าด้วย ลางบอกความชั่วและภัยที่จะมาถึง

รวมวรรคในสัตตกนิบาตนี้มี ๒ วรรค คือ

๑. กุกกุวรรค

๒. คันธารวรรค. จบ สัตตกนิบาต. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา