๕. สีลวีมังสชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕ สีลวีมํสชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๕. สีลวีมังสชาดก ความลับไม่มีในโลก
นตฺถิ โลเก รโห นาม ปาปกมฺมํ ปกุพฺพโต ปสฺสนฺติ วนภูตานิ ตํ พาโล มญฺญเต รโห ฯ
ขึ้นชื่อว่าที่ลับ ย่อมไม่มีในโลก แก่คนผู้กระทำบาปกรรม ต้นไม้ที่เกิด ในป่าก็ยังมีคนเห็น คนพาลย่อมสำคัญบาปกรรมนั้นว่า เป็นที่ลับ.
อหํ รโห น ปสฺสามิ สุญฺญํ วาปิ น วิชฺชติ ยตฺถ สุญฺญํ น ปสฺสามิ อสุญฺญํ โหติ ตํ มยา ฯ
ข้าพเจ้าย่อมไม่เห็นที่ลับ หรือแม้ที่ว่างเปล่าก็ไม่มี ในที่ใด ข้าพเจ้าไม่เห็น ที่ว่างเปล่า ที่นั้นก็ไม่ว่างเปล่าจากข้าพเจ้า.
ทุชฺชจฺโจ จ สุชจฺโจ จ นนฺโท จ สุขวจฺฉโน วชฺโฌ อทฺธุวสีโล จ เต ธมฺมํ ชหุมตฺถิกา ฯ
มาณพผู้ใหญ่ ๖ คนนั้น คือ ทุชัจจะ ๑ สุชัจจะ ๑ นันทะ ๑ สุขวัจฉนะ ๑ วัชฌะ ๑ อัทธุวสีละ ๑ มีความต้องการธิดาของอาจารย์ พากันละธรรมเสีย.
พฺราหฺมโณ จ กถํ ชเห สพฺพธมฺมาน ปารคู โย ธมฺมํ อนุปาเลติ ธิติมา สจฺจนิกฺกโมติ ฯ สีลวีมํสชาตกํ ปญฺจมํ ฯ ---------
ส่วนพราหมณ์มาณพ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง มีปัญญา มีความเพียร เครื่องก้าวหน้าในสัจธรรม ตามรักษาธรรมไว้ จะพึงละสตรีลาภเสีย อย่างไรได้. จบ สีลวีมังสชาดกที่ ๕.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. สีลวีมังสชาดก (๓๐๕) ว่าด้วยการทดลองศีล (พราหมณ์โพธิสัตว์กล่าวกับอาจารย์ว่า)
ขึ้นชื่อว่าสถานที่ลับสำหรับกระทำกรรมชั่วไม่มีอยู่ในโลก ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าก็ยังมีคนเห็น คนพาลสำคัญอยู่ว่า กรรมชั่วนั้นเราได้ทำในสถานที่ลับ
ข้าพเจ้าไม่พบสถานที่ลับ แม้สถานที่ว่างก็ไม่มี ในสถานที่ใด ข้าพเจ้ายังไม่รู้ว่าว่าง แม้สถานที่นั้น ก็ไม่ว่างจากข้าพเจ้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๑๕๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๔. จตุกกนิบาต] ๑. กาลิงควรรค ๖. สุชาตาชาดก (๓๐๖) (พระศาสดาได้ตรัส ๒ พระคาถานี้ว่า)
ทุชัจจมาณพ สุชัจจมาณพ นันทมาณพ สุขวัจฉนมาณพ วัชฌมาณพ และอัทธุวสีลมาณพนั้น มีความต้องการหญิงสาว จึงพากันละธรรมเสีย
ส่วนพราหมณ์ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง มีปัญญา มีความก้าวหน้าในสัจจธรรม ตามรักษาธรรมอยู่ ละทิ้งอิตถีลาภเพราะเหตุอะไรเล่าสีลวีมังสชาดกที่ ๕ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบายเครื่องข่มกิเลส จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นตฺถิ โลเก รโห นาม ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งใน ปัญจาลชาดก เอกาทสนิบาต.
__________________________
บางแห่งว่า ปานียชาดก.
ส่วนในชาดกนี้ มีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้ :-
ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปอยู่ในภายในพระเชตวันวิหาร พากันตรึกกามวิตกในลำดับมัชฌิมยาม พระศาสดาทรงตรวจดูภิกษุทั้งหลายเป็นนิตยกาล ในเวลาทั้งปวงทั้งเวลากลางคืนและกลางวัน เหมือนคนมีตาข้างเดียวรักษาตา คนผู้มีบุตรคนเดียวรักษาบุตร จามรีชาติรักษาขนหางอ่อน ด้วยความไม่ประมาท ฉะนั้น.
ในกาลอันเป็นส่วนราตรี พระองค์ทรงตรวจดูในพระเชตวันวิหาร ด้วยพระจักษุอันเป็นเพียงดังทิพย์ ทรงเห็นภิกษุเหล่านั้นประหนึ่งโจรอันเกิดขึ้นในภายในนิเวศน์ของพระเจ้าจักรพรรดิ จึงทรงเปิดพระคันธกุฎี รับสั่งเรียกพระอานันทเถระมาแล้วตรัสว่า อานนท์ เธอจงให้ภิกษุทั้งหลายประชุมกัน ณ ภายในหอประชุมด้านสุด แล้วจงปูลาดอาสนะที่ประตูพระคันธกุฎี.
พระอานันทเถระนั้นได้กระทำอย่างนั้น แล้วกราบทูลพระศาสดาให้ทรงทราบ.
พระศาสดาประทับนั่งบนอาสนะที่พระอานนท์ปูลาดแล้ว ทรงเตือนภิกษุทั้งหลายโดยรวมหมดด้วยกัน แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โบราณกบัณฑิตทั้งหลายไม่กระทำบาป ด้วยคิดว่า ชื่อว่าที่ลับในการทำบาปย่อมไม่มี อันภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว ได้เป็นหัวหน้ามาณพ ๕๐๐ คน เล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในนครพาราณสีนั้นนั่นแหละ.
ท่านอาจารย์มีธิดาผู้กำลังเจริญวัย ท่านจึงคิดว่า เราจักทดลองศีลของมาณพเหล่านี้ แล้วจักให้ธิดานั้นแก่มาณพผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเท่านั้น.
วันหนึ่ง อาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้นเรียกมาณพทั้งหลายมาแล้วกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย ธิดาของเราเจริญวัยแล้ว เราจักทำการวิวาหมงคลแก่เธอ ควรจะได้ผ้าและเครื่องอลังการเธอทั้งหลาย เมื่อพวกญาติของตนๆ ไม่เห็น จงลักเอาผ้าและเครื่องอลังการมา ผ้าและเครื่องอลังการที่ใครๆ ไม่เห็นเท่านั้น เราจึงรับเอา ผ้าและเครื่องอลังการที่ใครๆ เห็นแล้วเอามา เราจะไม่รับ.
มาณพเหล่านั้นรับคำจำเดิมแต่นั้นมา เมื่อพวกญาติไม่ทันเห็น จึงจักนำเอาผ้าและเครื่องประดับทั้งหลายมา. อาจารย์ก็วางสิ่งของที่พวกมาณพนำมาๆ ไว้เป็นพวกๆ. พระโพธิสัตว์ไม่นำอะไรๆ มาเลย.
ที่นั้น อาจารย์จึงกล่าวกะพระโพธิสัตว์นั้นว่า ดูก่อนพ่อ เธอเล่าไม่ไปนำอะไรๆ มาหรือ.
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ขอรับท่านอาจารย์.
อาจารย์ถามว่า เพราะอะไร พ่อ?
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ท่านไม่รับของที่เอามาเมื่อใครๆ เห็น แม้กระผมก็ไม่เห็นที่ลับในการทำบาป เมื่อจะแสดงความ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถานี้ว่า :-
ชื่อว่าที่ลับในโลก ย่อมไม่มีแก่คนผู้กระทำบาปกรรม ต้นไม้ที่เกิดในป่าก็ยังมีคนเห็น คนพาลย่อมสำคัญบาปกรรมนั้นว่าเป็นความลับ.
ข้าพเจ้าย่อมไม่เห็นที่ลับ หรือแม้ที่ว่างเปล่าก็ไม่มี ในที่ใดว่างเปล่า ข้าพเจ้าไม่เห็นใครที่นั้น ก็ย่อมไม่ว่างเปล่าจากตัวข้าพเจ้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รโห ได้แก่ ที่กำบัง.
บทว่า วนภูตานิ ได้แก่ ทั้งเกิดและมีอยู่ในป่า.
บทว่า ตํ พาโล ความว่า คนพาลย่อมสำคัญบาปกรรมนั้นว่า เราทำในที่ลับ.
ด้วยบทว่า สุญฺญํ วาปิ นี้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า แม้ที่ที่ว่างเปล่าจากสัตว์ทั้งหลายไม่มี.
อาจารย์เลื่อมใสต่อพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่า ดูก่อนพ่อ ในเรือนของเราไม่มีทรัพย์สินอะไร แต่เรามีความประสงค์จะให้ธิดาของเราแก่ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยศีล เมื่อจะทดลองมาณพทั้งหลายเหล่านี้ จึงได้ทำอย่างนี้ ธิดาของเราเหมาะสมแก่ท่านเท่านั้น แล้วประดับตกแต่งธิดา มอบให้แก่พระโพธิสัตว์ แล้วกล่าวกะมาณพทั้งหลายนอกนี้ว่า สิ่งของที่พวกเธอนำมาแล้วๆ จงนำไปยังเรือนของเธอทั้งหลายเถิด.
พระศาสดาตรัส ดังนั้นแล มาณพผู้ทุศีลเหล่านั้นจึงไม่ได้สตรีนั้น เพราะความที่ตนเป็นคนทุศีล มาณพผู้เป็นบัณฑิตคนเดียวเท่านั้นได้ เพราะเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศีล
พระองค์ทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :-
มาณพผู้ใหญ่ ๖ คนนั้น คือ ทุชัจจะ ๑ สุชัจจะ ๑ จัณฑะ ๑ สุขวัจฉิตะ ๑ เวชฌสันธะ ๑ สีลี ๑ มีความต้องการธิดาของอาจารย์ พากันละธรรมเสีย.
ส่วนพราหมณ์มาณพ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง มีปัญญา มีความเพียรเครื่องก้าวไปในสัจจธรรม ตามรักษาธรรมอยู่ จะพึงละสตรีลาภเสียอย่างไรเล่า.
ในพระคาถานั้น พระศาสดาทรงถือเอาชื่อของมาณพผู้ใหญ่ ๖ คน มีอาทิว่า มาณพทุชัจจะ ดังนี้ พระองค์ไม่ทรงระบุชื่อของมาณพทั้งหลายที่เหลือ จึงตรัสโดยรวมเอาทั้งหมดทีเดียวว่า มาณพเหล่านั้นมีความต้องการธิดาของอาจารย์ พากันละธรรมเสีย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ได้แก่ มาณพเหล่านั้นแม้ทั้งหมด.
บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ สภาวะ คือการได้เฉพาะสตรี.
บทว่า ชหุมตฺถิกา ตัดบทเป็น ชหุ อตฺถิกา แปลเหมือนในคาถา. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. ส่วน ม อักษรท่านกล่าวด้วยอำนาจการเชื่อมพยัญชนะ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า มาณพเหล่านั้นแม้ทั้งหมด เป็นผู้มีความต้องการธิดาของอาจารย์นั้นเท่านั้น พากันละสภาวะคือการได้เฉพาะสตรีนั้น เพราะความที่ตนเป็นคนทุศีล.
บทว่า พฺราหฺมโณ จ ความว่า ส่วนพราหมณ์ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลนอกนี้.
บทว่า กถํ ชเห ความว่า เพราะเหตุไร จักละการได้สตรีนั้น.
บทว่า สพฺพธมฺมานํ ความว่า ในที่นี้ ศีล ๕ ศีล ๘ สุจริต ๓ อันเป็นโลกิยะ ชื่อว่าธรรมทั้งปวง พราหมณ์มาณพนั้นถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวงนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ปารคูผู้ถึงฝั่ง.
บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ธรรมอันมีประการดังกล่าวแล้วนั่นแหละ ซึ่งพราหมณ์มาณพคุ้มครอง คือรักษาอยู่.
บทว่า ธิติมา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญารักษาศีล.
บทว่า สจฺจนิกฺกโม ได้แก่ เป็นผู้มีสัจจะเป็นสภาวะคือประกอบด้วยความเพียรเครื่องก้าวไปในศีลธรรมตามที่กล่าวแล้ว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นตั้งอยู่ในพระอรหัต แล้วทรงประชุมชาดกว่า
อาจารย์ในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร
ส่วนมาณพผู้บัณฑิตได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสีลวีมังสชาดกที่ ๕ -----------------------------------------------------