อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๐๗๙

๖. สุสีมชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๗๙–๑๐๘๕7 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๖ สุสีมชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๖. สุสีมชาดก ว่าด้วยพระเจ้าสุสีมะออกผนวช

ข้อ ๑๐๗๙

กาฬานิ เกสานิ ปุเร อเหสุํ ชาตานิ สีสมฺหิ ยถาปเทเส ตานิชฺช เสตานิ สุสีม ทิสฺวา ธมฺมํ จร พฺรหฺมจริยสฺส กาโล ฯ

เมื่อก่อนผมดำเกิดบนศีรษะอันเป็นประเทศที่สมควร ดูกรสุสิมะ วันนี้ ท่านเห็นผมเหล่านั้นกลายเป็นสีขาวแล้ว จงประพฤติธรรมเถิด เวลานี้ เป็นการสมควรจะประพฤติพรหมจรรย์แล้ว.

ข้อ ๑๐๘๐

มเมว เทว ปลิตํ น ตุยฺหํ มเมว สีสํ มม อุตฺตมงฺคํ อตฺถํ กริสฺสนฺติ มุสา อภาณึ เอกาปราธํ ขมถ ราชเสฏฺฐ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผมหงอกของหม่อมฉันเอง ไม่ใช่ของพระองค์ หม่อมฉันถอนออกจากศีรษะของหม่อมฉันเอง หม่อมฉันได้ทูลคำเท็จ ด้วยคิดจะทำประโยชน์แก่ตน ขอพระองค์จงทรงพระราชทานอภัยโทษให้ สักครั้งหนึ่งเถิด เพคะ.

ข้อ ๑๐๘๑

ทหโร ตฺวํ ทสฺสนีโยสิ ราช ปฐมุคฺคโต โหสิ ยถา กลีโร รชฺชญฺจ กาเรหิ มมญฺจ ปสฺส มา กาลิกํ อนุธาวิ ชนินฺท ฯ

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ยังหนุ่ม มีพระโฉมชวนพิศ ยังทรงตั้งอยู่ในปฐมวัย มีพระฉวีวรรณงาม ดังใบกล้วยมีนวลอ่อนๆ เมื่อแรกขึ้นฉะนั้น ขอเชิญพระองค์ดำรงราชสมบัติอยู่ก่อนเถิด เชิญ ทอดพระเนตรหม่อมฉันก่อน อย่าทรงทำให้หม่อมฉันเป็นหม้ายไร้ที่พึ่ง เสียเลย เพคะ.

ข้อ ๑๐๘๒

ปสฺสามิ โวหํ ทหรึ กุมารึ สามฏฺฐปสฺสํ สุตนุํ สุมชฺฌํ กาลปฺปลฺลวาว ปเวลฺลมานา ปโลภยนฺตีว นเรสุ คจฺฉติ ฯ

เราได้เห็นนางกุมารีรุ่นสาวมีฉวีวรรณอันเกลี้ยงเกลา ร่างกายงาม ทรวด ทรงเฉิดฉายอ่อนละมุนละไม เหมือนเถากาลวัลลี เมื่อต้องลมอ่อนรำเพย พัด ก็โอนเอนไปมา เข้าไปใกล้ชายดั่งยั่วยวนใจชายอยู่.

ข้อ ๑๐๘๓

ตเมน ปสฺสามิ ปเรน นารึ อาสีติกํ นาวุติกญฺจ ชจฺจา ทณฺฑํ คเหตฺวาน ปเวธมานํ โคปาณสีภคฺคสมํ จรนฺตํ ฯ

สมัยต่อมา เราได้เห็นนารีคนนั้นถึงความชรามีอายุล่วงไป ๘๐-๙๐ ปี ถือไม้เท้าสั่นงันงก มีกายคดน้อมลงดุจกลอนเรือน เดินก้มหน้าอยู่.

ข้อ ๑๐๘๔

โสหํ ตเมวานุวิจินฺตยนฺโต เอโก สยามิ สยนสฺส มชฺเฌ อหมฺปิ เอวํ อิติ เปกฺขมาโน เคเห น รเม พฺรหฺมจริยสฺส กาโล ฯ

เรากำลังตริตรองถึงความพอใจและโทษของรูปทั้งหลายนั้นแลอยู่ จึงหลีก ออกไปนอนอยู่ท่ามกลางที่นอนแต่ผู้เดียว เราพิจารณาเห็นว่า แม้เราเอง ก็จักต้องเป็นอย่างนั้นบ้าง จึงมิได้ยินดีในการอยู่ในเรือนเลย ถึงเวลาที่ เราจะประพฤติพรหมจรรย์แล้ว.

ข้อ ๑๐๘๕

รชฺชุ วาลมฺพนี เจสา ยา เคเห วสโต รติ เอตํปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหายาติ ฯ สุสีมชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ ---------

ความยินดีของบุคคลผู้อยู่ครอบครองเรือนนี้แหละ เป็นเชือกเครื่องเหนี่ยว รั้งไว้ ธีรชนตัดเชือกนี้แล้ว หาความอาลัยใยดีมิได้ ละทิ้งกามสุขแล้ว ออกบวช. จบ สุสีมชาดกที่ ๖.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๗. สัตตกนิบาต] ๒. คันธารวรรค ๖. สุสีมชาดก (๔๑๑) ๖. สุสีมชาดก (๔๑๑) ว่าด้วยพระเจ้าสุสีมะออกผนวช (พระโพธิสัตว์โอวาทตนเองว่า)

ข้อ ๑๑๔

เมื่อก่อนผมสีดำได้งอกบริเวณศีรษะ วันนี้ผมเหล่านั้นมีสีขาว สุสีมะ เจ้าเห็นแล้วจงประพฤติธรรมเถิด เวลานี้เป็นเวลาสมควรที่จะประพฤติพรหมจรรย์ (พระราชเทวีทูลพระราชาว่า)

ข้อ ๑๑๕

ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ ผมหงอกของหม่อมฉันมิใช่ของพระองค์ ผมหงอกงอกบนศีรษะของหม่อมฉัน หม่อมฉันได้ทูลคำเท็จเพราะหวังทำประโยชน์แก่ตนเอง ขอเดชะพระราชาผู้ประเสริฐ ขอพระองค์พระราชทานอภัยแก่หม่อมฉันสักครั้งหนึ่งเถิด

ข้อ ๑๑๖

ขอเดชะพระมหาราช พระองค์ยังทรงหนุ่ม น่าทัศนา ทรงดำรงอยู่ในปฐมวัย งามประดุจยอดไม้ ขอพระองค์ทรงครอบครองราชสมบัติ และทรงสนพระทัยหม่อมฉัน ขอพระองค์อย่าด่วนประพฤติพรหมจรรย์ที่ให้ผลตามกาลเลย (พระราชาตรัสกับพระราชเทวีว่า)

ข้อ ๑๑๗

เราเห็นสาววัยรุ่น มีผิวพรรณเกลี้ยงเกลา ร่างกายงดงาม ทรวดทรงเฉิดฉาย เจ้าหล่อนมีกิริยาละมุนละไม ประดุจดังเถาย่านาง ประหนึ่งว่าประเล้าประโลมกิเลสกามยามไปใกล้บุรุษเพศ

ข้อ ๑๑๘

ต่อมาเราเห็นหญิงนั้นมีอายุถึง ๘๐ ปี หรือ ๙๐ ปีนับแต่เกิด ถือไม้เท้าตัวสั่นงันงก มีกายค่อมลงเหมือนกลอนเรือนเที่ยวไปอยู่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๗๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๗. สัตตกนิบาต] ๒. คันธารวรรค ๗. โกฏสิมพลิชาดก (๔๑๒)

ข้อ ๑๑๙

เรานั้น เมื่อพิจารณาใคร่ครวญถึงเหตุอันนั้นแหละ จึงนอนอยู่ท่ามกลางที่นอนคนเดียว และพิจารณาเห็นว่า ถึงเราก็จะต้องเป็นอย่างนั้น จึงไม่ยินดีในการครองเรือน เวลานี้เป็นเวลาสมควรที่จะประพฤติพรหมจรรย์

ข้อ ๑๒๐

ความยินดีของผู้ครองเรือนเปรียบเหมือนเชือกที่ผูกยึดเหนี่ยวไว้ นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเชือกนั้นแล้ว ไม่มีความอาลัย ละกามสุขไป สุสีมชาดกที่ ๖ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภมหาภิเนษกรมณ์ แล้วตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กาฬานิ เกสานิ ปุเร อเหสุํ ดังนี้.

ในสมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายพากันนั่งที่ธรรมสภา พรรณนาถึงการเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ของพระทศพล. พระศาสดาเสด็จมาถึง แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ แล้วตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่เราตถาคตผู้บำเพ็ญบารมีเต็มแล้วมากมายหลายแสนโกฏิกัปป์ ออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์แม้ในกาลก่อน เราตถาคตก็ทอดทิ้งราชสมบัติในกาสิกรัฐประมาณสามร้อยโยชน์ ออกสู่อภิเนษกรมณ์เหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในท้องของภรรยาหลวงของปุโรหิตของพระองค์. ในวันที่พระโพธิสัตว์เกิดนั่นเอง ฝ่ายพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสีก็ประสูติ. ในวันขนานนามและพระนามของกุมารและพระราชกุมารเหล่านั้น พวกปุโรหิตขนานนามพระมหาสัตว์นั้นว่า สุสีมกุมารส่วนพระนามของพระราชบุตรว่า พรหมทัตกุมาร.

พระเจ้าพาราณสีทรงดำริว่า สุสีมกุมารเกิดวันเดียวกันกับบุตรของเรา จึงมีพระบรมราชโองการไปยังพระโพธิสัตว์พระราชทานพี่เลี้ยง ทรงให้เจริญวัยพร้อมกับพระราชกุมารนั้น. กุมารแม้ทั้ง ๒ นั้นจำเริญวัยแล้ว เป็นผู้มีรูปร่างสวยงาม มีผิวพรรณเหมือนเทพกุมาร เรียนศิลปะทุกอย่างที่เมืองตักกสิลา สำเร็จแล้วก็กลับมา.

พระราชบุตรทรงเป็นอุปราช ทรงเสวย ทรงดื่ม ประทับนั่ง ประทับบรรทมอยู่ร่วมกับพระโพธิสัตว์ โดยสิ้นรัชกาลพระชนกก็เสวยราชย์แทน พระราชทานยศสูงแก่พระมหาสัตว์ ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งปุโรหิต.

วันหนึ่ง รับสั่งให้เตรียมพระนคร แล้วทรงแต่งพระองค์เหมือนท้าวสักกเทวราช ประทับนั่งบนคอช้างต้นที่เมามัน มีส่วนเปรียบด้วยช้างเอฬาวรรณที่ตบแต่งแล้ว ทรงให้มหาสัตว์นั่งบนหลังช้าง ณ ที่นั่งด้านหลัง ทรงทำประทักษิณพระนคร.

ฝ่ายสมเด็จพระราชชนนีประทับยืนที่ช่องพระแกล ด้วยพระดำริว่า เราจักมองดูลูก ทอดพระเนตรเห็นปุโรหิตนั่งอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระราชานั้นผู้ทรงทำประทักษิณพระนครแล้วเสด็จมา ทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์ จึงเสด็จเข้าห้องบรรทม ทรงงดพระกระยาหาร แล้วเสด็จบรรทมด้วยหมายพระทัยว่า เราเมื่อไม่ได้ปุโรหิตนี้ก็จักตาย ณ ที่นี้นั่นเอง.

พระราชา เมื่อไม่ทรงเห็นพระราชชนนี จึงตรัสถามว่า แม่ของฉันไปไหน? ทรงสดับว่าประชวร จึงเสด็จไปถึงที่ประทับของพระราชชนนีทรงถวายบังคม แล้วตรัสถามว่า เสด็จแม่พระเจ้าข้า เสด็จแม่ประชวรเป็นอะไร? พระนางไม่ตรัสบอกพระองค์ เพราะทรงละอาย. พระองค์จึงเสด็จไปประทับนั่งบนพระราชบัลลังก์ รับสั่งให้เรียกพระมเหสีของพระองค์มา ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไปแล้วทราบการประชวรของเสด็จแม่. พระนางเสด็จไป แล้วทรงนวดพระปฤษฎางค์ไปพลางทูลถามไปพลาง.

ธรรมดาผู้หญิงทั้งหลายจะไม่ซ่อนความลับต่อผู้หญิงด้วยกัน.

พระราชชนนีนั้นตรัสบอกเนื้อความนั้น.

ฝ่ายพระราชินีทรงสดับคำนั้น แล้วจึงเสด็จไปทูลพระราชา พระราชารับสั่งว่า เรื่องนั้นยกไว้เถอะ เธอจงไป จงให้เสด็จแม่เบาพระทัย ฉันจักตั้งปุโรหิตให้เป็นพระราชา แล้วตั้งเสด็จแม่ให้เป็นอัครมเหสี. พระนางจึงได้เสด็จไป แล้วทรงให้พระราชชนนีเบาพระทัย.

ฝ่ายพระราชารับสั่งให้ปุโรหิตเข้าเฝ้า แล้วตรัสบอกเนื้อความนั้น แล้วรับสั่งว่า สหายเอ๋ย ขอสหายจงให้ชีวิตแก่เสด็จแม่ สหายจงเป็นพระราชา เสด็จแม่จะเป็นพระมเหสี เราจะเป็นอุปราช. ปุโรหิตนั้นทูลคัดค้านว่า ข้าพระองค์ไม่อาจทำอย่างนั้นได้ แต่เมื่อพระองค์ทรงรบเร้าบ่อยๆ ก็รับ. พระราชาได้ทรงอภิเษกปุโรหิตให้เป็นพระราชา พระราชชนนีให้เป็นอัครมเหสี ส่วนพระองค์ทรงเป็นอุปราช. เมื่อทั้ง ๒ พระองค์นั้นทรงประทับอยู่สมัครสมานกัน.

ในกาลต่อมา พระโพธิสัตว์ทรงระอาพระทัยในท่ามกลางเรือน การครองเรือน ทรงละกามทั้งหลาย แล้วทรงมีพระทัยน้อมไปในการบรรพชา ไม่ทรงอาลัยไยดีถึงความยินดีด้วยอำนาจกิเลสประทับยืน ประทับนั่ง เสด็จบรรทมแต่ลำพังพระองค์เดียว ได้เป็นเสมือนถูกจองจำอยู่ที่เรือนจำ และเป็นเสมือนไก่ถูกขังไว้ในกรง.

ลำดับนั้น พระมเหสีของพระองค์ทรงดำริว่า พระราชาพระองค์นี้ไม่ทรงอภิรมย์กับเรา ประทับยืน ประทับนั่ง และทรงบรรทมแต่ลำพังพระองค์เดียว แต่พระราชาพระองค์นี้เป็นคนหนุ่ม ส่วนเราเป็นคนแก่ ผมหงอกปรากฏบนศีรษะของเราถ้ากระไรแล้ว เราควรจะสร้างความเท็จขึ้นว่า ข้าแต่สมมติเทพ บนพระเศียรของพระองค์ปรากฏพระเกษาหงอก ดังนี้ให้พระราชาทรงยอมรับ แล้วทรงอภิรมย์กับเราด้วยอุบายนั้น.

วันหนึ่ง จึงทรงทำเป็นเสมือนหาเหาบนพระเศียรของพระราชา ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงชราแล้ว บนพระเศียรของพระองค์ปรากฏพระเกษาหงอกเส้นหนึ่ง เพคะ.

พระราชาตรัสว่า ข้าแต่นางผู้เจริญ ถ้ากระนั้น ขอเธอจงถอนผมหงอกเส้นนั้นมาวางไว้บนมือของฉัน. พระนางจึงทรงถอนพระเกษาเส้น ๑ จากพระเศียรของพระราชาทิ้งมันไป แล้วทรงหยิบเอาพระเกษาหงอกเส้น ๑ จากพระเศียรของตนแล้ววางบนพระหัตถ์ของพระราชานั้น โดยทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ นี้พระเกษาหงอกของพระองค์.

พระเสโทไหลออกจากพระนลาฏ ที่เสมือนกับแผ่นทองของพระโพธิสัตว์ผู้ทรงสะดุ้ง เพราะทรงเห็นพระเกษาหงอกเท่านั้น แล้วก็ทรงกลัว.

พระองค์เมื่อทรงโอวาทตน ทรงดำริว่า ดูก่อนสุสีมะ เจ้าเป็นคนหนุ่ม แต่กลายเป็นคนแก่ไปแล้วเจ้าจมอยู่ในเปือกตม คือกาม เหมือนหมูบ้านจมอยู่แล้วในเปือกตมคือคูถ ฉะนั้น ไม่สามารถถอนตนขึ้นได้บัดนี้ เป็นเวลาของเจ้าที่จะละกามทั้งหลายเข้าสู่ป่าหิมพานต์บวช แล้วประพฤติพรหมจรรย์มิใช่หรือ? ดังนี้

แล้วจึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

เมื่อก่อน ผมสีดำเกิดบนศีรษะของเจ้าตามที่ของมันแล้ว สุสีมะเจ้า วันนี้เจ้าเห็นเส้นผมเหล่านั้นมีสีขาว แล้วจงประพฤติธรรมเถิด เวลานี้เป็นเวลาแห่งการประพฤติพรหมจรรย์แล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปเทเส ความว่า พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ก่อนแต่นี้ ผมทั้งหลายมีสีเหมือนแมลงภู่และดอกอัญชัญ ได้เกิดแล้วบนศีรษะของเจ้า ซึ่งเป็นถิ่นที่เหมาะแก่ผมทั้งหลายในที่นั้นๆ.

บทว่า ธมฺมํ จร ความว่า พระโพธิสัตว์ทรงบังคับตนเองว่า เจ้าจงประพฤติธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐.

บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส มีเนื้อความว่า เป็นเวลาแห่งเมถุนวิรัติของเจ้าแล้ว.

เมื่อพระโพธิสัตว์พรรณนาคุณการประพฤติพรหมจรรย์อย่างนี้แล้ว พระราชินีทรงสะดุ้งพระทัย เพราะทรงกลัวว่า เราตั้งใจว่าจะทำการมัดพระทัยพระราชาไว้ แต่กลายเป็นทำการสละไปเสีย จึงทรงดำริว่าเราจักสรรเสริญพระฉวีวรรณแห่งพระสรีระเพื่อต้องการไม่ให้พระราชาพระองค์นี้เสด็จออกผนวช

จึงได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า :-

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผมหงอกของหม่อมฉันเอง ไม่ใช่ของพระองค์ ผมหงอกงอกขึ้นบนศีรษะ บนกระหม่อมของหม่อมฉันเอง หม่อมฉันได้ทูลคำเท็จ โดยตั้งใจว่า จักทำประโยชน์ให้ตน ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานอภัยโทษหม่อมฉันสักครั้งหนึ่งเถิดเพคะ

ข้าแต่มหาราช พระองค์ยังทรงหนุ่ม มีพระโฉมน่าทัศนา ยังทรงอยู่ในปฐมวัยเหมือนตองกล้วยแรกผลิฉะนั้น ข้าแต่พระทูลกระหม่อมจอมคน ขอพระองค์ทรงเสวยราชสมบัติ ทรงดูแลหม่อมฉันเถิด และอย่าทรงทะยานไปสู่การประพฤติพรหมจรรย์ที่ให้ผลตามกาลเวลา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มเมว สีสํ ความว่า พระราชินีทรงแสดงว่า ผมหงอกงอกขึ้นบนศีรษะของหม่อมฉันเอง. คำว่า อุตฺตมงฺคํ เป็นไวพจน์ของคำว่า สีสํ นั่นเอง.

บทว่า อตฺถํ ความว่า หม่อมฉันทูลคำเท็จด้วยหวังว่า จักทำความเจริญแก่ตนเอง.

บทว่า เอกาปราธํ ความว่า โทษผิดอย่างหนึ่งของข้าพระองค์นี้.

บทว่า ปฐมุคฺคโต ความว่า เจริญขึ้นโดยปฐมวัย.

บทว่า โหหิ ได้แก่ โหสิ เป็นผู้อธิบายว่า ดำรงอยู่แล้วในปฐมวัย. ปาฐะว่า โหสิ เยว ก็ดี.

บทว่า ยถา กลีโร ความว่า พระราชินีทรงชี้แจงว่า ตองกล้วยอ่อนมีผิวนวล ต้องลมอ่อนพัดโชย ย่อมพริ้วงามฉันใด พระองค์ก็มีพระรูปโฉมฉันนั้น. ปาฐะว่า ปฐมุคฺคโต โหสิ ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้นก็มีเนื้อความว่า หน่อของไม้อ่อนแรกขึ้น น่าทัศนาฉันใด พระองค์ก็น่าทัศนาฉันนั้น.

บทว่า มมญฺจ ปสฺส ความว่า ขอพระองค์จงทรงดูแลหม่อมฉันด้วยเถิด. อธิบายว่า โปรดอย่าทรงกระทำให้หม่อมฉันเป็นหม้ายไม่มีที่พึ่งเลย.

บทว่า กาลิกํ ความว่า พระนางทูลว่า ธรรมดาการประพฤติพรหมจรรย์ ที่ชื่อว่าให้ผลตามกาลเวลา เพราะจะให้ผลในอัตภาพที่ ๒ ที่ ๓ส่วนราชสมบัติ ชื่อว่าให้ผลไม่เลือกกาลเวลา เพราะอำนวยความสุข คือกามคุณในอัตภาพนี้ทีเดียว พระองค์นั้นอย่าทรงละราชสมบัติที่ให้ผลไม่เลือกกาลเวลาแล้วทรงโลดแล่นไปตามการประพฤติพรหมจรรย์ที่ให้ผลตามกาลเวลาเลย.

พระโพธิสัตว์ ครั้นทรงสดับคำนั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เธอพูดถ้อยคำนั้นที่ควรเป็นไปได้ เพราะว่า เมื่อวัยของเราที่มีความเปลี่ยนแปลงเป็นที่สุด ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผมสีดำทั้งหลายเหล่านี้ก็ต้องเปลี่ยนเป็นสีขาวเหมือนใยป่านไปหมด.

จริงอยู่ เมื่อวัยของกุมารทั้งหลายที่เช่นกับพวงดอกไม้มีดอกอุบลเขียวเป็นต้น และของขัตติยกัญญาเป็นต้น ผู้เปรียบปานกับด้วยรูปทอง อุดมสมบูรณ์ด้วยความหนุ่มสาวและความสง่างามมีความเปลี่ยนแปลงเป็นที่สุด ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราจะเห็นทั้งสิ่งที่น่าตำหนิทั้งความชำรุดแห่งสรีระของคนทั้งหลายผู้ถึงความชราแล้วดูก่อนนางผู้เจริญ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ โลกของสัตว์ผู้มีชีวิตนั้น ก็มีความวิบัติเป็นจุดจบ ดังนี้แล้ว

เมื่อทรงแสดงธรรมด้วยพุทธลีลาในเบื้องสูง จึงได้กล่าวคาถาทั้ง ๒ ว่า :-

เราเห็นกุมารีรุ่นสาวผู้มีรูปร่างสวยงาม มีผิวพรรณเกลี้ยงเกลา มีทรวดทรงเฉิดฉาย อ่อนละมุนละไมเหมือนเถากาลวัลลี ต้องลมโชย เอนตัวเข้าใกล้ชายเหมือนยั่วยวนชายอยู่ฉะนั้น

ต่อมา เราได้เห็นนารีคนนั้นมีความชรามีอายุล่วงไป ๘๐ ปี ๙๐ ปี ถือไม้เท้าสั่นงกงัน มีร่างกายโค้งค้อมลงเหมือนกลอนเรือนเดินไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โว เป็นเพียงนิบาต.

บทว่า สามฏฺฐปสฺสํ ความว่า มีต้นแขนเกลี้ยงเกลา. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็เป็น สมฏฺฐปสฺสํ นั่นแหละ. อธิบายว่า มีผิวพรรณเกลี้ยงเกลาที่ต้นแขนทั้งหมด.

บทว่า สุตนุํ ได้แก่ มีรูปร่างสวยงาม.

บทว่า สุมชฺฌํ ได้แก่ มีลำตัวได้สัดส่วนทรวดทรงดี.

บทว่า กาลปฺปลฺลวาว ปเวลฺลมานา ความว่า อุปมาเสมือนหนึ่งว่า เถากาลวัลลี เถาหญ้านาง ที่ขึ้นดีๆ งามๆ ในเวลายังเล็ก ยังเป็นยอดอ่อนอยู่ทีเดียว ต้องลมโชยเบาๆ ก็โอนเอนไปมาทางโน้นทางนี้ฉันใด หญิงสาวนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เอนตัวเข้าไปทำร้ายความสง่างามของหญิง.

บทว่า ปโลภยนฺตีว นเรสุ คจฺฉติ เป็นสัตตมีวิภัติลงในอรรถว่าใกล้. หญิงสาวนั้นไปใกล้สำนักชายทั้งหลาย เป็นเหมือนยั่วยวนชายเหล่านั้นอยู่.

บทว่า ตเมน ปสฺสามิ ปเรน นารึ ความว่า สมัยต่อมาเราเห็นหญิงคนนี้นั้นถึงความชรา คือความสวยงามแห่งรูปที่หายไปแล้วหมดความสวยงาม. พระโพธิสัตว์กล่าวถึงคุณของรูปด้วยคาถาที่ ๑ บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงโทษ จึงได้กล่าวอย่างนี้.

บทว่า อาสีติกํ นาวุติกญฺจ ชจฺจา ความว่า ๘๐ ปี หรือ ๙๐ ปี แต่เกิดมา.

บทว่า โคปาณสีภคฺคสมํ มีเนื้อความว่า มีร่างกายคดค้อมเหมือนกลอนเรือน คือมีสรีระคดโค้งเหมือนกลอนเรือน เดินหลังค่อมเหมือนกับหาเก็บเงินกากณึกหนึ่งที่หายไป. ก็ขึ้นชื่อว่า หญิงที่พระโพธิสัตว์เคยเห็นเมื่อเวลายังสาว แล้วได้เห็นอีกในเวลาอายุ ๙๐ ปี ไม่มีก็จริงแล แต่ว่า คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาภาวะของหญิงที่เห็นได้ด้วยญาณ.

พระมหาสัตว์ ครั้นทรงแสดงโทษของรูปด้วยคาถานี้ โดยประการอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงประกาศความเบื่อหน่ายของตนในการครองเรือน

จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาไว้ว่า :-

เราครุ่นคิดถึงคุณและโทษของรูปนั้นอยู่นั่นเอง จึงนอนอยู่กลางที่นอนแต่คนเดียว เราเมื่อพิจารณาเห็นว่า ถึงเราก็จะเป็นอย่างนี้ จึงไม่ยินดีในเรือน เวลานี้เป็นเวลาแห่งการประพฤติพรหมจรรย์

ความยินดีของผู้อยู่ครองเรือนนี้แหละ เป็นเหมือนเชือกผูกเหนี่ยวไว้ ธีรชนตัดเชือกนี้ได้แล้ว ไม่อาลัยใยดี จะละกามสุข แล้วหลีกเว้นหนี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสหํ ตัดบทเป็น โส อหํ ความว่า เรานั้น.

บทว่า ตเมวานุวิจินฺตยนฺโต ความว่า ครุ่นคิดถึงคุณและโทษของรูปทั้งหลายนั้นนั่นเอง.

บทว่า เอวํ อิติ เปกฺขมาโน ความว่า พิจารณาเห็นอยู่ว่า หญิงนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้วฉันใด ถึงฉันก็เป็นฉันนั้น คือจักถึงความชรา มีสรีระคดค้อมลงไป.

บทว่า เคเห น รเม ความว่า เราไม่ยินดีในเรือน.

บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส กาโล ความว่า พระโพธิสัตว์ทรงแสดงว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เวลานี้เป็นเวลาการประพฤติพรหมจรรย์ของเรา เพราะฉะนั้น เราจักออกบวช.

จ อักษร ในคำว่า รชฺชุ วาลมฺพนี เจสา เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า สิ่งนี้เป็นเสมือนเครื่องผูกเหนี่ยวไว้. สิ่งนี้คืออะไร คือความยินดีของผู้อยู่ในเรือนใด. อธิบายว่า ความยินดีด้วยอำนาจของกามในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ของผู้ครองเรือนใด.

ด้วยบทนี้ พระโพธิสัตว์ทรงแสดงถึงความที่กามทั้งหลายมีคุณน้อย.

ในข้อนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้

บุรุษผู้ป่วยไม่สามารถพลิกตัวได้ด้วยกำลังของตนเอง ผู้พยาบาลต้องผูกเชือกสำหรับเหนี่ยวไว้ โดยบอกว่า จงเหนี่ยวเชือกนี้พลิกตัว. เมื่อเขาเหนี่ยวเชือกนั้นพลิกตัว ก็คงมีความสุขกายและความสุขใจหาน้อยไม่ฉันใด เมื่อสัตว์ทั้งหลายผู้เร่าร้อนเพราะกิเลสก็ฉันนั้นเหมือนกันไม่สามารถจะพลิกใจได้ ด้วยสามารถแห่งความสุขเกิดแต่วิเวก ปรารภอารมณ์มีรูปเป็นต้น ที่สถิตอยู่ท่ามกลางเรือนด้วยอำนาจการซ่องเสพเมถุนธรรมในเวลาพวกเขาเร่าร้อนเพราะกิเลส พลิกไปพลิกมาอยู่ ความยินดีในกาม ได้แก่ความสุขกาย สุขใจ เมื่อเกิดขึ้นชั่วครู่เท่านั้น ก็มีประมาณเพียงเล็กน้อย กามทั้งหลาย ชื่อว่า มีคุณน้อยอย่างนี้.

บทว่า เอตํปิ เฉตฺวาน ความว่า ก็เพราะเหตุที่กามทั้งหลาย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก. ในกามนี้ยิ่งมีโทษ ฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายเห็นโทษนั้นอยู่ จึงทอดทิ้งราชสมบัติ ไม่อาลัยใยดีเหมือนบุรุษจมหลุมคูถแล้วละทิ้งไม่อาลัยฉะนั้นละกามสุขที่มีประมาณเพียงเล็กน้อย แต่มีทุกข์มากอย่างนี้ แล้วเว้นหนีไป. ครั้นออกไป แล้วก็ถือบวชอันเป็นที่รื่นรมย์ใจ.

พระมหาสัตว์ ครั้นทรงแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา ชี้ให้เห็นคุณและโทษในกามทั้งหลายอย่างนี้ แล้วตรัสสั่งให้เรียกสหายมา ทรงมอบราชสมบัติให้.

เมื่อญาติมิตรและสหายผู้มีใจดีทั้งหลาย คร่ำครวญกลิ้งเกลือกไปมาอยู่นั่นเอง ทรงทอดทิ้งสิริราชสมบัติ แล้วบวชเป็นฤษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย ในที่สุดแห่งสัจธรรม ยังชนจำนวนมากให้ได้ดื่มน้ำอมฤต แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า

พระอัครมเหสีในครั้งนั้น ได้แก่ มารดาพระราหุล ในบัดนี้

พระราชาผู้เป็นพระสหาย ได้แก่ พระอานนท์

ส่วนพระเจ้าสุสีมะ ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสุสีมชาดกที่ ๖ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา