๑๓. จักกวากชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๓ จกฺกวากชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๓. จักกวากชาดก ว่าด้วยนกจักรพราก
วณฺณวา อภิรูโปสิ ฆโน สญฺชาตโรหิโต จกฺกวาก สุรูโปสิ วิปฺปสนฺนมุขินฺทฺริโย ฯ
ดูกรนกจักรพราก ท่านมีสีสวย รูปงาม ร่างกายแน่นแฟ้น มีสีแดงดัง ทอง ทรวดทรงงาม ใบหน้าผุดผ่อง.
ปาฏีนํ ปาวุสํ มจฺฉํ พลชฺชํ มุญฺชโรหิตํ คงฺคาตีเร นิสินฺโนสิ เอวํ ภุญฺชสิ โภชนํ ฯ
ท่านจับอยู่ที่ฝั่งคงคา เห็นจะได้กินอาหารอย่างนี้ คือ ปลากา ปลากะบอก ปลาหมอ ปลาเค้า ปลาตะเพียน กระมัง?
น วาหเมตํ ภุญฺชามิ ชงฺคลานูทกานิ วา อญฺญตฺร เสวาลปณกา อญฺญํ เม สมฺม โภชนํ ฯ
ดูกรสหาย นอกจากสาหร่ายและแหนแล้ว เรามิได้ถือเอาเนื้อสัตว์บก หรือสัตว์น้ำมากินเป็นอาหารเลย นั่นเป็นอาหารของเรา.
น วาหเมตํ สทฺทหามิ จกฺกวากสฺส โภชนํ อหมฺปิ สมฺม ภุญฺชามิ คาเม โลณิกเตลิกํ ฯ
เราไม่เชื่อว่า นกจักรพรากกินอาหารอย่างนั้นเลย เพื่อนเอ๋ย แม้เรากิน อาหารที่คลุกเคล้าด้วยเกลือและน้ำมันในบ้าน.
มนุสฺเสสุ กตํ ภตฺตํ สุจิมํสูปเสจนํ น จ เม ตาทิโส วณฺโณ จกฺกวาก ยถา ตุวํ ฯ
ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด ซึ่งเขาทำกินกันในหมู่มนุษย์ ดูกรนกจักรพราก ถึงกระนั้น สีของเราก็ไม่เหมือนท่าน.
สมฺปสฺสํ อตฺตนิ เวรํ หึสาย มานุสึ ปชํ อุตฺรโสฺต ฆสสี ภีโต เตน วณฺโณ ตเวทิโส ฯ
ท่านเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย จึงต้องคอยมองดูผู้ที่ผูกเวรในตน แม้จะ กินก็สะดุ้งกลัว เพราะเหตุนั้น สีกายของท่านจึงเป็นเช่นนี้.
สพฺพโลกวิรุทฺโธสิ ธงฺก ปาเปน กมฺมุนา ลทฺโธ ปิณฺโฑ น ปีเณติ เตน วณฺโณ ตเวทิโส ฯ
ดูกรกา ท่านเป็นผู้ถูกคนทั่วโลกโกรธเคือง อาหารที่ท่านได้มาด้วยกรรม อันลามก ก็หาอิ่มท้องไม่ เพราะเหตุนั้น สีกายของท่าน จึงเป็นเช่น นี้.
อหมฺปิ สมฺม ภุญฺชามิ อหึสํ สพฺพปาณินํ อปฺโปสฺสุกฺโก นิราสงฺโก อโสโก อกุโตภโย ฯ
ดูกรสหาย ส่วนเรามิได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงมากิน มีความขวนขวาย น้อย ไม่มีใครรังเกียจ ใจไม่ห่อเหี่ยว ภัยแต่ที่ไหนๆ ก็มิได้มี.
โส กรสฺสุ อานุภาวํ วีติวตฺตสฺสุ สีลิยํ อหึสาย จรํ โลเก ปิโย โหหิสิ มมฺมิว ฯ
ท่านนั้นจงทำอานุภาพ ละปกติคือความทุศีลของตนเสีย ไม่เบียดเบียน ใครเที่ยวไปในโลก จักเป็นที่รักใคร่ของสัตว์โลกเหมือนเรา ฉะนั้น.
โย น หนฺติ น ฆาเตติ น ชินาติ น ชาปเย เมตฺตํ โส สพฺพภูเตสุ เวรํ ตสฺส น เกนจีติ จกฺกวากชาตกํ เตรสมํ ฯ ---------
ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ทำทรัพย์ให้เสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่น ทำให้เสื่อม มีเมตตาจิตในสัตว์ทั่วไป ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับใคร. จบ จักกวากชาดกที่ ๑๓.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๐. ทสกนิบาต] ๑๓. จักกวากชาดก (๔๕๑) ๑๓. จักกวากชาดก (๔๕๑) ว่าด้วยนกจักรพาก (กาถามนกจักรพากว่า)
นกจักรพากท่านมีสีสวยรูปงามล่ำสัน เลือดฝาดดี ทรวดทรงงาม ใบหน้าผ่องใส
ท่านจับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา คงกินอาหารอย่างนี้ คือ ปลากา ปลากระบอก ปลาหมอ ปลาค้าว และปลาตะเพียน นะซิ (นกจักรพากปฏิเสธคำพูดของกานั้นว่า)
ข้าพเจ้ามิได้กินอาหารชนิดนี้ หรือสัตว์บกสัตว์น้ำเลย นอกเสียจากสาหร่ายและจอกแหน เพื่อน สาหร่ายและจอกแหนนี้เป็นอาหารของข้าพเจ้า (กาได้กล่าวว่า)
ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า สาหร่ายและจอกแหนนี้ เป็นอาหารของนกจักรพาก เพื่อน แม้ตัวข้าพเจ้าก็ยังกินอาหารที่มีรสเค็ม และคลุกเคล้าด้วยน้ำมันในบ้าน
ซึ่งเป็นอาหารที่เขาปรุงกันในหมู่มนุษย์ เป็นของสะอาดเจือด้วยเนื้อ นกจักรพาก แต่สีสันของข้าพเจ้าไม่เหมือนท่าน (นกจักรพากได้กล่าวว่า)
ท่านเบียดเบียนหมู่มนุษย์ ต้องคอยมองดูผู้ที่ผูกเวรในตน กินอย่างหวาดสดุ้ง ตกใจกลัว เพราะเหตุนั้น สีสันของท่านจึงเป็นเช่นนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๔๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๐. ทสกนิบาต] ๑๔. ภูริปัญญชาดก (๔๕๒)
กา ท่านเป็นศัตรูกับชาวโลกทั้งปวง ได้ก้อนข้าวมาด้วยความชั่ว ไม่ทำให้ผู้อื่นอิ่มหนำ เพราะเหตุนั้น สีสันของท่านจึงเป็นเช่นนี้
เพื่อน ข้าพเจ้าไม่เบียดเบียนเหล่าสัตว์ทั้งปวง มีความขวนขวายน้อย ไม่หวาดระแวง ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหนกินอยู่
ท่านนั้นจงสร้างอานุภาพขึ้น จงเลิกประพฤติแบบเดิมเสีย เที่ยวไปในโลกโดยไม่เบียดเบียน จักเป็นที่รักของชาวโลกเหมือนอย่างข้าพเจ้า
ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ทำทรัพย์ให้เสื่อมไป ไม่ใช้ผู้อื่นทำทรัพย์ให้เสื่อมไป มีจิตเมตตาในสัตว์ทุกจำพวก ผู้นั้นไม่ก่อเวรกับใครๆ จักกวากชาดกที่ ๑๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเหลาะแหละรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า วณฺณวา อภิภูโปสิ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นไม่อิ่มด้วยปัจจัยมีจีวรเป็นต้นเที่ยวแสวงหาอยู่ว่าสังฆภัตมีที่ไหน กิจนิมนต์มีที่ไหนเป็นต้นพอใจอยู่ในเรื่องอามีสเท่านั้น
ครั้งนั้น ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักหวังจะอนุเคราะห์เธอ จึงกราบทูลกะพระศาสดา
พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมา ตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้เหลาะแหละจริงหรือเมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาที่จะนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้เหตุไรจึงเป็นผู้เหลาะแหละ ขึ้นชื่อว่าความเหลาะแหละเป็นเรื่องลามกมากแม้ในกาลก่อน เธอก็อาศัยความเหลาะแหละไม่รู้จักอิ่มด้วยศพช้างเป็นต้นในเมืองพาราณสีต้องเข้าไปในป่าใหญ่ ดังนี้
แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสีมีกาเหลาะแหละตัวหนึ่งไม่รู้จักอิ่มด้วยศพช้างเป็นต้นในเมืองพาราณสีจึงคิดว่า ป่าเป็นเช่นไรหนอแล้วไปป่า ไม่สันโดษด้วยผลาผลในป่านั้นเที่ยวไปถึงฝั่งแม่น้ำคงคา เห็นนกจักรพรากสองตัวผัวเมีย แล้วคิดว่า นกเหล่านี้งามเหลือเกิน นกเหล่านี้เห็นจะกินเนื้อปลามากที่ฝั่งแม่น้ำคงคานี้แม้เราก็ควรจะถามนกเหล่านี้ แล้วกินอาหารของนกเหล่านี้จะเป็นผู้มีวรรณะงาม คิดแล้วก็ไปจับอยู่ใกล้ๆ นกจักรพรากเหล่านั้น
เมื่อจะถามนกจักรพราก จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ดูก่อนจักรพราก ท่านมีสีสวย รูปงาม ร่างกายแน่นแฟ้น มีสีแดงดังทอง ทรวดทรงงาม ใบหน้าผุดผ่อง.
ท่านจับอยู่ที่ฝั่งคงคา เห็นจะได้กินอาหารอย่างนี้ คือปลากา ปลากระบอก ปลาหมอ ปลาเค้า ปลาตะเพียนกระมัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆโน คือ มีร่างกายแน่น. บทว่า สญฺชาตโรหิโต คือ มีสีแดงที่เกิดแล้วด้วยดี ดังทองสีแดง. บทว่า ปาฏีนํ คือ ปลากา ชื่อว่าปาฏีนะ. บทว่า ปาวุสํ ได้แก่ปลากระบอก บาลีว่า ราวุสํ ดังนี้ก็มี. บทว่า พลชฺชํ ได้แก่ปลาหมอ. บทว่า มุญฺชโรหิตํ ได้แก่ปลาเค้าและปลาตะเพียน.
กาถามว่า ท่านเห็นจะได้กินอาหารเห็นปานนี้?
นกจักรพราก เมื่อจะปฏิเสธคำของกานั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ดูก่อนสหาย สิ่งอื่นนอกจากสาหร่ายและแหนแล้วเรามิได้ถือเอาเนื้อสัตว์บกหรือสัตว์น้ำมากินเป็นอาหารเลยสาหร่ายและแหนเท่านั้นเป็นอาหารของเรา.
พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า ดูก่อนสหาย สิ่งอื่นนอกจากสาหร่ายและแหนแล้วเรามิได้ถือเอาเนื้อสัตว์บกหรือสัตว์น้ำมาบริโภคเป็นอาหารเลยดูก่อนสหาย ก็สาหร่ายและแหนเท่านั้นเป็นอาหารของเรา.
ลำดับนั้น กาจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ดูก่อนสหาย เราไม่เชื่อว่าอาหารของนกจักรพรากเป็นอย่างนี้ แม้เรากินอาหารที่คลุกเคล้าด้วยเกลือและน้ำมันในบ้าน
ซึ่งเป็นอาหารที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาดทำกินกันในหมู่มนุษย์ ดูก่อนนกจักรพราก ถึงกระนั้น สีของเราก็ไม่เหมือนท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ตุวํ เป็นต้น ความว่า สีของเราไม่เหมือนท่านผู้ซึ่งเพียบพร้อมด้วยความงามอันเลอเลิศมีสีดุจทอง ด้วยเหตุนั้น เมื่อท่านบอกว่า มีสาหร่ายและแหนเป็นอาหาร เราจึงไม่เชื่อ.
ลำดับนั้น นกจักรพราก เมื่อจะบอกเหตุที่ทำให้วรรณะเศร้าหมอง แสดงธรรมแก่กานั้น
จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
ท่านเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย จึงต้องคอยมองดูผู้ที่ผูกเวรในตน เพียงแต่จะกินก็สะดุ้งกลัว เพราะเหตุนั้น สีกายของท่านจึงเป็นเช่นนี้.
แน่ะท่านธังกะ ท่านเป็นผู้ถูกคนทั่วโลกโกรธเคือง อาหารที่ท่านได้มาด้วยกรรมอันลามก ย่อมไม่อิ่มท้อง เพราะเหตุนั้น สีกายของท่านจึงเป็นเช่นนี้.
ดูก่อนสหาย ส่วนเรามิได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงมากิน มีความขวนขวายน้อย ไม่มีใครรังเกียจ ใจไม่ห่อเหี่ยว ภัยแต่ที่ไหนๆ ก็มิได้มี.
ท่านนั้นจงสร้างอานุภาพ ละปกติคือความทุศีลของตนเสีย อย่าเบียดเบียนใครเที่ยวไปในโลก จะเป็นที่รักของชาวโลกเช่นตัวเรา.
ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ทำทรัพย์ให้เสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำให้เสื่อม มีเมตตาจิตในสัตว์ทั่วไป ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับใครๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปสฺสํ ความว่า แน่ะเพื่อนกา ท่านเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย จึงต้องคอยแลดูจิตที่คิดผูกเวรในตนซึ่งเกิดขึ้นในผู้อื่น. บทว่า มานุสึ ปชํ ได้แก่เบียดเบียน คือทำร้ายสัตว์ทั้งหลาย. บทว่า อุตฺรสฺโต คือกลัวแล้ว.
บทว่า ฆสสี แปลว่า จะกินเพราะเหตุนั้น วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้.
นกจักรพรากร้องเรียกกาว่า ดูก่อนธังกะ โภชนะ ชื่อว่าปิณฑะ.
บทว่า อหึสํ สพฺพปาณินํ ความว่า นกจักรพรากกล่าวว่า ส่วนเรามิได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงมากิน. บทว่า โส กรสฺสุ อานุภาวํ ความว่า แม้ท่านนั้นจงทำความเพียรของตน ละความทุศีลกล่าวคือปกติของตนเสีย. บทว่า อหึสาย คือ เป็นผู้ประกอบด้วยอหิงสาเที่ยวไปในโลก. บทว่า ปิโย โหหิสิ มมฺมิว ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านย่อมจะเป็นที่รักของชาวโลกเช่นตัวเรานั่นเทียว.
บทว่า น ชินาติ คือ ไม่ทำทรัพย์ให้เสื่อมเอง.
บทว่า น ชาปเย คือ ไม่ใช้ให้ผู้อื่นทำทรัพย์ให้เสื่อม.
บทว่า เมตฺตํโส คือ มีเมตตาจิตอันเป็นส่วนแห่งความรัก.
บทว่า น เกนจิ ความว่า ขึ้นชื่อว่าเวรของผู้นั้น ย่อมไม่มีกับใครๆ แม้สักคนเดียว.
ฉะนั้น ท่านต้องการเป็นที่รักของโลกพร้อมทั้งเทวโลก ก็จงงดเว้นจากเวรทั้งหมด
นกจักรพรากแสดงธรรมแก่กาด้วยประการฉะนี้.
กากล่าวว่า ท่านไม่บอกอาหารของตนแก่เรา แล้วก็ร้อง กา กา บินไปร่อนลง ณ พื้นที่ที่เจือด้วยอุจจาระในกรุงพาราณสี.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เหลาะแหละดำรงอยู่ในอนาคามิผล
พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า
กาในครั้งนั้น ได้มาเป็น ภิกษุผู้เหลาะแหละในบัดนี้
นางนกจักรพรากในครั้งนั้น ได้มาเป็น มารดาพระราหุล ในบัดนี้
ส่วนนกจักรพรากในครั้งนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๑๓