อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๐๒๑

๘. อัฏฐิเสนชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๒๑–๑๐๒๗7 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๘ อฏฺฐิเสนชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๘. อัฏฐิเสนชาดก ว่าด้วยการขอ

ข้อ ๑๐๒๑

เยเม อหํ น ชานามิ อฏฺฐิเสน วนิพฺพเก เต มํ สงฺคมฺม ยาจนฺติ กสฺมา มํ ตฺวํ น ยาจสิ ฯ

ข้าแต่ท่านอัฏฐิเสนะ วณิพกเหล่าใดที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก วณิพกเหล่านั้นมา หาข้าพเจ้าแล้วเป็นต้องขอ เหตุไรพระผู้เป็นเจ้า จึงไม่ขออะไรๆ ข้าพเจ้า?

ข้อ ๑๐๒๒

ยาจโก อปฺปิโย โหติ ยาจํ อททมปฺปิโย ตสฺมาหนฺตํ น ยาจามิ มา เม วิทฺเทสฺสนา อหุ ฯ

ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ถูกขอ ผู้ถูกขอเมื่อไม่ให้ก็ไม่เป็นที่รักของผู้ขอ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงไม่ทูลขออะไรพระองค์ โดยคิดเห็นว่า อาตมภาพอย่าหมางใจกับพระองค์เสียเลย.

ข้อ ๑๐๒๓

โย จ ยาจนชีวาโน กาเล ยาจํ น ยาจติ ปรญฺจ ปุญฺญํ ธํเสติ อตฺตนาปิ น ชีวติ ฯ

ผู้ใดเป็นอยู่ด้วยการขอ ย่อมไม่ขอสิ่งที่ควรขอ ในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้น ย่อมทำให้ผู้อื่นเสื่อมจากบุญ แม้ตัวเองก็หาเลี้ยงชีพไม่สะดวก.

ข้อ ๑๐๒๔

โย จ ยาจนชีวาโน กาเล ยาจํปิ ยาจติ ปรญฺจ ปุญฺญํ ลพฺเภติ อตฺตนาปิ จ ชีวติ ฯ

ส่วนผู้ใดเป็นอยู่ด้วยการขอ ย่อมขอสิ่งที่ควรขอในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้น ย่อมทำให้ผู้อื่นได้บุญ แม้ตัวเองก็หาเลี้ยงชีพสะดวกด้วย.

ข้อ ๑๐๒๕

น เว ทุสฺสนฺติ สปฺปญฺญา ทิสฺวา ยาจกมาคเต พฺรหฺมจารี ปิโย เมสิ วร ภญฺญิตมิจฺฉสิ ฯ

ผู้มีปัญญาเห็นยาจกมาแล้ว ย่อมไม่โกรธเลย ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นที่พอใจของข้าพเจ้า ท่านต้องการอะไร เชิญบอกมาเถิด ข้าพเจ้าจะให้ ทุกอย่าง.

ข้อ ๑๐๒๖

น เว ยาจนฺติ สปฺปญฺญา ธีโร จ วิทิตุมรหติ อุทฺทิสฺส อริยา ติฏฺฐนฺติ เอสา อริยาน ยาจนา ฯ

ผู้มีปัญญาย่อมไม่ออกปากขอเลย ส่วนผู้ที่ฉลาดควรจะรู้ความต้องการได้ เอง พระอริยะทั้งหลาย ย่อมไม่ออกปากขอ มีแต่ยืนนิ่งอยู่ ด้วย ภิกขาจารวัตรเท่านั้น นี่เป็นอาการขอของพระอริยะทั้งหลาย.

ข้อ ๑๐๒๗

ททามิ เต พฺราหฺมณ โรหิณีนํ ควํ สหสฺสํ สห ปุงฺคเวน อริโย หิ อริยสฺส กถํ น ทชฺชา สุตฺวาน คาถา ตว ธมฺมยุตฺตาติ ฯ อฏฺฐิเสนชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอถวายโคนมสีแดงพันตัว พร้อมทั้งโคผู้พัน ตัวแก่ท่าน เพราะว่า ผู้ที่มีมารยาทดังพระอริยะ ได้ฟังคาถาอันประกอบ ไปด้วยธรรมของท่านแล้ว จะไม่ถวายแก่ท่านผู้มีมารยาทดังพระอริยะ อย่างไรได้. จบ อัฏฐิเสนชาดกที่ ๘.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๘. อัฏฐิเสนชาดก (๔๐๓) ว่าด้วยอัฏฐิเสนฤาษี (พระราชาตรัสถามฤๅษีอัฏฐิเสนะว่า)

ข้อ ๕๔

พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะ โยมไม่รู้จักวณิพกพวกนี้เลย แต่พวกเขาได้พร้อมใจกันมาขอกับโยม ทำไมพระคุณเจ้าจึงไม่ขอโยมบ้าง (ฤๅษีอัฏฐิเสนะทูลตอบว่า)

ข้อ ๕๕

ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รัก ผู้ไม่ให้ของที่ขอก็ไม่เป็นที่รัก เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงไม่ขอมหาบพิตร ขอความหมางใจอย่าได้มีแก่อาตมภาพเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๖๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๗. สัตตกนิบาต] ๑. กุกกุวรรค ๘. อัฏฐิเสนชาดก (๔๐๓) (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๕๖

ผู้ใดเลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วยการขอ ไม่ขอสิ่งที่ควรขอในกาลอันควร ผู้นั้นทำลายผู้อื่นเสียจากบุญ ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ไม่ได้

ข้อ ๕๗

ส่วนผู้ใดเลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วยการขอ ขอสิ่งที่ควรขอในกาลอันควร ผู้นั้นทำผู้อื่นให้ได้บุญ ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ได้

ข้อ ๕๘

ผู้มีปัญญาทั้งหลายเห็นยาจกมาแล้วไม่รังเกียจ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้ประพฤติพรหมจรรย์ พระคุณเจ้าเป็นที่รักของโยม นิมนต์พระคุณเจ้ากล่าวขอสิ่งที่ต้องการเถิด (ฤๅษีอัฏฐิเสนะทูลว่า)

ข้อ ๕๙

ผู้มีปัญญาทั้งหลายย่อมไม่ขอเลย ส่วนนักปราชญ์ควรจะรู้เอง พระอริยะเพียงเจาะจงยืนเท่านั้น นี้เป็นการขอของพระอริยะ (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๖๐

ท่านพราหมณ์ โยมขอถวายโคแดง ๑,๐๐๐ ตัว พร้อมกับโคจ่าฝูงแก่ท่าน เพราะพระอริยะได้ฟังคาถา อันประกอบด้วยธรรมของพระคุณเจ้าแล้ว จะไม่พึงถวายแก่พระอริยะได้อย่างไร อัฏฐิเสนชาดกที่ ๘ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๖๕}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดาทรงอาศัยเมืองอาฬาวี เสด็จประทับอยู่ ณ อัคคาฬวเจดีย์ ทรงปรารภกุฏิการสิกขาบท จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เย เม อหํ น ชานามิ ดังนี้.

เรื่องปัจจุบันเป็นเช่นกับที่กล่าวมาแล้วใน มณิกัณฐกชาดก ในหนหลังนั่นเอง.

ก็พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว ตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น บัณฑิตสมัยก่อนได้บรรพชาในพาหิรกลัทธิ แม้พระราชาทรงปวารณาแล้วก็ไม่ทูลขออะไร โดยคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการขอของรัก ย่อมไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจของชนเหล่าอื่น ดังนี้แล้ว

ได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้อุบัติในตระกูลพราหมณ์ในนิคมหนึ่ง พวกญาติได้ตั้งชื่อท่านว่า อัฏฐิเสนกุมาร. ท่านเจริญวัยแล้วได้เล่าเรียนศิลปะทุกอย่างในเมืองตักกสิลา ต่อมาเห็นโทษในกามทั้งหลาย แล้วได้ออกจากฆราวาสบวชเป็นฤๅษี ให้ฌานสมาบัติและอภิญญาสมาบัติเกิดขึ้นแล้วอยู่ที่ถิ่นหิมพานต์เป็นเวลานาน ดำเนินไปสู่วิถีทางของมนุษย์ เพื่อต้องการลิ้มรสเค็มและรสเปรี้ยว ถึงเมืองพาราณสีโดยลำดับ พักอยู่ที่พระราชอุทยาน.

รุ่งเช้าได้เที่ยวไปภิกขาจารถึงพระลานหลวง พระราชาทรงเลื่อมใสในอาจาระและวิหารธรรมของท่าน จึงให้ราชบุรุษเรียกนิมนต์ท่านมาให้นั่งที่พื้นปราสาท แล้วให้ฉันโภชนะอย่างดี ทรงสดับอนุโมทนากถา ในเวลาฉันเสร็จแล้ว ทรงเลื่อมใสจึงทรงรับปฏิญญาให้พระมหาสัตว์พักอยู่ที่พระราชอุทยาน และได้เสด็จไปอุปัฏฐาก วันละ ๒-๓ ครั้ง.

วันหนึ่ง พระองค์ทรงเลื่อมใสในธรรมกถาจึงทรงปวารณาว่า พระคุณเจ้าต้องการสิ่งใด ตั้งต้นแต่ราชสมบัติ ขอพระคุณเจ้าจงบอกสิ่งนั้นเถิด. พระโพธิสัตว์ไม่ถวายพระพรว่า ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้แก่อาตมภาพ ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้แก่อาตมภาพผู้ขอเหล่าอื่นจะทูลขอสิ่งที่ตนปรารถนาต้องการว่า ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้ ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้. พระราชาจะพระราชทานไม่ทรงขัดข้อง.

อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงดำริว่า ยาจกและวณิพกเหล่าอื่นขอกะเราว่า ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้และสิ่งนี้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะนี้ ตั้งแต่เราปวารณามาแล้วไม่ขออะไรเลย ก็พระคุณเจ้านี้เป็นผู้มีปัญญาจริงเป็นผู้ฉลาดในอุบาย เราจักเรียนถามท่าน.

อยู่วันหนึ่ง พระองค์เสวยพระกระยาหารเช้าแล้วได้เสด็จไปอุปัฏฐากฤๅษี ทรงไหว้แล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งเมื่อจะตรัสถามถึงเหตุแห่งการขอของยาจกเหล่าอื่น และเหตุแห่งการไม่ขอของท่านจึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-

ข้าแต่ท่านอัฏฐิเสนะ พวกวณิพกทั้งหลายที่โยมไม่รู้จัก พากันมาหาโยมแล้ว ขอสิ่งที่ต้องการกัน แต่เหตุไฉน พระคุณเจ้าจึงไม่ขออะไรกะโยม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วนิพฺพเก ได้แก่ ผู้ขอ.

บทว่า สงฺคมฺม ความว่า พากันมาหา. มีคำอธิบายว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะ วณิพกเหล่านี้ใด ข้าพเจ้าไม่รู้จักแม้ว่าคนเหล่านี้ชื่อนี้ โดยชื่อโคตรตระกูลและประเทศ วณิพกเหล่านั้นพากันมาหา แล้วขอสิ่งที่ตนต้องการ แต่เหตุไฉน พระคุณเจ้าจึงไม่ขออะไรกะโยม?

พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

เพราะผู้ขอ ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ให้ ส่วนผู้ให้ เมื่อไม่ให้สิ่งที่เขาขอ ก็ไม่เป็นที่รักของผู้ขอ เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงไม่ขออะไรกะมหาบพิตร ขอความบาดหมางใจ อย่าได้มีแก่อาตมภาพเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจโก อปฺปิโย โหติ ความว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ก็บุคคลผู้ที่ขอว่า ขอจงให้สิ่งนี้แก่ข้าพเจ้าขอจงให้สิ่งนี้แก่ข้าพเจ้า ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ของมารดาบิดาบ้าง ของมิตรและอำมาตย์เป็นต้นบ้างความที่เขาไม่เป็นที่รักนั้นควรแสดงโดยมณิกัณฐกชาดก.

บทว่า ยาจํ ได้แก่ สิ่งของที่เขาขอ. มีคำอธิบายว่า ฝ่ายบุคคลผู้ไม่ให้นับแต่มารดาบิดาเป็นต้นไป ซึ่งไม่ให้สิ่งของที่เขาขอ ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ขอ.

บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ผู้ขอก็ไม่เป็นที่รักของผู้ให้ ทั้งผู้ให้ เมื่อไม่ให้สิ่งของที่เขาขอ ก็ไม่เป็นที่รักของผู้ขอ ฉะนั้น อาตมภาพจึงไม่ขออะไรกะมหาบพิตร.

บทว่า มา เม วิทฺเทสนา อหุ ความว่า ถ้าหากอาตมภาพจะพึงขอพระราชทานทีเดียวไซร้ มหาบพิตรก็คงพระราชทานสิ่งนั้น แต่อาตมภาพคงเป็นที่บาดหมางพระทัยของมหาบพิตร ความบาดหมางใจที่เกิดขึ้นจากสำนักมหาบพิตรนั้นก็จะมีแก่อาตมภาพถ้าแม้นว่ามหาบพิตรจะไม่พึงพระราชทานไซร้ มหาบพิตรก็คงเป็นที่บาดหมางใจของอาตมภาพ และอาตมภาพก็จะมีความบาดหมางใจในมหาบพิตร เมื่อเป็นเช่นนั้น อาตมภาพอย่าได้มีความบาดหมางใจแม้ในที่ทุกแห่ง คือไมตรีระหว่างมหาบพิตรกับอาตมภาพทั้ง ๒ อย่าได้แตกกันเลย

อาตมภาพ เมื่อเล็งเห็นประโยชน์นี้ จึงไม่ขออะไรกะมหาบพิตร.

ลำดับนั้น พระราชาครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงได้ตรัสคาถา ๓ คาถาว่า :-

ก็ผู้ใดเลี้ยงชีพด้วยการขอ แต่ไม่ขอสิ่งที่ควรขอในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้นย่อมขจัดผู้อื่นจากบุญด้วย ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ไม่ได้ด้วย.

ส่วนผู้ใดเลี้ยงชีพด้วยการขอ ขอสิ่งที่ควรขอทั้งในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้นย่อมให้ผู้อื่นได้บุญด้วย ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วย.

ผู้มีปัญญาทั้งหลาย เห็นผู้ขอมาแล้ว ไม่ขึ้งเคียดเลย. ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ พระคุณเจ้าเป็นที่รักของโยม พระคุณเจ้าต้องประสงค์อะไรที่ควรบอก ขอพระคุณเจ้าจงบอก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจนชีวาโน ได้แก่ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยการขอ.

อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะ ก็เป็น ยาจนชีวาโน นี้เหมือนกัน.

มีคำอธิบายว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะ ผู้ใดประพฤติดำรงชีพด้วยการขอ จะเป็นสมณะก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม ขออะไรๆ ที่ควรขอในเวลาที่สมควรก็หาไม่ ผู้นั้นย่อมขจัดผู้อื่นที่เป็นผู้ให้ คือยังเขาให้เสื่อมไปจากบุญด้วย ทั้งตนเองก็มีชีวิตอยู่ไม่เป็นสุขด้วย.

บทว่า ปุญฺญํ ลเภติ ความว่า แต่เมื่อขอสิ่งที่ควรขอในเวลาที่ควรขอ ยังผู้อื่นให้ได้บุญด้วย ทั้งตนเองก็มีชีวิตอยู่เป็นสุขด้วย.

ด้วยบทว่า น เว ทุสฺสนฺติ พระราชาทรงแสดงว่า พระคุณเจ้ากล่าวคำใดว่า ขอความบาดหมางใจอย่าได้มีแก่อาตมภาพเลย

เหตุไฉน พระคุณเจ้าจึงกล่าวคำนั้น?

เพราะว่า ผู้มีปัญญาทั้งหลาย คือเหล่าบัณฑิตผู้รู้ทั้งทานและผลของทาน เห็นยาจกผู้มาแล้ว ไม่ขึ้งเคียด คือไม่โกรธ แต่เป็นผู้บันเทิงใจโดยแท้.

ม อักษรในคำว่า ยาจกมาคเต ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจพยัญชนสนธิ. ความหมายก็คือ ยาจเก อาคเต ยาจกผู้มาแล้ว.

บทว่า พฺรหฺมจารี ปิโย เมสิ ความว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะ ผู้ประพฤติบริสุทธิ์ ผู้มีปัญญามาก พระคุณเจ้า เป็นที่รักของอาตมภาพเหลือเกิน เพราะฉะนั้น ขอให้พระคุณเจ้าบอก คือขอพรทีเดียวกะโยม.

บทว่า ภญฺญิตมิจฺฉสิ ความว่า พระคุณเจ้าต้องประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ควรพูดขอ โยมจะถวายทุกอย่างทีเดียว แม้แต่ราชสมบัติ.

พระราชาทรงปวารณาแม้ด้วยราชสมบัติอย่างนี้ พระโพธิสัตว์ก็ไม่ทูลขออะไรๆ เลย.

ก็เมื่อพระราชาตรัสถามถึงอัธยาศัยของตนอย่างนี้แล้ว

ฝ่ายพระมหาสัตว์ เมื่อจะแสดงปฏิปทาของนักบวชถวายว่า ขอถวายพระพรบพิตรมหาราช ขึ้นชื่อว่าการขอนี้ เป็นของที่พวกคฤหัสผู้บริโภคกาม ประพฤติมาชินแล้ว ไม่ใช่พวกบรรพชิต ส่วนบรรพชิต ตั้งแต่เวลาบวชแล้ว ควรเป็นผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ด้วยการสังวรด้วยทวารทั้ง ๓.

เพื่อแสดงถึงบรรพชิตปฏิบัติ จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ถวายว่า :-

ผู้มีปัญญาทั้งหลายจะไม่ออกปากขอเลย ธีรชนควรรู้ไว้ พระอริยเจ้าทั้งหลายยืนเจาะจงอยู่ที่ใด นั่นคือการขอของพระอริยเจ้าทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สปฺปญฺญา เป็นต้น ความว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พุทธสาวกทั้งหลายก็ดี พระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้บวชเป็นฤๅษี ปฏิบัติเพื่อโพธิญาณก็ดี แม้ทั้งหมดชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาด้วย เป็นผู้มีศีลด้วย ท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีปัญญาเห็นปานนี้ จะไม่ขอว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้สิ่งนี้และสิ่งนี้แก่อาตมภาพทั้งหลาย.

บทว่า ธีโร เวทิตุมรหติ ความว่า ส่วนธีรชน คือบัณฑิตผู้อุปัฏฐากควรรู้ คือทราบความต้องการทุกอย่างของท่านเอาเอง ทั้งในเวลาอาพาธและในเวลาไม่อาพาธ.

บทว่า อุทฺทิสฺส อริยา ติฏฺฐนฺติ ความว่า ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลายมีความต้องการสิ่งใด จะไม่เปล่งวาจาขอ แต่จะยืนอยู่เฉพาะ ณ ที่นั้น ด้วยภิกขาจารวัตรอย่างเดียวเท่านั้น คือไม่ให้องค์คือกายและองค์คือวาจาไหว เพราะว่า เพื่อแสดงกายวิการ ทำเครื่องหมายให้รู้ก็ชื่อว่าให้องค์คือกายไหว เมื่อทำการเปล่งวาจา ก็ชื่อว่าให้องค์คือวาจาไหว พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นจะไม่ทำทั้ง ๒ อย่างนั้นยืนอยู่เฉยๆ.

บทว่า เอสา อริยาน ยาจนา ความว่า การไม่ให้องค์คือวาจาไหว ยืนอยู่เพื่อภิกษานี้ ชื่อว่าเป็นการขอของพระอริยเจ้าทั้งหลาย.

พระราชาทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว เมื่อตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า ถ้าหากว่า อุปัฏฐากผู้มีปัญญา รู้ด้วยตนเองแล้วไซร้ ก็จะถวายสิ่งที่ควรถวายแก่กุลบุตร ฝ่ายโยมก็จะถวายสิ่งนี้และสิ่งนี้แก่ท่านทั้งหลาย ดังนี้

จึงตรัสคาถาที่ ๗ ว่า :-

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ โยมขอถวายโคนมสีแดงพันตัวพร้อมกับโคตัวผู้แก่พระคุณเจ้า เพราะผู้มีอาจาระอันประเสริฐ ได้ฟังคาถาที่ประกอบด้วยธรรมของท่านแล้ว เหตุไฉนจะไม่ถวายทานแก่ท่านผู้มีอาจาระอันประเสริฐ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โรหินีนํ ความว่า มีสีแดง.

บทว่า ควํ สหสฺสํ ความว่า โยมจะถวายโคชนิดนี้พันตัวแด่พระคุณเจ้า เพื่อประโยชน์แก่การดื่มรสนมสดและนมเปรี้ยวเป็นต้น ขอพระคุณเจ้าจงรับโคนั้นของโยม.

บทว่า อริโย ได้แก่ ผู้มีอาจาระประเสริฐ.

บทว่า อริยสฺส ความว่า แก่ท่านผู้มีอาจาระประเสริฐ.

บทว่า กถํ น ทชฺชา ความว่า เหตุไร จึงจะไม่ถวาย.

เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว พระโพธิสัตว์ก็ทูลปฏิเสธว่า มหาบพิตร ธรรมดาบรรพชิตไม่มีความกังวลอะไร อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยแม่โคทั้งหลาย. พระราชาทรงดำรงอยู่แล้วในโอวาทของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์มีฌานไม่เสื่อมเกิดขึ้นแล้วในพรหมโลก.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย ทรงประชุมชาดกไว้ว่า ในที่สุดแห่งสัจธรรม คนจำนวนมากบรรลุโสดาปัตติผลเป็นต้น.

พระราชาในครั้งนั้น ได้แก่ พระอานนท์ ในบัดนี้

ส่วนอัฏฐิเสนฤๅษี ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอัฏฐิเสนชาดกที่ ๘ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา