อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๘๗๒

๑. สาลิเกทารชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘๗๒–๑๘๘๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 11 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 11 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 17 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปกิณฺณกนิปาตชาตกํ ๑ สาลิเกทารชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ปกิณณกนิบาตชาดก ๑. สาลิเกทารชาดก ว่าด้วยนกแขกเต้าเลี้ยงพ่อแม่

ข้อ ๑๘๗๒

สมฺปนฺนํ สาลิเกทารํ สุวา ภุญฺชนฺติ โกสิย ปฏิเวเทมิ เต พฺรหฺเม น เต วาเรตุมุสฺสเห เอโก จ ตตฺถ สกุโณ โย เนสํ สพฺพสุนฺทโร ภุตฺวา สาลึ ยถากามํ ตุณฺเฑนาทาย คจฺฉติ ฯ

ข้าแต่ท่านโกสิยะ นาข้าวสาลีบริบูรณ์ดี แต่นกแขกเต้าทั้งหลายพากัน มากินเสีย ข้าพเจ้าขอคืนนานั้นให้แก่ท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่อาจจะห้าม นกแขกเต้าเหล่านั้นได้ ก็ในนกแขกเต้าเหล่านั้น มีนกแขกเต้าตัวหนึ่ง งามกว่าทุกๆ ตัว กินข้าวสาลีตามต้องการแล้วยังคาบเอาไปด้วยจะงอย ปากอีก.

ข้อ ๑๘๗๓

อุชฺฌนฺตุ วาลปาสานิ ยถา พชฺเฌถ โส ทิโช ชีวญฺจ นํ คเหตฺวาน อานเยหิ มมนฺติเก ฯ

เจ้าจงดักบ่วงพอที่จะให้นกนั้นติดได้ แล้วจงจับนกนั้นทั้งยังเป็นมาให้ เราเถิด.

ข้อ ๑๘๗๔

เอเต ภุตฺวา ปิวิตฺวา จ ปกฺกมนฺติ วิหงฺคมา เอโก พทฺโธสฺมิ ปาเสน กึ ปาปํ ปกตํ มยา ฯ

ฝูงนกเหล่านั้นกิน และดื่มแล้ว ย่อมพากันบินไป เราผู้เดียวติดบ่วง เราทำบาปอะไรไว้?

ข้อ ๑๘๗๕

อุทรํ นูน อญฺเญสํ สุว อจฺโจทรํ ตว ภุตฺวา สาลึ ยถากามํ ตุณฺเฑนาทาย คจฺฉสิ ฯ โกฏฺฐนฺนุ ตตฺถ ปูเรสิ สุว เวรนฺนุ เต มยา ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กุหึ สาลึ นิเธยฺยสิ ฯ

ดูกรนกแขกเต้า ท้องของเจ้าเห็นจะใหญ่กว่าท้องของนกเหล่าอื่นเป็น แน่ เจ้ากินข้าวสาลีตามต้องการแล้ว ยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก? ดูกรนกแขกเต้า เจ้าจะบรรจุฉางในป่าไม้งิ้วนั้นให้เต็มหรือ หรือว่า เจ้ากับเรามีเวรกันมา สหายเอ๋ย เราถามเจ้าแล้ว ขอเจ้าจงบอกแก่เรา เถิด เจ้าฝังข้าวสาลีไว้ที่ไหน?

ข้อ ๑๘๗๖

น เม เวรํ ตยา สทฺธึ โกฏฺโฐ มยฺหํ น วิชฺชติ อิณํ มุญฺจามิณํ ทมฺมิ สมฺปตฺโต โกฏิสิมฺพลึ นิธึปิ ตตฺถ นิทหามิ เอวํ ชานาหิ โกสิย ฯ

ข้าพเจ้ากับท่านมิได้มีเวรกัน ฉางของข้าพเจ้าก็ไม่มี ข้าพเจ้านำเอาข้าว สาลีของท่านไปถึงยอดงิ้วแล้ว ก็เปลื้องหนี้เก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ และ ฝังขุมทรัพย์ไว้ที่ป่างิ้วนั้น ข้าแต่ท่านโกสิยะ ขอท่านจงทราบอย่างนี้ เถิด.

ข้อ ๑๘๗๗

กีทิสํ เต อิณทานํ อิณโมกฺโข จ กีทิโส นิธินิธานมกฺขาหิ อถ ปาสา ปโมกฺขสิ ฯ

การให้กู้หนี้ของท่านเป็นเช่นไร และการเปลื้องหนี้ของท่านเป็นเช่นไร ท่านจงบอกวิธีฝังขุมทรัพย์ แล้วท่านจะหลุดพ้นจากบ่วงได้?

ข้อ ๑๘๗๘

อชาตปกฺขา ตรุณา ปุตฺตกา มยฺหํ โกสิย เต มํ ภตา ภริสฺสนฺติ ตสฺมา เตสํ อิณํ ทเท ฯ มาตา ปิตา จ เม วุฑฺฒา ชิณฺณกา คตโยพฺพนา เตสํ ตุณฺเฑน หาตูน มุญฺเจ ปุพฺพกตํ อิณํ ฯ อญฺเญปิ ตตฺถ สกุณา ขีณปกฺขา สุทุพฺพลา เตสํ ปุญฺญตฺถิโก ทมฺมิ ตํ นิธึ อาหุ ปณฺฑิตา ฯ อีทิสํ เม อิณทานํ อิณโมกฺโข จ อีทิโส นิธินิธานมกฺขามิ เอวํ ชานาหิ โกสิย ฯ

ข้าแต่ท่านโกสิยะ บุตรน้อยทั้งหลายของข้าพเจ้ายังอ่อน ขนปีกยังไม่ ขึ้น บุตรเหล่านั้นข้าพเจ้าเลี้ยงมาแล้ว เขาจักเลี้ยงข้าพเจ้าบ้าง เพราะ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงชื่อว่าให้บุตรเหล่านั้นกู้หนี้ มารดาและบิดาของ ข้าพเจ้าแก่เฒ่าล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว ข้าพเจ้าคาบเอาข้าวสาลีไปด้วย จะงอยปาก เพื่อท่านเหล่านั้น ชื่อว่าเปลื้องหนี้ที่ท่านทำไว้ก่อน อนึ่ง นกเหล่าอื่นที่ป่าไม้งิ้วนั้น มีขนปีกอันหลุดหมดแล้ว เป็นนกทุพพล- ภาพ ข้าพเจ้าต้องการบุญ จึงได้ให้ข้าวสาลีแก่นกเหล่านั้น บัณฑิต ทั้งหลายกล่าวการทำบุญนั้นว่า เป็นขุมทรัพย์. การให้กู้หนี้ของข้าพเจ้า เป็นเช่นนี้ การเปลื้องหนี้ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าบอกการฝัง ขุมทรัพย์ไว้เช่นนี้ ข้าแต่ท่านโกสิยะ ขอท่านจงทราบอย่างนี้เถิด.

ข้อ ๑๘๗๙

ภทฺทโก วตายํ ปกฺขี ทิโช ปรมธมฺมิโก เอกจฺเจสุ มนุสฺเสสุ อยํ ธมฺโม น วิชฺชติ ฯ ภุญฺช สาลึ ยถากามํ สห สพฺเพหิ ญาติภิ ปุนปิ สุว ปสฺเสมุ ปิยํ เม ตว ทสฺสนํ ฯ

นกตัวนี้ดีจริงหนอ เป็นนกมีธรรมชั้นเยี่ยม ในมนุษย์บางพวกยังไม่มี ธรรมเช่นนี้เลย. เจ้าพร้อมด้วยญาติทั้งมวล จงกินข้าวสาลีตามความ ต้องการเถิด ดูกรนกแขกเต้า เราขอเห็นเจ้าแม้อีกต่อไป การที่ได้เห็น เจ้าเป็นที่พอใจของเรา.

ข้อ ๑๘๘๐

ภุตฺตญฺจ ปีตญฺจ ตวสฺสมมฺหิ รตฺติญฺจ โน โกสิย เต สกาเส นิกฺขิตฺตทณฺเฑสุ ททาหิ ทานํ ชิณฺเณ จ มาตาปิตโร ภรสฺสุ ฯ

ข้าแต่ท่านโกสิยะ ข้าพเจ้าได้กิน และดื่มแล้วในที่อยู่ของท่าน ท่าน เป็นที่พึ่งพำนักของพวกเราทุกวันคืน ขอท่านจงให้ทานในท่านที่มีอาชญา อันวางแล้ว และจงเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าแล้วด้วย.

ข้อ ๑๘๘๑

ลกฺขี วต เม อุทปาทิ อชฺช โยหํ อทสฺสํ ปรมํ ทิชานํ สุวสฺส สุตฺวาน สุภาสิตานิ กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานิ ฯ

วันนี้ สง่าราศรีเกิดขึ้นแก่เราแล้วหนอ ที่เราได้เห็นท่านผู้เป็นยอดแห่ง ฝูงนก เพราะได้ฟังคำสุภาษิตของนกแขกเต้า เราจักทำบุญให้มาก.

ข้อ ๑๘๘๒

โส โกสิโย อตฺตมโน อุทคฺโค อนฺนญฺจ ปานญฺจภิสงฺขริตฺวา อนฺเนน ปาเนน ปสนฺนจิตฺโต สนฺตปฺปยิ สมณพฺราหฺมเณ จาติ ฯ สาลิเกทารชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------

โกสิยพราหมณ์นั้น มีใจเบิกบานร่าเริงผ่องใส จัดแจงข้าวและน้ำไว้ แล้ว เลี้ยงดูสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าว และน้ำ. จบ สาลิเกทารชาดกที่ ๑.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๑. สาลิเกทารชาดก (๔๘๔) ๑๔. ปกิณณกนิบาต ๑. สาลิเกทารชาดก (๔๘๔) ว่าด้วยนกแขกเต้าเลี้ยงพ่อแม่ (คนเฝ้านาถูกโกสิยพราหมณ์ถามแล้ว จึงได้กล่าวว่า)

ข้อ

ท่านโกสิยะ นาข้าวสาลีบริบูรณ์ดี แต่พวกนกแขกเต้าพากันมาจิกกิน ข้าพเจ้าขอบอกคืนนานะท่านพราหมณ์ เพราะไม่สามารถจะห้ามพวกมันได้

ข้อ

แต่บรรดานกแขกเต้าเหล่านั้น มีนกตัวหนึ่งสวยงามกว่านกเหล่านั้นทั้งหมด กินข้าวสาลีตามความพอใจแล้วยังคาบบินไปอีก (พราหมณ์ได้กล่าวกับคนเฝ้านาว่า)

ข้อ

เจ้าจงดักบ่วงหางสัตว์โดยวิธีที่นกนั้นจะติดบ่วง จับเป็นแล้วนำมาให้เรา (พญานกแขกเต้ารำพันอยู่ว่า)

ข้อ

นกทั้งหลายเหล่านั้นกิน ดื่มแล้วก็บินไป ส่วนเราตัวเดียวติดบ่วงอยู่ เราได้ทำความชั่วอะไรไว้หนอ (พราหมณ์กล่าวกับพญานกแขกเต้านั้นว่า)

ข้อ

นกตัวอื่นกินเฉพาะท้องเท่านั้น แต่เจ้ากินเกินท้อง เจ้ากินข้าวสาลีตามความพอใจแล้วยังคาบบินไปอีก

ข้อ

ฉางที่ป่าไม้งิ้วนั้นเจ้าบรรจุไว้จนเต็มหรือ หรือเจ้ามีเวรกับเรา เราถามแล้ว จงบอกเถิด เพื่อน เจ้าเก็บข้าวสาลีไว้ที่ไหน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๑. สาลิเกทารชาดก (๔๘๔) (พญานกแขกเต้ากล่าวว่า)

ข้อ

ข้าพเจ้ามิได้มีเวรกับท่าน ฉางของข้าพเจ้าก็ไม่มี ข้าพเจ้าไปถึงยอดไม้งิ้วก็ชำระหนี้ และให้กู้ยืมหนี้ ทั้งยังฝังแม้ขุมทรัพย์ไว้ที่ยอดไม้งิ้วนั้นด้วย ขอท่านจงทราบอย่างนี้เถิด ท่านโกสิยะ (พราหมณ์ถามพญานกแขกเต้าว่า)

ข้อ

การให้กู้ยืมหนี้และการชำระหนี้ของเจ้าเป็นเช่นไร เจ้าจงบอกถึงการฝังขุมทรัพย์มาซิ เมื่อเจ้าทำดังนั้น เจ้าก็จะพ้นจากบ่วง (พญานกแขกเต้าเมื่อตอบว่า)

ข้อ

ท่านโกสิยะ ข้าพเจ้ามีลูกอ่อนตัวเล็กๆ ขนปีกยังไม่งอก ลูกนกเล็กๆ เหล่านั้น ข้าพเจ้าได้เลี้ยงแล้ว จักเลี้ยงข้าพเจ้า เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงให้พวกเขากู้ยืมหนี้

ข้อ ๑๐

พ่อแม่ของข้าพเจ้าแก่เฒ่า ผ่านวัยหนุ่มสาวไปแล้ว ข้าพเจ้าคาบรวงข้าวสาลีไปเพื่อท่านทั้ง ๒ นั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงชำระหนี้ที่ท่านได้ให้กู้ยืมไว้ในกาลก่อน

ข้อ ๑๑

ที่ป่าไม้งิ้วนั้น ยังมีนกอื่นๆ อีก ที่ทุพพลภาพ มีขนปีกหมดสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าต้องการบุญ จึงให้รวงข้าวสาลีแก่นกเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการทำบุญนั้นว่า เป็นขุมทรัพย์

ข้อ ๑๒

การให้กู้ยืมหนี้และการชำระหนี้ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าบอกการฝังขุมทรัพย์แก่ท่าน ขอท่านจงทราบอย่างนี้เถิด ท่านโกสิยะ (พราหมณ์ฟังแล้วมีจิตเลื่อมใส จึงได้กล่าวว่า)

ข้อ ๑๓

ปักษีนี้ดีหนอ เป็นนกแต่มีธรรมอย่างยอดเยี่ยม ในพวกมนุษย์บางเหล่าไม่มีธรรมนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๒. จันทกินนรีชาดก (๔๘๕)

ข้อ ๑๔

เจ้าพร้อมกับพวกญาติทั้งหมด จงกินข้าวสาลีตามความพอใจเถิด เจ้านกแขกเต้า เราคงได้พบกันอีก เรายินดีที่จะพบเจ้า (พญานกแขกเต้าให้โอวาทว่า)

ข้อ ๑๕

ข้าพเจ้าได้กินและดื่มในที่อยู่ของท่าน แต่ในเพื่อนบ้านของท่านไม่น่ายินดีนัก ท่านโกสิยะ ขอท่านจงให้อภัยทานในเหล่าสัตว์ผู้วางอาชญาแล้ว และจงเลี้ยงดูบิดามารดาผู้แก่เฒ่าเถิด (พราหมณ์มีใจยินดีเปล่งอุทานว่า)

ข้อ ๑๖

วันนี้ โชคได้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว ที่เห็นนกตัวประเสริฐกว่านกทั้งหลาย เราได้ฟังวาจาสุภาษิตของนกแขกเต้าแล้ว จักทำบุญให้มาก (พระศาสดาเมื่อทรงประกาศความนั้นจึงตรัสว่า)

ข้อ ๑๗

โกสิยพราหมณ์นั้นมีความยินดีเบิกบานใจ จัดแจงข้าวและน้ำ มีจิตผ่องใส เลี้ยงดูสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำสาลิเกทารชาดกที่ ๑ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงโยมหญิง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สมฺปนฺนํ สาลิเกทารํ ดังนี้.

ท้องเรื่องจักมีแจ้งใน สามชาดก

ดูพระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย ชาดกแปลเล่มที่ ๔ ภาคที่ ๒ หน้า ๑๕๕

ก็พระศาสดาตรัสให้หาภิกษุนั้น ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่าเธอเลี้ยงคฤหัสถ์จริงหรือ เมื่อเธอกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นความจริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า คฤหัสถ์เหล่านั้นเป็นอะไรของเธอครั้นเธอกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นโยมหญิงโยมชายของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า ตรัสว่า ดีจริง ภิกษุ ถึงเหล่าบัณฑิตแต่ก่อน เป็นสัตว์ดิรัจฉานบังเกิดในกำเนิดสกุณ ก็ยังให้พ่อแม่ผู้แก่แล้วนอนในรัง หาอาหารมาด้วยจะงอยปาก เลี้ยงดูได้

ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้ามคธราชครองราชสมบัติในพระนครราชคฤห์.

ครั้งนั้น ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากพระนคร มีบ้านพวกพราหมณ์ ชื่อว่าสาลินทิยะ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านนั้นเป็นไร่ของชาวมคธ. ในที่นั้น พราหมณ์ โกสิยโคตรชาวสาลินทิยะ จับจองไร่ไว้ประมาณ ๑,๐๐๐ กรีส หว่านข้าวสาลีไว้. ครั้นข้าวกล้างอกขึ้นแล้ว ให้คนทำรั้วอย่างแข็งแรง แบ่งให้บริษัทของตนนั้นแล ดูแลรักษาบางคนประมาณ ๕๐ กรีส บางคน ๖๐ กรีสจนครบพื้นที่ไร่ประมาณ ๕๐๐ กรีส ที่เหลือ ๕๐๐ กรีส กั้นรั้วให้ลูกจ้างคนหนึ่ง.

ลูกจ้างปลูกกระท่อมลงตรงนั้น อยู่ประจำทั้งกลางคืนและกลางวัน. ก็ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไร่ มีป่างิ้วใหญ่อยู่ที่ภูเขาอันมียอดเป็นที่ราบลูกหนึ่ง ฝูงนกแขกเต้าหลายร้อยพากันอาศัยอยู่ในป่างิ้วนั้น.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นลูกของพญานกแขกเต้า ในฝูงนกแขกเต้านั้น เมื่อเติบโตแล้ว มีรูปงาม สมบูรณ์ด้วยกำลัง ร่างกายใหญ่ขนาดดุมเกวียน. ครั้นถึงเวลาบิดาแก่ บิดาของท่านได้มอบความเป็นพญาให้ด้วยคำว่า บัดนี้ฉันไม่สามารถจะบินไปไกลๆ ได้ เจ้าจงปกครองฝูงนกนี้เถิด.

ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ท่านก็ไม่ยอมให้บิดามารดาไปหากิน เมื่อได้ปกครองฝูงนกแขกเต้าก็ไปสู่ป่าหิมพานต์ จิกกินข้าวสาลีในป่า ข้าวสาลีที่เกิดเองจนอิ่ม เวลากลับก็คาบอาหารที่เพียงพอแก่มารดาบิดามาเลี้ยงมารดาบิดา.

อยู่มาวันหนึ่ง นกแขกเต้าพากันบอกว่า ครั้งก่อนในระยะกาลนี้ คนเคยหว่านข้าวสาลีในไร่แคว้นมคธ บัดนี้จะยังกระทำอยู่หรืออย่างไรไม่ทราบ. พญาแขกเต้าใช้นกแขกเต้าสองตัวไปว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงสืบดู. นกแขกเต้าทั้งสองบินไป เมื่อจะร่อนลงในมคธเขต ไปร่อนลงในไร่ที่ลูกจ้างนั้นเฝ้า จิกกินข้าวสาลีแล้วคาบรวงข้าวสาลีรวงหนึ่ง บินกลับมาสู่ป่างิ้ว วางรวงข้าวสาลีไว้แทบเท้าของมหาสัตว์ กล่าวว่า ในที่นั้นมีข้าวสาลีเช่นนี้.

วันรุ่งขึ้น พญาแขกเต้าแวดล้อมด้วยฝูงนกแขกเต้า บินไปในที่นั้นร่อนลงในไร่ของลูกจ้างนั้น. ฝ่ายบุรุษนั้นเห็นนกแขกเต้าทั้งหลายพากันจิกกินข้าวสาลี แม้จะวิ่งกลับไปกลับมาห้ามอยู่ ก็สุดที่จะห้ามได้. นกแขกเต้าที่เหลือพากันจิกกินข้าวสาลีพออิ่ม ต่างก็บินไปปากเปล่ากันทั้งนั้น. แต่พญาแขกเต้ารวบรวมข้าวสาลีเป็นอันเดียวกัน คาบด้วยจะงอยปาก บินออกหน้ามาให้แก่มารดาบิดา.

ฝูงนกแขกเต้าตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ก็พากันจิกกินข้าวสาลีในที่นั้นแห่งเดียว ครั้นบุรุษนั้นเห็นฝูงนกแขกเต้ากำลังลงจิกกินข้าวสาลี ก็วิ่งกลับไปกลับมาห้ามปรามแต่ก็มิอาจที่จะห้ามได้ จึงคิดว่า ถ้านกแขกเต้าเหล่านี้พากันลงกินอย่างนี้ สักสองสามวันเท่านั้น จักต้องไม่มีข้าวสาลีเหลือสักน้อย พราหมณ์ต้องตีราคากระทำให้เราต้องชดใช้ก็ได้ เราต้องไปบอกแกเสีย. เขาถือเอาบรรณาการตามมีตามได้ กับฟ่อนข้าวสาลีไปสู่สาลินทิยคาม พบพราหมณ์แล้วให้บรรณาการ ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ถูกถามว่า เป็นอย่างไร พ่อเอ๋ย ไร่ข้าวสาลีสมบูรณ์ดีหรือ

ตอบว่า ครับ ท่านพราหมณ์ สมบูรณ์ แล้วได้กล่าวคาถา ๒ ว่า

ข้าแต่ท่านโกสิยะ นาข้าวสาลีบริบูรณ์ดี แต่นกแขกเต้าทั้งหลายพากันมากินเสีย ข้าพเจ้าขอคืนนานั้นให้แก่ท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่อาจจะห้ามนกแขกเต้าเหล่านั้นได้

ก็ในนกแขกเต้าเหล่านั้น มีนกแขกเต้าตัวหนึ่งงามกว่าทุกๆ ตัว กินข้าวสาลีตามต้องการแล้ว ยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนํ ความว่า สมบูรณ์ คือไม่บกพร่องเลย.

บทว่า สาลิเกทารํ ได้แก่ นาแห่งข้าวสาลี.

บทว่า สพฺพสุนฺทโร ความว่า นกแขกเต้าตัวนั้นงามด้วยส่วนทุกส่วน จะงอยปากแดง นัยน์ตามีประกายเหมือนผลกระพังโหม มีเท้าแดง มีสร้อยคอสีแดงคาดรอบคอสามชั้น โตเท่านกยูงขนาดใหญ่ กินข้าวสาลีจนอิ่มแล้ว ยังคาบเอาสิ่งอื่นเอาไปด้วยจะงอยปากอีกเล่า.

พราหมณ์ฟังถ้อยความของคนเฝ้าไร่นั้น เกิดความรักในพญานกแขกเต้าขึ้น ถามคนเฝ้าไร่ว่า พ่อเอ๋ย แกรู้จักดักแร้วไหม. ตอบว่า รู้ครับ.

พราหมณ์จึงกล่าวกับเขาด้วยคาถาว่า

เจ้าจงดักบ่วงพอที่จะให้นกนั้นติดได้ แล้วจงจับนกนั้นทั้งยังเป็นมาให้เราเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชฺฌนฺตุ แปลว่า จงดัก.

บทว่า พาลปาสานิ ได้แก่ บ่วงอันสำเร็จแล้วด้วยเชือก มีขนหางม้าเป็นต้น.

บทว่า ชีวญฺจนํ ความว่า จงนำนกแขกเต้านั้นทั้งเป็นมาให้เรา.

คนเฝ้าไร่ฟังคำนั้นแล้ว ยินดีด้วยท่านพราหมณ์ไม่ตีราคาให้ตนต้องชดใช้ รีบไปขวั้นบ่วงด้วยขนหางม้า กำหนดดูที่ร่อนลงของพญานกแขกเต้าว่า วันนี้ต้องร่อนลงตรงนี้ วันรุ่งขึ้นไม่ทำกังหัน ทอดบ่วงไว้แต่เช้าทีเดียว คอยดูการมาของฝูงแขกเต้า นั่งเฝ้าอยู่ในกระท่อม.

ฝ่ายพญานกแขกเต้าแวดล้อมด้วยฝูงนกแขกเต้าบินมา ร่อนลงในที่ที่หากินเมื่อวาน เพราะมีอุปจารไม่โลเล เท้าพอดีสอดเข้าไปในบ่วงที่วางดักไว้. พญานกแขกเต้านั้นทราบความที่ตนติดบ่วงแล้ว คิดว่า ถ้าเราร้องเอะอะในเวลานี้ พวกญาติของเราต้องพากันกลัวตาย ไม่เป็นอันหากินบินหนีไปเลยเราต้องอดกลั้นไว้จนกว่าพวกนั้นจะหากินกันอิ่มหนำ.

ครั้นทราบว่า พวกนั้นอิ่มหนำสำราญแล้ว ความกลัวตายคุกคามเข้า จึงเอะอะสามครั้ง.

ครั้งนั้นนกแขกเต้าทั้งปวงได้ยินแล้วพากันหนีไปหมดเลย.

พญานกแขกเต้า เมื่อจะรำพันว่า บรรดาญาติของเรา แม้เพียงตัวเดียวที่จะเหลียวมาดู ก็ไม่มีเลย เราทำบาปอะไรไว้เล่าหนอ กล่าวคาถาว่า

ฝูงนกเหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ย่อมพากันบินไป เราผู้เดียวติดบ่วง เราทำบาปอะไรไว้.

คนเฝ้าไร่ได้ยินเสียงร้องเอะอะของพญานกแขกเต้าและเสียงฝูงนกแขกเต้าบินไปในอากาศ ดำริว่า อะไรกันเล่าหนอ จึงลงจากกระท่อมไปที่วางบ่วง เห็นพญานกแขกเต้าดีใจว่า เราวางบ่วงดักนกตัวใด จำเพาะติดตัวนั้นพอดีเลยครั้นปลดพญานกแขกเต้าจากบ่วงแล้ว ผูกเท้าทั้งสองติดกันจับไว้แน่นไปสู่สาลินทิยคาม ให้พญานกแขกเต้าแก่ท่านพราหมณ์

ท่านพราหมณ์จับพระมหาสัตว์ด้วยมือทั้งสองข้างอย่างแน่นแฟ้นด้วยความรักอันมีกำลัง ให้นั่งบนตัก เมื่อจะทักทายกับพญานกแขกเต้านั้น ได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า

ดูก่อนนกแขกเต้า ท้องของเจ้าเห็นจะใหญ่กว่าท้องของนกเหล่าอื่นเป็นแน่ เจ้ากินข้าวสาลีตามต้องการแล้ว ยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก

ดูก่อนนกแขกเต้า เจ้าจะบรรจุฉางในป่าไม้งิ้วนั้นให้เต็มหรือ หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรกันมา สหายเอ๋ย เราถามเจ้าแล้ว เจ้าจงบอกแก่เราเถิด เจ้าฝังข้าวสาลีไว้ที่ไหน?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทรํ นูน ความว่า พ่อนกแขกเต้า ท้องของเจ้าเห็นจะใหญ่ยิ่งกว่าท้องของนกเหล่าอื่นกระมังหนา.

บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในป่าไม้งิ้วนั้น.

บทว่า ปูเรติ ความว่า เจ้าบรรจุยุ้งฉางในที่อยู่นั้นให้เต็ม (ในฤดูฝน) หรือ.

บทว่า นิธียติ ความว่า เจ้าเก็บคือฝังข้าวสาลีไว้ที่ไหน?

พญานกแขกเต้าได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ด้วยภาษามนุษย์อันไพเราะว่า

ข้าพเจ้ากับท่านมิได้มีเวรกัน ฉางของข้าพเจ้าก็ไม่มี ข้าพเจ้านำเอาข้าวสาลีของท่านไปถึงยอดงิ้วแล้วก็เปลื้องหนี้เก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ และฝังขุมทรัพย์ไว้ที่ป่างิ้วนั้น ข้าแต่ท่านโกสิยะ ขอท่านจงทราบอย่างนี้เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิณํ มุญฺจามิณํ ทมฺมิ ความว่า ข้าพเจ้านำข้าวสาลีของท่านไป เปลื้องหนี้เก่าบ้าง ให้หนี้ใหม่บ้าง.

บทว่า นิธึปิ ความว่า ข้าพเจ้าฝังขุมทรัพย์ไว้อย่างหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องติดตามไปในป่าไม้งิ้วนั้น.

ลำดับนั้น พราหมณ์จึงถามพญานกแขกเต้านั้นว่า

การให้กู้หนี้ของท่านเป็นอย่างไร และการเปลื้องหนี้ของท่านเป็นอย่างไร ท่านจงบอกวิธีฝังขุมทรัพย์ แล้วท่านจะหลุดพ้นจากบ่วงได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิณทานํ แปลว่า การให้กู้หนี้.

บทว่า นิธินิธานํ แปลว่า การฝังขุมทรัพย์.

พญานกแขกเต้าถูกพราหมณ์ถามอย่างนี้แล้ว

เมื่อจะพยากรณ์ปัญหาได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า

ข้าแต่ท่านโกสิยะ บุตรน้อยทั้งหลายของข้าพเจ้ายังอ่อน ขนปีกยังไม่ขึ้น บุตรเหล่านั้นข้าพเจ้าเลี้ยงมาแล้ว เขาจักเลี้ยงข้าพเจ้าบ้าง เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงชื่อว่าให้บุตรเหล่านั้นกู้หนี้

มารดาและบิดาของข้าพเจ้าแก่เฒ่าล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว ข้าพเจ้าคาบข้าวสาลีไปด้วยจะงอยปาก เพื่อท่านเหล่านั้นชื่อว่าเปลื้องหนี้ที่ท่านทำไว้ก่อน

อนึ่ง นกเหล่าอื่นที่ป่าไม้งิ้วนั้น มีขนปีกอันหลุดหมดแล้ว เป็นนกทุพพลภาพ ข้าพเจ้าต้องการบุญ จึงได้ให้ข้าวสาลีแก่นกเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการทำบุญนั้นว่า เป็นขุมทรัพย์

การให้กู้หนี้ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ การเปลื้องหนี้ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าบอกการฝังขุมสมบัติไว้เช่นนี้ ข้าแต่ท่านโกสิยะ ขอท่านจงทราบอย่างนี้เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หาตูน แปลว่า คาบไปแล้ว.

บทว่า ตํ นิธึ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวชื่อขุมทรัพย์อันติดตามตน.

บทว่า นิธินิธานํ แปลว่า ฝังขุมทรัพย์ไว้ บาลีว่า นิทหํ ดังนี้ก็มี อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็เหมือนกัน.

พราหมณ์ฟังธรรมกถาของพระมหาสัตว์ มีจิตเลื่อมใส ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

นกตัวนี้ดีจริงหนอ เป็นนกมีธรรมชั้นเยี่ยม ในมนุษย์บางพวกยังไม่มีธรรมเช่นนี้เลย เจ้าพร้อมด้วยญาติทั้งมวล จงกินข้าวสาลีตามต้องการเถิด ดูก่อนนกแขกเต้า เราขอเห็นเจ้าแม้อีกต่อไป การที่ได้เห็นเจ้าเป็นที่พอใจของเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภุญฺช สาลึ ความว่า พราหมณ์เมื่อมอบให้ทรัพย์พันกรีส แก่พระมหาสัตว์นั่นแล จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ตั้งแต่นี้ไป ท่านจงไม่มีภัยบริโภคเถิด.

บทว่า ปสฺเสมุ ความว่า พวกเราพึงเห็นท่านแม้ในวันอื่นผู้มาตามชอบใจของตน.

พราหมณ์อ้อนวอนพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว มองดูด้วยจิตอันอ่อนโยน ประหนึ่งมองดูลูกรัก พลางแก้เชือกที่มัดออกจากเท้า ทาเท้าทั้งคู่ด้วยน้ำมันที่หุงแล้วร้อยครั้ง ให้เกาะที่ตั่งอันงดงาม ให้บริโภคข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งด้วยจานทอง ให้ดื่มน้ำเจือน้ำตาลกรวด.

ครั้งนั้น พญานกแขกเต้ากล่าวว่า ข้าแต่มหาพราหมณ์ ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด

เมื่อจะให้โอวาทแก่ท่าน กล่าวว่า

ข้าแต่ท่านโกสิยะ ข้าพเจ้าได้กินและดื่มแล้วในที่อยู่ของท่าน ท่านเป็นที่พึ่งพำนักของพวกเราทุกวันคืน ขอท่านจงให้ทาน ในท่านที่มีอาชญาอันวางแล้ว และจงเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าแล้วด้วย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวสฺสมมฺหิ ได้แก่ ในนิเวศน์ของท่าน.

พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว ดีใจเมื่อจะเปล่งอุทาน จึงกล่าวคาถาว่า

วันนี้ สง่าราศีเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ที่เราได้เห็นท่านผู้เป็นยอดแห่งฝูงนก เพราะได้ฟังคำสุภาษิตของนกแขกเต้า เราจักทำบุญให้มาก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขี ได้แก่ สิริก็มี บุญก็มี ปัญญาก็มี.

พระมหาสัตว์ได้คืนไร่ประมาณ ๑,๐๐๐ กรีสที่พราหมณ์ให้แก่ตนเสีย ขอรับไว้เพียง ๘ กรีสเท่านั้น. พราหมณ์จึงจารึกหลักมอบไร่แก่พระมหาสัตว์ แล้วบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ขอขมาเสร็จส่งไปด้วยคำว่าเชิญไปเถิด นายเอ๋ย โปรดปลอบบิดามารดาผู้กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่เถิด.

พญานกแขกเต้านั้นดีใจคาบรวงข้าวสาลีไปวางไว้ข้างหน้ามารดาบิดา พลางกล่าวว่า คุณพ่อคุณแม่ขอรับ เชิญลุกขึ้นเถิด.

มารดาบิดาทั้งสองของพญานกแขกเต้านั้นพากันลุกขึ้นหัวเราะได้ทั้งน้ำตา.

ทันใดนั้นฝูงนกแขกเต้าประชุมกัน ถามว่า ท่านผู้ประเสริฐ ท่านรอดได้อย่างไรขอรับ.

ท่านเล่าเรื่องทั้งหมดแก่พวกนั้นโดยพิสดาร.

แม้ท่านโกสิยะฟังโอวาทของพญานกแขกเต้าแล้ว ตั้งแต่บัดนั้น ก็เริ่มตั้งมหาทานแด่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า

โกสิยพราหมณ์นั้น มีใจเบิกบานร่าเริงผ่องใส จัดแจงข้าวและน้ำไว้แล้ว เลี้ยงดูสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตปฺปยิ ความว่า บรรจุภาชนะที่รับไปแล้วๆ เลี้ยงดูให้อิ่มหนำ.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันการเลี้ยงมารดาบิดาเป็นวงศ์ของบัณฑิตทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้

ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย (เวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงในโสดาปัตติผล)

แล้วทรงประชุมชาดกว่า

ฝูงนกแขกเต้าในครั้งนั้น ได้มาเป็น พุทธบริษัท

มารดาบิดาได้มาเป็น มหาราชสกุล

คนเฝ้าไร่ ได้มาเป็น พระฉันนะ

พราหมณ์ได้มาเป็น พระอานนท์

ส่วนพญานกแขกเต้าได้มาเป็น เราตถาคต แล. จบอรรถกถาสาลิเกทารชาดกที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา