อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๕๘

๑๐. วิสัยหชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๕๘–๖๖๑4 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๐ วิสยฺหชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๐. วิสัยหชาดก ความยากจนไม่เป็นเหตุให้ทำชั่ว

ข้อ ๖๕๘

อทาสิ ทานานิ ปุเร วิสยฺห ททโต จ เต ขยธมฺโม อโหสิ อิโต ปรญฺเจ น ทเทยฺย ทานํ ติฏฺเฐยฺยุํ เต สํยมนฺตสฺส โภคา ฯ

ดูกรพ่อวิสัยหะ แต่ก่อนท่านได้ให้ทาน ก็เมื่อท่านให้อยู่อย่างนั้น ความ เสื่อมได้มีแก่ท่านแล้ว ต่อแต่นี้ไป ถ้าท่านจักไม่ให้ทาน เมื่อท่านไม่ให้ ทาน โภคะทั้งหลายก็คงกลับมีอยู่ตามเดิม.

ข้อ ๖๕๙

อนริยมริเยน สหสฺสเนตฺต สุทุคฺคเตนาปิ อกิจฺจมาหุ มา โว ธนํ ตํ อหุ วา ชนินฺท ยํ โภคเหตุ วิชเหมุ สทฺธํ ฯ

ข้าแต่ท้าวสหัสสเนตร พระอริยะทั้งหลายท่านกล่าวถึงบาปกรรมว่า อันอารย ชนถึงจะเป็นคนยากจนเข็ญใจก็ไม่ควรทำ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทวยเทพ ข้าพระบาทจะพึงเลิกศรัทธาเพราะเหตุการบริโภคทรัพย์อันใด ทรัพย์อัน- นั้น อย่าได้มีเลย.

ข้อ ๖๖๐

เยน เอโก รโถ ยาติ ยาติ เตน ปโร รโถ โปราณํ นิหิตํ วตฺตํ วตฺตตญฺเญว วาสว ฯ

รถคันหนึ่งแล่นไปทางใด รถคันอื่นก็แล่นไปทางนั้น ข้าแต่ท้าววาสวะ วัตรที่ข้าพระบาทบำเพ็ญมาแล้วแต่ครั้งก่อน ขอจงเป็นไปเหมือนอย่างนั้น เถิด.

ข้อ ๖๖๑

ยทิ เหสฺสติ ทสฺสาม อสนฺเต กึ ททามฺหเส เอวํ ภูตาปิ ทสฺสาม มา ทานํ ปมทามฺหเสติ ฯ วิสยฺหชาตกํ ทสมํ ฯ โกกิลวคฺโค จตุตฺโถ ฯ --------- ตสฺสุทฺทานํ อติเวลํ ปภาสติ ชินวโร วนมชฺเฌ รเถสภ ชิมฺหคโม อถ ชมฺพุ ติณาสนปีฐวรํ อถ ตณฺฑุลํ โมร วิสยฺห ทส ฯ ---------

ถ้ายังมียังเป็นอยู่ ข้าพระบาทก็จะให้ เมื่อไม่มีไม่เป็น จะให้ได้อย่างไร แม้ถึงจะเป็นอย่างนี้แล้วก็ตาม ก็จะต้องให้ เพราะข้าพระบาทจะลืมทาน เสียไม่ได้. จบ วิสัยหชาดกที่ ๑๐. จบ โกกิลวรรคที่ ๔. ----------------------------------------------------- รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. โกกาลิกชาดก ๒. รถลัฏฐิชาดก ๓. โคธชาดก ๔. ราโชวาทชาดก ๕. ชัมพุกชาดก ๖. พรหาฉัตตชาดก ๗. ปีฐชาดก ๘. ถุสชาดก ๙. พาเวรุชาดก ๑๐. วิสัยหชาดก. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๐. วิสัยหชาดก (๓๔๐) ว่าด้วยวิสัยหเศรษฐี (ท้าวสักกะเสด็จมายืนอยู่ในอากาศ ได้ตรัสกับวิสัยหเศรษฐีโพธิสัตว์ว่า)

ข้อ ๑๕๗

ท่านวิสัยหเศรษฐี เมื่อก่อนท่านได้ให้ทาน ก็เมื่อท่านให้ทานอยู่อย่างนั้น โภคะทั้งหลายของท่าน ก็สิ้นไปเป็นธรรมดา ตั้งแต่นี้ไป ถ้าท่านจะไม่พึงให้ทาน โภคะทั้งหลายของท่านผู้งดให้ทานก็จะพึงดำรงอยู่ (วิสัยหเศรษฐีโพธิสัตว์ได้ฟังแล้ว จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๑๕๘

ท้าวสหัสสเนตร พระอริยะทั้งหลายกล่าวอนารยธรรมว่า เป็นกิจที่อริยชนหรือแม้คนยากจนไม่ควรทำ ท่านจอมชน เราพึงสละศรัทธาเพราะเหตุแห่งการบริโภคทรัพย์ใด ขอทรัพย์นั้นอย่าพึงเกิดแก่เราเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๑๘๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๔. จตุกกนิบาต] ๕. จูฬกุณาลวรรค ๑. กุณฑลิกชาดก (๓๔๑)

ข้อ ๑๕๙

รถคันหนึ่งแล่นไปทางใด รถคันอื่นก็จะแล่นไปทางนั้น ท้าววาสวะ ธรรมเนียมที่ได้ประพฤติปฏิบัติมาแต่ก่อน ขอจงดำเนินต่อไปเถิด

ข้อ ๑๖๐

ถ้ายังมียังเป็นอยู่ก็จะให้เรื่อยไป เมื่อไม่มีชีวิตจะให้อย่างไร ข้าพเจ้าแม้มีสภาพอย่างนี้ ก็ยังจะให้ ข้าพเจ้าจะไม่ลืมการให้เลยวิสัยหชาดกที่ ๑๐ จบ โกกิลวรรคที่ ๔ จบ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. โกกิลชาดก ๒. รถลัฏฐิชาดก ๓. โคธชาดก ๔. ราโชวาทชาดก ๕. ชัมพุกชาดก ๖. พรหมฉัตตชาดก ๗. ปีฐชาดก ๘. ถุสชาดก ๙. พาเวรุชาดก ๑๐. วิสัยหชาดก

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อทาสิ ทานานิ ดังนี้.

เรื่องปัจจุบันได้ให้พิสดารแล้วใน ขทิรังคารชาดก ในหนหลัง.

ส่วนในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสเรียกท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาแล้ว ตรัสว่า คฤหบดี โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ห้ามท้าวสักกเทวราชผู้ประทับยืนในอากาศ ห้ามอยู่ว่า ท่านอย่าให้ทาน ก็ยังได้ให้ทานอยู่เหมือนเดิม อันท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นเศรษฐีนามว่าวิสัยหะ มีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิได้เป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๕ มีอัธยาศัยในทางทาน ยินดียิ่งในทาน. พระโพธิสัตว์นั้นให้สร้างโรงทานในที่ ๖ แห่ง คือที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ประตูท่ามกลางพระนครและที่ประตูนิเวศน์ของตน แล้วยังการให้ทานให้เป็นไปอยู่ บริจาคทรัพย์วันละหกแสนทุกวัน. พระโพธิสัตว์และยาจกทั้งหลาย ย่อมมีภัตตาหารเป็นเช่นเดียวกัน.

เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นให้ทานกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้มีงอนไถอันยกขึ้นแล้ว คือไม่ต้องทำไร่ไถนา ภพของท้าวสักกะก็กัมปนาทหวั่นไหวด้วยอานุภาพของการให้ทาน บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวเทวราชแสดงอาการร้อน.

ท้าวสักกะทรงดำริว่า ใครหนอประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากที่ จึงทรงพิจารณาใคร่ครวญอยู่ ทรงเห็นท่านมหาเศรษฐี จึงทรงพระดำริว่า วิสัยหเศรษฐีนี้แผ่ไปกว้างขวางยิ่งนัก ให้ทานกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้ไม่ต้องทำไร่ไถนาชะรอยจักให้เราเคลื่อนจากที่แล้วเป็นท้าวสักกะเสียเองด้วยทานแม้นี้ เราจักทำทรัพย์ของเขาให้ฉิบหายเสีย กระทำเศรษฐีนั่นให้เป็นคนขัดสนจนให้ทานไม่ได้จึงบันดาลทรัพย์ทั้งปวง แม้แต่ข้าวเปลือก น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น จนชั้นที่สุด แม้ทาสและกรรมกรให้อันตรธานหายไป.

พวกคนผู้จัดทานมาบอกท่านเศรษฐีว่า ข้าแต่นาย โรงทานขาดหายไป พวกข้าพเจ้าไม่เห็นอะไรๆ ในที่ที่เก็บไว้. ท่านเศรษฐีกล่าวว่า พวกท่านจงนำทรัพย์สำหรับจับจ่ายไปจากที่นี้ อย่าตัดขาดทานเสียเลย แล้วเรียกภรรยามาพูดว่า นางผู้เจริญ เธอจงให้ทานดำเนินไป. ภรรยานั้นค้นหาจนทั่วเรือนไม่พบแม้แต่กึ่งมาสก จึงกล่าวว่า ข้าแต่นายดิฉันไม่เห็นอะไรๆ อื่น ยกเว้นผ้าที่เราทั้งหลายนุ่งห่มอยู่ ว่างเปล่าไปทั่วทั้งเรือน. ท่านเศรษฐีให้เปิดประตูห้องเก็บรัตนะ ๗ ก็ไม่เห็นอะไรๆ แม้ทาสและกรรมกรอื่นๆ ก็ไม่ปรากฏ ยกเว้นเศรษฐีกับภรรยา.

มหาสัตว์เรียกภรรยามาอีกแล้วกล่าวว่า นางผู้เจริญ เราไม่อาจตัดขาดการให้ทาน เธอจงค้นหาให้ทั่วนิเวศน์ พิจารณาดูของบางอย่าง. ขณะนั้น คนหาบหญ้าคนหนึ่งทิ้งเคียวคานและเชือกมัดหญ้าไว้ระหว่างประตูแล้วหนีไป. ภรรยาของเศรษฐีเห็นดังนั้น จึงได้นำมาให้โดยพูดว่า ข้าแต่นาย เว้นสิ่งนี้ ดิฉันไม่เห็นของอย่างอื่น.

พระมหาสัตว์กล่าวว่า นางผู้เจริญ ธรรมดาหญ้าเราไม่เคยเกี่ยวตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ แต่วันนี้ เราจักเกี่ยวหญ้านำมาขายแล้วให้ทานตามสมควร เพราะกลัวการให้ทานจะขาด จึงถือเอาเคียว คานและเชือกออกจากพระนครไปยังที่มีหญ้าแล้วเกี่ยวหญ้าคิดว่าหญ้าฟ่อนหนึ่งจักเป็นของพวกเรา และจักให้ทานด้วยหญ้าฟ่อนหนึ่ง จึงมัดหญ้าเป็น ๒ ฟ่อน คล้องที่คานถือเอาไปขายที่ประตูเมืองได้มาสกมาแล้ว ได้ให้ส่วนหนึ่งแก่พวกยาจก แต่พวกยาจกมีมากด้วยกันเมื่อพวกเขาร้องขอว่า ให้ข้าพเจ้าบ้าง จึงได้ให้ส่วนแม้นอกนี้ไปอีก วันนั้นจึงไม่มีอาหารพร้อมทั้งภรรยา ให้เวลาล่วงผ่านไป. โดยทำนองนี้ ล่วงไป ๖ วัน.

ครั้นวันที่ ๗ เมื่อเศรษฐีนั้นกำลังนำหญ้ามา เป็นผู้อดอาหารมา ๗ วัน ทั้งเป็นสุขุมาลชาติ พอเมื่อแสงอาทิตย์กระทบหน้าผาก นัยน์ตาทั้งสองข้างก็พร่าพราย. เศรษฐีนั้นไม่อาจดำรงสติไว้ได้ จึงล้มทับหญ้าลงไป. ท้าวสักกะเสด็จเที่ยวตรวจดูกิริยาอาการของเศรษฐีนั้นอยู่.

ทันใดนั้น ท้าวเธอเสด็จมาประทับยืนในอากาศ ตรัสกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ดูก่อนวิสัยหะ แต่ก่อนท่านได้ให้ทาน ก็เมื่อท่านให้อยู่อย่างนั้น ความเสื่อมได้มีแก่ท่านแล้ว ต่อแต่นี้ไป ถ้าท่านจักไม่ให้ทานไซร้ เมื่อท่านประหยัดไว้ โภคะทั้งหลายก็คงดำรงอยู่ตามเดิม.

อธิบายคำที่เป็นคาถานั้นว่า

ท่านวิสัยหะผู้เจริญ เมื่อก่อนแต่กาลนี้ เมื่อทรัพย์ในเรือนของท่านยังมีอยู่ ท่านได้ให้ทานทำสกลชมพูทวีปทั้งสิ้นให้ยกงอนไถขึ้นแล้ว และเมื่อท่านนั้นให้ทานอยู่อย่างนี้ ธรรมคือความเสื่อมได้แก่ สภาวะคือความเสื่อมโภคะ จึงได้มีขึ้น คือทรัพย์ทั้งมวลหมดสิ้นไป แม้ถ้าเบื้องหน้าแต่นี้ ท่านจะไม่ให้ทานไซร้ คือจะไม่ให้อะไรๆ แก่ใครๆเมื่อท่านประหยัดไว้ คือไม่ให้อยู่ โภคะทั้งหลายจะพึงดำรงอยู่เหมือนอย่างเดิม ท่านจงปฏิญญาว่า ตั้งแต่นี้ไปจักไม่ให้ทาน เราจักให้โภคะทั้งหลายแก่ท่าน.

พระมหาสัตว์ได้ฟังดำรัสของท้าวสักกะนั้นแล้วจึงถามว่า ท่านเป็นใคร.

ท้าวสักกะตรัสว่าเราเป็นท้าวสักกะ.

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ธรรมดาท้าวสักกะ พระองค์เองให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ บำเพ็ญวัตรบท ๗ ประการ จึงถึงความเป็นท้าวสักกะ แต่พระองค์ทรงห้ามการให้ทานอันเป็นเหตุแห่งความเป็นใหญ่ของพระองค์ ทรงทำวัตรจรรยาอันมิใช่ของอารยชน.

แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-

ข้าแต่ท้าวสหัสสเนตร พระอริยะทั้งหลายกล่าวถึงบาปกรรมว่า อันอารยชนถึงจะเป็นคนยากจนเข็ญใจก็ไม่ควรทำ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ ข้าพระบาทจะพึงเลิกละศรัทธา เพราะการบริโภคทรัพย์อันใดเป็นเหตุ ทรัพย์อันนั้นอย่าได้มีเลย.

รถคันหนึ่งแล่นไปทางใด รถคันอื่นก็แล่นไปทางนั้น ข้าแต่ท้าววาสวะ วัตรที่ข้าพระบาทบำเพ็ญมาแล้วแต่ครั้งก่อน ขอจงเป็นไปเหมือนอย่างนั้นเถิด.

ถ้ายังมียังเป็นอยู่ ข้าพระบาทก็จะให้ เมื่อไม่มีไม่เป็น จะให้ได้อย่างไร แม้ถึงจะมีสภาพเป็นอย่างนี้แล้วก็ตาม ก็จะต้องให้ เพราะข้าพระบาทจะลืมการให้ทานเสียมิได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนริยํ ได้แก่ บาปกรรมอันลามก.

บทว่า อริเยน ได้แก่ อริยชนผู้มีอาจาระอันบริสุทธิ์.

บทว่า สุทุคฺคเตนาปิ ได้แก่ ถึงจะขัดสนแร้นแค้น.

บทว่า อกิจฺจมาหุ ความว่า พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นกล่าวไว้ว่า ไม่ควรทำ. อธิบายว่า ก็พระองค์ตรัสบอกทางอันไม่ประเสริฐกะข้าพระบาท. ศัพท์ว่า โว เป็นเพียงนิบาต. ด้วยบทว่า ยํ โภคเหตุํ นี้ ท่านแสดงความว่า เราละคือละทิ้งศรัทธาในการให้ทานเพราะการบริโภคทรัพย์ใดเป็นเหตุ ทรัพย์นั้นนั่นแหละอย่าได้มีคือเราไม่ต้องการทรัพย์นั้น.

บทว่า รโถ ได้แก่ รถอย่างใดอย่างหนึ่ง. ท่านอธิบายว่า รถคันหนึ่งแล่นไปโดยทางใด แม้รถคันอื่นก็แล่นไปโดยทางนั้น ด้วยเข้าใจว่า นี้เป็นทางเดินของรถ.

บทว่า โปราณํ นิหตํ วตฺตํ ความว่า วัตรที่เราเคยบำเพ็ญมาในครั้งก่อนนั่นแหละ เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ จงดำเนินไปเถิด คืออย่าหยุดอยู่เลย.

บทว่า เอวํ ภูตาปิ ความว่า เราแม้จะเป็นคนหาบหญ้าอย่างนี้ ก็จักให้ทานตราบเท่าที่มีชีวิตอยู่. เพราะเหตุไร? เพราะเราจะไม่ละลืมการให้ทาน. ท่านแสดงความว่า เพราะผู้ไม่ให้ย่อมชื่อว่าละ ลืมคือไม่ระลึกถึง ไม่กำหนดถึงการให้ทาน ส่วนเราเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ย่อมไม่ปรารถนาจะลืมการให้ทาน เพราะฉะนั้น เราจักให้ทานเหมือนอย่างเดิม.

ท้าวสักกะ เมื่อไม่อาจทรงห้ามวิสัยหเศรษฐีนั้น จึงตรัสถามว่า ท่านให้ทานเพื่อประโยชน์อะไร?

วิสัยหเศรษฐีทูลว่า ข้าพระบาทมิได้ปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ หรือความเป็นพระพรหม แต่ปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ จึงให้ทาน.

ท้าวสักกะได้ทรงสดับคำของวิสัยหะนั้นแล้วดีพระทัย จึงเอาพระหัตถ์ลูบหลัง.

เมื่อพระโพธิสัตว์พอถูกท้าวสักกะทรงลูบหลัง ในขณะนั้นนั่นเอง สรีระทั้งสิ้นก็เต็มบริบูรณ์และด้วยอานุภาพของท้าวสักกะ กำหนดเขตแห่งทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพระโพธิสัตว์นั้นก็กลับเป็นไปตามปกติอย่างเดิม.

ท้าวสักกะตรัสว่าท่านมหาเศรษฐี จำเดิมแต่นี้ไป ท่านจงสละทรัพย์ ๑๒ แสน ให้ทานทุกวันเถิด แล้วประทานทรัพย์หาประมาณมิได้ไว้ในเรือนของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงส่งพระโพธิสัตว์แล้ว เสด็จไปเทวสถานของพระองค์.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า

ภรรยาของเศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็น มารดาพระราหุล

ส่วนวิสัยหเศรษฐีได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาวิสัยหชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. โกกาลิกชาดก ว่าด้วย พูดในกาลที่ควรพูด

๒. รถลัฏฐิชาดก ว่าด้วย ใคร่ครวญก่อนแล้วทำ

๓. โคธชาดก ว่าด้วย เขารักก็รักมั่ง เขาชังก็ชังตอบ

๔. ราโชวาทชาดก ว่าด้วย คุณสมบัติของผู้นำ

๕. ชัมพุกชาดก ว่าด้วย โทษที่ไม่รู้ประมาณตน

๖. พรหาฉัตตชาดก ว่าด้วย เอาของน้อยแลกของมาก

๗. ปีฐชาดก ว่าด้วย ธรรมในสกุล

๘. ถุสชาดก ว่าด้วย รู้จักแกลบหรือข้าวสารในที่มืด

๙. พาเวรุชาดก ว่าด้วย พวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ

๑๐. วิสัยหชาดก ว่าด้วย ความยากจนไม่เป็นเหตุให้ทำชั่ว

จบ โกกิลวรรคที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา