๗. ปลาสชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗ ปลาสชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๗. ปลาสชาดก ว่าด้วยขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ที่โคนไม้
อเจตนํ พฺราหฺมณ อสฺสุณนฺตํ ชาโน อชานนฺตมิมํ ปลาสํ อารทฺธวีริโย ธุวมปฺปมตฺโต สุขเสยฺยํ ปุจฺฉสิ กิสฺส เหตุ ฯ
ดูกรพราหมณ์ ท่านก็รู้ว่า ต้นทองกวาวนี้ ไม่มีจิต ไม่ได้ยินเสียงอะไร และไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะเหตุไร ท่านจึงเพียรพยายาม มิได้มีความ ประมาท ถามถึงสุขไสยาอยู่เสมอมา.
ทูเร สุโต เจว พฺรหา จ รุกฺโข เทเส ฐิโต ภูตนิวาสรูโป ตสฺมา นมสฺสามิ อิมํ ปลาสํ เย เจตฺถ ภูตา เต ธนสฺส เหตุ ฯ
ต้นทองกวาวต้นใหญ่ ปรากฏไปในที่ไกล ตั้งอยู่ในภูมิประเทศราบเรียบ เป็นที่อยู่อาศัยของทวยเทพ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงนอบน้อมต้นทอง กวาวนี้ และเทพเจ้าผู้สิงอยู่ที่ต้นไม้นี้ด้วย เพราะเหตุแห่งทรัพย์.
โส เต กริสฺสามิ ยถานุภาวํ กตญฺญุตํ พฺราหฺมณ เปกฺขมาโน กถํ หิ อาคมฺม สตํ สกาเส โมฆา เต อสฺสุ ปริผนฺทิตานิ ฯ
ดูกรพราหมณ์ ข้าพเจ้ามาเพ่งถึงความกตัญญูที่มีอยู่ในตน จักทำทดแทน คุณท่านตามสติกำลัง ความดิ้นรนของท่านผู้มาถึงสำนักของสัตบุรุษ ทั้งหลาย ไฉนจักเปล่าจากประโยชน์เล่า.
โย ตินฺทุรุกฺขสฺส ปโร ปิลกฺโข ปริวาริโต ปุพฺพยญฺโญ อุฬาโร ตสฺเสว มูลสฺมิ นิธิ นิขาโต อทายาโท คจฺฉ นํ อุทฺธราหีติ ฯ ปลาสชาตกํ สตฺตมํ ฯ ---------
ไม้เลียบต้นใด ตั้งล้อมรอบอยู่เบื้องหน้าต้นมะพลับ มหาชนเคยบูชายัญ กันมาแต่ก่อน เป็นต้นไม้ใหญ่ ขุมทรัพย์เขาฝังไว้ที่โคนต้นไม้เลียบนั้นแล ไม่มีเจ้าของ ท่านจงไปขุดเอาทรัพย์นั้นเถิด. จบ ปลาสชาดกที่ ๗.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. ปลาสชาดก (๓๐๗) ว่าด้วยพราหมณ์ขยันกวาดใบไม้ (รุกขเทวดาโพธิสัตว์ถามพราหมณ์ผู้มากวาดโคนต้นไม้ว่า)
พราหมณ์ ท่านก็รู้อยู่ว่า ไม้ใบต้นนี้ไม่มีจิตใจ ไม่ได้ยินเสียง และไม่มีความรู้สึก เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ลืม เพียรพยายามถามอยู่เป็นนิตย์ถึงการนอนเป็นสุข (พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวตอบว่า)
ต้นไม้ใหญ่ปรากฏได้ในที่ไกล ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ราบเรียบ เป็นที่สถิตของเทพยดา เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงนอบน้อมไม้ใบต้นนี้ และเทพยดาผู้สถิตอยู่ในไม้ใบต้นนี้ เพราะเหตุแห่งทรัพย์ (รุกขเทวดาโพธิสัตว์เลื่อมใสต่อพราหมณ์ จึงกล่าวว่า)
พราหมณ์ ข้าพเจ้านั้นเพ่งถึง ความเป็นผู้รู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้ว จักตอบแทนท่านตามอานุภาพของตน ก็การที่ท่านมาในสำนักของสัตบุรุษทั้งหลาย แล้วทำการขวนขวายจะพึงไร้ผลได้อย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๑๖๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๔. จตุกกนิบาต] ๑. กาลิงควรรค ๘. ชวสกุณชาดก (๓๐๘)
ไม้เลียบต้นใดขึ้นอยู่เบื้องหน้าต้นมะพลับ เขาล้อมรั้วไว้แล้ว เป็นที่บูชากันมาก่อน เป็นต้นไม้ใหญ่ ขุมทรัพย์ฝังไว้ที่โคนต้นไม้เลียบนั้นไม่มีเจ้าของมีอยู่ ท่านจงไปขุดเอาขุมทรัพย์นั้นเถิด ปลาสชาดกที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดาทรงบรรทม ณ เตียงปรินิพพาน ทรงปรารภพระอานันทเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อเจตนํ พฺราหฺมณ อสุณนฺตํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ท่านผู้มีอายุนั้นทราบว่า
ในเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่งแห่งราตรีวันนี้ พระศาสดาจักปรินิพพาน ก็นึกถึงตนว่า ก็เราแลยังเป็นเสขบุคคลมีกิจที่จะต้องทำ แต่พระศาสดาของเราจักปรินิพพาน การอุปัฏฐากบำรุงที่เรากระทำแก่พระศาสดามาตลอดเวลา ๒๕ ปี น่าจักไร้ผล ถูกความเศร้าโศกครอบงำ จึงเหนี่ยวไม้สลักประตูห้องน้อยในอุทยานร้องไห้อยู่.
พระศาสดา เมื่อไม่ทรงเห็นท่านพระอานนท์ จึงตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์ไปไหน ครั้นได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้เรียกท่านมาประทานโอวาท แล้วตรัสว่า อานนท์ เธอเป็นผู้ได้ทำบุญไว้แล้ว จงหมั่นประกอบความเพียร เธอจักหมดอาสวะโดยเร็วพลัน เธออย่าได้คิดเสียใจไปเลย การอุปัฏฐากที่เธอกระทำแก่เราในบัดนี้ เพราะเหตุไรเล่าจักไร้ผล การอุปัฏฐากที่เธอกระทำแก่เรา แม้ในกาลที่เรายังมีราคะเป็นต้น ในชาติก่อนก็ยังมีผล แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาต้นทองกวาว ในที่ไม่ไกลพระนครพาราณสี. ในกาลนั้น ชาวเมืองพาราณสีพากันถือเทวดามงคล จึงขวนขวายในการทำพลีกรรมเป็นต้นเป็นนิตยกาล.
ครั้งนั้น มีพราหมณ์เข็ญใจคนหนึ่งคิดว่า แม้เราก็จักปรนนิบัติเทวดาองค์หนึ่ง จึงทำโคนต้นทองกวาวใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งยืนต้นอยู่ในพื้นที่สูงให้ราบเตียนปราศจากหญ้า แล้วล้อมรั้วเกลี่ยทรายปัดกวาด แล้วเจิมด้วยของหอมที่ต้นไม้ บูชาด้วยดอกไม้ ของหอมและธูป ตามประทีปแล้วกล่าวว่าท่านจงอยู่เป็นสุขสบาย แล้วทำประทักษิณต้นไม้แล้วหลีกไป.
เช้าตรู่วันที่สอง พราหมณ์นั้นไปถามถึงการนอนเป็นสุขสบาย. อยู่มาวันหนึ่ง รุกขเทวดาคิดว่า พราหมณ์นี้ปฏิบัติเรายิ่งนัก เราจักทดลองพราหมณ์นั้นดู แกปฏิบัติบำรุงเราด้วยเหตุอันใด ก็จักให้เหตุอันนั้น เมื่อพราหมณ์นั้นมาปัดกวาดโคนไม้ จึงยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วยเพศของพราหมณ์แก่ แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านก็รู้ว่าต้นทองกวาวนี้ไม่มีจิตใจไม่ได้ยินเสียงและไม่รู้สึกอะไร เพราะเหตุไรท่านจึงเพียรพยายามมิได้มีความประมาท ถามถึงสุขไสยาอยู่เสมอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุณนฺตํ แปลว่า ไม่ได้ยินเสียง ได้แก่ชื่อว่าไม่ได้ยินเสียง เพราะไม่มีเจตนาเลย.
บทว่า ชาโน แปลว่า รู้อยู่ ได้แก่ท่านเป็นผู้รู้อยู่.
บทว่า ธุวํ อปฺปมตฺโต แปลว่า ไม่มีความประมาทเป็นนิจ ได้แก่ เป็นผู้ไม่ประมาทเป็นนิตย์.
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ต้นทองกวาวใหญ่ปรากฏไปในที่ไกล ตั้งอยู่ในภูมิประเทศราบเรียบ เป็นที่อยู่อาศัยของทวยเทพเพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงนอบน้อมต้นทองกวาวนี้และเทพเจ้าผู้สิงอยู่ที่ต้นทองกวาวนี้ด้วย เพราะเหตุแห่งทรัพย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูเร สุโต ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ต้นไม้นี้ปรากฏไปในที่ไกล มิใช่ปรากฏอยู่ในที่ใกล้ๆ.
บทว่า พฺรหาว แปลว่า ใหญ่.
บทว่า เทเส ฐิโต ได้แก่ ยืนต้นอยู่ในภูมิประเทศอันสูงราบเรียบ.
บทว่า ภูตนิวาสรูโป ได้แก่ มีสภาวะเป็นที่อยู่อาศัยของเทวดา คือเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่จักสิงอยู่ที่ต้นทองกวาวนี้แน่.
บทว่า เต จ ธนสฺส เหตุ ความว่า เรานอบน้อมต้นไม้นี้ และเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้นี้ เพราะเหตุแห่งทรัพย์ มิใช่เพราะไม่มีเหตุ.
รุกขเทวดาได้ฟังดังนั้น มีความเลื่อมใสพราหมณ์ จึงปลอบโยนพราหมณ์นั้นให้เบาใจว่าพราหมณ์ เราเป็นเทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นไม้นี้ ท่านอย่ากลัวไปเลยเราจะให้ทรัพย์แก่ท่านแล้วยืนในอากาศที่ประตูวิมานของตน ด้วยเทวานุภาพอันยิ่งใหญ่ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :-
ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นมาเพ่งถึงความกตัญญู จักทำการทดแทนคุณท่านตามสมควรแก่อานุภาพ การที่ท่านดิ้นรนมายังสำนักของสัตบุรุษทั้งหลาย จะพึงเปล่าประโยชน์ได้อย่างไรเล่า.
ไม้เลียบต้นใด อยู่เบื้องหน้าต้นมะพลับเขาล้อมไว้ มหาชนเคยบูชายัญกันมาแต่ก่อน เป็นต้นไม้ใหญ่ ขุมทรัพย์เขาฝังไว้ที่โคนต้นไม้เลียบนั้นแลไม่มีเจ้าของท่านจงไปขุดเอาทรัพย์นั้นเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถานุภาวํ ได้แก่ ตามสามารถ คือตามกำลัง.
บทว่า กตญฺญุตํ ความว่า รู้คุณที่ท่านทำไว้แก่เรา ชื่อว่าเพ่งถึงความกตัญญูซึ่งมีอยู่ในตนนั้น.
บทว่า อาคมฺม แปลว่า มาแล้ว.
บทว่า สตํ สกาเส ได้แก่ ในสำนักของสัตบุรุษทั้งหลาย.
บทว่า โมฆา แปลว่า เปล่า.
บทว่า ปริยนฺทิตานิ ความว่า ดิ้นรนด้วยวาจาด้วยการถามถึงการนอนเป็นสุขสบาย และดิ้นรนด้วยกายด้วยการทำการปัดกวาดเป็นต้น จักไม่เป็นผลแก่ท่านได้อย่างไร.
บทว่า โย ตินฺทุรุกฺขสฺส ความว่า รุกขเทวดายืนที่ประตูวิมานนั่นแหละ เหยียดมือแสดงว่าต้นเลียบนั้นได้ตั้งอยู่เบื้องหน้าต้นมะพลับ
ในบทว่า ปริวาริโต เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ที่โคนต้นเลียบนั้น ต้นเลียบนี้ ชื่อว่าเขาล้อมไว้ เพราะเขาฝังทรัพย์ไว้รอบโคนต้นไม้นั้น
ชื่อว่าเขาเคยบูชายัญ เพราะทรัพย์เกิดขึ้นแก่พวกเจ้าของคนแรกๆ ด้วยอำนาจยัญที่เขาบูชาแล้วในกาลก่อน
ชื่อว่ายิ่งใหญ่ เพราะเป็นต้นไม้ใหญ่ โดยมีหม้อขุมทรัพย์มิใช่น้อย
ชื่อว่าเขาฝังไว้ ชื่อว่าไม่มีทายาท เพราะบัดนี้ทายาททั้งหลายไม่มี.
ท่านกล่าวอธิบายนี้ไว้ว่า ขุมทรัพย์ใหญ่นี้ เขาฝังไว้โดยหม้อขุมทรัพย์เอาคอจดคอติดๆ กันรอบโคนต้นไม้นี้ ไม่มีเจ้าของ ท่านจงไป จงขุดขุมทรัพย์นั้นเอาไป.
ก็แหละเทวดานั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงให้โอวาทแก่พราหมณ์ว่า พราหมณ์ ท่านขุดเอาขุมทรัพย์นั้นไปจักลำบากเหน็ดเหนื่อย ท่านจงไปเถิด เราเองจักนำขุมทรัพย์นั้นไปยังเรือนของท่าน แล้วจักฝังไว้ ณ ที่โน้นและที่โน้นท่านจงใช้สอยทรัพย์นั้นจนตลอดชีวิต จงให้ทาน รักษาศีลเถิด แล้วยังทรัพย์นั้นให้ไปประดิษฐานอยู่ในเรือนของพราหมณ์นั้น ด้วยอานุภาพของตน.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์ ในบัดนี้
ส่วนรุกขเทวดาในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาปลาสชาดกที่ ๗ -----------------------------------------------------