๗. โกสิยชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗ โกสิยชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๗. โกสิยชาดก ว่าด้วยโกสิยเศรษฐีขี้ตระหนี่
เนว กีณามิ น วิกฺกิณามิ น จาปิ เม สนฺนิจโย อิธตฺถิ สุกิจฺฉรูปํ วติทํ ปริตฺตํ ปตฺโถทโน นาลมยํ ทุวินฺนํ ฯ
ข้าพเจ้าไม่ซื้อไม่ขายเลย อนึ่ง ความสั่งสมของข้าพเจ้าก็มิได้มีในที่นี้เลย ภัตนี้นิดหน่อยหาได้ยากเหลือเกิน ข้าวสุกแล่งหนึ่งหาพอเพียงแก่เรา ทั้งสองคนไม่
อปฺปมฺหา อปฺปกํ ทชฺชา อนุมชฺฌโต มชฺฌกํ พหุมฺหา พหุกํ ทชฺชา อทานํ นูปปชฺชติ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารูห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย ควรแบ่งของปานกลางให้ตามของ ปานกลาง ควรแบ่งของมากให้ตามมาก การไม่ให้เสียเลย ย่อมไม่สม- ควร. ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้น สู่ทางแห่งพระอริยะ จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียว ย่อมไม่ได้ความสุข.
โมฆญฺจสฺส หุตํ โหติ โมฆญฺจาปิ สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารูห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้น ย่อมไร้ผล ทั้งความเพียรที่จะหาทรัพย์ก็ไร้ประโยชน์. ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางแห่งพระอริยะ จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียว ย่อมไม่ได้ความสุข.
สจฺจญฺจสฺส หุตํ โหติ สจฺจญฺจาปิ สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารูห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว พลีกรรมผู้นั้นย่อมมี ผลจริง ทั้งความเพียรที่จะหาทรัพย์ก็ย่อมมีประโยชน์ด้วย. ดูกรโกสิย เศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางแห่ง พระอริยะ จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียว ย่อมไม่ได้ ความสุข.
สรญฺจ ชุหติ โปโส พหุกาย คยาย จ โทเณ ติมฺพรุติตฺถสฺมึ สีฆโสเต มหาวเห ฯ อตฺร จสฺส หุตํ โหติ อตฺร จสฺส สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารูห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ก็บุรุษเข้าไปสู่สระแล้ว บูชาที่แม่น้ำพหุกาก็ดี ที่แม่น้ำคยาก็ดี ทีท่า โทณะก็ดี ทีท่าติมพรุก็ดี ที่ห้วงน้ำใหญ่มีกระแสอันเชี่ยวก็ดี. พลีกรรม ของผู้นั้นในที่นั้นๆ ย่อมมีผล ทั้งความเพียรที่จะหาทรัพย์ของผู้นั้นในที่ นั้นๆ ก็ย่อมมีประโยชน์ ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้- เดียว. ผู้นั้นย่อมได้ความสุข ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้า จึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางแห่งพระอริยเจ้า จงให้ทานด้วย จง บริโภคด้วย ผู้บริโภคแต่ผู้เดียว ย่อมไม่ได้ความสุข.
พลิสํ หิ โส นิคิลติ ทีฆสุตฺตํ สพนฺธนํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารูห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว ผู้นั้นชื่อว่ากลืนกิน เบ็ดอันมีสายยาวพร้อมทั้งเหยื่อ. ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางแห่งพระอริยะ จงให้ทาน ด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียว ย่อมไม่ได้ความสุข.
อุฬารวณฺณา วต พฺราหฺมณา อิเม อยญฺจ โว สุนโข กิสฺส เหตุ อุจฺจาวจํ วณฺณนิภํ วิกุพฺพติ อกฺขาถ โน พฺราหฺมณา เก นุ ตุเมฺห ฯ
พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ แต่เหตุอะไร สุนัขของท่านนี้ จึงเปล่งรัศมีมีวรรณะต่างๆ ได้ ท่านทั้งหลายผู้เป็นพราหมณ์ ใครหนอ จะบอกข้าพเจ้าได้?
จนฺโท จ สุริโย จ อุโภ อิธาคตา อยํ ปน มาตลิ เทวสารถิ สกฺโกหมสฺมิ ติทสานมินฺโท เอโส จ โข ปญฺจสิโขติ วุจฺจติ ฯ
ผู้นี้ คือ จันทเทพบุตร ผู้นี้ คือ สุริยเทพบุตร ผู้นี้ คือ มาตลีเทพ- สารภี มาแล้วในที่นี้ เรา คือ ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทวดาชาวไตรทศ ส่วนสุนัขนี้แล เราเรียกว่า ปัญจสิขเทพบุตร.
ปาณิสฺสรา มุทิงฺคา จ มุรชาลมฺพรานิ จ สุตฺตเมนํ ปโพเธนฺติ ปฏิพุทฺโธ จ นนฺทติ ฯ
ฉิ่ง ตะโพน และเปิงมางทั้งหลาย ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับให้ตื่น และผู้ตื่นอยู่แล้วย่อมเพลิดเพลินใจ.
เยเกจิเม มจฺฉริโน กทริยา ปริภาสกา สมณพฺราหฺมณานํ อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ ฯ
คนตระหนี่เหนียวแน่น มักบริภาษสมณพราหมณ์ ทอดทิ้งร่างกายไว้ใน โลกนี้ ตายแล้วย่อมไปสู่นรก.
เยเกจิเม สุคฺคติมาสมานา ธมฺเม ฐิตา สํยเม สํวิภาเค อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ ฯ
ชนเหล่าใด หวังสุคติ ตั้งอยู่แล้วในธรรม คือ ความสำรวมและการ จำแนกแจกทาน ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายแล้วย่อมไปสู่สุคติ.
ตฺวํ โน ญาติ ปุริมาสุ ชาติสุ โส มจฺฉรี โกสิโย ปาปธมฺโม ตเวว อตฺถาย อิธาคตมฺหา มา ปาปธมฺโม นิรยํ อปตฺถ ฯ
ท่านนั้นชื่อโกสิยะ มีความตระหนี่ มีธรรมลามก เป็นญาติของเรา ทั้งหลายในชาติก่อน เราทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่ท่านคนเดียว ด้วยคิดว่า โกสิยเศรษฐีนี้ อย่ามีธรรมอันลามกไปนรกเสียเลย.
อทฺธา หิ เม เต หิตกามา ยํ มํ สมนุสาสถ โสหํ ตถา กริสฺสามิ สพฺพํ วุตฺตํ หิเตสิภิ ฯ เอโสหมชฺเชว อุปรมามิ น จาปิหํ กิญฺจิ กเรยฺย ปาปํ น จาปิ เม กิญฺจิ อเทยฺยมตฺถิ น จาปิทตฺวา อุทกํ ปิวามิ ฯ เอวญฺจ เม ททโต สพฺพกาลํ โภคา อิธ วาสว ขียิสฺสนฺติ ตโต อหํ ปพฺพชิสฺสามิ สกฺก หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานีติ ฯ โกสิยชาตกํ สตฺตมํ ฯ ---------
ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้าโดยแท้ เพราะ เหตุที่มาตามพร่ำสอนข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ข้าพเจ้าจักทำตามที่ท่านผู้แสวง หาประโยชน์ทั้งหลาย กล่าวสอนทุกอย่าง. ข้าพเจ้าจะงดเว้นความ ตระหนี่เสียในวันนี้ทีเดียว อนึ่ง ข้าพเจ้าจะไม่พึงทำบาปอะไรๆ อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าการไม่ให้อะไรๆ จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า อนึ่ง ข้าพเจ้ายังไม่ได้ ให้แล้ว จะไม่ดื่มน้ำ. ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่อย่างนี้ ตลอดกาลทุกเมื่อ จนโภคะทั้งหลายจะหมดสิ้นไปในที่นี้ ข้าแต่ท้าวสักกะ ต่อแต่นั้น ข้าพเจ้าจักละกามทั้งหลายตามที่มีอยู่อย่างไรแล้วจักออกบวช. จบ โกสิยชาดกที่ ๗.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. โกสิยชาดก (๔๗๐) ว่าด้วยโกสิยเศรษฐี (โกสิยเศรษฐีกล่าวว่า)
ของนี้มีอยู่เพียงนิดหน่อย ได้มาแสนยาก ข้าพเจ้าไม่ได้ซื้อ ไม่ได้ขาย ทั้งไม่ได้สะสมไว้ในที่นี้ ข้าวสุกแล่งหนึ่งนี้ไม่เพียงพอสำหรับคน ๒ คน (ท้าวสักกะตรัสว่า)
บุคคลควรให้แต่น้อยจากของที่น้อย ควรให้พอปานกลางจากของที่มีพอปานกลาง ควรให้มากจากของที่มีมาก ชื่อว่าการไม่ให้ไม่ควร
ท่านโกสิยะ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้รับความสุข
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๘๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๒. ทวาทสกนิบาต] ๗. โกสิยชาดก (๔๗๐) (จันทเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้วบริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของผู้นั้นเป็นโมฆะ แม้ความเพียรที่ตั้งไว้ชอบ ของผู้นั้นก็เป็นโมฆะ
ท่านโกสิยะ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้รับความสุข (สุริยเทพเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้วไม่บริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของผู้นั้นย่อมมีผลจริง แม้ความเพียรที่ตั้งไว้ชอบของผู้นั้นก็มีผลจริง
ท่านโกสิยะ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้รับความสุข (มาตลิเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)
ก็บุคคลเข้าไปยังแหล่งน้ำบางแห่งแล้วบูชาที่แม่น้ำหลายสายบ้าง ที่สระโบกขรณีชื่อคยาบ้าง ที่ท่าน้ำชื่อโทณะ และท่าน้ำชื่อติมพรุบ้าง ที่ห้วงน้ำใหญ่ซึ่งมีกระแสเชี่ยวบ้าง
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้วไม่บริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของผู้นั้นในที่นั้น และความเพียรที่ตั้งไว้ชอบของเขาในที่นั้นย่อมมีผล
ท่านโกสิยะ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้รับความสุข @เชิงอรรถ : @ ความเพียรที่ตั้งไว้ชอบ ในที่นี้หมายถึงความเพียรที่บำเพ็ญเพื่อให้เกิดทรัพย์ (ขุ.ชา.อ. ๘/๗๖/๒๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๘๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๒. ทวาทสกนิบาต] ๗. โกสิยชาดก (๔๗๐) (ปัญจสิขเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้วบริโภคอาหารแต่ผู้เดียว ผู้นั้นชื่อว่ากลืนเบ็ดพร้อมทั้งเครื่องผูกที่มีสายยาว
ท่านโกสิยะ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้รับความสุข (โกสิยเศรษฐีเห็นฤทธิ์ของเทพบุตรเหล่านั้นแล้วจึงกล่าวว่า)
พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ แต่สุนัขของพวกท่านตัวนี้ เพราะเหตุไร จึงเปลี่ยนแปลงรัศมีสีสันได้ต่างๆ นานา ข้าแต่ท่านพราหมณ์ทั้งหลาย ขอท่านจงบอกข้าพเจ้าว่า พวกท่านเป็นใครกันหนอ (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า)
เทพทั้งหลายที่มา ณ ที่นี้ คือ จันทเทพบุตรและสุริยเทพบุตรทั้ง ๒ มาตลีเทพสารถี เราคือท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพชั้นไตรทศ ส่วนผู้นี้แลชื่อว่าปัญจสิขเทพบุตร (ท้าวสักกะสรรเสริญยศของปัญจสิขเทพบุตรว่า)
เสียงปรบมือ ๑ ตะโพน ๑ กลอง ๑ เปิงมาง ๑ ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับแล้วให้ตื่นขึ้น เทพบุตรผู้ตื่นขึ้นแล้วย่อมร่าเริงยินดี (ท้าวสักกะตรัสอีกว่า)
คนผู้ตระหนี่เห็นแก่ตัวเหล่านี้ บางพวกมักว่าสมณะและพราหมณ์ เมื่อทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ตายไปก็ตกนรก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๘๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๒. ทวาทสกนิบาต] ๘. เมณฑกปัญหชาดก (๔๗๑) (เพื่อจะแสดงว่าบุคคลผู้ดำรงอยู่ในธรรมได้บังเกิดในเทวโลก จึงตรัสว่า)
คนผู้หวังสุคติเหล่านี้ บางพวกดำรงอยู่ในธรรม คือความสำรวมและการจำแนกแจกทาน เมื่อทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ตายไปก็ไปสุคติ
ท่านเป็นญาติของพวกเราเมื่อชาติก่อน แต่ท่านนั้นเป็นคนตระหนี่ ขี้โกรธ มีธรรมเลวทราม พวกเรามาที่นี้ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านนั่นเอง ท่านอย่ามีธรรมเลวทรามไปตกนรกเลย (โกสิยเศรษฐีมีจิตยินดีกล่าวว่า)
พวกท่านหวังเกื้อกูลข้าพเจ้าอย่างแน่แท้จึงได้พร่ำสอนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำตามคำที่พวกท่านผู้หวังเกื้อกูลกล่าวทุกประการ
ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าพเจ้านั้นจะของดเว้น จากความตระหนี่ จะไม่ทำบาปอะไรๆ อีก อนึ่ง วัตถุอะไรๆ ที่ไม่พึงให้จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า แม้แต่น้ำข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้แล้วก็จะไม่ยอมดื่ม
ข้าแต่ท้าวสักกะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่ตลอดกาลทั้งปวงอย่างนี้ แม้โภคะของข้าพเจ้าจักหมดสิ้นไป ข้าแต่ท้าวสักกะ ต่อแต่นี้ข้าพเจ้าจะละกามทั้งหลายตามที่มีอยู่แล้วบวชโกสิยชาดกที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
โกสิยชาดกจักมีอย่างแจ่มแจ้งในสุธาโภชนชาดก. จบอรรถกถาโกสิยชาดกที่ ๗ -----------------------------------------------------