อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๗๓๒

๗. ลฏุกิกชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๓๒–๗๓๖5 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๗ ลฏุกิกชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๗. ลฏุกิกชาดก คติของคนมีเวร

ข้อ ๗๓๒

วนฺทามิ ตํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายนํ อารญฺญกํ ยูถปตึ ยสสฺสึ ปกฺเขหิ ตํ ปญฺชลิกํ กโรมิ มา เม วธิ ปุตฺตเก ทุพฺพลาย ฯ

ดิฉันขอไหว้พญาช้างผู้มีกำลังเสื่อมในกาลที่มีอายุได้หกสิบปีแล้ว ผู้อยู่ ในป่า เป็นเจ้าโขลง เพรียบพร้อมด้วยบริวารยศนั้น ดิฉันขอทำอัญชลี ท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อยๆ ของฉันผู้มีกำลังทุรพล เสียเลย.

ข้อ ๗๓๓

วนฺทามิ ตํ กุญฺชรํ เอกจารึ อารญฺญกํ ปพฺพตสานุโคจรํ ปกฺเขหิ ตํ ปญฺชลิกํ กโรมิ มา เม วธิ ปุตฺตเก ทุพฺพลาย ฯ

ดิฉันขอไหว้พญาช้างผู้เที่ยวไปเชือกเดียว ผู้อยู่ในป่า เที่ยวหาอาหาร กินตามเชิงภูเขา ดิฉันขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ ฆ่าลูกน้อยๆ ของดิฉันผู้มีกำลังทุรพลเสียเลย.

ข้อ ๗๓๔

วธิสฺสามิ เต ลฏุกิเก ปุตฺตกานิ กึ เม ตฺวํ กาหสิ ทุพฺพลาสิ สตสหสฺสานิปิ ตาทิสีนํ วาเมน ปาเทน ปปฺโปถเยยฺยํ ฯ

แน่ะนางนกไส้ เราจะฆ่าลูกน้อยของเจ้าเสีย เจ้ามีกำลังน้อยจักทำ อะไรเราได้ เราจะขยี้นกไส้อย่างเจ้าตั้งแสนตัวให้ละเอียดไปด้วยเท้า ข้างซ้าย.

ข้อ ๗๓๕

นเหว สพฺพตฺถ พเลน กิจฺจํ พลํ หิ พาลสฺส วธาย โหติ กริสฺสามิ เต นาคราช อนตฺถํ โย เม วธิ ปุตฺตเก ทุพฺพลาย ฯ

กิจที่จะพึงทำด้วยกำลังกาย ย่อมสำเร็จในที่ทั้งปวง เพราะกำลังกายของ คนพาล ย่อมมีเพื่อฆ่าคนอื่น แน่ะพญาช้าง ผู้ใด ฆ่าลูกน้อยๆ ของเรา ผู้มีกำลังทุรพล เราจักทำสิ่งที่ไม่ใช่ความเจริญให้แก่ผู้นั้น.

ข้อ ๗๓๖

กากญฺจ ปสฺส ลฏุกิกํ มณฺฑูกํ นีลมกฺขิกํ เอเต นาคํ อฆาเตสุํ ปสฺส เวรสฺส เวรินํ ตสฺมา หิ เวรํ น กยิราถ อปฺปิเยนปิ เกนจีติ ฯ ลฏุกิกชาตกํ สตฺตมํ ฯ ---------

ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์ทั้งสี่เหล่านี้ ได้ร่วมใจกันฆ่าช้างเสียได้ ท่านจงเห็นคติของคนมีเวรแก่คนมีเวร ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแล ท่านทั้งหลาย อย่าได้กระทำเวรกับใครๆ ถึง จะไม่เป็นที่รักใคร่กันเลย. จบ ลฏุกิกชาดกที่ ๗.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๕. ปัญจกนิบาต] ๑. มณิกุณฑลวรรค ๗. ลฏุกิกชาดก (๓๕๗) ๗. ลฏุกิกชาดก (๓๕๗) ว่าด้วยนางนกไส้ (นางนกไส้ประคองปีกยืนข้างหน้าพญาช้างโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า)

ข้อ ๓๙

พญาช้าง ข้าพเจ้าขอไหว้ท่าน ผู้มีกำลังเสื่อมถอยโดยกาลที่มีอายุ ๖๐ ปี ผู้อยู่ในป่า เป็นจ่าโขลง เพียบพร้อมด้วยยศ ข้าพเจ้าขอไหว้ท่านด้วยปีกทั้ง ๒ ข้าง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อยผู้ด้อยกำลังของข้าพเจ้า (นางนกไส้นั้นกล่าวต้อนรับพญาช้างนั้นผู้เที่ยวไปตามลำพังเชือกเดียวว่า)

ข้อ ๔๐

พญาช้าง ข้าพเจ้าขอไหว้ท่านผู้เที่ยวไปผู้เดียว อยู่ในป่า หากินตามเชิงเขา ข้าพเจ้าขอไหว้ท่านด้วยปีกทั้ง ๒ ข้าง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อยผู้ด้อยกำลังของข้าพเจ้า (พญาช้างไดัฟังคำของนางนกไส้นั้น จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๔๑

นี่นางนกไส้ เราจะฆ่าลูกน้อยของเจ้า เจ้ามีกำลังน้อยจะทำอะไรได้ เราจะใช้เท้าซ้ายบดขยี้นกไส้เช่นเจ้า แม้ตั้ง ๑๐๐,๐๐๐ ตัวให้แหลกราญ (นางนกไส้แอบอยู่ที่กิ่งไม้กล่าวคุกคามพญาช้างนั้นว่า)

ข้อ ๔๒

กำลังไม่ใช่ว่าจะทำกิจให้สำเร็จทุกอย่าง เพราะว่า คนโง่เขลามีกำลังไว้เพื่อฆ่าผู้อื่นและตนเอง พญาช้าง ข้าพเจ้าจะทำความหายนะให้แก่ท่าน ที่ฆ่าลูกน้อยผู้ด้อยกำลังของเรา @เชิงอรรถ : @ คำว่า ยศ หมายถึงบริวาร (ขุ.ชา.อ. ๔/๓๙/๔๔๗) @ พญาช้าง ในที่นี้ชาติต่อมาคือพระเทวทัต (ขุ.ชา.อ. ๔/๔๓/๔๕๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๐๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๕. ปัญจกนิบาต] ๑. มณิกุณฑลวรรค ๘. จูฬธัมมปาลชาดก (๓๕๘) (พระศาสดาทรงประมวลชาดก ตรัสพระคาถานี้ว่า)

ข้อ ๔๓

ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์เหล่านี้ได้ฆ่าช้างแล้ว จงดูการจองเวรของคนคู่เวรทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวกเธออย่าก่อเวรกับใครๆ แม้กับคนไม่เป็นที่รักเลยลฏุกิกชาดกที่ ๗ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วนฺทามิ ตํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายํ ดังนี้ :-

ได้ยินว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตเป็นคนกักขฬะหยาบช้าสาหัส พระเทวทัตนั้นไม่มีแม้แต่ความกรุณาในหมู่สัตว์.

พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตนี้ก็เป็นผู้ไม่มีความกรุณาเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้าง เจริญวัยแล้ว มีร่างกายใหญ่น่าเลื่อมใส เป็นจ่าโขลงมีช้างแปดหมื่นเป็นบริวาร อยู่ในหิมวันตประเทศ.

ครั้งนั้น นางนกไส้ตัวหนึ่งตกฟองไว้ในที่เป็นที่เที่ยวไปของพวกช้าง. ลูกนกทั้งหลายทำลายฟองไข่ที่แก่ๆ ออกมา เมื่อลูกนกเหล่านั้น ปีกยังไม่งอกไม่สามารถจะบินได้เลย พระมหาสัตว์อันช้างแปดหมื่นห้อมล้อม เที่ยวหาอาหารไปถึงประเทศถิ่นนั้น.

นางนกไส้เห็นดังนั้น จึงคิดว่า พระยาช้างนี้จักเหยียบย่ำลูกทั้งหลายของเราตาย เอาเถอะ เราจักขอการอารักขาอันประกอบด้วยธรรมกะพระยาช้างนั้น เพื่อจะป้องกันลูกน้อยทั้งหลายของเรา.

ครั้นคิดแล้ว นางนกนั้นจึงประคองปีกทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน แล้วยืนอยู่ข้างหน้าพระยาช้างนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ข้าพเจ้าขอไหว้พระยาช้างผู้มีกำลังเสื่อมโดยกาลที่มีอายุได้ ๖๐ ปี ผู้อยู่ในป่าเป็นเจ้าโขลง เพียบพร้อมด้วยบริวารยศนั้น

ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อยๆ ของข้าพเจ้าผู้ยังมีกำลังทุรพลอยู่เลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฏฺฐิหายนํ ได้แก่ ผู้มีกำลังกายเสื่อมโดยเวลามีอายุ ๖๐ ปี.

บทว่า ยสสฺสึ ได้แก่ ผู้เพียบพร้อมด้วยบริวาร.

บทว่า ปกฺเขหิ ตํ อญฺชลิกํ ความว่า ข้าพเจ้าขอกระทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง.

พระมหาสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนนางนกไส้ เจ้าอย่าได้คิดเสียใจเลย เราจักรักษาบุตรน้อยๆ ของเจ้า แล้วจึงยืนคร่อมอยู่เบื้องบนลูกนกทั้งหลายเมื่อช้างแปดหมื่นเชือกผ่านไปแล้วจึงเรียกนางนกไส้มาพูดว่า ดูก่อนนางนกไส้ มีช้างเชือกหนึ่งซึ่งมีปกติเที่ยวไปผู้เดียว จะมาข้างหลังพวกเราช้างนั้นจักไม่กระทำตามคำของเราทั้งหลาย เมื่อช้างนั้นมาถึง เจ้าพึงอ้อนวอนช้างแม้นั้น กระทำความปลอดภัยแก่ลูกน้อยทั้งหลาย ดังนี้แล้วหลีกไป.

ฝ่ายนางนกไส้นั้นก็กระทำการต้อนรับช้างนั้น เอาปีกทั้งสองกระทำอัญชลี

แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ข้าพเจ้าขอไหว้พระยาช้างผู้เที่ยวไปผู้เดียว ผู้อยู่ในป่า เที่ยวหาอาหารกินตามเชิงเขา ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อยๆ ของข้าพเจ้า ซึ่งยังมีกำลังทุรพลอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพตสานุโคจรํ ความว่า ผู้หาอาหารที่ภูเขาหินทึบและที่ภูเขาดินร่วน.

พระยาช้างนั้นได้ฟังคำของนางนกไส้นั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

แน่ะนางนกไส้ เราจะฆ่าลูกน้อยของเจ้าเสีย เจ้ามีกำลังน้อยจักทำอะไรเราได้ เราจะขยี้นกไส้อย่างเจ้าตั้งแสนตัวให้ละเอียดด้วยเท้าข้างซ้าย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วธิสฺสามิ เต ความว่า พระยาช้างกล่าวว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึงวางลูกน้อยทั้งหลายไว้ในทางเป็นที่เที่ยวไปของเรา เพราะเหตุที่เจ้าวางไว้ ฉะนั้น เราจึงจักฆ่าลูกน้อยทั้งหลายของเจ้า.

บทว่า กึ เม ตุวํ กาหสิ ความว่า เจ้าเป็นผู้ทุรพลจักกระทำอะไรแก่เราผู้มีเรี่ยวแรงมากมาย.

บทว่า โปถเปยฺยํ ความว่า แม้เราจะพึงทำนางนกไส้เช่นเจ้าตั้งแสนตัวให้แหลกละเอียดด้วยเท้าซ้าย ก็จะป่วยกล่าวไปใยถึงเท้าขวา.

____________________________

บาลีเป็น โปถเยยฺยํ.

ก็แล ครั้นช้างนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ทำลูกน้อยของนางนกไส้นั้นให้แหลกละเอียดด้วยเท้า แล้วทำให้ลอยไปด้วยน้ำมูตร ร้องบันลือเสียงแล้วก็หลีกไป.

นางนกไส้จับอยู่ที่กิ่งไม้จึงกล่าวว่า แน่ะช้าง บัดนี้ เจ้าจงบันลือไปก่อน ต่อล่วงไป ๒-๓ วัน เจ้าจักเห็นการกระทำของเรา เจ้าย่อมไม่รู้ว่ากำลังความรู้ยิ่งใหญ่กว่ากำลังกาย ข้อนั้นจงยกให้เรา เราจักให้เจ้ารู้กำลังความรู้นั้น

เมื่อจะคุกคามช้างนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-

กิจที่จะพึงทำด้วยกำลังกายย่อมสำเร็จไม่ได้ในที่ทั้งปวง เพราะกำลังกายของคนพาล ย่อมมีเพื่อฆ่าคนอื่น แน่ะพระยาช้าง ท่านผู้ใดฆ่าลูกน้อยๆ ของเราผู้มีกำลังทุรพล เราจักทำสิ่งที่ไม่ใช่ความเจริญให้แก่ท่านผู้นั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พเลน ได้แก่ กำลังกาย.

บทว่า อนตฺถํ ได้แก่ ความไม่เจริญ.

บทว่า โย เม ความว่า ท่านผู้ใดฆ่า คือพิฆาตลูกน้อยๆ ผู้ยังทุรพลของเรา.

นางนกไส้นั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงอุปัฏฐากกาตัวหนึ่งอยู่ ๒-๓ วัน อันกานั้นยินดีแล้วจึงกล่าวว่า เราจะกระทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า นาย กิจอย่างอื่นที่ท่านจะพึงทำแก่ข้าพเจ้าไม่มี แต่ข้าพเจ้าหวังให้ ท่านเอาจะงอยปากประหารนัยน์ตาทั้งสองข้างของช้างที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียวเชือกหนึ่งให้แตก.

นางนกไส้นั้นอันกานั้นรับคำว่า ได้ จึงไปอุปัฏฐากแมลงวันหัวเขียวตัวหนึ่ง อันแมลงวันหัวเขียวแม้นั้นก็กล่าวว่า เราจะทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า เมื่อนัยน์ตาทั้งสองข้างของช้างที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียว แตกไปเพราะเหตุนี้แล้ว ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านหยอดไข่ขังลงในนัยน์ตาทั้งสองข้างนั้น

เมื่อแมลงวันหัวเขียวแม้นั้นกล่าวว่า ได้ จึงไปอุปัฏฐากกบตัวหนึ่ง อันกบนั้นกล่าวว่า เราจะทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่าในกาลใด ช้างตัวหนึ่งที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียว เป็นช้างตาบอดแล้วเที่ยวแสวงหาน้ำดื่ม ในกาลนั้น ท่านพึงเกาะอยู่ที่ยอดเขาแล้วส่งเสียงร้องเมื่อช้างนั้นขึ้นถึงยอดเขา พึงลงมาส่งเสียงร้องอยู่ที่เหว ข้าพเจ้าหวังการกระทำมีประมาณเท่านี้จากสำนักของท่าน. กบนั้นได้ฟังคำของนางนกไส้นั้นแล้ว จึงรับคำว่า ได้.

อยู่มาวันหนึ่ง กาเอาจะงอยปากทำลายตาทั้งสองข้างของช้างแตกแล้ว. แมลงวันจึงหยอดไข่ขังลงไปที่นัยน์ตา. ช้างนั้นถูกตัวหนอนทั้งหลายชอนไชอยู่ ได้รับทุกขเวทนา อยากจะดื่มน้ำเป็นกำลัง จึงเที่ยวแสวงหาน้ำดื่ม. ในกาลนั้น กบจึงเกาะอยู่บนยอดเขาส่งเสียงร้อง ช้างคิดว่า น้ำดื่มจักมี ณ ที่นี้ จึงขึ้นไปยังภูเขาลำดับนั้น กบจึงลงมาเกาะอยู่ที่เหวส่งเสียงร้อง ช้างคิดว่า น้ำดื่มจักมี จึงบ่ายหน้าไปทางเหว ได้ลื่นพลัดตกลงไปที่เชิงเขา ถึงสิ้นชีวิต.

นางนกไส้รู้ว่าช้างนั้นตายแล้ว จึงร่าเริงดีใจว่า เราเห็นหลังปัจจามิตรแล้ว จึงเดินไปๆ มาๆ บนร่างของช้างนั้น แล้วก็ตามยถากรรม.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าเวร ไม่ควรทำกับใครๆ สัตว์ทั้ง ๔ เหล่านี้ร่วมกันแล้ว ทำช้างผู้ถึงพร้อมด้วยกำลังให้ถึงสิ้นชีวิตได้ แล้วตรัสอภิสัมพุทธคาถานี้ว่า :-

ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์ทั้ง ๔ เหล่านี้ได้ร่วมใจกันฆ่าช้างเสียได้ ท่านทั้งหลายจงเห็นคติแห่งเวรของคนผู้มีเวรทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายอย่าพึงกระทำเวรกับใครๆ แม้ผู้ไม่เป็นที่รักใคร่เลย.

ครั้นตรัสแล้ว จึงทรงประชุมชาดก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺส นี้ เป็นคำเรียกซึ่งไม่กำหนดแน่นอนลงไป. แต่เพราะตรัสหมายเอาภิกษุทั้งหลาย จึงเป็นอันตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเห็น.

บทว่า เอเต ได้แก่ สัตว์ทั้ง ๔ ได้รวมกัน.

บทว่า อฆาเตสุํ ได้แก่ ฆ่าช้างนั้น.

บทว่า ปสฺส เวรสฺส เวรินํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นคติแห่งเวรของคนที่มีเวรกัน.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า

ช้างตัวที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียวในกาลนั้น ได้เป็น พระเทวทัต

ส่วนช้างจ่าโขลงในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาลฏุกิกชาดกที่ ๗ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา