๔. ศิริมันทชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔ สิริมนฺทชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๔. ศิริมันทชาดก ว่าด้วยปัญญาประเสริฐ
ปญฺญายุเปตํ สิริยา วิหีนํ ยสสฺสินํ วาปิ อเปตปญฺญํ ปุจฺฉามิ เสนก เอตมตฺถํ กเมตฺถ เสยฺโย กุสลา วทนฺติ ฯ
ท่านอาจารย์เสนกะ เราขอถามเนื้อความนี้ บรรดาคนสองพวก คือ คนผู้ สมบูรณ์ด้วยปัญญาแต่เสื่อมจากศิริ กับคนที่มียศแต่ไร้ปัญญา นักปราชญ์ กล่าวคนไหนว่าประเสริฐ?
ธีรา จ พาลา จ หเว ชนินฺท สิปฺปูปปนฺนา จ อสิปฺปิโน จ สุชาติมนฺโตปิ อชาติมสฺส ยสสฺสิโน เปสกรา ภวนฺติ เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญ นิหีโน สิริมาว เสยฺโย ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาราษฎร์ คนฉลาด หรือคนโง่ คนบริบูรณ์ ด้วยศิลปะ หรือคนหาศิลปะมิได้ แม้จะมีชาติสูง ก็ย่อมเป็นคนรับใช้ ของคนผู้มีชาติต่ำแต่มียศ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นความดังนี้ จึงขอ กราบทูลว่า คนมีปัญญา เป็นคนเลวทราม คนมีศิริแล เป็นคนประเสริฐ พระเจ้าข้า.
ตุวมฺปิ ปุจฺฉามิ อโนมปญฺญ มโหสธ เกวลธมฺมทสฺสิ พาลํ ยสสฺสึ ปณฺฑิตํ อปฺปโภคํ กเมตฺถ เสยฺโย กุสลา วทนฺติ ฯ
ดูกรมโหสถผู้มีปัญญาไม่ทราม ผู้เห็นธรรมสิ้นเชิง เราถามเจ้าในคน สองพวก คือ คนพาลผู้มียศ กับบัณฑิตผู้ไม่มีโภคะ นักปราชญ์กล่าว คนไหนว่าประเสริฐ.
ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ พาลา อิทเมว เสยฺโย อิติ มญฺญมานา อิธโลกทสฺสี ปรโลกํ อทสฺสี อุภยตฺถ พาโล กลิมคฺคเหสิ เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญว เสยฺโย น ยสสฺสิ พาโล ฯ
คนพาลกระทำกรรมอันชั่วช้า ก็สำคัญว่า สิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ เห็นแต่ เพียงโลกนี้ ไม่เห็นโลกหน้า ต้องได้รับเคราะห์ร้ายในโลกทั้งสอง ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้น ประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า.
น สิปฺปเมตํ วิทธาติ โภคํ น พนฺธวา น สรีราวกาโส ปสฺเสฬมูคํ สุขเมธมานํ สิรีหีนํ ภชเต โครวินฺทํ เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญ นิหีโน สิริมาว เสยฺโย ฯ
ศิลปะนี้ก็ดี พวกพ้องก็ดี ร่างกายก็ดี หาได้จัดโภคสมบัติมาให้ไม่ มหาชนย่อมคบหาโควินทเศรษฐี ผู้มีน้ำลายไหลออกจากคางทั้งสองข้าง ผู้ได้รับความสุข มีศิริต่ำช้า ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึง กราบทูลว่า คนมีปัญญา เป็นคนเลวทราม คนมีศิริเท่านั้นเป็นคน ประเสริฐ พระเจ้าข้า.
ลทฺธา สุขํ มชฺชติ อปฺปปญฺโญ ทุกฺเขน ผุฏฺโฐปิ ปโมหเมติ อาคนฺตุนา สุขทุกฺเขน ผุฏฺโฐ ปเวธติ วาริจโรว ฆมฺเม เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญว เสยฺโย น ยสสฺสิ พาโล ฯ
คนมีปัญญาน้อย ได้รับความสุขแล้ว ย่อมมัวเมา แม้ถูกความทุกข์ กระทบแล้ว ย่อมถึงความหลง อันสุขทุกข์ที่จรมากระทบเข้าแล้ว ย่อม หวั่นไหว ดุจปลาที่ดิ้นรนอยู่ในที่ร้อน ฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้า เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ ถึงมียศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า.
ทุมํ ยถา สาทุผลํ อรญฺเญ สมนฺตโต สมภิสรนฺติ ปกฺขี เอวมฺปิ อทฺธํ สธนํ สโภคํ พหุชฺชโน ภชฺชติ อตฺถเหตุ เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญ นิหีโน สิริมาว เสยฺโย ฯ
ฝูงนกย่อมพากันบินเร่ร่อนไปมาโดยรอบต้นไม้ ที่มีผลดีในป่า ฉันใด คนเป็นอันมากย่อมคบหาผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์ มีโภคสมบัติ เพราะเหตุ ต้องการทรัพย์ ก็ฉันนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบ ทูลว่า คนมีปัญญา เป็นคนเลวทราม คนมีศิริเท่านั้น เป็นคนประเสริฐ พระเจ้าข้า.
น สาธุ พลวา พาโล สาหสํ วินฺทเต ธนํ กนฺทนฺตเมตํ ทุมฺเมธํ กฑฺฒนฺติ นิรยํ ภุสํ เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญว เสยฺโย น ยสสฺสิ พาโล ฯ
คนโง่ถึงจะมีกำลังก็หายังประโยชน์ให้สำเร็จไม่ ได้ทรัพย์มาด้วยกรรม อันร้ายแรง นายนิรยบาลทั้งหลาย ย่อมฉุดคร่าเอาคนโง่ ผู้ไม่ฉลาด คร่ำครวญอยู่ ไปสู่นรกอันร้ายกาจ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่าคนมีปัญญาเท่านั้น ประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐ อะไร พระเจ้าข้า.
ยากาจิ นชฺโช คงฺคมภิสวนฺติ สพฺพาว ตา นามโคตฺตํ ชหนฺติ คงฺคา สมุทฺทํ ปฏิปชฺชมานา น ขายเต อิทฺธิปโร หิ โลเก เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญ นิหีโน สิริมาว เสยฺโย ฯ
แม่น้ำแห่งใดแห่งหนึ่ง ย่อมไหลไปสู่แม่น้ำคงคา แม่น้ำเหล่านั้น ทั้งหมดเทียว ย่อมละทิ้งชื่อและถิ่นเดิม แม่น้ำคงคาไหลไปถึงมหาสมุทร ย่อมไม่ปรากฏชื่อ คนในโลกนี้ที่มีฤทธิ์ยิ่ง ก็ไม่ปรากฏ ฉันนั้นแล ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญา เป็นคน เลวทราม คนมีศิริเท่านั้น เป็นคนประเสริฐ พระเจ้าข้า.
ยเมตมกฺขา อุทธึ มหนฺตํ ปยนฺติ นชฺโช สพฺพกาลํ อสงฺขฺยํ โส สาคโร นิจฺจมุฬารเวโค เวลํ น อจฺเจติ มหาสมุทฺโท เอวมฺปิ พาลสฺส ปชปฺปิตานิ ปญฺญํ น อจฺเจติ สิรี กทาจิ เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญว เสยฺโย น ยสสฺสิ พาโล ฯ
ข้าพระพุทธเจ้าจะกล่าวแก้ปัญหาที่ท่านอาจารย์กล่าว แม่น้ำทั้งหลาย ย่อมไหลไปสู่ทะเลใหญ่ไม่ได้ตลอดกาลทั้งปวง ทะเลนั้นมีกำลังมาก เป็นนิตย์ มหาสมุทรย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้ ฉันใด กิจการที่คนโง่ ประสงค์ ก็ฉันนั้น คนมีศิริย่อมไม่ล่วงเลยคนมีปัญญาไปได้ไม่ว่าในกาล ไหนๆ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญา เท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร.
อสญฺญโต เจปิ ปเรสมตฺถํ ภณาติ สณฺฐานคโต ยสสฺสี ตสฺเสว ตํ รูหติ ญาติมชฺเฌ สิรีหีนํ การยเต น ปญฺญํ เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญ นิหีโน สิริมาว เสยฺโย ฯ
ถ้าแม้คนมียศไม่สำรวมแล้ว อยู่ในที่วินิจฉัย กล่าวข้อความแก่ชน เหล่าอื่น คำพูดของคนนั้นย่อมเจริญงอกงามในท่ามกลางญาติ คนมี ปัญญายังคนผู้มีศิริต่ำช้าให้ทำตามคำของตนไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าเห็น ข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญา เป็นคนเลวทราม คนมีศิริ เท่านั้น เป็นคนประเสริฐ พระเจ้าข้า.
ปรสฺส วา อตฺตโน วาปิ เหตุ พาโล มุสา ภาสติ อปฺปปญฺโญ โส นินฺทิโต โหติ สภาย มชฺเฌ ปจฺฉาปิ โส ทุคฺคติคามิ โหติ เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญว เสยฺโย น ยสสฺสิ พาโล ฯ
คนโง่หาปัญญามิได้ ย่อมกล่าวมุสา เพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น หรือแม้ แห่งตน คนโง่นั้นย่อมถูกนินทาในท่ามกลางบริษัท แม้ภายหลัง เขาก็ต้องไปทุคติ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า.
อตฺถมฺปิ เจ ภาสติ ภูริปญฺโญ อนาฬิโย อปฺปธโน ทลิทฺโท น ตสฺส ตํ รูหติ ญาติมชฺเฌ สิรี จ ปญฺญาณวโต น โหติ เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญ นิหีโน สิริมาว เสยฺโย ฯ
ถ้าคนมีปัญญาดังแผ่นดิน ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีทรัพย์ เป็นคนเข็ญใจ กล่าวข้อความ คำพูดของเขานั้นย่อมไม่เจริญงอกงามในท่ามกลางบริษัท อนึ่ง ศิริของคนมีปัญญาย่อมไม่มี ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญา เป็นคนเลวทราม คนมีศิริเท่านั้น เป็นคน ประเสริฐ พระเจ้าข้า.
ปรสฺส วา อตฺตโน วาปิ เหตุ น ภาสติ อลิกํ ภูริปญฺโญ โส ปูชิโต โหติ สภาย มชฺเฌ ปจฺฉาปิ โส สุคฺคติคามิ โหติ เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญว เสยฺโย น ยสสฺสิ พาโล ฯ
คนมีปัญญาดังแผ่นดิน ย่อมไม่กล่าวคำเหลาะแหละ เพราะเหตุ แห่งคนอื่น หรือแม้แห่งตน บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้อันมหาชนบูชา ในท่ามกลางที่ประชุม แม้ภายหลังเขาก็จะไปสุคติ ข้าพระพุทธเจ้า เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ ถึงมียศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า.
หตฺถิควสฺสา มณิกุณฺฑลา จ นาริโย จ อิทฺเธสุ กุเลสุ ชาตา สพฺพาว ตา อุปโภคา ภวนฺติ อิทฺธสฺส โปสสฺส อนิทฺธิมนฺโต เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญ นิหีโน สิริมาว เสยฺโย ฯ
ช้าง ม้า โค แก้วมณี กุณฑล และนางนารีทั้งหลายผู้เกิดในตระกูล ที่มั่งคั่ง สิ่งทั้งปวงนั้นย่อมเป็นเครื่องอุปโภคของคนที่มั่งคั่ง คนทั้งหลาย ผู้ไม่มั่งคั่ง ก็ย่อมเป็นเครื่องอุปโภคของคนที่มั่งคั่ง ข้าพระพุทธเจ้า เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมีศิริ เท่านั้นเป็นคนประเสริฐ พระเจ้าข้า.
อสํวิหิตกมฺมนฺตํ พาลํ ทุมฺมนฺติมนฺตินํ สิรี ชหติ ทุมฺเมธํ ชิณฺณํว อุรโค ตจํ เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญว เสยฺโย น ยสสฺสิ พาโล ฯ
ศิริย่อมละคนโง่ผู้ไม่จัดแจงการงาน ไม่มีความคิด มีปัญญาทราม เหมือนงูละทิ้งคราบเก่าไป ฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้น ประเสริฐคนโง่ถึงมียศจะประเสริฐ อะไร พระเจ้าข้า.
ปญฺจ ปณฺฑิตา มยํ ภทนฺเต สพฺเพ ปญฺชลิกา อุปฏฺฐิตา ตํ ตฺวํ โน อภิภุยฺย อิสฺสโรสิ สกฺโกว ภูตปฺปติ เทวราชา เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญ นิหีโน สิริมาว เสยฺโย ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ คน เป็นบัณฑิต ทุกคน กราบไหว้บำรุงพระองค์ พระองค์เป็นอิสระครอบงำข้าพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นเจ้าแห่งหมู่สัตว์ ฉะนั้น ข้าพระ- พุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญา เป็นคนเลวทราม คนมีศิริเท่านั้น เป็นคนประเสริฐ พระเจ้าข้า.
ทาโสว ปญฺญสฺส ยสสฺสิ พาโล อตฺเถสุ ชาเตสุ ตถาวิเธสุ ยํ ปณฺฑิโต นิปุณํ สํวิเธติ สมฺโมหมาปชฺชติ ตตฺถ พาโล เอตมฺปิ ทิสฺวาน อหํ วทามิ ปญฺโญว เสยฺโย น ยสสฺสิ พาโล ฯ
คนโง่ถึงจะมียศ ก็เป็นทาสของคนมีปัญญา เมื่อกิจการต่างๆ เกิดขึ้น คนฉลาดย่อมจัดแจงกิจอันละเอียดใด คนโง่ย่อมถึงความหลงใหลใน กิจนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญา นั้นแลประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า.
อทฺธา หิ ปญฺญาว สตํ ปสตฺถา กนฺตา สิรี โภครตา มนุสฺสา ญาณญฺจ พุทฺธานมตุลฺยรูปํ ปญฺญํ น อจฺเจติ สิรี กทาจิ ฯ
แท้จริง สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญปัญญาเท่านั้น ศิริเป็นที่ใคร่ของ คนโง่ เพราะมนุษย์ทั้งหลายยินดีในโภคสมบัติ ก็ความรู้ของท่านผู้รู้ ทั้งหลาย ใครๆ ชั่งไม่ได้ ในกาลไหนๆ คนมีศิริย่อมไม่ล่วงเลยคน มีปัญญาไปได้ ไม่ว่าในกาลไหนๆ.
ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยี โน มโหสธ เกวลธมฺมทสฺสิ ควํสหสฺสํ อุสภญฺจ นาคํ อาชญฺญยุตฺเต จ รเถ ทส อิเม ปญฺหสฺส เวยฺยากรเณน ตุฏฺโฐ ททามิ เต คามวรานิ โสฬสาติ ฯ สิริมนฺทชาตกํ จตุตฺถํ ฯ ---------
ดูกรมโหสถผู้เห็นธรรมทั้งสิ้น เราได้ถามปัญหาข้อใดกะเจ้า เจ้าได้ ประกาศปัญหาข้อนั้นแก่เราแล้ว เรายินดีด้วยการแก้ปัญหาของเจ้า เรา ให้โคพันหนึ่ง โคอุสุภราชา ช้าง รถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑๐ ตัว และบ้านส่วย ๑๖ ตำบล แก่เจ้า. จบ ศิริมันทชาดกที่ ๔.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๔. สิรีมันตชาดก (๕๐๐) ๔. สิรีมันตชาดก (๕๐๐) ว่าด้วยปัญหาความมีสิริกับมีปัญญา (พระราชาตรัสในสิริมันตปัญหาว่า)
ท่านอาจารย์เสนกะ เราขอถามเนื้อความนี้กับท่าน ในคน ๒ ประเภทนี้ คือ คนที่มีปัญญาแต่ปราศจากสิริ หรือคนที่มียศแต่ปราศจากปัญญา ผู้ฉลาดกล่าวคนไหนว่าประเสริฐ (เสนกบัณฑิตกราบทูลอย่างฉับพลันว่า)
ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน คนทั้งหลายเป็นนักปราชญ์ก็ตาม เป็นคนโง่ก็ตาม มีศิลปะก็ตาม ไม่มีศิลปะก็ตาม แม้มีชาติสกุลสูง ก็เป็นคนรับใช้ของคนมียศถึงจะมีชาติสกุลต่ำ ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นเป็นคนประเสริฐ (พระราชาตรัสถามมโหสธบัณฑิตซึ่งนั่งเป็นคนใหม่ในหมู่บัณฑิตว่า)
เราขอถามท่านบ้าง พ่อมโหสธบัณฑิต ผู้มีปัญญาไม่ทราม ผู้เห็นธรรมโดยสิ้นเชิง ในคน ๒ ประเภทนี้ คือ คนโง่แต่มียศ หรือบัณฑิตแต่มีโภคทรัพย์น้อย ผู้ฉลาดกล่าวคนไหนว่าประเสริฐ (พระโพธิสัตว์มโหสธบัณฑิตกราบทูลว่า)
คนโง่ทำแต่กรรมชั่ว สำคัญอิสริยยศนี้เท่านั้นว่าประเสริฐ คนโง่เห็นแต่โลกนี้ ไม่เห็นโลกหน้า จึงยึดถือเอาแต่โทษในโลกทั้ง ๒ ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ที่มียศหาประเสริฐไม่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๘๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๔. สิรีมันตชาดก (๕๐๐) (เสนกบัณฑิตกราบทูลคัดค้านแล้วว่า)
ศิลปะนี้ก็ดี เผ่าพันธุ์ก็ดี ส่วนแห่งร่างกายก็ดี หาจัดแจงโภคะได้ไม่ โปรดทอดพระเนตรโควินทะผู้ใบ้เพราะน้ำลาย ซึ่งไดัรับความสุขเพราะคนมีสิริย่อมคบหาเขา ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ (มโหสธบัณฑิตกราบทูลคัดค้านว่า)
คนมีปัญญาน้อยได้รับความสุขย่อมมัวเมา แม้ถูกความทุกข์กระทบย่อมหลง ถูกความสุขและความทุกข์จรมากระทบเข้า ย่อมหวั่นไหวเหมือนปลาในฤดูร้อน ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่ (เสนกบัณฑิตกราบทูลคัดค้านว่า)
ต้นไม้ในป่าที่มีผลดก ฝูงนกย่อมบินโฉบไปมาอยู่รอบต้นฉันใด คนผู้มั่งคั่งมีทรัพย์ มีโภคะก็ฉันนั้น คนเป็นจำนวนมากย่อมคบหาเพราะเหตุแห่งประโยชน์ ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ (มโหสธบัณฑิตกราบทูลคัดค้านว่า)
คนโง่ถึงจะมีกำลังก็หายังประโยชน์ให้สำเร็จได้ไม่ นายนิรยบาลทั้งหลายย่อมฉุดคร่าคนมีปัญญาทราม ผู้คร่ำครวญถึงทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยกรรมอันโหดร้าย ไปสู่นรกที่มีเวทนาอันแรงกล้า ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๘๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๔. สิรีมันตชาดก (๕๐๐) (เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)
แม่น้ำบางสายย่อมไหลลงสู่แม่น้ำคงคา แม่น้ำเหล่านั้นทุกสายย่อมละทิ้งชื่อและโคตร(ของตน) แม่น้ำคงคาเมื่อไหลลงสู่ท้องทะเลก็ไม่ปรากฏชื่อฉันใด แม้คนมีปัญญาในโลกก็ฉันนั้น ย่อมไม่ปรากฏความสำเร็จ ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ (มโหสธบัณฑิตกราบทูลว่า)
ทะเลใหญ่หลวงที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง ซึ่งแม่น้ำน้อยใหญ่หลั่งไหลไป นับไม่ถ้วนอยู่ตลอดกาลทั้งปวง มีกำลังโอฬารอยู่เป็นนิตย์ มหาสมุทรย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้ฉันใด
แม้ถ้อยคำของคนโง่ก็ฉันนั้น ในกาลบางครั้งบางคราว ถึงคนมีสิริก็ไม่ล่วงเลยคนมีปัญญาไปได้ ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่ (เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)
ถึงแม้คนผู้ไม่สำรวมแต่มียศ ดำรงอยู่ในฐานะผู้วินิจฉัย ย่อมกล่าวเนื้อความแก่คนเหล่าอื่น ถ้อยคำของเขานั้นนั่นแลย่อมงอกงามในท่ามกลางแห่งหมู่ญาติ เพราะคนมีสิริยังคนเหล่าอื่นให้ทำตามถ้อยคำของตนนั้นได้ คนมีปัญญาหาทำได้ไม่ ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๘๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๔. สิรีมันตชาดก (๕๐๐) (มโหสธบัณฑิตกราบทูลว่า)
เพราะเหตุแห่งคนอื่นบ้าง หรือเพราะเหตุแห่งตนบ้าง คนโง่มีปัญญาน้อยย่อมพูดเท็จได้ เขาย่อมถูกนินทาในท่ามกลางสภา แม้ในภายหลังเขาย่อมไปสู่ทุคติ ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่ (เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)
คนมีปัญญาดังแผ่นดินแต่ไม่มีที่อยู่อาศัย มีทรัพย์น้อย ยากจน แม้หากจะกล่าวข้อความ ถ้อยคำของเขานั้นหางอกงามในท่ามกลางหมู่ญาติไม่ ธรรมดาสิริไม่มีแก่คนมีปัญญา ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ (มโหสธบัณฑิตกราบทูลว่า)
เพราะเหตุแห่งคนอื่นบ้าง เพราะเหตุแห่งตนบ้าง คนมีปัญญาดังแผ่นดินจะไม่พูดเหลาะแหละ เขามีคนบูชาแล้วในท่ามกลางสภา แม้ในภายหลังเขาก็ไปสู่สุคติ ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่ (เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)
ช้าง โค ม้า ต่างหูแก้วมณี และหญิงทั้งหลายเกิดในสกุลที่มั่งคั่ง ทั้งหมดเหล่านั้นล้วนเป็นเครื่องอุปโภคของคนมั่งคั่ง คนผู้ไม่มั่งคั่งก็เป็นเครื่องอุปโภคของคนมั่งคั่ง ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๘๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๔. สิรีมันตชาดก (๕๐๐) (มโหสธบัณฑิตยกเหตุผลอย่างอื่นมาว่า)
สิริย่อมละคนโง่ผู้ไม่จัดแจงการงาน มีความคิดเลวทราม มีปัญญาทรามไปเหมือนงูลอกคราบเก่าทิ้ง ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่ (ต่อมาเสนกบัณฑิตคิดจะทำลายวาทะของมโหสธบัณฑิต จึงกล่าวว่า)
ขอจงทรงพระเจริญ ข้าพระองค์ทั้ง ๕ คนนี่แหละเป็นบัณฑิต ทั้งหมดล้วนต้องประคองอัญชลีบำรุงพระองค์ พระองค์ทรงเป็นอิสระครอบงำข้าพระองค์ทั้งหลาย ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นเจ้าแห่งภูต ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ (พระโพธิสัตว์มโหสธบัณฑิตเมื่อจะทำลายวาทะของเสนกบัณฑิต จึงกราบทูลพระราชาว่า)
คนโง่มียศ เมื่อมีเหตุต่างๆ เกิดขึ้น ก็เป็นทาสคนมีปัญญา บัณฑิตย่อมจัดการเหตุที่ละเอียดได้ คนโง่ย่อมถึงความงวยงงในเหตุนั้น ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่ (พระโพธิสัตว์มโหสธบัณฑิตสรรเสริญปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปว่า)
แท้จริง ปัญญาเท่านั้นสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ สิริเป็นที่ต้องการของคนโง่ผู้ยินดีในโภคะ ส่วนญาณของท่านผู้รู้ทั้งหลายชั่งไม่ได้ คนมีสิริล่วงเลยคนมีปัญญาไปไม่ได้ไม่ว่าในกาลไหนๆ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๘๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๕. โรหณมิคชาดก (๕๐๑) (พระราชาสดับดังนั้นทรงยินดีต่อการแก้ปัญหาของพระโพธิสัตว์มโหสธ จึงตรัสว่า)
พ่อมโหสธบัณฑิตผู้เห็นธรรมโดยสิ้นเชิง เราได้ถามปัญหาใดกับเจ้า เจ้าก็ได้แก้ปัญหานั้นแก่เรา เราพอใจการแก้ปัญหา จึงให้โคแก่เจ้า ๑,๐๐๐ ตัว โคอุสภะและช้าง รถเทียมม้าอาชาไนยเหล่านี้ ๑๐ คัน และบ้านส่วย ๑๖ ตำบล สิรีมันตชาดกที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สิริเมณฑกปัญหานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปญฺญายุเปตํ สิริยา วิหีนํ
จักมีแจ้งใน มหาอุมมังคชาดก.
จบอรรถกถาสิริเมณฑกชาดกที่ ๔