๑๑. มหาปโลภนชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๑ มหาปโลภนชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๑. มหาปโลภนชาดก ว่าด้วยหญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์
พฺรหฺมโลกา จวิตฺวาน เทวปุตฺโต มหิทฺธิโก รญฺโญ ปุตฺโต อุทปาทิ สพฺพกามสมิทฺธิสุ ฯ กามา วา กามสญฺญา วา พฺรหฺมโลเก น วิชฺชติ สฺวาสฺสุ ตาเยว สญฺญาย กาเมหิ วิชิคุจฺฉถ ฯ ตสฺส จนฺเตปุเร อาสิ ฌานาคารํ สุมาปิตํ โส ตตฺถ ปฏิสลฺลีโน เอโก รหสิ ฌายถ ฯ ส ราชา ปริเทเวสิ ปุตฺตโสเกน อฏฺฏิโต เอกปุตฺโต จยํ มยฺหํ น จ กามานิ ภุญฺชติ ฯ โก นุ เขฺวตฺถ อุปาโย โส โก วา ชานาติ กิญฺจนํ โย เม ปุตฺตํ ปโลเภยฺย ยถา กามานิ ปตฺถเย ฯ
เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก จุติจากพรหมโลกแล้วมาเกิดเป็นโอรสของพระราชา ผู้ทรงดำรงอยู่ในพระราชสมบัติอันเพรียบพร้อมด้วยสรรพกามคุณก็ดี ความสำคัญในกามก็ดี มิได้มีในพรหมโลก พระราชกุมารนั้นจึงเกลียด ชังกามทั้งหลาย ด้วยสัญญาอันเกิดในพรหมโลกนั้น. พระราชบิดารับ สั่งให้สร้างฌานาคารไว้ภายในพระราชฐาน สำหรับพระราชกุมารนั้นทรง หลีกเร้นบำเพ็ญฌานในอาคารนั้นพระองค์เดียว. พระราชาทรงอัดอั้นตัน พระทัยด้วยความโศกถึงพระโอรส ทรงปริเทวนาการว่า ลูกคนเดียว ของเรานี้ ไม่บริโภคกามารมณ์เลย. อุบายที่จะทำให้ลูกเราบริโภค กามารมณ์นี้ มีอยู่อย่างไรบ้างหนอ หรือว่าเราจะรู้เหตุที่จะทำให้ลูกเราพัว พันอยู่ในอารมณ์ได้ หรือว่าผู้ใดจะประเล้าประโลมลูกเราให้ปรารถนา กามารมณ์ได้อย่างไรบ้าง?
อหุ กุมารี ตตฺเถว วณฺณรูปสมาหิตา กุสลา นจฺจคีตสฺส วาทิเต จ ปทกฺขิณา สา ตตฺถ อุปสงฺกมฺม ราชานํ เอตทพฺรวิ อหํ โข นํ ปโลเภยฺยํ สเจ ภตฺตา ภวิสฺสติ ฯ
ภายในพระราชฐานนั้นเอง มีกุมารีคนหนึ่งมีฉวีวรรณงดงาม รูปร่าง สะสวย ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง และชำนาญในการดีดสีตีเป่า เธอเข้าไปในพระราชฐานนั้นแล้วกราบทูลพระราชาว่า เกล้ากระหม่อมฉัน พึงประเล้าประโลมพระราชกุมารนั้นได้ ถ้าพระราชกุมารนั้นจะเป็น พระสวามีของเกล้ากระหม่อมฉัน.
ตํ ตถาวาทินึ ราชา กุมารึ เอตทพฺรวิ ตฺวญฺเญว นํ ปโลเภหิ ตว ภตฺตา ภวิสฺสติ ฯ
พระราชาจึงตรัสกะนางกุมาริกาผู้กล่าวยืนยันเช่นนี้ว่า เธอจงประเล้า ประโลมลูกของเรา ลูกของเราจักเป็นสามีของเจ้า.
สา จ อนฺเตปุรํ คนฺตฺวา พหุํ กามูปสญฺหิตํ หทยงฺคมา เปมนียา จิตฺรา คาถา อภาสถ ฯ
นางกุมารีนั้นได้เข้าไปภายในพระราชฐานแล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาหัวเราะ จับจิตใจ ยั่วยวนชวนให้รักใคร่ เปลี่ยนแปลงขับรำอันประกอบด้วย กามารมณ์มากอย่าง.
ตสฺสา จ คายมานาย สทฺทํ สุตฺวาน นาริยา กามจฺฉนฺทสฺส อุปฺปชฺชิ ชนํ โส ปริปุจฺฉถ ฯ กสฺเสโส สทฺโท โก วา โส ภณติ อุจฺจาวจํ พหุํ หทยงฺคมํ เปมนียํ อโห กณฺณสุขํ มม ฯ
กามฉันทะก็บังเกิดแก่พระราชกุมารนั้น เพราะได้ทรงสดับเสียงของ นางกุมารีผู้ขับกล่อมอยู่ พระราชกุมารจึงตรัสถามคนที่อยู่ใกล้เคียงดูว่า โอ นั่นเสียงใคร หรือใครนั่นมาขับร้องเสียงสูงต่ำจับจิตใจยั่วยวนชวน ให้รักใคร่ เพราะหูของเรานัก?
เอสา โข ปมุทา เทว ขิฑฺฑา เอสา อนปฺปิกา สเจ ตฺวํ กาเม ภุญฺเชยฺย ภิยฺโย ภิยฺโย ฉนฺเทยฺยุ ตํ ฯ
ขอเดชะเสียงนี้น่ายินดี ให้สนุกสนานได้มิใช่น้อย ถ้าพระองค์พึง บริโภคกามคุณไซร้ กามทั้งหลายจะพึงพอพระทัยพระองค์เป็นอย่างยิ่ง.
อิงฺฆ อาคจฺฉโตเรน อวิทูรมฺหิ คายตุ อสฺสมสฺส สมีปมฺหิ สนฺติเก มยฺห คายตุ ฯ
เชิญมาภายในนี้ จงมาขับร้องใกล้ๆ เรา เลื่อนเข้ามาขับใกล้ตำหนักของ เรา จงขับกล่อมใกล้ที่บรรทมของเรา.
ติโรกุฑฺฑมฺหิ คายิตฺวา ฌานาคารมฺหิ ปาวิสิ พนฺธิตุํ อนุปุพฺเพน อรญฺญมิว กุญฺชรํ ฯ
นางกุมารีนั้น เข้าไปขับกล่อมภายนอกฝาห้องบรรทม แล้วเลื่อนเข้าไป ณ ตำหนักฌานาคารโดยลำดับ จนผูกพระราชกุมารไว้ได้ เหมือนนาย หัตถาจารย์จับคชสารป่ามัดไว้ ฉะนั้น.
ตสฺสา กามรสํ ญตฺวา อิสฺสาธมฺโม อชายถ อหเมว กาเม ภุญฺเชยฺยํ มา อญฺโญ ปุริโส อหุ ฯ ตโต อสึ คเหตฺวาน ปุริเส หนฺตุํ อุปกฺกมิ อหเมเวโก ภุญฺชิสฺสํ มา อญฺโญ ปุริโส สิยา ฯ
เพราะรู้กามรสแห่งนางกุมารีนั้น อธรรม คือ ความริษยา ได้เกิดขึ้นแก่ พระราชกุมารว่า เราเท่านั้นพึงได้บริโภคกาม อย่าได้มีบุรุษคนอื่นเลย. ต่อแต่นั้นมา พระราชกุมารทรงถือเอาดาบเล่มหนึ่งแล้ว เสด็จไปเพื่อ จะฆ่าบุรุษทั้งหลายเสีย ด้วยทรงคิดว่า เราจักบริโภคกามแต่คนเดียว อย่าพึงมีบุรุษคนอื่นอยู่เลย.
ตโต ชานปทา สพฺเพ วิกฺกนฺทึสุ สมาคตา ปุตฺโต ตฺยายํ มหาราช ชนํ เหเฐตฺยทูสกํ ฯ
ต่อมานั้น ชาวชนบททั้งปวงจึงมาประชุม ถวายเรื่องราวร้องทุกข์ว่า ข้าแต่พระมหาราชา พระราชโอรสของพระองค์นี้ ทรงเบียดเบียนผู้หา โทษมิได้ พระเจ้าข้า.
ตญฺจ ราชา นิวาเหสิ สมฺหา รฏฺฐา จ ขตฺติโย ยาวตา วิชิตา มยฺหํ น เต วตฺถพฺพ ตาวเท ฯ
จอมขัตติยราชทรงเนรเทศพระราชกุมารออกไปจากรัฐสีมาของพระองค์ แล้ว มีพระราชโองการว่า อาณาเขตของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ใน อาณาเขตของเราเพียงนั้น.
ตโต โส ภริยมาทาย สมุทฺทํ อุปสงฺกมิ ปณฺณสาลํ กริตฺวาน วนํ อุญฺฉาย ปาวิสิ ฯ
ครั้งนั้น พระราชกุมารทรงพาชายาไปจนบรรลุถึงสมุทรนทีแห่งหนึ่ง ทรง สร้างบรรณศาลาแล้ว จึงเสด็จเข้าไปสู่ป่าเพื่อแสวงหาผลาผล.
อเถตฺถ อิสิ มาคญฺฉิ สมุทฺทมุปรูปริ โส ตสฺส เคหํ ปาเวกฺขิ ภตฺตกาเล อุปฏฺฐิเต ฯ
ครั้งนั้น มีฤาษีตนหนึ่ง มาถึงบรรณศาลานั้น โดยทางเบื้องบนสมุทร เข้าไปยังบรรณศาลาของพระราชกุมาร ในเวลาที่นางกุมารีจัดแจง ภัตตาหารไว้แล้ว.
ตญฺจ ภริยา ปโลเภสิ ปสฺส ยาว สุทารุณํ จุโต โส พฺรหฺมจริยมฺหา อิทฺธิยา ปริหายถ ฯ
ชายาของพระราชกุมาร ประเล้าประโลมฤาษีนั้น ดูเถิดกรรมที่นางกุมารี กระทำนั้นหยาบช้าเพียงไร ฤาษีนั้นได้เคลื่อนจากพรหมจรรย์ เสื่อม จากฤทธิ์.
ราชปุตฺโต จ อุญฺฉาโต วนมูลผลํ พหุํ สายํ กาเชน อาทาย อสฺสมํ อุปสงฺกมิ ฯ
ฝ่ายพระราชโอรสแสวงหามูลและผลาผลในป่าได้จำนวนมากแล้ว จึง หาบหามเข้ามายังอาศรมในเวลาเย็น.
อิสิ จ ขตฺติยํ ทิสฺวา สมุทฺทํ อุปสงฺกมิ เวหายสํ คมิสฺสนฺติ สีทเต โส มหณฺณเว ฯ
ฝ่ายฤาษีพอเห็นขัตติยราชกุมาร จึงรีบเข้าไปยังฝั่งสมุทร ด้วยตั้งใจไว้ว่า เราจักไปทางเวหาสแต่ต้องจมลงในมหรรณพนั่นเอง.
ขตฺติโย จ อิสึ ทิสฺวา สีทมานํ มหณฺณเว ตสฺเสว อนุกมฺปาย อิมา คาถา อภาสถ ฯ
ฝ่ายว่าขัตติยราชกุมาร ได้ทอดพระเนตรเห็นฤาษีจมลงในมหรรณพ จึง ได้ตรัสพระคาถานี้ ด้วยทรงพระอนุเคราะห์ต่อฤาษีนั้นว่า.
อภิชฺชมาเน วาริสฺมึ สยํ อาคมฺม อิทฺธิยา มิสฺสีภาวิตฺถิยา คนฺตฺวา สํสีทติ มหณฺณเว ฯ อาวฏฺฏนี มหามายา พฺรหฺมจริยวิโกปนา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ อนลา มุทุสมฺภาสา ทุปฺปูรา ตา นทีสมา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ ยํ เอตา อุปเสวนฺติ ฉนฺทสา วา ธเนน วา ชาตเวโทว สณฺฐานํ ขิปฺปํ อนุทหนฺติ นํ ฯ
ตัวท่านเองมาด้วยฤทธิ์บนน้ำอันไม่แตกแยก ครั้นถึงความระคนด้วยสตรี แล้ว ต้องจมลงในมหรรณพ. ธรรมดาสตรีมีปกติหมุนเวียน มีมายา มาก มักทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมทำนักพรตให้จมลง ท่านรู้แจ้ง ฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล. สตรีทั้งหลายมีวาจาไพเราะ มีสัมภาส อ่อนหวาน ยากที่จะให้เต็มได้ เสมอด้วยแม่น้ำ ย่อมทำนักพรตให้จม ลง ท่านจะรู้แจ้ง ฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล. สตรีทั้งหลายย่อม เข้าไปซ่องเสพบุรุษใด ด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม ย่อมพลัน ตามเผาผลาญบุรุษนั้น เหมือนไฟป่าเผาสถานที่ตนเอง ฉะนั้น.
ขตฺติยสฺส วโจ สุตฺวา อิสิสฺส นิพฺพิโท อหุ ลทฺธา โปราณกํ มคฺคํ คจฺฉเต โส วิหายสํ ฯ
ความเบื่อหน่ายได้เกิดมีแก่ฤาษี เพราะได้ฟังถ้อยคำของขัตติยราชกุมาร ฤาษีนั้นกลับได้ทางเก่า แล้วก็เหาะขึ้นไปยังเวหาส.
ขตฺติโย จ อิสึ ทิสฺวา คจฺฉมานํ วิหายสํ สํเวคํ อลภิ ธีโร ปพฺพชฺชํ สมโรจยิ ฯ ตโต โส ปพฺพชิตฺวาน กามราคํ วิราชยิ กามราคํ วิราเชตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อหูติ ฯ มหาปโลภนชาตกํ เอกาทสมํ ฯ ---------
ฝ่ายขัตติยราชกุมารผู้ทรงพระปรีชา ได้ทอดพระเนตรเห็นฤาษีกำลังเหาะ ไปยังเวหาส จึงได้ความสลดจิต น้อมพระทัยบรรพชา. ต่อแต่นั้น ขัตติยราชกุมารก็ทรงบรรพชาสำรอกกามราคะแล้ว ได้เข้าถึงพรหมโลก. จบ มหาปโลภชาดกที่ ๑๑.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๑. มหาปโลภนชาดก (๕๐๗) ว่าด้วยการประเล้าประโลมให้หลง (พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า)
เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก จุติจากพรหมโลก บังเกิดเป็นพระโอรสของพระราชาผู้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ซึ่งให้สำเร็จความปรารถนาทุกประการ
กามก็ดี ความสำคัญในกามก็ดี ไม่มีในพรหมโลก พระกุมารนั้นทรงรังเกียจกามทั้งหลาย เพราะสัญญานั้นนั่นเอง
ก็ภายในเมือง ได้มีเรือนสำหรับบำเพ็ญฌาน ที่พระราชบิดาโปรดให้สร้างไว้อย่างดีเพื่อพระกุมารนั้น พระกุมารทรงหลีกเร้นบำเพ็ญฌานอยู่พระองค์เดียว ในที่ลับในเรือนสำหรับบำเพ็ญฌานนั้น
พระราชาพระองค์นั้นทรงอัดอั้นตันพระทัย ด้วยความโศกเพราะพระโอรส ได้ทรงบ่นเพ้อรำพันว่า ก็โอรสองค์เดียวของเรานี้ช่างไม่บริโภคกามเสียเลย (พระราชาทรงบ่นเพ้อรำพันว่า)
ผู้ใดพึงเล้าโลมโอรสของเราโดยที่เขาพึงปรารถนากามได้บ้าง อุบายในข้อนี้นั้นเป็นอย่างไรหนอ หรือใครรู้เหตุที่จะทำให้โอรสของเรานั้นเกี่ยวข้องกามได้บ้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๒๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๑. มหาปโลภนชาดก (๕๐๗) (พระศาสดาตรัสเล่าเรื่องว่า)
ภายในเมืองนั้นเอง ได้มีกุมารีแรกรุ่นนางหนึ่ง มีผิวพรรณรูปร่างงดงาม เป็นหญิงฉลาดการฟ้อนรำขับร้อง และได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีในการบรรเลงดนตรี
นางได้เข้าไปภายในพระราชฐาน ได้กราบทูลพระราชาดังนี้ว่า ถ้าหม่อมฉันจักได้พระกุมารเป็นภัสดา หม่อมฉันก็พึงประเล้าประโลมพระกุมารนั้น
พระราชาได้ตรัสกับนางผู้กราบทูลอย่างนั้นดังนี้ว่า เธอประเล้าประโลมเขาได้ เธอจักได้เขาเป็นภัสดา (พระศาสดาทรงประกาศความข้อนั้นว่า)
ก็นางครั้นไปถึงภายในพระราชฐาน ได้บรรเลงดนตรียั่วยวนความใคร่นานับประการ ขับกล่อมคาถาอันไพเราะจับใจ น่ารักใคร่
ก็เพราะทรงสดับเสียงขับกล่อมแห่งนารีนั้นขับกล่อมอยู่ กามฉันทะได้เกิดขึ้นแก่พระกุมารนั้น พระองค์จึงทรงสอบถามชนผู้อยู่รอบๆ ข้างว่า
นั่นเสียงใครกัน ใครกันนั่นขับร้องสำเนียงเสียงสูงๆ ต่ำๆ ได้อย่างไพเราะ จับใจ น่ารักใคร่นักหนา เสนาะหูเราเหลือเกิน (ข้าราชบริพารกราบทูลว่า)
ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ นั่นเป็นเสียงสตรี น่าเพลิดเพลินมิใช่น้อย ถ้าพระองค์พึงบริโภคกาม กามทั้งหลายจะพึงทำพระองค์ให้พอพระทัยยิ่งขึ้น (พระราชกุมารตรัสว่า)
เชิญนางมาทางนี้ ทำไมขับร้องอยู่ห่างไกลนัก จงขับร้องอยู่ใกล้ๆ ตำหนักของเรา และใกล้ๆ เรา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๒๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๑. มหาปโลภนชาดก (๕๐๗) (พระศาสดาตรัสต่อไปว่า)
นางขับร้องอยู่ภายนอกฝาห้องพระบรรทม แล้วได้เลื่อนเข้าไปในเรือนสำหรับบำเพ็ญฌานโดยลำดับ เพื่อจะผูกมัดพระกุมารเหมือนการจับช้างป่า
เพราะทรงรู้รสแห่งกาม ความริษยาได้เกิดแก่พระกุมารว่า เราเท่านั้นพึงบริโภคกาม อย่าพึงมีชายอื่นอยู่เลย
ต่อแต่นั้น ทรงจับพระแสงดาบ เสด็จเข้าไปหาชายทั้งหลาย เพื่อจะทรงฆ่าทิ้งเสีย ด้วยพระดำริว่า เราคนเดียวเท่านั้นจักบริโภคกาม อย่าพึงมีชายอื่นอยู่เลย
แต่นั้น ชาวชนบททั้งปวงได้มาพร้อมกันคร่ำครวญร้องทุกข์ว่า ขอเดชะมหาราช พระราชโอรสพระองค์นี้ ทรงเบียดเบียนชนผู้ไม่ประทุษร้าย พระเจ้าข้า
ก็ขัตติยราชาทรงเนรเทศพระราชโอรสพระองค์นั้น จากรัฐสีมาของพระองค์ด้วยพระบรมราชโองการว่า แว่นแคว้นพ่อมีอยู่ประมาณเพียงใด เจ้าไม่ควรอยู่ในเขตมีประมาณเพียงนั้น
ครั้งนั้น พระราชโอรสนั้นทรงพาพระชายา เสด็จไปถึงฝั่งสมุทรแห่งหนึ่ง ทรงสร้างบรรณศาลาแล้วเสด็จเข้าป่าเพื่อทรงแสวงหาผลาผล
ครั้งนั้น ฤๅษีตนหนึ่งได้เหาะมาเหนือสมุทรถึงบรรณศาลานั้น ท่านได้เข้าไปยังบรรณศาลาของพระกุมารนั้น ในเวลาที่นางกุมาริกาจัดแจงพระกระยาหาร
ส่วนพระชายาได้ประเล้าประโลมฤๅษีนั้น ดูเอาเถิด กรรมที่นางทำแสนจะหยาบช้าเพียงไร ที่ฤๅษีตนนั้นเคลื่อนจากพรหมจรรย์และเสื่อมจากฤทธิ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๒๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๑. มหาปโลภนชาดก (๕๐๗)
ฝ่ายพระราชบุตรแสวงหามูลผลาผลในป่าได้เป็นจำนวนมาก ทรงหาบมาในเวลาใกล้เที่ยงวัน เสด็จเข้าไปยังพระอาศรม
ก็แลฤๅษีพอเห็นขัตติยกุมาร จึงหลบไปยังฝั่งสมุทร ด้วยดำริว่า เราจักเหาะไป แต่ท่านก็จมลงในห้วงน้ำใหญ่
ฝ่ายขัตติยกุมารทอดพระเนตรเห็นฤๅษีจมอยู่ในห่วงน้ำใหญ่ เพื่อจะทรงช่วยเหลือท่าน จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า
ตัวท่านเองเดินมาได้บนผิวน้ำไม่แตกแยกด้วยฤทธิ์ ครั้นถึงความคลุกคลีกับหญิงแล้ว จึงจมลงในห้วงน้ำใหญ่
ธรรมดาหญิงทั้งหลายมีความหมุนเวียนเปลี่ยนอยู่เสมอ มีมายามาก ทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมจมลง(ในนรก) บุคคลรู้ชัดเนื้อความข้อนั้นแล้ว พึงเว้นให้ห่างไกล
หญิงเหล่านั้นพูดจาอ่อนหวาน ไม่รู้จักพอ ให้เต็มได้ยากเหมือนกับแม่น้ำ ย่อมจมลง(ในนรก) บุคคลรู้ชัดเนื้อความข้อนั้นแล้ว พึงเว้นให้ห่างไกล
หญิงเหล่านั้นคบหาชายใด ด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม ย่อมตามเผาผลาญชายนั้นทันที เหมือนไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ของตนเอง
ความเบื่อหน่ายได้มีแก่ฤๅษีเพราะฟังพระดำรัสของขัตติยกุมาร ฤๅษีนั้นกลับได้ทางที่ได้บรรลุมาก่อน จึงเหาะกลับไป
ฝ่ายขัตติยกุมารผู้ทรงพระปรีชา ทอดพระเนตรเห็นฤๅษีกำลังเหาะไป ทรงได้ความสังเวช จึงน้อมพระทัยสู่บรรพชา
ต่อแต่นั้น พระองค์ทรงบรรพชา สำรอกกามราคะได้แล้ว ทรงเข้าถึงพรหมโลก ดังนี้ มหาปโลภนชาดกที่ ๑๑ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๒๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภมาตุคามทำสัตว์ผู้บริสุทธิ์ให้เศร้าหมอง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พฺรหฺมโลกา จวิตฺวาน ดังนี้.
เรื่องปัจจุบัน ข้าพเจ้ากล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลัง.
ก็ในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามนี้ ย่อมกระทำสัตว์ผู้บริสุทธิ์ให้เศร้าหมองได้ ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
เรื่องอดีตนิทาน บัณฑิตพึงให้พิสดารตามนัยที่กล่าวแล้วใน จุลลปโลภนชาดก ในอดีต.
ก็ในครั้งนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจุติจากพรหมโลกมาบังเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสิกราช ทรงพระนามว่า อนิตถิคันธกุมาร. พระกุมารไม่ยอมอยู่ในมือของสตรีเลย สตรีที่จะให้พระกุมารดื่มน้ำนมต้องแปลงเป็นบุรุษเพศ พระราชกุมารโปรดประทับในฌานาคาร ไม่อยากพบเห็นสตรีเพศ.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๔ คาถาความว่า
เทพบุตรผู้มีฤทธิมาก จุติจากพรหมโลกแล้วมาเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสีผู้ทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติ อันเพียบพร้อมด้วยสรรพกาม.
ความใคร่ก็ดี ความสำคัญในกามก็ดี ไม่มีในพรหมโลกเลย พระราชกุมารนั้นจึงทรงรังเกียจกามทั้งหลาย ด้วยฌานสัญญาอันบังเกิดในพรหมโลกนั้นเอง.
พระราชบิดาตรัสสั่งให้สร้างฌานาคารไว้ภายในพระราชฐาน สำหรับพระราชกุมารนั้นทรงหลีกเร้น บำเพ็ญฌานในอาคารนั้นเพียงพระองค์เดียว.
พระเจ้ากาสิกราชทรงอัดอั้นตันพระทัยด้วยความเศร้าโศกถึงพระโอรส ทรงปริเทวนาการว่า โอรสคนเดียวของเรานี้ ไม่ยินดีเสวยกามารมณ์เสียเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพกามสมิทฺธิสุ ความว่า ก็เทพบุตรองค์หนึ่งบังเกิดเป็นพระโอรสของพระราชา ผู้ดำรงอยู่ในราชสมบัติอันมั่งคั่ง บริบูรณ์ด้วยสรรพกามารมณ์.
บทว่า สฺวาสฺสุ ความว่า พระราชกุมารนั้น.
บทว่า ตาเยว ความว่า ด้วยฌานสัญญาอันบังเกิดแล้วในพรหมโลกนั้นเอง.
บทว่า สุมาปิตํ ความว่า พระราชบิดาทรงสร้างฌานาคารไว้อย่างน่าพึงใจยิ่ง.
บทว่า รหสิ ฌายถ ความว่า พระกุมารหาได้สนพระทัยมองดูมาตุคามไม่.
บทว่า ปริเทเวสิ ความว่า ทรงบ่นพร่ำเพ้อ.
คาถาที่ ๕ เป็นคาถาแสดงความปริเทวนาการของพระราชา ความว่า
อุบายในข้อนี้มีอยู่อย่างไรหนอ ผู้ใดพึงประเล้าประโลมโอรสของเรา ให้เธอปรารถนากามได้ หรือว่าผู้นั้นใครเล่าจะรู้เหตุที่จะให้โอรสของเราพัวพันในกามได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุ โขตฺถ อุปาโย โส ความว่า ในเรื่องนี้ จะมีอุบายให้โอรสของเราเสวยกามสมบัติได้อย่างไรหนอ.
ปาฐะว่า โก นุโข อิธูปาโย โส อุบายในข้อนี้มีอยู่อย่างไรหนอ ดังนี้ก็มี
แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า โก นุโข ตํ อุปวสิตฺวา อุปลาปนการณํ ชานาติ ความว่า ใครเล่าหนอที่จะเข้าไปรู้เหตุที่ทำให้ลูกของเราเข้าไปพัวพันอยู่ในกามได้.
บทว่า โก วา ชานาติ กิญฺจนํ ความว่า หรือว่าใครจะรู้เหตุให้โอรสของเรานี้หมกมุ่นในกามได้.
เบื้องหน้าต่อไปนี้ เป็นอภิสัมพุทธคาถาอันพระศาสดาตรัสไว้พระคาถากึ่ง ความว่า
ภายในพระราชฐานนั้นเอง มีกุมารีคนหนึ่ง มีฉวีวรรณงดงาม รูปสวย ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องและชำนาญในการดีดสีตีเป่า นางเข้าไปในพระราชฐานนั้นแล้ว กราบทูลความนี้กะพระราชา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในภายในพระราชฐานนั้นเอง มีดรุณกุมารีนางหนึ่งในจำนวนจูฬนาฏนารีทั้งหลาย.
บทว่า ปทกฺขิณา ความว่า ได้รับการฝึกจนชำนาญ.
นางกุมาริกากล่าวคาถากึ่งคาถาทูลพระราชา ความว่า
เกล้ากระหม่อมฉันนี้แล จะพึงประเล้าประโลมพระราชกุมารนั้นได้ ถ้าหากพระราชกุมารนั้น จักได้เป็นพระภัสดาของกระหม่อมฉัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ ภตฺตา ความว่า ถ้าพระราชกุมารนั้นจักเป็นพระภัสดาของหม่อมฉัน.
พระราชาจึงตรัสกะนางกุมาริกา ผู้กล่าวยืนยันเช่นนั้นว่า เธอจงประเล้าประโลมลูกของเรา ลูกของเราจักเป็นสามีของเจ้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว ภตฺตา ความว่า โอรสของเรานี้จักเป็นสามีของเจ้า และตัวเจ้าก็จักได้เป็นอัครมเหสีแห่งโอรสของเราทีเดียว ไปเถิด เจ้าจงประเล้าประโลมล่อพระโอรสให้ทราบซึ้งกามรส.
ครั้นพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงส่งนางกุมาริกานั้นไปมอบแก่ชาวพนักงาน ผู้อภิบาลบำรุงพระกุมาร โดยพระราชโองการว่า เจ้าพนักงานผู้อภิบาลทั้งหลาย จงเปิดโอกาสแก่นางกุมาริกานี้เถิด. ในเวลาใกล้รุ่ง นางกุมาริกาถือพิณไปยืนอยู่ภายนอกใกล้ห้องบรรทมของพระกุมาร แล้วเอาปลายเล็บดีดพิณ ขับกล่อมคลอไปด้วยเสียงอันไพเราะ ประโลมล่อพระกุมารนั้น.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัส (พระคาถาทั้งหลาย) ความว่า
นางกุมารีนั้นได้เข้าไปภายในพระราชฐานแล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาไพเราะจับจิตใจ ยั่วยวนชวนให้รักใคร่ เปลี่ยนแปลงขับลำนำ ประกอบไปด้วยกามารมณ์มากมายหลายอย่าง.
กามฉันทะบังเกิดแก่พระราชกุมารนั้น เพราะได้ทรงสดับเสียงของนางกุมารี ผู้ขับกล่อมอยู่ พระราชกุมารจึงตรัสถามคนที่อยู่ใกล้เคียงว่า โอ! นั่นเสียงใคร หรือใครมาขับร้องเสียงสูงต่ำไพเราะจับใจ น่ารักนักหนา ไพเราะหูของเรานัก.
(พวกพระพี่เลี้ยงจึงกราบทูลว่า) ขอเดชะ เสียงนี้น่ายินดี น่าสนุกสนานมิใช่น้อย ถ้าพระองค์พึงบริโภคกามคุณไซร้ กามทั้งหลายจะพึงเป็นที่โปรดปรานพอพระทัยของพระองค์อย่างยิ่ง.
(พระราชกุมารรับสั่งว่า) เชิญมาภายในนี้ จงมาขับร้องใกล้ๆ เรา เลื่อนเข้ามาขับใกล้ตำหนักของเรา จงขับกล่อมใกล้ที่บรรทมของเรา.
นางกุมารีนั้นเข้าไปขับกล่อมภายนอกฝาห้องบรรทมแล้วเลื่อนเข้าไป ณ ตำหนักฌานาคารโดยลำดับ จนผูกพระราชกุมารไว้ได้ เหมือนนายหัตถาจารย์จับคชสารป่า มัดไว้ฉะนั้น.
เพราะรู้กามรสโลกีย์แห่งนางกุมารีนั้น พระราชกุมารจึงเกิดความปรารถนาเป็นอธรรมว่า เราเท่านั้นพึงได้บริโภคกาม อย่าได้มีบุรุษอื่นเลย ต่อแต่นั้น พระราชกุมารทรงถือดาบเล่มหนึ่งแล้ว เสด็จไปเพื่อจะฆ่าบุรุษทั้งหลายเสีย ด้วยทรงดำริว่า เราจักบริโภคกามแต่เพียงผู้เดียว อย่าพึงมีบุรุษอื่นอยู่เลย.
ต่อแต่นั้น ชาวชนบททั้งปวงจึงมาประชุมกันถวายเรื่องราวร้องทุกข์ว่า ข้าแต่พระมหาราชา พระราชโอรสของพระองค์นี้ทรงเบียดเบียนผู้หาโทษมิได้ พระเจ้าข้า.
พระเจ้ากาสีบรมกษัตริย์ทรงเนรเทศพระราชกุมารออกไปจากรัฐสีมาของพระองค์แล้ว มีพระราชโองการว่า อาณาเขตของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ในอาณาเขตของเราเพียงนั้นเป็นอันขาด.
ครั้งนั้น พระราชกุมารทรงพาพระชายาไปจนบรรลุถึงสมุทรนทีแห่งหนึ่ง ทรงสร้างบรรณศาลาแล้ว จึงเสด็จเข้าไปสู่ป่า เพื่อแสวงหาผลาผล.
ครั้งนั้น มีฤาษีตนหนึ่งมาถึงบรรณศาลานั้นโดยทางเบื้องบนสมุทร เข้าไปยังบรรณศาลาของพระราชกุมาร ในเวลาที่นางกุมารีจัดแจงภัตตาหารไว้แล้ว.
ชายาของพระราชกุมาร ประเล้าประโลมฤาษีนั้น ดูเถิด กรรมที่นางกุมารีทำนั้นหยาบช้าเพียงไร ฤาษีนั้นเคลื่อนจากพรหมจรรย์เสื่อมจากฤทธิ์.
ฝ่ายพระราชโอรสแสวงหามูลผลาผลในป่าได้จำนวนมากแล้ว ครั้นถึงเวลาเย็นจึงใส่หาบขนเข้าไปสู่อาศรม.
ฝ่ายพระฤาษีพอเห็นพระขัตติยราชกุมาร จึงรีบเข้าไปยังฝั่งสมุทร ด้วยตั้งใจว่า เราจักไปทางเวหาส แต่ต้องจมลงในมหรรณพนั่นเอง.
ฝ่ายขัตติยราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นฤาษีจมลงในมหรรณพ จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ด้วยความอนุเคราะห์ต่อพระฤาษีนั้นว่า
ตัวท่านเองมาด้วยฤทธิ์ บนน้ำอันไม่แตกแยก ครั้นถึงความระคนด้วยสตรีแล้วต้องจมลงในมหรรณพ ธรรมดาสตรีมีปกติหมุนเวียน มีมายามาก มักทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมทำนักพรตให้จมลง ท่านรู้แจ้งฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรีทั้งหลายมีวาจาไพเราะ เจรจานุ่มนวล ถมไม่เต็มเหมือนกับนทีธาร ย่อมยังนักพรตให้จมลงท่านรู้แจ้งฉะนี้แล้วพึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรีทั้งหลายย่อมเข้าไปซ่องเสพบุรุษใดด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม ย่อมพลันตามเผาผลาญบุรุษนั้น เหมือนไฟป่าเผาสถานที่ตนเองฉะนั้น.
ความเบื่อหน่ายได้เกิดมีแก่ฤาษี เพราะได้ฟังถ้อยคำของขัตติยราชกุมาร ฤาษีนั้นกลับได้ทางอันมีมาก่อน แล้วเหาะขึ้นไปยังเวหาส.
ฝ่ายขัตติยราชกุมารผู้ทรงพระปรีชาได้ทอดพระเนตรเห็นพระฤาษีกำลังเหาะไปยังเวหาส จึงได้ความสลดจิต น้อมพระทัยสู่การบรรพชา ต่อแต่นั้น ขัตติยราชกุมารก็ทรงบรรพชา สำรอกกามราคะแล้วได้เข้าถึงพรหมโลก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺเตปุรํ ได้แก่ พระราชฐานอันเป็นที่อยู่ของพระกุมาร.
บทว่า พหุํ ความว่า ให้แปลกๆ ไปมากอย่าง.
บทว่า กามูปสญฺหิตํ ความว่า ผลัดเปลี่ยนขับลำนำ อันมีใจความกระตุ้นกามารมณ์.
บทว่า กามจฺฉนฺทสฺส ความว่า กามฉันท์บังเกิดขึ้นแก่พระอนิตถิคันธกุมารนั้น.
บทว่า ชนํ ได้แก่ ปริจาริกชนผู้อยู่ใกล้พระองค์.
บทว่า อุจฺจาวจํ ได้แก่ เพลงที่มีเสียงสูงและต่ำ.
บทว่า ภุญฺเชยฺย ความว่า ถ้าหากพระองค์พึงบริโภค (กามคุณ) ไซร้.
บทว่า ฉินฺเทยฺยุ ตํ ความว่า ขึ้นชื่อว่ากามทั้งหลายเหล่านี้จะพึงเป็นที่โปรดปรานพอพระทัยของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง.
พระราชกุมารทรงสดับว่า สมุทฺทา (คลื่นสมุทร) ดังนี้แล้วทรงนิ่งเฉยเสีย. แม้ในวันรุ่งขึ้น นางกุมาริกาก็ขับร้องอยู่อย่างนั้น. เมื่อเป็นเช่นนี้ พระกุมารก็เกิดมีจิตรักใคร่ เมื่อจะโปรดให้นางกุมาริกานั้นมาเฝ้า จึงตรัสเรียกข้าราชบริพารทั้งหลายมาแล้วตรัสพระคาถามีคำว่า อิงฺฆ (นี่แน่ะเราจะบอกให้) ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า ติโรกุฑฺฑมฺหิ ความว่า ภายนอกฝาห้องบรรทม.
บทว่า มา อญฺโญ ความว่า ชื่อว่าบุรุษผู้บริโภคกามคนอื่น ไม่ควรมีเลย.
บทว่า หนฺตุํ อุปกฺกมิ ความว่า พระกุมารเสด็จลงไปยืนขวางกลางถนน แล้วปรารภจะฆ่าพวกบุรุษเสีย.
บทว่า วิกฺกนฺทึสุ ความว่า เมื่อบุรุษสอง-สามคนถูกพระราชกุมารประหารไปแล้ว ผู้คนทั้งหลายต่างพากันวิ่งหนี หลบเข้าไปสู่เรือน. พระราชกุมารนั้นไม่พบปะพวกบุรุษทั้งหลาย ก็สงบไปพักหนึ่ง. ขณะนั้น ชาวพระนครก็พากันมาประชุมที่พระลานหลวง กราบทูลเรื่องราวแด่พระราชา.
บทว่า ชนํ เหเฐตฺยทูสกํ ความว่า ชาวเมืองกราบทูลกล่าวโทษว่า พระโอรสของพระองค์ทรงประหารคนผู้ไร้ความผิด ขอได้โปรดให้ทรงจับพระราชโอรสนั้น. พระราชาตรัสสั่งให้จับพระกุมารไว้ด้วยอุบาย แล้วตรัสถามทวยนาครว่า ควรลงโทษกุมารนี้อย่างไร? เมื่อทวยนาครกราบทูลว่า ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ไม่มีทางอื่น แต่ควรที่พระองค์จะทรงเนรเทศพระกุมารนี้ พร้อมด้วยนางกุมาริกานั้นไปเสียจากแว่นแคว้น พระเจ้าข้า จึงได้ทรงทำตามนั้น.
เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถามีอาทิว่า ตญฺจ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปาเหสิ แปลว่า ทรงเนรเทศแล้ว.
บทว่า น เต วตฺถพฺพ ตาวเท ความว่า พระราชอาณาเขตของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ในอาณาเขตของเราเพียงนั้นเป็นอันขาด.
บทว่า อุญฺฉาย ความว่า เพื่อแสวงหาผลาผล ก็เมื่อพระราชกุมารนั้นเสด็จไปป่า นางกุมาริกาผู้ชายาเฝ้าอาศรมจัดแจงของควรเผาและต้ม ซึ่งมีอยู่ในอาศรมนั้น นั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา คอยดูทางที่ภัสดาจะกลับมา. เมื่อกาลเวลาล่วงไปอย่างนี้ วันหนึ่ง อิทธิมันตดาบสองค์หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะกลางสมุทร ออกจากอาศรมสถาน เดินบนน้ำได้เหมือนเดินบนแผ่นแก้วมณี แล้วเหาะขึ้นไปบนอากาศเที่ยวไปภิกษาจารจนบรรลุถึงเบื้องบนบรรณศาลานั้น แลเห็นควันไฟจึงคิดว่า ชะรอยในที่นี้จะมีมนุษย์อยู่อาศัย แล้วเลื่อนลอยลงมาที่ประตูบรรณศาลา.
ฝ่ายนางกุมาริกาผู้ชายาของพระกุมาร ครั้นเห็นพระดาบสแล้วจึงนิมนต์ให้นั่ง เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ ได้แสดงมายาแห่งสตรีให้เห็น จนได้ประพฤติอนาจารร่วมกับพระดาบสนั้น.
เมื่อพระศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถามีอาทิว่า อเถตฺถ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิสิ มาคญฺฉิ ความว่า พระฤาษีได้เหาะมาแล้ว.
บทว่า สมุทฺทมุปรูปริ ความว่า โดยทางเบื้องบนสมุทร.
บทว่า ปสฺส ยาว สุทารุณํ ความว่า ดูเถิดภิกษุทั้งหลาย กรรมอันทารุณหยาบช้าเพียงไร ที่นางกุมาริกานั้นกระทำแล้ว.
บทว่า สายํ ได้แก่ ในสายัณหสมัย.
บทว่า ทิสฺวา ความว่า อิทธิมันตดาบสนั้น เมื่อไม่อาจจะละนางกุมาริกานั้นไปได้ ก็อยู่ที่บรรณศาลานั้นจนตลอดวัน เห็นพระราชกุมารเสด็จมาในเวลาเย็น คิดว่า เราจักหนีไปทางอากาศ จึงกระทำอาการโลดลอยขึ้นไปตกจมลงในมหรรณพ.
บทว่า อิสึ ทิสฺวา ความว่า พระราชกุมารนั้นติดตามไป จึงเห็น (พระฤาษี).
บทว่า อนุกมฺปาย ความว่า พระกุมารเกิดความเอ็นดูว่า ถ้าพระดาบสนี้จักมาทางพื้นดิน ก็ควรจะหนีเข้าป่าไป ชะรอยจักมาทางอากาศ เพราะเหตุนั้น แม้จะตกไปในสมุทร ท่านก็ยังทำอาการเหมือนกับจะเหาะไป แล้วได้ตรัสพระคาถาด้วยความเอ็นดูต่อพระดาบสนั้นนั่นเอง.
ก็เนื้อความแห่งคาถาเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในติกนิบาตแล้วทั้งนั้น.
บทว่า นิพฺพิโท อหุ ความว่า ความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลายเกิดแล้ว.
บทว่า โปราณกํ มคฺคํ ได้แก่ ฌานวิเศษอันตนบรรลุแล้วในกาลก่อน.
บทว่า ปพฺพชิตฺวาน ความว่า พระราชกุมารทรงพานางกุมารีไปส่งยังที่อยู่ของมนุษย์ แล้วเสด็จกลับมาบรรพชาเพศเป็นฤาษี อยู่ในราวป่า ทรงสำรอกกามราคะเสียได้ ครั้นสำรอกกามราคะได้แล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าด้วยประการฉะนี้.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์ดีแล้วทั้งหลาย ย่อมเศร้าหมองเพราะอาศัยมาตุคามเป็นเหตุอย่างนี้
แล้วทรงประกาศอริยสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก.
ในเวลาจบอริยสัจจเทศนา ภิกษุผู้กระสันได้บรรลุพระอรหัตผล.
ก็อนิตถิกุมารในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถามหาปโลภนชาดกที่ ๑๑ -----------------------------------------------------