๑๐. มหาวาณิชชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. มหาวาณิชชาดก (๔๙๓) ว่าด้วยพ่อค้าใหญ่ (พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า)
พ่อค้าทั้งหลายจากแคว้นต่างๆ มาประชุมกันที่กรุงพาราณสี ตั้งพ่อค้าที่มีปัญญาดีกว่าคนหนึ่งให้เป็นหัวหน้า พากันนำทรัพย์กลับ
พ่อค้าเหล่านั้นมาถึงถิ่นกันดารที่มีภักษาน้อย ไม่มีน้ำ ได้พบต้นไทรใหญ่ มีร่มเงาเย็นสบาย น่ารื่นรมย์
ก็พ่อค้าเหล่านั้นพากันนั่งที่ร่มเงาต้นไทรนั้นนั่นเอง พวกที่เป็นคนโง่ถูกโมหะครอบงำ คิดเห็นพ้องกันว่า
ต้นไม้ต้นนี้สดชื่น ราวกับมีน้ำซับซึมอยู่ ขอเชิญพวกเราเหล่าพ่อค้าพากันตัดกิ่งด้านตะวันออกเถิด
ก็กิ่งไม้นั้นพอถูกตัดแล้วก็หลั่งน้ำใส ไม่ขุ่น พ่อค้าเหล่านั้นพากันอาบและดื่มกินตามที่ต้องการ ณ กิ่งไม้นั้น
ครั้งที่ ๒ พวกที่เป็นคนโง่ถูกโมหะครอบงำ คิดเห็นพ้องกันว่า ขอเชิญพวกเราเหล่าพ่อค้าพากันตัดกิ่งด้านทิศใต้เถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๕๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๑๐. มหาวาณิชชาดก (๔๙๓)
ก็กิ่งไม้นั้นพอถูกตัดแล้วก็หลั่งข้าวสาลี เนื้อ ข้าวสุก ขนมกุมมาสซึ่งมีสีเหมือนข้าวปายาสที่มีน้ำน้อย แกงอ่อม และกับมีแกงถั่วเป็นต้นออกมามากมาย
พวกพ่อค้าเหล่านั้นพากันบริโภค เคี้ยวกินตามที่ต้องการ ณ กิ่งไม้นั้น ครั้งที่ ๓ พวกที่เป็นคนโง่ถูกโมหะครอบงำ คิดเห็นพ้องกันว่า ขอเชิญพวกเราเหล่าพ่อค้า พากันตัดกิ่งด้านทิศตะวันตกเถิด
ก็กิ่งไม้นั้นพอถูกตัดแล้ว ก็หลั่งเหล่านารีมีเครื่องประดับพร้อมมูล เสื้อผ้าอาภรณ์งามวิจิตร ใส่ต่างหูแก้วมณี
ก็พ่อค้าแต่ละคนมีนารีนางหนึ่ง ส่วนหัวหน้ากองเกวียนมีนารี ๒๕ นาง แวดล้อมอยู่รอบข้างที่ร่มเงาต้นไทรนั้น
พวกพ่อค้าเหล่านั้นมีเหล่านารีแวดล้อมตามที่ต้องการ ครั้งที่ ๔ พวกที่เป็นคนโง่ถูกโมหะครอบงำ คิดเห็นพ้องกันว่า ขอเชิญพวกเราเหล่าพ่อค้าพากันตัดกิ่งด้านทิศเหนือเถิด
ก็กิ่งไม้นั้นพอถูกตัดแล้ว ก็หลั่งแก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ เงิน ทอง เครื่องลาดหลังช้าง และเครื่องปูลาดที่ทำด้วยขนแกะ
ผ้าแคว้นกาสีและผ้ากัมพลชื่ออุททิยะออกมาเป็นจำนวนมาก พวกพ่อค้าเหล่านั้นพากันขนบรรทุกเกวียนเหล่านั้นตามที่ต้องการ
ครั้งที่ ๕ พวกที่เป็นคนโง่ถูกโมหะครอบงำ คิดเห็นพ้องกันว่า ขอเชิญพวกเราช่วยกันตัดโคนต้นไทรนั้นเถิด บางทีจะได้ยิ่งกว่านี้
ทันใดนั้น หัวหน้ากองเกวียนได้ลุกขึ้นประคองอัญชลี ขอร้องว่า พ่อค้าวาณิชทั้งหลาย ต้นไทรมีความผิดอะไรหรือ ขอความเจริญจงมีแก่พวกท่านเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๑๐. มหาวาณิชชาดก (๔๙๓)
กิ่งด้านทิศตะวันออกให้น้ำอาบ กิ่งด้านทิศใต้ให้ข้าวและน้ำดื่ม กิ่งด้านทิศตะวันตกให้เหล่านารี ส่วนกิ่งด้านทิศเหนือให้ทรัพย์ที่น่าปลื้มใจทุกอย่าง พ่อค้าวาณิชทั้งหลาย ต้นไทรมีความผิดอะไรหรือ ขอความเจริญจงมีแก่พวกท่านเถิด
บุคคลนั่งก็ตาม นอนก็ตามที่ร่มเงาต้นไม้ใด ไม่ควรหักรานกิ่งต้นไม้นั้น เพราะว่าคนประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม
แต่พวกพ่อค้าเหล่านั้นจำนวนมาก ไม่เชื่อฟังคำของนายกองเกวียนผู้เดียวนั้น ใช้ขวานอันคมกริบตัดต้นไทรนั้นตั้งแต่โคนต้น
พวกนาคก็ออกมาจากต้นไทรนั้นสวมเกราะ ๒๕ ตน ถือธนู ๓๐๐ ตน และถือโล่หนัง ๖,๐๐๐ ตน (พญานาคกล่าวสั่งว่า)
พวกเจ้าจงฆ่า จงมัดพวกพ่อค้าเหล่านี้ อย่าได้ไว้ชีวิตแม้แต่คนเดียว พวกเจ้าจงทำพวกพ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดให้เป็นผงธุลี เว้นไว้แต่นายกองเกวียนเท่านั้น (พระศาสดาทรงทราบแล้วตรัส ๒ คาถาโอวาทว่า)
เพราะเหตุนั้นแล คนฉลาดพิจารณาเห็นประโยชน์ของตน ไม่พึงตกไปสู่อำนาจแห่งความโลภ พึงกำจัดใจที่เป็นศัตรูภายในเสีย
ผู้เห็นภัยรู้โทษอย่างนี้ว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ยึดมั่น มีสติ ดำเนินชีวิตอยู่ มหาวาณิชชาดกที่ ๑๐ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๕๔}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐ มหาวาณิชชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๐. มหาวาณิชชาดก โลภมากจนตัวตาย
วาณิชา สมิตึ กตฺวา นานารฏฺฐโต อาคตา ธนหารา ปกฺกมึสุ เอกํ กตฺวาน คามณึ ฯ เต ตํ กนฺตารมาคมฺม อปฺปภกฺขํ อนูทกํ มหานิโคฺรธมทฺทกฺขุํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ ฯ เต จ ตตฺถ นิสีทิตฺวา ตสฺส รุกฺขสฺส ฉาทิยา วาณิชา สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา ฯ อลฺลายเต อยํ รุกฺโข อปิ วารีว สนฺทติ อิงฺฆสฺส ปุริมํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ อจฺฉํ วาริ อนาวิลํ เต ตตฺถ นฺหาตฺวา ปิวิตฺวา ยาวติจฺฉึสุ วาณิชา ฯ ทุติยํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา อิงฺฆสฺส ทกฺขิณํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ สาลิมํโสทนํ พหุํ อปฺโปทวณฺเณ กุมฺมาเส สิงฺคิวิทลสูปิโย เต ตตฺถ ภุตฺวา ขาทิตฺวา ยาวติจฺฉึสุ วาณิชา ฯ ตติยํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา อิงฺฆสฺส ปจฺฉิมํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ นาริโย สมลงฺกตา วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ อปิสุ วาณิชา เอกา นาริโย ปญฺจวีสติ สมนฺตา ปริกรึสุ ตสฺส รุกฺขสฺส ฉาทิยา เต ตาหิ ปริวาเรตฺวา ยาวติจฺฉึสุ วาณิชา ฯ จตุตฺถํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา อิงฺฆสฺส อุตฺตรํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ มุตฺตา เวฬุริยา พหู รชตํ ชาตรูปญฺจ กุตฺติโย ปฏิยานิ จ กาสิกานิ จ วตฺถานิ อุทฺธิยานิ จ กมฺพลา เต ตตฺถ ภาเร พนฺธิตฺวา ยาวติจฺฉึสุ วาณิชา ฯ ปญฺจมํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา อิงฺฆสฺส มูเล ฉินฺทาม อปิ ภิยฺโย ลภามเส ฯ อถุฏฺฐหิ สตฺถวาโห ยาจมาโน กตญฺชลิ นิโคฺรโธ กึ อปรชฺฌติ วาณิชา ภทฺทมตฺถุ เต ฯ วาริทา ปุริมา สาขา อนฺนปานญฺจ ทกฺขิณา นาริทา ปจฺฉิมา สาขา สพฺพกาเม จ อุตฺตรา นิโคฺรโธ กึ อปรชฺฌติ วาณิชา ภทฺทมตฺถุ เต ฯ ยสฺส รุกฺขสฺส ฉายาย นิสีเทยฺย สเยยฺย วา น ตสฺส สาขํ ภญฺเชยฺย มิตฺตทุพฺโภ หิ ปาปโก ฯ เต จ ตสฺส อนาทิตฺวา เอกสฺส วจนํ พหู นิสิตาหิ กุฐารีหิ มูลโต นํ อุปกฺกมุํ ฯ
พวกพ่อค้าพากันนาจากรัฐต่างๆ กระทำการประชุมกันในเมืองพาราณสี ตั้งพ่อค้าคนหนึ่งให้เป็นหัวหน้า แล้วพากันขนเอาทรัพย์กลับไป. พ่อค้า เหล่านั้นมาถึงแดนกันดาร ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ได้เห็นต้นไทรใหญ่มี ร่มเงาเย็นสบาย น่ารื่นรมย์ใจ. ก็พากันเข้าไปนั่งพักที่ร่มต้นไทรนั้น พ่อค้าทั้งหลายเป็นคนโง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ คิดร่วมกันว่าไม้ต้นนี้ บางทีจะมีน้ำไหลซึมอยู่ เชิญพวกเราเหล่าพ่อค้ามาช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศ ตะวันออกแห่งต้นไม้นั้นดูทีเถิด. พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก น้ำใสไม่ขุ่น มัวไหลออกมา พ่อค้าเหล่านั้นก็พากันอาบและดื่ม ที่สายน้ำนั้นจนสม ปรารถนา. พ่อค้าทั้งหลาย ผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดกัน เป็นครั้งที่ ๒ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่ง ข้างทิศใต้แห่งต้นไม้นั้น อีกเถิด. พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก ข้าวสาลี เนื้อสุก ขนมถั่ว ซึ่งมีสี เหมือนข้าวปายาสปราศจากน้ำ แกงอ่อมปลาดุก ก็ไหลออกมามากมาย พ่อค้าเหล่านั้นพากันบริโภคเคี้ยวกินจนสมปรารถนา. พ่อค้าทั้งหลายผู้โง่ เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดกันเป็นครั้งที่ ๓ ว่า ขอให้พวกเรา ช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศตะวันตกแห่งต้นไม้นั้นอีกเถิด. พอกิ่งนั้นถูกตัดขาด ออก เหล่านางนารีแต่งตัวงามสมส่วน มีผ้าและเครื่องอาภรณ์อันวิจิตร ใส่ต่างหูแก้วมณี พากันออกมา. นารีทั้งหลายต่างแยกกันบำเรอพ่อค้า นางคนละคน นารี ๒๕ นางต่างก็แวดล้อมพ่อค้า ผู้เป็นหัวหน้าอยู่โดย รอบ ที่ร่มแห่งต้นไทรนั้น พ่อค้าเหล่านั้นแวดล้อมด้วยนารีเหล่านั้นจน สมปรารถนา. พ่อค้าทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดเป็น ครั้งที่ ๔ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่งทางทิศเหนือแห่งต้นไม้อีกเถิด. พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ เงิน ทอง เครื่อง ประดับมือ เครื่องปูลาด ผ้ากาสิกพัสตร์และผ้ากัมพล ชื่ออุทธิยะ ก็พรั่งพรู ออกมาเป็นอันมาก พ่อค้าเหล่านั้นพากันขนบรรทุกใส่ในเกวียนเหล่านั้น จนสมปรารถนา. พ่อค้าเหล่านั้น เป็นคนโง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมกันคิดเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดโคนต้นไม้นั้นเสียที เดียว บางทีจะได้ของมากไปกว่านี้อีก. ทันใดนั้นนายกองเกวียนจึงลุก ขึ้น ประคองอัญชลีร้องขอว่า ดูกรพ่อค้าทั้งหลาย ต้นไทรทำผิดอะไร หรือ (จึงพากันทำร้าย) ขอให้ท่านจงมีความเจริญเถิด. ดูกรพ่อค้าทั้ง หลาย กิ่งทางทิศตะวันออกก็ให้น้ำ กิ่งทางทิศใต้ก็ให้ข้าวและน้ำ กิ่ง ทางทิศตะวันตก ก็ให้นางนารี และกิ่งทางทิศเหนือก็ให้สิ่งที่ปรารถนา ทุกอย่าง ต้นไทรทำผิดอะไรหรือ (จึงพากันจะทำร้าย) ขอให้ท่านจงมี ความเจริญเถิด. บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มเงาแห่งต้นไม้ใด ก็ไม่ควร หักรานก้านแห่งต้นไทรนั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม แต่พ่อค้าเหล่านั้นมากด้วยกัน ไม่เชื่อถือถ้อยคำนายกองเกวียนผู้เดียว ต่างก็ถือขวานที่ลับแล้ว พากันเข้าไปหมายจะตัดต้นไทรนั้นที่โคน.
ตโต นาคา นิกฺขมึสุ สนฺนทฺธา ปญฺจวีสติ ธนุคฺคหานํ ติสตา ฉสหสฺสา จ จมฺมิโน ฯ
ทันใดนั้น นาคทั้งหลายก็พากันออกไป พวกสวมเกราะ ๒๕ พวกถือ ธนู ๓๐๐ พวกถือโล่ห์ ๖,๐๐๐.
เอเต หนถ พนฺธถ มา โว มุญฺจิตฺถ ชีวิตํ ฐเปตฺวา สตฺถวาหํว สพฺเพ ภสฺมํ กโรถ เน ฯ
ท่านทั้งหลายจงจับพวกนี้มัดฆ่าเสีย อย่าไว้ชีวิตเลย เว้นไว้แต่นายกอง เกวียนเท่านั้น นอกนั้นจงสังหารมันทุกคนให้เป็นภัสมธุลีไป.
ตสฺมาหิ ปณฺฑิโต โปโส สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน โลภสฺส น วสํ คจฺเฉ หเนยฺย ทิสกํ มนํ เอวมาทีนวํ ญตฺวา ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ วีตตโณฺห อนาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ มหาวาณิชชาตกํ ทสมํ ฯ
เพราะเหตุนี้แหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของตน ไม่ควรลุอำนาจแห่งความโลภ พึงกำจัดใจอันประกอบด้วยความโลภเสีย ภิกษุรู้โทษอย่างนี้ และรู้ตัณหาว่า เป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ พึงเป็นผู้ปราศ จากตัณหา ไม่มีความถือมั่น พึงเป็นผู้มีสติละเว้นโดยรอบเถิด. จบ มหาวาณิชชาดกที่ ๑๐.