๑. อัมพชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๑. อัมพชาดก (๔๗๔) ๑๓. เตรสกนิบาต ๑. อัมพชาดก (๔๗๔) ว่าด้วยมนต์เสกมะม่วง (พระราชาตรัสถามคนเฝ้าสวนมะม่วงว่า)
ท่านพรหมจารี เมื่อก่อน ท่านได้นำผลมะม่วงน้อยใหญ่มาให้เรา บัดนี้ ผลไม้ทั้งหลายไม่ปรากฏด้วยมนต์เหล่านั้น ของท่านเลยหรือ ท่านพราหมณ์ (มาณพกราบทูลว่า)
ข้าพระองค์กำลังคำนวณการโคจรของดาวฤกษ์ ยังไม่เห็นฤกษ์ยามปรากฏในมนต์เลย ครั้นได้การโคจรของดาวฤกษ์และฤกษ์ยามแล้ว ข้าพระองค์จักนำผลมะม่วงมากมายมาถวายได้อย่างแน่นอน (พระราชาตรัสถามว่า)
เมื่อก่อน ท่านไม่พูดถึงการโคจรของดาวฤกษ์เลย ไม่ได้อ้างถึงฤกษ์ยามเลย ได้นำผลมะม่วงที่มีสีงาม กลิ่นหอม รสอร่อย จำนวนมากมายมาให้เราด้วยตนเอง
แม้เมื่อก่อน ด้วยการร่ายมนต์ของท่าน ผลไม้ทั้งหลายก็ปรากฏมี ท่านพราหมณ์ แต่วันนี้ ท่านนั้นแม้จะร่ายมนต์อยู่ ก็ไม่สามารถจะให้สำเร็จได้ สภาพของท่านนั้น มันเกิดอะไรขึ้นวันนี้ @เชิงอรรถ : @ ท่านพรหมจารี หมายถึงท่านผู้เรียนพระเวท
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๙๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๑. อัมพชาดก (๔๗๔) (มาณพกราบทูลว่า)
บุตรคนจัณฑาลได้มอบมนต์ให้แก่ข้าพระองค์โดยถูกต้อง และบอกสาเหตุที่ทำให้มนต์เสื่อมไว้ว่า ถ้ามีใครมาถามถึงชื่อและโคตรของเราแล้วเจ้าอย่าปกปิด ถ้าปกปิดความจริง มนต์ก็จะเสื่อมไป
ข้าพระองค์นั้นถูกพระองค์ผู้เป็นจอมชนตรัสถามขึ้นในหมู่ชน เกิดความลบหลู่ครอบงำแล้วจึงได้กราบทูลความพลั้งพลาดไปว่า มนต์เหล่านี้เป็นของพราหมณ์ ดังนั้น ข้าพระองค์มีมนต์เสื่อมเสียแล้ว จึงเป็นคนน่าสงสารร้องไห้อยู่ (พระราชาทรงติเตียนมาณพนั้นว่า)
คนผู้ต้องการน้ำหวานพึงได้น้ำหวานจากต้นไม้ใด จะเป็นต้นละหุ่งก็ตาม ต้นสะเดาก็ตาม หรือต้นทองกวาวก็ตาม ต้นไม้นั้นแลเป็นต้นไม้ดีที่สุดของเขา
บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมจากผู้ใด จะเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล หรือคนเทขยะก็ตาม ผู้นั้นแลเป็นคนสูงสุดของเขา
ท่านทั้งหลายจงทำโทษ เฆี่ยนตี แล้วจงจับคอเจ้าคนชั่ว ผู้ที่ยังประโยชน์อันสูงสุดซึ่งตนได้มาแสนยากให้พินาศไป เพราะความเย่อหยิ่งและดูหมิ่นคน ไสหัวออกไป (มาณพกล่าวขอเรียนมนต์ใหม่กับอาจารย์ว่า)
บุรุษสำคัญพื้นที่ว่าเรียบ พึงตกบ่อ ตกถ้ำ ตกเหว ตกหลุมรากไม้ผุ หรือว่าคนตาบอดสำคัญว่าเชือก พึงเหยียบงูเห่า เหยียบไฟฉันใด ท่านผู้มีปัญญาพึงรับทราบว่า ข้าพเจ้าพลั้งพลาดไปแล้วฉันนั้นเหมือนกัน ท่านอาจารย์ทราบแล้ว จงมอบมนต์ให้แก่ข้าพเจ้าผู้มีมนต์เสื่อมแล้วอีกเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๙๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๒. ผันทนชาดก (๔๗๕) (ต่อจากนั้น อาจารย์กล่าวว่า)
เราได้มอบมนต์ให้แก่เจ้าโดยธรรม ถึงเจ้าก็เรียนเอาโดยธรรม แม้สาเหตุที่ทำให้มนต์เสื่อม เราก็เต็มใจบอกแก่เจ้า ถ้าเจ้าตั้งอยู่ในธรรมแล้ว มนต์จะไม่เสื่อม
เจ้าคนโง่ คนที่มีปัญญาน้อย ถึงจะเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ในมนุษยโลกทุกวันนี้ ด้วยมนต์ที่ตนได้มาโดยยาก ได้มาด้วยความลำบากก็จริง แต่เมื่อพูดเหลาะแหละก็ทำมนต์บทนั้นให้เสื่อมไปได้
สำหรับเจ้าผู้เป็นคนโง่ หลงงมงาย อกตัญญู พูดเท็จ ไม่ระมัดระวัง เราจะไม่ให้มนต์ทั้งหลายเช่นนั้นอีก มนต์ที่ไหนกัน ไปเสียเถิดเจ้า เราไม่พอใจเจ้าเลยอัมพชาดกที่ ๑ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เตรสนิปาตชาตกํ ๑ อมฺพชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ เตรสนิบาตชาดก ๑. อัมพชาดก มนต์เสื่อมเพราะลบหลู่ครูอาจารย์
อหาสิ เม อมฺพผลานิ ปุพฺเพ อณูนิ ถูลานิ จ พฺรหฺมจารี เตเหว มนฺเตหิ นทานิ ตุยฺหํ ทุมปฺผลา ปาตุภวนฺติ พฺรเหฺม ฯ
ดูกรท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ก่อน ท่านได้นำเอาผลมะม่วงทั้งเล็ก ทั้งใหญ่มาให้เรา ดูกรพราหมณ์ บัดนี้ ผลไม้ทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ ด้วยมนต์เหล่านั้นของท่านเลย.
นกฺขตฺตโยคํ ปฏิมานยามิ ขณํ มุหุตฺตญฺจ มนฺเตน ปสฺสํ นกฺขตฺตโยคญฺจ ขณญฺจ ลทฺธา อทฺธา หริสฺสมฺพผลํ พหุกํ ฯ
ข้าพระบาทกำลังคำนวณคลองแห่งนักขัตฤกษ์ จนเห็นขณะและครู่ด้วย มนต์ก่อน ครั้นได้ฤกษ์และยามดีแล้ว จักนำผลมะม่วงเป็นอันมากมา ถวายพระองค์เป็นแน่.
นกฺขตฺตโยคํ น ปุเร อภาณิ ขณํ มุหุตฺตํ น ปุเร อสํสิ อถาหริ อมฺพผลํ ปหุตํ วณฺเณน คนฺเธน รเสนุเปตํ ฯ
แต่ก่อน ท่านไม่ได้พูดถึงคลองแห่งนักขัตฤกษ์ ไม่ได้เอ่ยถึงขณะและ ครู่ ทันใดนั้น ท่านก็นำเอาผลมะม่วงเป็นอันมาก อันประกอบด้วยสี กลิ่น และรสมาให้เราได้.
มนฺตาภิชปฺเปน ปุเรปิ ตุยฺหํ ทุมปฺผลา ปาตุภวนฺติ พฺรเหฺม สฺวาชฺช น วาเทสิ ชปฺปมฺปิ มนฺตํ อยํ โส โก นาม ตวชฺช ธมฺโม ฯ
ดูกรพราหมณ์ แม้เมื่อก่อน ผลไม้ทั้งหลายย่อมปรากฏด้วยการร่ายมนต์ ของท่าน วันนี้ แม้ท่านจะร่ายมนต์ก็ไม่อาจให้สำเร็จได้ วันนี้ สภาพของ ท่านเป็นอย่างไร?
จณฺฑาลปุตฺโต มม สมฺปทาสิ ธมฺเมน มนฺเต ปกติญฺจ สํสิ มา จสฺสุ เม ปุจฺฉิโต นามโคตฺตํ คุยฺหิตฺโถ มา ตํ วิชเหยฺยุ มนฺตา ฯ
บุตรแห่งคนจัณฑาล ได้บอกมนต์ให้แก่ข้าพระบาทโดยธรรม และได้ สั่งกำชับข้าพระบาทว่า ถ้ามีใครมาถามถึงชื่อ และโคตรของเราแล้ว เจ้าอย่าปกปิด มนต์ทั้งหลายก็จะไม่ละเจ้า.
โสหํ ชนินฺเทน ชนมฺหิ ปุฏฺโฐ มกฺขาภิภูโต อลิกํ อภาณึ มนฺตา อิเม พฺราหฺมณสฺสาติ มิจฺฉา ปหีนมนฺโต กปโณ รุทามิ ฯ
ข้าพระบาทนั้น ครั้นพระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชนถามถึงอาจารย์ อันความลบหลู่ครอบงำแล้ว ได้กราบทูลเท็จว่า มนต์เหล่านี้เป็นของ พราหมณ์ ข้าพระบาทจึงเป็นผู้เสื่อมมนต์ เป็นเหมือนคนกำพร้า ร้องไห้ อยู่.
เอรณฺฑา ปุจิมนฺทา วา อถ วา ปาลิภทฺทกา มธุํ มธุตฺถิโก วินฺเท โส หิ ตสฺส ทุมุตฺตโม ฯ
บุรุษต้องการน้ำหวาน จะพึงได้น้ำหวานจากต้นไม้ใด จะเป็นต้นละหุ่ง ก็ตาม ต้นสะเดาก็ตาม ต้นทองหลางก็ตาม ต้นไม้นั้นแล เป็นต้นไม้ สูงสุดของบุรุษนั้น.
ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย โส หิ ตสฺส นรุตฺตโม ฯ
บุรุษพึงรู้แจ้งธรรมจากผู้ใด เป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม เป็น แพศย์ก็ตาม เป็นศูทรก็ตาม เป็นคนจัณฑาลก็ตาม คนเทหยากเยื่อ ก็ตาม ผู้นั้นก็จัดเป็นคนสูงสุดของบุรุษนั้น.
อิมสฺส ทณฺฑญฺจ วธญฺจ ทตฺวา คเล คเหตฺวา พลยาถ ชมฺมํ โย อุตฺตมตฺถํ กสิเรน ลทฺธํ มานาติมาเนน วินาสยิตฺถ ฯ
ท่านทั้งหลายจงลงอาชญา และเฆี่ยนตีมาณพผู้นี้ แล้วจับมาณพลามกผู้นี้ ไสคอออกไปเสีย มาณพใด ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดด้วยความยากเข็ญ ท่านทั้งหลายจงยังมาณพนั้นให้พินาศเพราะความเย่อหยิ่งจองหอง.
ยถา สมํ มญฺญมาโน ปเตยฺย โสพฺภํ คุหํ นรกํ ปูติปาทํ รชฺชูติ วา อกฺกเม กณฺหสปฺปํ อนฺโธ ยถา โชติมธิฏฺฐเหยฺย เอวมฺปิ ตฺวํ มํ ขลิตํ สปญฺญ ปหีนมนฺตสฺส ปุน สมฺปทาหิ ฯ
บุคคลผู้สำคัญว่า ที่เสมอ พึงตกบ่อ ถ้ำ เหว หรือหลุมที่มีรากไม้ผุ ฉันใด อนึ่ง บุคคลตาบอด เมื่อสำคัญว่า เชือก พึงเหยียบงูเห่า พึง เหยียบไฟ ฉันใด ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญา ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าพลาดไป แล้ว ก็ฉันนั้น ขอจงให้มนต์แก่ข้าพเจ้าผู้มีมนต์อันเสื่อมแล้วอีกสักครั้ง หนึ่งเถิด.
ธมฺเมน มนฺเต ตว สมฺปทาสึ ตฺวมฺปิ ธมฺเมน ปริคฺคเหสิ ปกติมฺปิ เต อตฺตมโน อสํสิ ธมฺเม ฐิตํ ตํ น ชเหยฺย มนฺโต ฯ
เราได้ให้มนต์แก่ท่านโดยธรรม ฝ่ายท่านก็ได้เรียนมนต์โดยธรรม หากว่า ท่านมีใจดีรักษาปกติไว้ มนต์ก็จะไม่พึงละทิ้งท่านผู้ตั้งอยู่ในธรรม.
โส พาล มนฺตํ กสิเรน ลทฺธํ ยํ ทุลฺลภํ อชฺช มนุสฺสโลเก กิจฺฉา ลทฺธํ ชีวิตํ อปฺปปญฺโญ วินาสยี อลิกํ ภาสมาโน ฯ
ดูกรคนพาล มนต์อันใด ที่จะพึงได้ในมนุษยโลก มนต์อันนั้น ท่านก็จะ ได้ในวันนี้โดยลำบาก ท่านผู้ไม่มีปัญญากล่าวคำเท็จ ทำมนต์อันมีค่าเสมอ ด้วยชีวิต ที่ได้กันโดยยากให้เสื่อมเสียแล้ว.
พาลสฺส มุฬฺหสฺส อกตญฺญุโน จ มุสา ภณนฺตสฺส อสญฺญตสฺส มนฺเต มยํ ตาทิสเก น เทม กุโต มนฺตา คจฺฉ น มยฺหํ รุจฺจสีติ ฯ อมฺพชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------
เราจะไม่ให้มนต์เช่นนั้นแก่เจ้าผู้เป็นพาล หลงงมงาย อกตัญญู พูดเท็จ ไม่มีความสำรวม มนต์ที่ไหน ไปเสียเถิด เราไม่พอใจ. จบ อัมพชาดกที่ ๑.