๓. หิริชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. หิริชาดก (๓๖๓) ว่าด้วยความละอาย (เศรษฐีชาวกรุงพาราณสีพูดกับคนทั้งหลายว่า)
บัณฑิตพึงรู้จักบุคคลผู้ไม่มีความละอาย เกลียดชังความเป็นมิตร กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตรของท่าน แต่ไม่เอื้อเฟื้อการงานที่เหมาะสมกับคำพูดว่า บุคคลผู้นี้มิใช่มิตรของเรา
งานใดควรทำ พึงพูดถึงแต่งานนั้นเถิด งานใดไม่ควรทำ ก็อย่าพูดถึงงานนั้นเลย คนไม่ทำ เอาแต่พูด บัณฑิตย่อมรู้ทัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๑๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๕. ปัญจกนิบาต] ๒. วัณณาโรหวรรค ๔. ขัขโชปนกชาดก (๓๖๔)
ผู้ใดไม่ประมาท ระแวงการทำลายมิตร คอยจับผิดอยู่เสมอ ผู้นั้นหาใช่มิตรไม่ ส่วนผู้ใดผู้อื่นยุให้แตกกันมิได้ ไม่มีความระแวงในมิตรคนใด อยู่อย่างปลอดภัยเหมือนบุตรที่นอนแนบอกมารดา ผู้นั้นแหละนับว่าเป็นมิตรแท้
กุลบุตรเมื่อเห็นผลและอานิสงส์ เมื่อนำธุระ อันเป็นของบุรุษไปอยู่ ชื่อว่าย่อมบำเพ็ญฐานะที่ทำความปราโมทย์ และความสุขอันนำความสรรเสริญมาให้
บุคคลดื่มรสอันเกิดเพราะความสงัด และรสแห่งความสงบชื่อว่าดื่มรสคือปีติในธรรม ย่อมไม่มีความกระวนกระวาย ไม่มีบาป หิริชาดกที่ ๓ จบ ๔. ขัชโชปนกชาดก (๓๖๔) ว่าด้วยหิ่งห้อย (เทวดาคุกคามพระราชาแล้วกล่าวสอนด้วยการยกขัชโชปนปัญหาดังนี้ว่า)
ใครหนอ เมื่อไฟลุกโพลงอยู่ ยังเที่ยวแสวงหาไฟ ได้เห็นหิ่งห้อยในยามราตรี กลับสำคัญว่าไฟ
เขาขยี้โคมัยและหญ้าให้เป็นจุรณ แล้วเกลี่ยลงบนหิ่งห้อยนั้น ก็ไม่อาจจะให้ไฟลุกโพลงได้
คนโง่เป็นดุจคนใบ้ แม้โดยอุบายไม่ถูกวิธีอย่างนี้ก็ไม่ได้ผล เหมือนคนรีดนมจากเขาโคย่อมไม่ได้น้ำนม @เชิงอรรถ : @ คำว่า ธุระ ในที่นี้ ได้แก่ ธุระ ๔ คือ ทาน ศีล ภาวนา มิตรภาพ (ขุ.ชา.อ. ๔/๗๓/๔๗๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๑๓}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓ หิริชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๓. หิริชาดก การกระทำที่ส่อให้รู้ว่ามิตรหรือมิใช่มิตร
หิรินฺตรนฺตํ วิชิคุจฺฉมานํ ตวาหมสฺมิ อิติ ภาสมานํ เสยฺยานิ กมฺมานิ อนาทิยนฺตํ เนโส มมนฺติ อิติ นํ วิชญฺญา ฯ
ผู้ใดหมดความอาย เกลียดชังความมีเมตตา กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตร สหายของท่าน ไม่ได้เอื้อเฟื้อทำการงานที่ดีกว่า บัณฑิตรู้จักผู้นั้นได้ดี ว่า ผู้นี้มิใช่มิตรสหายของเรา.
ยญฺหิ กยิรา ตญฺหิ วเท ยํ น กยิรา น ตํ วเท อกโรนฺตํ ภาสมานํ ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
เพราะว่า บุคคลชอบทำอย่างไร ก็พึงกล่าวอย่างนั้น ไม่ชอบทำอย่างไร ก็ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายรู้จักบุคคลนั้นว่า ผู้ไม่ทำให้สม กับพูด เป็นแต่กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตรสหายของท่าน.
น โส มิตฺโต โย สทา อปฺปมตฺโต เภทาสงฺกี รนฺธเมวานุปสฺสี ยสฺมิญฺจ เสติ อุรสีว ปุตฺโต สเว มิตฺโต โย อเภชฺโช ปเรภิ ฯ
ผู้ใดไม่ประมาทอยู่ทุกขณะ มุ่งความแตกร้าว คอยแต่จับความผิด ผู้ นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร ส่วนผู้ใดอันคนอื่นยุให้แตกกันไม่ได้ ไม่มีความ รังเกียจในมิตร นอนอยู่อย่างปลอดภัย เหมือนบุตรนอนแอบอก มารดา ฉะนั้น ผู้นั้นนับว่าเป็นมิตรแท้.
ปาโมชฺชกรณํ ฐานํ ปสํสาวหนํ สุขํ ผลานิสํโส ภาเวติ วหนฺโต โปริสํ ธุรํ ฯ
กุลบุตรผู้มองเห็นผลอานิสงส์ เมื่อจะนำธุระของบุรุษ ย่อมให้เกิดฐานะ คือ การทำความปราโมทย์ และความสุข อันจะนำความสรรเสริญมาให้.
ปวิเวกรสํ ปิตฺวา รสํ อุปสมสฺส จ นิทฺทโร โหติ นิปฺปาโป ธมฺมปีติรสํ ปิวนฺติ ฯ หิริชาตกํ ตติยํ ฯ ---------
บุคคลได้ดื่มรสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ และรสคือธรรมปีติ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เป็นผู้หมดบาป. จบ หิริชาดกที่ ๓.