๒. ผันทนชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ผันทนชาดก (๔๗๕) ว่าด้วยการผูกเวรของหมีและไม้สะคร้อ (หมีได้บอกช่างไม้ว่า)
ท่านผู้เดียวถือขวานเข้ามาถึงป่ายืนอยู่ เพื่อน เราถามแล้วท่านจงบอก ท่านต้องการจะตัดไม้หรือ (ช่างไม้ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
เพื่อน เจ้าเป็นหมีเที่ยวไปยังป่าน้อยใหญ่ ทั้งป่าทึบและป่าโปร่ง เราถามแล้ว เจ้าจงบอก ไม้อะไรถึงจะแข็งแกร่งสำหรับกงรถ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๙๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๒. ผันทนชาดก (๔๗๕) (หมีกล่าวว่า)
ต้นรังก็ดี ต้นตะเคียนก็ดี ต้นหูกวางก็ดี ต้นสีเสียดก็ดี ที่ไหนจะแข็งแกร่ง แต่ต้นไม้ที่มีนามว่าสะคร้อนั่นซิ เป็นไม้ที่แข็งแกร่งสำหรับกงรถ (ช่างไม้ถามว่า)
ก็ต้นสะคร้อนั้น ใบก็ตาม ลำต้นก็ตามเป็นเช่นไร เพื่อน เราถามแล้ว ท่านจงตอบ เราจะรู้จักต้นสะคร้อได้อย่างไร (หมีบอกว่า)
ต้นไม้ใดที่กิ่งห้อยน้อมลงมาแต่ไม่หัก ข้าพเจ้ายืนอยู่ที่โคนต้นไม้ใด ต้นไม้นั้นมีนามว่าสะคร้อ
ต้นสะคร้อนี้จักเป็นไม้ที่สมควร แก่กิจการของท่านทุกอย่าง คือ ทำกำก็ได้ ล้อก็ได้ ดุมก็ได้ งอนไถก็ได้ กงก็ได้ ตัวรถก็ได้ (พระศาสดาทรงประกาศเรื่องนั้นว่า)
ทันใดนั้น รุกขเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นสะคร้อ ก็ได้กล่าวอย่างนี้ว่า ถึงข้าพเจ้าก็มีคำที่จะพูด ภารทวาชะ โปรดฟังคำของข้าพเจ้า
ท่านจงถลกหนังจากคอหมี ๔ องคุลีแล้วใช้หุ้มกงรถ เมื่อทำเช่นนี้ กงรถจะพึงมั่นคงยิ่งขึ้น
ถึงรุกขเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นสะคร้อ ได้จองเวรแล้วเพียงนั้น ได้นำความทุกข์มาให้แก่พวกหมี ทั้งที่เกิดแล้วและยังไม่เกิด ด้วยประการฉะนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๙๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๓. ชวนหังสชาดก (๔๗๖)
ด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้ ไม้สะคร้อยุให้คนฆ่าหมี ส่วนหมียุให้คนโค่นต้นสะคร้อ เพราะการวิวาทกันและกัน ต่างคนต่างยุให้ฆ่ากันและกัน คือ
พวกมนุษย์เกิดการทะเลาะกันขึ้นที่ใด ที่นั้นมนุษย์ทั้งหลายก็เปิดเผยความลับเหมือนนกยูงรำแพน และเหมือนหมีกับไม้สะคร้อเหล่านั้น
เพราะเหตุนั้น ตถาคตขอถวายพระพรมหาบพิตรทั้งหลาย ขอมหาบพิตรทั้งหลายทรงพระเจริญ ตราบเท่าที่ทรงสมาคมกัน ณ สถานที่นี้ ขอทรงรื่นเริงบันเทิงพระทัย อย่าทรงวิวาทกัน อย่าทรงเป็นเหมือนหมีกับไม้สะคร้อเลย
ขอมหาบพิตรทั้งหลายทรงสำเหนียกถึงความสามัคคีนั้น ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญแล้ว บุคคลผู้ยินดีแล้วในความสามัคคี ดำรงอยู่ในธรรม ย่อมไม่เสื่อมจากนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะผันทนชาดกที่ ๒ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒ ผนฺทนชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๒. ผันทนชาดก การผูกเวรของหมีและไม้ตะคร้อ
กุฐาริหตฺโถ ปุริโส วนโมคฺคยฺห ติฏฺฐสิ ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ ทารุํ เฉตุมิจฺฉสิ ฯ
ท่านเป็นบุรุษถือขวานมาสู่ป่า ยืนอยู่ ดูกรสหาย เราถามท่าน ท่าน จงบอกแก่เรา ท่านต้องการจะตัดไม้หรือ.
อีโส วนานิ จรสิ สมานิ วิสมานิ จ ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ ทารุํ เนมิยา ทฬฺหํ ฯ
เจ้าเป็นหมี เที่ยวอยู่ทั่วไปทั้งที่ทึบ และที่โปร่ง ดูกรสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา ไม้อะไรที่จะทำเป็นกงรถได้มั่นคงดี?
เนว สาโล น ขทิโร นาสฺสกณฺโณ กุโต ธโว รุกฺโข จ ผนฺทโน นาม ตํ ทารุํ เนมิยา ทฬฺหํ ฯ
ไม้รังก็ไม่มั่นคง ไม้ตะเคียนก็ไม่มั่นคง ไม้หูกวางจะมั่นคงที่ไหนเล่า แต่ว่า ต้นไม้ชื่อว่าต้นตะคร้อนั่นแหละ ทำเป็นกงรถมั่นคงดีนัก.
กีทิสานิสฺส ปตฺตานิ ขนฺโธ วา ปน กีทิโส ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ ยถา ชาเนมุ ผนฺทนํ ฯ
ต้นตะคร้อนั้นใบเป็นอย่างไร อนึ่ง ลำต้นเป็นอย่างไร ดูกรสหาย เรา ถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา เราจะรู้จักไม้ตะคร้อได้อย่างไร?
ยสฺส สาขา ปลมฺพนฺติ นมนฺติ น จ ภญฺชเร โส รุกฺโข ผนฺทโน นาม ยสฺส มูเล อหํ ฐิโต ฯ
กิ่งทั้งหลายแห่งต้นไม้ใด ย่อมห้อยลงด้วย ย่อมน้อมลงด้วย แต่ไม่หัก ต้นไม้นั้นชื่อว่าต้นตะคร้อ ที่เรายืนอยู่ใกล้โคนต้นนี่.
อรานํ จกฺกนาภีนํ อีสาเนมิรถสฺส จ สพฺพสฺส เต กมฺมนิโย อยํ เหสฺสติ ผนฺทโน ฯ
ต้นไม้นี้แหละชื่อว่าต้นตะคร้อ เป็นต้นไม้ควรแก่การงานของท่านทุก อย่าง คือ ควรแก่กำ ล้อ ดุม งอน และกงรถ.
อิติ ผนฺทนรุกฺโขปิ เทวตา อชฺฌภาสถ มยฺหมฺปิ วจนํ อตฺถิ ภารทฺวาช สุโณหิ เม ฯ
เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นตะคร้อได้กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภารทวาชะ แม้ถ้อยคำ ของเรามีอยู่ เชิญท่านฟังถ้อยคำของเราบ้าง.
อิมสฺส อุปกฺขนฺธมฺหา อุกฺกจฺจ จตุรงฺคุลํ เตน เนมึ ปริหเรสิ เอวํ ทฬฺหตรํ สิยา ฯ
ท่านจงลอกหนังประมาณ ๔ นิ้ว จากคอแห่งหมีตัวนี้ แล้วจงเอาหนัง หุ้มกงรถ เมื่อทำได้อย่างนั้น กงรถของท่านก็จะพึงเป็นของมั่นคง.
อิติ ผนฺทนรุกฺโขปิ เวรํ กปฺเปสิ เทวตา ชาตานญฺจ อชาตานํ อีสานํ ทุกฺขมาวหิ ฯ
เทวดาผู้สิงอยู่ต้นตะคร้อ จองเวรได้สำเร็จ นำความทุกข์มาให้แก่หมี ทั้งหลาย ที่เกิดแล้ว และยังไม่เกิด ด้วยประการฉะนี้.
อิจฺเจวํ ผนฺทโน อีสํ อีโส จ ปน ผนฺทนํ อญฺญมญฺญํ วิวาเทน อญฺญมญฺญมฆาตยุํ ฯ
ไม้ตะคร้อฆ่าหมี และหมีก็ฆ่าไม้ตะคร้อ ต่างก็ฆ่ากันและกัน ด้วยการ วิวาทกัน ด้วยประการฉะนี้.
เอวเมว มนุสฺเสสุ วิวาโท ยตฺถ ชายติ มยูรนจฺจํ นจฺจนฺติ ยถา เต อีสผนฺทนา ฯ
ในหมู่มนุษย์ ความวิวาทเกิดขึ้น ณ ที่ใด มนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ย่อม ฟ้อนรำดังนกยูงรำแพนหาง เหมือนหมีและไม้ตะคร้อ ฉะนั้น.
ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา สมฺโมทถ มา วิวทิตฺถ มา โหถ อีสผนฺทนา ฯ
เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรแก่บพิตรทั้งหลาย ขอความ เจริญจงมีแก่บพิตรทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ ขอบพิตร ทั้งหลายจงร่วมบันเทิงใจ อย่าวิวาทกัน อย่าเป็นดังหมีและไม้ตะคร้อเลย.
สามคฺยเมว สิกฺเขถ พุทฺเธเหตํ ปสํสิตํ สามคฺยรโต ธมฺมฏฺโฐ โยคกฺเขมา น ธํสตีติ ฯ ผนฺทนชาตกํ ทุติยํ ฯ ---------
ขอบพิตรทั้งหลายจงศึกษาความสามัคคี ความสามัคคีนั้นแหละ พระ- พุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญแล้ว บุคคลผู้ยินดีในสามัคคีธรรม ตั้งอยู่ ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะ. จบ ผันทนชาดกที่ ๒.