๘. อารามทูสกชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๘. อารามทูสกชาดก ว่าด้วยเหตุที่นายอุยยานบาลจะถูกติ
๔๐๓ลิงตัวใด สมมุติกันว่า เป็นใหญ่กว่าฝูงลิงเหล่านี้ ปัญญาของลิงตัวนั้น มีอยู่เพียงอย่างนี้เท่านั้น ฝูงลิงที่เป็นบริวารนอกนี้ จะมีปัญญาอะไร.
๔๐๔ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ท่านยังไม่รู้อะไร ไฉนมาด่วนติเตียนเราต่างๆ อย่างนี้เล่า เรายังไม่เห็นรากไม้แล้ว จะพึงรู้ต้นไม้ว่า รากหยั่งลงไปลึกได้ อย่างไรเล่า?
๔๐๕เราไม่ติเตียนท่านทั้งหลาย พวกท่านเป็นลิงไพร อาศัยอยู่ในป่า แต่ว่า นายอุยยานบาลทั้งหลาย ผู้ปลูกต้นไม้ เพื่อประโยชน์แก่พระราชา พระองค์ใด พระราชาพระองค์นั้น คือ พระเจ้าวิสสเสนะ จะพึงถูก ติเตียนได้. จบ อารามทูสกชาดกที่ ๘.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. อารามทูสกชาดก (๒๖๘) ว่าด้วยลิงทำลายสวน (พระโพธิสัตว์เห็นกิริยาของลิง จึงกล่าวว่า)
ลิงตัวที่ได้รับสมมติว่าประเสริฐที่สุด กว่าลิงทั้งปวงที่มีชาติเสมอกัน ยังมีปัญญาเพียงแค่นี้ ส่วนลิงนอกจากนี้จะมีปัญญาเช่นไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๑๓๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๓. ติกนิบาต] ๒. ปทุมวรรค ๙. สุชาตาชาดก (๒๖๙) (พวกลิงได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์แล้ว จึงกล่าวว่า)
ท่านผู้ประเสริฐ ท่านยังไม่รู้จึงได้ติเตียนอย่างนี้ พวกเราไม่เห็นรากแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ต้นไม้หยั่งรากลงลึกแค่ไหน (พระโพธิสัตว์กล่าวว่า)
เราไม่ติเตียนพวกเจ้าที่เป็นลิงป่าหรอก แต่ผู้ที่ควรถูกตำหนิคือพระเจ้าวิสสเสนะ ที่พวกเจ้าปลูกต้นไม้ให้ อารามทูสกชาดกที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ ทักขิณาคีรีชนบท ทรงปรารภบุตรของนายอุยยานบาลคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โยเมสญฺจ สเมตานํ ดังนี้.
ได้ยินว่า พระศาสดาทรงออกพรรษาแล้ว เสด็จออกจากพระวิหารเชตวัน เสด็จเที่ยวจาริกไปในทักขิณาคีรีชนบท. ครั้งนั้น อุบาสกคนหนึ่งนิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้ประทับนั่งในสวน ให้ทรงอิ่มหนำด้วยยาคูและของควรเคี้ยวทั้งหลาย จึงกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายประสงค์จะเที่ยวไปในสวนขอจงเที่ยวไปกับนายอุยยานบาลผู้นี้ แล้วสั่งนายอุยยานบาลว่า ท่านพึงถวายผลไม้น้อยใหญ่ในสวนแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายเดินเที่ยวไปเห็นที่เป็นหลุมแห่งหนึ่ง จึงถามว่า ที่นี้เป็นหลุมไม่มีต้นไม้งอกขึ้น เป็นเพราะเหตุไรหนอ?ลำดับนั้น นายอุยยานบาลจึงบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ได้ยินว่า มีบุตรของนายอุยยานบาลคนหนึ่งเมื่อจะรดน้ำต้นไม้ที่ปลูกใหม่ คิดว่า จักรดน้ำโดยเอารากเป็นประมาณ จึงถอนขึ้นมาแล้วรดน้ำเฉพาะรากด้วยเหตุนั้น ที่นั้นจึงเป็นหลุม. ภิกษุทั้งหลายมาเฝ้าพระศาสดาแล้วกราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้นแม้ในกาลก่อน กุมารนั้นก็เป็นผู้ทำลายอาราม ภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าวิสสเสนะครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสีเมื่อเขาป่าวประกาศการเล่นมหรสพ นายอุยยานบาลคิดว่าจักเล่นมหรสพจึงบอกลิงทั้งหลายที่อยู่ในสวนว่า สวนนี้มีอุปการะมากแก่พวกเจ้า เราจักเล่นมหรสพ ๗ วันพวกเจ้าจงรดน้ำต้นไม้ที่ปลูกใหม่ตลอด ๗ วัน. พวกลิงรับคำว่าได้. นายอุยยานบาลจึงมอบกระออมหนังให้แก่ลิงเหล่านั้นแล้วก็จากไป. ลิงทั้งหลายเมื่อจะรดน้ำ จึงรดน้ำที่ต้นไม้ซึ่งปลูกใหม่ๆ.
ลำดับนั้น ลิงจ่าฝูงได้กล่าวกะลิงเหล่านั้นว่า พวกท่านจงรอก่อนธรรมดาว่าน้ำมิใช่จะหาได้ง่ายตลอดทุกเวลา น้ำนั้นควรจะรักษาควรที่พวกเราจะถอนต้นไม้ที่ปลูกใหม่ รู้ขนาดประมาณของรากแล้วต้นที่มีรากยาวรดให้มาก ต้นที่มีรากสั้นรดแต่น้อย. ลิงเหล่านั้นพากันรับคำว่าดีละ บางพวกเดินถอนต้นไม้ที่ปลูกใหม่ บางพวกปลูกแล้วรดน้ำ.
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นบุตรของตระกูลหนึ่งในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์ได้ไปสวนด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นลิงเหล่านั้นกระทำอยู่อย่างนั้นจึงถามว่า ใครให้พวกเจ้ากระทำอย่างนี้ เมื่อพวกลิงตอบว่า หัวหน้าวานรจึงกล่าวว่า ปัญญาแห่งหัวหน้าของพวกเจ้า ยังเท่านี้ก่อนส่วนปัญญาของพวกเจ้าจักเป็นเช่นไร
เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ลิงตัวใดสมมติกันว่า เป็นใหญ่กว่าฝูงลิงเหล่านี้ปัญญาของลิงตัวนั้นมีอยู่เพียงอย่างนี้เท่านั้นฝูงลิงที่เป็นบริวารนอกนี้ จะมีปัญญาอะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยเมสญฺจ สเมตานํ ความว่า ลิงตัวใดได้เป็นผู้รับสมมติว่าประเสริฐสุดกว่าลิงเหล่านี้ คือกว่าลิงแม้ทั้งหมดผู้มีชาติกำเนิดเสมอกัน. บทว่า กิเมว อิตรา ปชา ความว่า ปัญญาของลิงที่ต่ำทรามนอกนี้ ในบรรดาลิงเหล่านั้นจะเป็นเช่นไรหนอ.
วานรทั้งหลายได้ฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ท่านยังไม่รู้อะไร ไฉนจึงด่วนมาติเตียนเราต่างๆ อย่างนี้เล่า เรายังไม่เห็นรากไม้แล้ว จะพึงรู้ต้นไม้ว่ารากหยั่งลงไปลึกได้อย่างไรเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺเม เป็นเพียงอาลปนะ คือคำร้องเรียก. ในคาถานี้ มีความสังเขปดังต่อไปนี้ ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านยังไม่รู้เหตุและไม่ใช่เหตุด้วยประการใดมาด่วนติเตียนพวกเราโดยประการนั้นทันที ใครๆ ยังไม่ถอนรากแล้ว จะอาจรู้ได้อย่างไรว่าชื่อว่าต้นไม้ต้นนี้หยั่งรากลงไปลึกหรือหาไม่ ด้วยเหตุนั้น พวกเราจึงให้ถอนขึ้นแล้วจึงรดน้ำตามประมาณของราก.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
เราไม่ติเตียนเจ้าทั้งหลาย เพราะพวกเจ้าก็เป็นแต่ลิงไพรอาศัยอยู่ในป่าแต่คนเช่นพวกเจ้าปลูกต้นไม้ เพื่อประโยชน์แก่พระราชาองค์ใดพระราชาองค์นั้น คือพระเจ้าวิสสเสนะ จะพึงถูกติเตียนได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสฺสเสโน จ คารยฺโห ความว่า ก็ในกาลปลูกต้นไม้นี้ พระเจ้าพาราณสีพระนามว่าวิสสเสนะ จะพึงถูกติเตียน. บทว่า ยสฺสตฺถา รุกฺขโรปกา ความว่า คนทั้งหลายเช่นพวกเจ้าเป็นผู้ปลูกต้นไม้ เพื่อประโยชน์แก่พระราชาใด.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
หัวหน้าวานรในกาลนั้น ได้เป็น กุมารผู้ทำลายต้นไม้ในสวนในบัดนี้
ส่วนบุรุษผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอารามทูสกชาดกที่ ๘