๕. ธังกชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๕. ธังกชาดก ว่าด้วยการร้องไห้ไม่มีประโยชน์
๗๒๒ชนเหล่าอื่น เศร้าโศกอยู่ ร้องไห้อยู่ ชนเหล่าอื่น มีชุ่มไปด้วยน้ำตา พระองค์เป็นผู้มีผิวพระพักตร์ผ่องใส ดูกรฆตราชา เพราะเหตุไร พระองค์ จึงไม่เศร้าโศก?
๗๒๓ความเศร้าโศกหาได้นำสิ่งที่ล่วงไปแล้วมาได้ไม่ หาได้นำความสุขใน อนาคตมาได้ไม่ ดูกรธังกราชา เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่เศร้าโศก ความเป็นสหายในความโศก ย่อมไม่มี.
๗๒๔บุคคลเศร้าโศกอยู่ ย่อมเป็นผู้ผอมเหลือง และไม่พอใจบริโภค อาหาร เมื่อเขาถูกลูกศรคือความเศร้าโศกเสียบแทงแล้ว เร่าร้อนอยู่ ศัตรูทั้งหลาย ย่อมดีใจ.
๗๒๕ความฉิบหายอันความเศร้าโศกเป็นมูล จักไม่มาถึงหม่อมฉันผู้อยู่ใน บ้านหรือในป่า ในที่ลุ่มหรือในที่ดอน หม่อมฉันเห็นบทฌานแล้ว อย่างนี้.
๗๒๖ตนผู้เดียวเท่านั้น สามารถจะนำกามรสทั้งปวงมาให้ได้ สหายของพระ ราชาพระองค์ใด ไม่สามารถจะนำมาให้ได้ ถึงสมาบัติในแผ่นดินทั้งสิ้น ก็จักนำความสุขมาให้แก่พระราชาพระองค์นั้นไม่ได้. จบ ธังกชาดกที่ ๕.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๕. ปัญจกนิบาต] ๑. มณิกุณฑลวรรค ๕. ฆฏชาดก (๓๕๕) ๕. ฆฏชาดก (๓๕๕) ว่าด้วยพระเจ้าฆฏะ (พระเจ้าธังกะตรัสถามพระราชาโพธิสัตว์ว่า)
ชนเหล่าอื่นเศร้าโศก ร้องไห้ มีน้ำตานองหน้า ส่วนพระองค์มีพระพักตร์ผ่องใส พระเจ้าฆฏะ เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่เศร้าโศก (พระโพธิสัตว์กราบทูลถึงเหตุที่ไม่เศร้าโศกแก่พระเจ้าธังกะว่า)
ความโศกนำสิ่งที่ล่วงไปแล้วคืนมาไม่ได้ นำความสุขที่ยังไม่มาถึงมาให้ไม่ได้ พระเจ้าธังกะ เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงไม่เศร้าโศก เพราะความเป็นสหายในความเศร้าโศกไม่มี
ผู้เศร้าโศกย่อมมีร่างกายผอมเหลืองและเบื่ออาหาร เมื่อเขาถูกลูกศรคือความเศร้าโศกเสียบแทงจนซูบซีด พวกศัตรูก็พากันดีใจ
เราจะอยู่บ้านหรืออยู่ป่า อยู่ที่ลุ่มหรืออยู่ที่ดอนก็ตาม ความพินาศจะไม่มาถึงเราเลย เพราะเราได้พบทางแล้วอย่างนี้
ตนเองผู้เดียวเท่านั้นก็ไม่สามารถจะนำ รสอันน่าใคร่ทั้งปวง มาถวายแก่พระราชาพระองค์ใดได้ แม้แผ่นดินทั้งปวงก็จักนำความสุขมาถวาย แด่พระราชาพระองค์นั้นไม่ได้ ฆฏชาดกที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ รสอันน่าใคร่ทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงสุขในฌาน (ขุ.ชา.อ. ๔/๓๓/๔๔๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๐๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอำมาตย์ผู้หนึ่งของพระเจ้าโกศล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อญฺเญ โสจนฺติ โรทนฺติ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบัน เป็นเช่นกับที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ.
ส่วนในชาดกนี้ พระราชาประทานยศใหญ่แก่อำมาตย์ผู้อุปการะช่วยเหลือพระองค์ ภายหลังทรงเชื่อถือถ้อยคำของผู้ยุยง จึงจองจำอำมาตย์นั้นแล้วให้ขังไว้ในเรือนจำ. อำมาตย์นั้นนั่งอยู่ในเรือนจำนั้นแหละทำโสดาปัตติมรรคให้บังเกิดแล้ว. พระราชาทรงกำหนดได้ถึงคุณความดีของอำมาตย์นั้น จึงรับสั่งให้ปล่อยจากเรือนจำ. อำมาตย์นั้นจึงถือของหอมและดอกไม้ไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามอำมาตย์นั้นว่า เขาว่า ความฉิบหายมิใช่ประโยชน์เกิดขึ้นแล้วแก่ท่านหรือ เมื่ออำมาตย์นั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประโยชน์ก็มาถึงข้าพระองค์ด้วยสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ คือโสดาปัตติมรรคบังเกิดแล้ว พระเจ้าข้า.
พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก มิใช่แต่ท่านเท่านั้น จะนำเอาประโยชน์มาด้วยสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลายก็นำมาแล้ว อันอำมาตย์นั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น พระญาติทั้งหลายขนานพระนามพระโพธิสัตว์นั้นว่า ฆฏกุมาร.
สมัยต่อมา ฆฏกุมารนั้นเรียนศิลปะในเมืองตักกสิลาแล้วครองราชสมบัติโดยธรรม อำมาตย์คนหนึ่งในภายในพระราชวังของพระราชานั้นคิดประทุษร้าย. พระราชานั้นทรงทราบโดยชัดแจ้งจึงให้ขับไล่อำมาตย์นั้นออกจากแว่นแคว้น.
ครั้นนั้น พระเจ้าธังกราชครองราชสมบัติในนครสาวัตถี อำมาตย์นั้นได้ไปยังราชสำนักของพระเจ้าธังกราชนั้น อุปัฏฐากท้าวเธอ ให้เชื่อถือคำของตน โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ แล้วให้ยึดราชสมบัติในนครพาราณสี.
พระเจ้าธังกราชนั้น ครั้นยึดราชสมบัติได้แล้ว ให้เอาโซ่ตรวนพันธนาการพระโพธิสัตว์ไว้ แล้วส่งให้เข้าไปอยู่ในเรือนจำ พระโพธิสัตว์ทำฌานให้บังเกิดแล้วนั่งขัดสมาธิอยู่ในอากาศ. ความเร่าร้อนตั้งขึ้นในพระสรีระของพระเจ้าธังกราช ท้าวเธอจึงไป ได้เห็นหน้าพระโพธิสัตว์มีสง่างามดุจแว่นทองและดอกบัวบาน.
เมื่อจะถามพระโพธิสัตว์ จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
ชนเหล่าอื่นเศร้าโศก ร้องไห้อยู่ ชนเหล่าอื่นมีหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา ส่วนพระองค์เป็นผู้มีผิวพระพักตร์ผ่องใส ดูก่อนฆฏราชา เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่เศร้าโศก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺเญ หมายถึงว่ามนุษย์ที่เหลือเว้นพระโพธิสัตว์นั้น.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจะบอกเหตุที่ไม่เศร้าโศกแก่พระเจ้าธังกราชนั้น
จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
ความเศร้าโศกหาได้นำสิ่งที่ล่วงไปแล้ว มาได้ไม่ หาได้นำความสุขในอนาคตมาได้ไม่ ดูก่อนธังกราชา เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่เศร้าโศก ความเป็นสหายในความโศกย่อมไม่มี.
บุคคลผู้เศร้าโศกอยู่ ย่อมเป็นผู้ผอมเหลืองและไม่พอใจบริโภคอาหาร เมื่อเขาถูกลูกศร คือความเศร้าโศกเสียบแทงแล้วเร่าร้อนอยู่ พวกศัตรูย่อมดีใจ.
ความฉิบหายอันมีความเศร้าโศกเป็นมูล จักไม่มาถึงหม่อมฉันผู้อยู่ในบ้านหรือในป่า ในที่ลุ่มหรือในที่ดอน หม่อมฉันเห็นบทฌานแล้วอย่างนี้.
ตนผู้เดียวเท่านั้นจะสามารถนำกามรสทั้งปวงมาให้ได้ สหายของพระราชาพระองค์ใด ไม่สามารถจะนำมาให้ได้ ถึงสมบัติในแผ่นดินทั้งสิ้น ก็จักนำความสุขมาให้แก่พระราชานั้นไม่ได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาพฺภตีตหโร แปลว่า นำสิ่งที่ล่วงไปแล้วมาไม่ได้. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. ขึ้นชื่อว่าความโศกย่อมนำเอามาอีกไม่ได้ซึ่งสิ่งที่ล่วงเลยดับลับหายไปแล้ว.
บทว่า ทุตียตา ได้แก่ ความเป็นสหาย. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าความโศกย่อมไม่เป็นสหายของใครๆ ในการที่จะนำเอาอดีตมา หรือในการที่จะนำเอาอนาคตมา ด้วยเหตุแม้นั้น เราจึงไม่เศร้าโศก.
บทว่า โสจํ แปลว่า เศร้าโศกอยู่.
บทว่า สลฺลวิทฺธสฺส รุปฺปโต ความว่า เมื่อบุคคลถูกลูกศรคือความโศกเสียบแทง คือถูกลูกศร คือความโศกกระทบอยู่ ศัตรูทั้งหลายย่อมดีใจว่า พวกเราเห็นหลังข้าศึกแล้ว.
บทว่า ฐิตํ มํ นาคมิสฺสติ ความ ดูก่อนพระสหายธังกราช ความพินาศฉิบหายอันมีความโศกซึ่งมีสภาวะเป็นผู้ผอมเหลืองเป็นต้นเป็นมูล จักไม่มาถึงเราผู้สถิตอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ในบรรดาบ้านเป็นต้นเหล่านี้.
บทว่า เอวํ ทิฏฺฐปโท ความว่า เราได้เห็นบทแห่งฌาน โดยประการที่ความพินาศฉิบหายนั้นยังไม่มาถึง. บางอาจารย์กล่าวว่า บทคือโลกธรรม ๘ ดังนี้ก็มี. แต่ในบาลีเขียนว่า น มตฺตํ นาคมิสฺสติ ความตายจักไม่มาถึง. คำที่เขียนไว้นั้น ย่อมไม่มีแม้ในอรรถกถาทั้งหลาย.
ในคาถาสุดท้ายมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ตนที่ชื่อว่านำมาซึ่งกามรสทั้งปวง เพราะนำมาซึ่งสรรพกามรสกล่าวคือฌานสุข เพราะอรรถว่าน่าอยากได้ น่าปรารถนา.
ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า
ก็ตนผู้เดียวละเว้นสหายอื่นๆ เสีย ไม่อาจนำกามรสทั้งปวงมา คือไม่สามารถนำมาซึ่งกามรสทั้งปวง กล่าวคือความสุขในฌานทั้งปวงแก่พระราชาใดทรัพย์สมบัติในแผ่นดินแม้ทั้งสิ้นก็จักไม่นำความสุขมาให้แก่พระราชานั้น เพราะธรรมดาความสุข ย่อมไม่มีแก่ผู้เดือดร้อนเพราะกามส่วนพระราชาผู้สามารถนำมาซึ่งความสุขในฌานอันเว้นจากความกระวนกระวายเพราะกิเลส ย่อมเป็นผู้มีความสุข.
ส่วนเนื้อความของบาลีในคาถานี้ที่ว่า ยสฺสตฺถา นาลเมโก ดังนี้ก็มีนั้น ไม่ปรากฎแล.
พระเจ้าธังกราชได้สดับคาถาทั้ง ๔ คาถาด้วยประการดังนี้แล้ว จึงขอขมาพระโพธิสัตว์แล้วมอบราชสมบัติคืน ได้เสด็จหลีกไปแล้ว.
ฝ่ายพระมหาสัตว์มอบราชสมบัติแก่อำมาตย์ทั้งหลาย แล้วไปยังหิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษีมีฌานไม่เสื่อม ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
พระเจ้าธังกราชในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอานนท์
ส่วนพระเจ้าฆฏราชได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล จบ อรรถกถาธังกชาดกที่ ๕ -----------------------------------------------------