อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๔๐๖

๙. สัมพุลาชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๐๖–๒๔๑๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 35 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๙ สมฺพุลาชาตกํ

กา เวธมานา คิริกนฺทรายํ เอกา ตุวํ ติฏฺฐสิ สญฺจิตูรุ ปุฏฺฐาสิ เม ปาณิปเมยฺยมชฺเฌ อกฺขาหิ เม นามญฺจ พนฺธเว จ ฯ โอภาสยํ วนํ รมฺมํ สีหพฺยคฺฆนิเสวิตํ กา วา ตฺวมสิ กลฺยาณี กสฺส วา ตฺวํ สุมชฺฌิเม อภิวาเทมิ ตํ ภทฺเท ทานวาหํ นมตฺถุ เต ฯ

โย ปุตฺโต กาสิราชสฺส โสตฺถิเสโนติ ตํ วิทู ตสฺสาหํ สมฺพุลา ภริยา เอวํ ชานาหิ ทานว อภิวาเทมิ ภทฺทนฺเต สมฺพุลาหํ นมตฺถุ เต ฯ เวเทหปุตฺโต ภทฺทนฺเต วเน วสติ อาตุโร ตมหํ โรคสมฺมตฺตํ เอกา เอกํ อุปฏฺฐหํ ฯ อหญฺจ วนมุญฺฉาย มธุมํสํ มิคาพิลํ ยทาหรามิ ตํภกฺโข ตสฺส นูนชฺช นาธติ ฯ

กึ วเน ราชปุตฺเตน อาตุเรน กริสฺสสิ สมฺพุเล ปริจิณฺเณน อหํ ภตฺตา ภวามิ เต ฯ โสกฏฺฏาย ทุรตฺตาย กึ รูปํ วิชฺชเต มม อญฺญํ ปริเยส ภทฺทนฺเต อภิรูปตรํ มยา ฯ เอหิมํ คิริมารุยฺห ภริยา มยฺหํ จตุสฺสตา ตาสํ ตฺวํ ปวรา โหติ สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ นนุ ตารกวณฺณาเภ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ สพฺพนฺตํ ปจุรํ มยฺหํ รมสฺสุชฺช มยา สห ฯ โน เจ ตุวํ มเหเสยฺยํ สมฺพุเล การยิสฺสสิ อลํ ตฺวํ ปาตราสาย ปเญฺห ภกฺขา ภวิสฺสสิ ฯ ตญฺจ สตฺตชโฏ ลุทฺโท กฬาโร ปุริสาทโก วเน นาถํ อปสฺสนฺตึ สมฺพุลํ อคฺคหี ภุเช ฯ อธิปนฺนา ปิสาเจน ลุทฺเทนามิสจกฺขุนา สา จ สตฺตุวสมฺปตฺตา ปติเมวานุโสจติ ฯ น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ยํ มํ ขาเทยฺย รกฺขโส ยญฺจ เม อยฺยปุตฺตสฺส มโน เหสฺสติ อญฺญถา ฯ น สนฺติ เทวา ปวสนฺติ นูน น หิ นูน สนฺติ อิธ โลกปาลา สหสา กโรนฺตานมสญฺญตานํ น หิ นูน สนฺติ ปฏิเสธิตาโร ฯ

อิตฺถีนเมสา ปวรา ยสสฺสินี สนฺตา สมา อคฺคิริวุคฺคเตชา ตญฺเจ ตุวํ รกฺขสาเทสิ กญฺญํ มุทฺธา จ หิ สตฺตธา เต ผเลยฺย มา ตฺวํ ทหิ มุญฺจ ปติพฺพตาย ฯ

สา จ อสฺสมมาคจฺฉิ ปมุตฺตา ปุริสาทกา นิฑฺฑํ ผลีนสกุณีว คตสิงฺคํว อาลยํ สา ตตฺถ ปริเทเวสิ ราชปุตฺตี ยสสฺสินี สมฺพุลา อุตุมตฺตกฺขา วเน นาถํ อปสฺสนฺตี ฯ สมเณ พฺราหฺมเณ วนฺเท สมฺปนฺนจรเณ อิเส ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ วนฺเท สีเห จ พฺยคฺเฆ จ เย จ อญฺเญ วเน มิคา ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ ติณาลตานิ โอสโธฺย ปพฺพตานิ วนานิ จ ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ วนฺเท อินฺทิวรีสามํ รตฺตินกฺขตฺตมาลินึ ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ วนฺเท ภาคีรถึ คงฺคํ สวนฺตีนํ ปฏิคฺคหํ ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ วนฺเท อหํ ปพฺพตราช (เสฏฺฐํ) หิมวนฺตํ สิลุจฺจยํ ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ

อติสายํ วตาคจฺฉิ ราชปุตฺตี ยสสฺสินี เกน นุชฺช สมาคจฺฉิ โก เต ปิยตโร มยา ฯ

อิทํ โขหํ ตทาโวจํ คหิตา เตน สตฺตุนา น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ยํ มํ ขาเทยฺย รกฺขโส ยญฺจ เม อยฺยปุตฺตสฺส มโน เหสฺสติ อญฺญถา ฯ

โจรีนํ พหุพุทฺธีนํ ยาสุ สจฺจํ สุทุลฺลภํ ถีนํ ภาโว ทุราชาโน มจฺฉสฺเสโวทเก คตํ ฯ

ตถา มํ สจฺจํ ปาเลตุ ปาลยิสฺสติ เจ มมํ ยถาหํ นาภิชานามิ อญฺญํ ปิยตรํ ตยา เอเตน สจฺจวชฺเชน พฺยาธิ เต วูปสมฺมตุ ฯ

เย กุญฺชรา สตฺตสตา อุฬารา รกฺขนฺติ รตฺตินฺทิวมุยฺยุตาวุธา ธนุคฺคหานญฺจ สตานิ โสฬส กถํวิเธ ปสฺสสิ ภทฺเท สตฺตโว ฯ

อลงฺกตาโย ปทุมุตฺตรตฺตจา วิราคิตา ปสฺสติ หํสคคฺครา ตาสํ สุณิตฺวา มิตคีตวาทิตํ นทานิ เม ตาต ตถา ยถา ปุเร ฯ สุวณฺณสงฺกจฺจธรา สุวิคฺคหา อลงฺกตา มานุสิยจฺฉรูปมา เสโนปิยา ตาต อนินฺทิตงฺคิโย ขตฺติยกญฺญา ปฏิโลภยนฺติ นํ ฯ สเจ อหํ ตาต ตถา ยถา ปุเร ปตึ ตมุญฺฉาย ปุนา วเน ภเร สมฺมานเย มํ น จ มํ วิมานเย อิโตปิ เม ตาต ตโต วรํ สิยา ฯ ยมนฺนปาเน วิปุลสฺมิ โอหิเต นารี วิมฏฺฐาภรณา อลงฺกตา สพฺพงฺคุเปตา ปติโน จ อปฺปิยา อวชฺฌ ตสฺสา มรณํ ตโต วรํ ฯ อปิ เจ ทลิทฺทา กปณา อนาฬิยา กฏาทุติยา ปติโน จ สา ปิยา สพฺพงฺคุเปตายปิ อปฺปิยาย อยเมว เสยฺโย กปณาปิ ยา ปิยา ฯ

สุทุลฺลภิตฺถี ปุริสสฺส ยา หิตา ภตฺติตฺถิยา ทุลฺลโภ โย หิโต จ หิตา จ เต สีลวตี ภริยา ชนินฺท ธมฺมํ จร สมฺพุลาย ฯ

สเจ ตุวํ วิปุเล ลทฺธโภเค อิสฺสาวติณฺณา มรณํ อุเปสิ อหญฺจ เต ภทฺเท อิมา ราชกญฺญา สพฺเพว เต วจนกรา ภวามาติ ฯ สมฺพุลาชาตกํ นวมํ ฯ ---------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๙. สัมพุลาชาดก (๕๑๙) ว่าด้วยความซื่อสัตย์ของพระนางสัมพุลา (ยักษ์ทานพเห็นพระนางสัมพุลามีจิตปฏิพัทธ์ จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๒๙๗

โอ้ แม่นางผู้มีลำขาอันกลมกลึง เธอเป็นใคร ยืนสั่นสะท้านอยู่แต่ผู้เดียวใกล้ๆ ซอกเขา เธอผู้มีทรวดทรงน่าเคล้าคลึง เราถามแล้ว ขอเธอจงบอกชื่อและเผ่าพันธุ์แก่เรา

ข้อ ๒๙๘

แม่นางผู้มีทรวดทรงอันงดงาม เธอเป็นใคร หรือเป็นกัลยาณีของใคร ส่องสว่างไสวไปทั่วป่าที่น่ารื่นรมย์ซึ่งเป็นที่ที่สีหพยัคฆ์อยู่อาศัย แม่นางผู้เจริญ เราขอไหว้เธอ เราคือทานพขอนอบน้อมแก่เธอ (พระนางสัมพุลาได้ฟังดังนั้น จึงได้ตอบว่า)

ข้อ ๒๙๙

ข้าพเจ้าชื่อสัมพุลาเป็นพระชายาของพระราชบุตรพระเจ้ากรุงกาสี ซึ่งประชาชนรู้จักพระองค์โดยพระนามว่า เจ้าชายโสตถิเสน ทานพผู้เจริญ ขอท่านจงทราบอย่างนี้ ข้าพเจ้าสัมพุลาขอไหว้ท่าน ขอนอบน้อมแก่ท่าน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๘๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๙. สัมพุลาชาดก (๕๑๙)

ข้อ ๓๐๐

ท่านผู้เจริญ พระราชโอรสแห่งวิเทหราช ทรงอาดูรประทับอยู่ในป่า ข้าพเจ้าอุปัฏฐากพระองค์ผู้ทรงถูกโรคเบียดเบียนตัวต่อตัว

ข้อ ๓๐๑

อนึ่ง ข้าพเจ้าแสวงหาของป่า นำรวงผึ้งหรือเนื้อที่เป็นเดนใดมา พระองค์ก็เสวยสิ่งนั้น วันนี้พระสรีระของพระองค์คงจะเหี่ยวแห้งแน่นอน (ทั้ง ๒ กล่าวโต้ตอบกันต่อไปว่า)

ข้อ ๓๐๒

แม่นางสัมพุลา เธอจะทำอะไรได้กับพระราชบุตร ผู้ทรงระงมไปด้วยความอาดูรอยู่ในป่า เราจะเป็นภัสดาของเธอ

ข้อ ๓๐๓

เพราะอัตภาพที่ทุรพล เดือดร้อนเพราะความเศร้าโศก รูปร่างของข้าพเจ้าจะงดงามได้อย่างไร ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสวงหาหญิงอื่นที่สวยงามกว่าข้าพเจ้าเถิด

ข้อ ๓๐๔

มาเถิดแม่นาง จงขึ้นมายังภูเขาลูกนี้ เรามีภรรยาอยู่ ๔๐๐ นาง เธอจะประเสริฐกว่านางเหล่านั้น และจะสัมฤทธิ์ความประสงค์ทุกอย่าง

ข้อ ๓๐๕

แม่นางผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งประดุจดวงดาว เธอมีใจประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งนั้นทั้งหมดของพี่มีอยู่มาก หาได้ง่าย ขอเธอจงมาร่วมอภิรมย์กับพี่ ณ วันนี้เถิด

ข้อ ๓๐๖

แม่นางสัมพุลา ถ้าเธอไม่ยอมเป็นมเหสี เธอก็ควรจะเป็นอาหารเช้าของเราในวันรุ่งขึ้น

ข้อ ๓๐๗

ฝ่ายเจ้าทานพกินคน มีผมเป็นกระเซิง ๗ ชั้น หยาบช้าทารุณ มีผิวกายดำแดง ได้จับพระนางสัมพุลานั้นผู้ไม่เห็นที่พึ่งในป่ารวบไว้ในวงแขน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๘๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๙. สัมพุลาชาดก (๕๑๙)

ข้อ ๓๐๘

ส่วนพระนางสัมพุลานั้นถูกปีศาจผู้ทารุณเห็นแก่อามิสข่มเหง ตกอยู่ในอำนาจของศัตรู ก็เศร้าโศกรำพันถึงแต่พระสวามีเท่านั้น

ข้อ ๓๐๙

การที่รากษสจะกินเรา ถึงกระนั้น ก็หาใช่เป็นความทุกข์ของเราไม่ เราทุกข์อยู่แต่ว่า พระลูกเจ้าจะเข้าพระทัยผิด

ข้อ ๓๑๐

เทพเจ้าทั้งหลายเห็นจะไม่มีอยู่แน่ ท้าวโลกบาลทั้งหลายชะรอยจะไม่มีในโลกนี้แน่นอน คนที่จะห้ามปรามยักษ์ผู้ไม่สำรวมทำการหยาบช้าคงไม่มีแน่นอน (ท้าวสักกะทรงใคร่ครวญทราบเหตุนั้นแล้ว ฉวยเอาพระขรรค์เพชรรีบเสด็จไปประทับยืนบนกระท่อมของทานพยักษ์ ตรัสว่า)

ข้อ ๓๑๑

นางนี้มีเกียรติยศชื่อเสียง ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย เป็นหญิงฉลาด เรียบร้อย มีเดชรุ่งเรืองดุจกองเพลิง เจ้ารากษส ถ้าเจ้ากินหญิงสาวผู้นั้น ศีรษะของเจ้าจะพึงแตก ๗ เสี่ยง เจ้าอย่าทำให้นางเดือดร้อน จงปล่อยนางไป เพราะนางเป็นหญิงมีสามี (พระศาสดาทรงประกาศความนั้นว่า)

ข้อ ๓๑๒

ก็พระนางสัมพุลารอดพ้นจากยักษ์กินคนแล้ว ก็เสด็จกลับสู่อาศรมดุจแม่นกซึ่งมีลูกอ่อนมีอันตรายบินกลับรัง ดุจแม่โคนมกลับมายังที่อยู่อาศัยที่ปราศจากลูกโค

ข้อ ๓๑๓

พระนางสัมพุลาราชบุตรีผู้มียศ เมื่อไม่ทรงเห็นพระสวามีผู้เป็นที่พึ่งในป่า ก็มีดวงพระเนตรพร่าพรายเพราะความร้อน ทรงกันแสงอยู่ ณ ที่นั้น

ข้อ ๓๑๔

เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร พระนางก็ทรงไหว้วอน สมณพราหมณ์และฤๅษีผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะว่า ดิฉันขอถึงพระคุณเจ้าทั้งหลายเป็นที่พึ่งที่ระลึก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๘๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๙. สัมพุลาชาดก (๕๑๙)

ข้อ ๓๑๕

เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร ก็ทรงไหว้วอนราชสีห์ เสือโคร่ง และหมู่เนื้อเหล่าอื่นในป่าว่า ข้าพเจ้าขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่งที่ระลึก

ข้อ ๓๑๖

เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร ก็ทรงไหว้วอนเทพเจ้า ผู้สิงสถิตอยู่ที่กอหญ้าลดาวัลย์และหมู่ไม้โอสถตลอดจนบรรพต และพงศ์ไพรว่า ข้าพเจ้าขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่งที่ระลึก

ข้อ ๓๑๗

เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร ก็ทรงไหว้วอน หมู่ดาวนักษัตรในยามราตรีซึ่งมีรัศมีเสมอด้วยดอกราชพฤกษ์ว่า ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นที่พึ่งที่ระลึก

ข้อ ๓๑๘

เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร ก็ทรงไหว้วอนเทพเจ้า ผู้สถิตที่แม่น้ำคงคาซึ่งมีนามว่าภาคีรถี เป็นที่รองรับการไหลมาแห่งแม่น้ำสายอื่นจำนวนมากว่า ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นที่พึ่งที่ระลึก

ข้อ ๓๑๙

เมื่อไม่ทรงพบพระราชบุตร ก็ทรงไหว้วอน (เทพเจ้าผู้สิงสถิตอยู่ ณ) ภูเขาหิมวันต์ที่ประเสริฐกว่าขุนเขาทั้งปวง ซึ่งเต็มด้วยศิลาว่า ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นที่พึ่งที่ระลึก (โสตถิเสนทูลถามพระนางสัมพุลาว่า)

ข้อ ๓๒๐

พระราชบุตรีผู้มียศ พระนางกลับมาจนเย็นค่ำเชียวหนอ วันนี้พระนางสมคบกับใครหนอ ใครกันหนอเป็นที่รักของพระนางยิ่งกว่าหม่อมฉัน (พระนางสัมพุลาตรัสว่า)

ข้อ ๓๒๑

หม่อมฉันถูกทานพผู้เป็นศัตรูนั้นจับไว้ ได้กล่าวกับมันอย่างนี้ว่า การที่รากษสจะกินเรา ถึงกระนั้นก็หาใช่ความทุกข์ของเราไม่ เราทุกข์อยู่แต่ว่า พระลูกเจ้าจะเข้าพระทัยผิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๘๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๙. สัมพุลาชาดก (๕๑๙) (โสตถิเสนได้ฟังดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า)

ข้อ ๓๒๒

นางโจรมีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ยากที่จะหาความสัตย์ได้ หญิงทั้งหลายมีภาวะรู้ได้ยากเหมือนปลาที่ว่ายไปในน้ำ (พระนางสัมพุลาทรงทำสัจกิริยาหลั่งน้ำลงที่ศีรษะของโสตถิเสนนั้นว่า)

ข้อ ๓๒๓

ขอความสัตย์จงคอยพิทักษ์รักษาหม่อมฉัน อย่างที่หม่อมฉันไม่เคยรักชายอื่นยิ่งไปกว่าทูลกระหม่อมเถิด ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอพระโรคของทูลกระหม่อมจงระงับไป (พระสสุรดาบสตรัสถามพระนางสัมพุลาผู้มีอินทรีย์เหี่ยวแห้งว่า)

ข้อ ๓๒๔

พญาช้าง ๗๐๐ เชือกซึ่งมีทหารถืออาวุธอย่างเข้มแข็งขับขี่ และนายขมังธนูอีก ๑,๖๐๐ นายเฝ้ารักษาตลอดคืนตลอดวัน แม่นางผู้เจริญ พระนางยังจะพบศัตรูชนิดไหนอีก (พระนางสัมพุลากราบทูลว่า)

ข้อ ๓๒๕

ขอเดชะพระบิดา พระราชบุตรทอดพระเนตรเห็น นางสนมนารีผู้ประดับตบแต่งเรือนร่าง มีผิวพรรณงามดังกลีบปทุม รุ่นกำดัด มีเสียงไพเราะดังนางพญาหงส์ และทรงสดับเสียงหัวเราะขับกล่อมประโคม บัดนี้สำหรับหม่อมฉัน พระลูกเจ้าหาเป็นดังเช่นก่อนไม่

ข้อ ๓๒๖

ขอเดชะพระบิดา สนมนารีเหล่านั้น ทรงเครื่องประดับล้วนเป็นทองคำ มีเรือนร่างเฉิดโฉม ประดับด้วยอลังการนานาชนิด เพริศพริ้งดังสาวสวรรค์ เป็นที่โปรดปรานของท้าวโสตถิเสน ล้วนมีทรวดทรงหาที่ติมิได้ เป็นขัตติยกัญญาพากันปรนเปรอท้าวเธออยู่

ข้อ ๓๒๗

ขอเดชะพระบิดา ถ้าหากพระราชโอรส ทรงยกย่องหม่อมฉันและไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉัน เหมือนคราวที่หม่อมฉัน เคยเที่ยวแสวงหาผลาผล เลี้ยงดูพระสวามีอยู่ในป่าในกาลก่อนไซร้ สำหรับหม่อมฉัน ป่านั้นแหละประเสริฐกว่าราชสมบัติในกรุงพาราณสีนี้เสียอีก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๘๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๑๐. คันธตินทุกชาดก (๕๒๐)

ข้อ ๓๒๘

นารีผู้มีอาภรณ์เกลี้ยงเกลาประดับตกแต่งร่างกายอย่างสวยงาม ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง อยู่ในเรือนที่มีข้าวและน้ำ ที่เขาตระเตรียมไว้อย่างไพบูลย์อันใด แต่ไม่เป็นที่รักของสามี การที่นารีนั้นฆ่าตัวตายเสียยังประเสริฐกว่าการอยู่ครองเรือนนั้น

ข้อ ๓๒๙

แม้หญิงใดเป็นคนกำพร้า ขัดสน ไร้เครื่องประดับ นอนบนเสื่อลำแพน แต่เจ้าหล่อนเป็นที่รักของสามี หญิงนี้แลแม้จะเป็นคนกำพร้าก็ยังประเสริฐกว่า หญิงที่ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี (พระสสุรดาบสตรัสสอนพระราชโอรสว่า)

ข้อ ๓๓๐

หญิงผู้เกื้อกูลชายผู้เป็นสามีหาได้ยากยิ่ง สามีผู้เกื้อกูลหญิงผู้เป็นภรรยาก็หาได้ยาก เจ้าผู้จอมชน พระนางสัมพุลาเป็นภรรยาผู้เกื้อกูลต่อเจ้าและเป็นผู้มีศีล เจ้าจงประพฤติต่อพระนางสัมพุลาอย่างยุติธรรมเถิด (พระเจ้าโสตถิเสนเมื่อจะมอบอิสริยยศแก่พระนางสัมพุลา จึงตรัสว่า)

ข้อ ๓๓๑

พระน้องนางผู้เจริญ ถ้าเมื่อพระน้องนาง ได้โภคะอันไพบูลย์แล้วละความริษยาได้จนวันตาย พี่และราชกัญญาเหล่านี้ทั้งหมดจะทำตามคำของพระน้องนางสัมพุลาชาดกที่ ๙ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระนางมัลลิการาชเทวี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กา เวธมานา ดังนี้.

เรื่อง (ปัจจุบัน) ข้าพเจ้าพรรณนาไว้แล้วอย่างพิสดาร ในกุมมาสปิณฑิกชาดก

ก็พระนางมัลลิกานั้นด้วยอานุภาพแห่งการถวายขนมกุมมาสแด่พระตถาคตเจ้า ๓ ก้อน ได้ถึงความเป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล ในวันนั้นทีเดียว ถึงพร้อมด้วยกัลยาณธรรม ๕ ประการมีตื่นก่อนเป็นต้น ถึงพร้อมด้วยญาณความรู้ เป็นอุปัฏฐายิกาแห่งพระพุทธเจ้า เคารพต่อพระสวามี ดังเทพยดานั้นได้ปรากฏไปทั่วพระนคร

อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ข่าวว่า พระนางมัลลิกาเทวีเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร ทรงเคารพต่อพระสวามี ดุจเทพยดา

พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระนางมัลลิกานี้ก็ทรงเคารพพระสวามี ดุจเทพยดาเหมือนกัน

แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพรหมทัตในพระนครพาราณสี ทรงพระนามว่า โสตถิเสนกุมาร พระราชาทรงสถาปนาพระราชโอรส ผู้เจริญวัยแล้วนั้นไว้ในตำแหน่งอุปราช. พระอัครมเหสีของโสตถิเสนกุมารนั้น พระนามว่าสัมพุลา มีพระรูปโฉมงดงาม เพียบพร้อมไปด้วยสรีระอินทรีย์เปล่งปลั่ง ปรากฏเหมือนเปลวประทีปโพลงอยู่ในที่สงัดลม

ในเวลาต่อมา โรคเรื้อนเกิดขึ้นในสรีระของโสตถิเสนกุมาร พวกแพทย์ไม่สามารถจะเยียวยารักษาได้ เมื่อโรคเรื้อนแตกออก พระราชกุมารก็เป็นผู้อันประชาชนพึงรังเกียจถึงความเดือดร้อน ดำริว่าราชสมบัติจะมีประโยชน์อะไรแก่เรา เราจักไปตายอย่างอนาถาในป่า แล้วกราบทูลพระราชบิดาให้ทรงทราบ ละทิ้งตำหนักฝ่ายในเสด็จออกไปแล้ว

พระนางสัมพุลาอัครมเหสี แม้อันพระราชกุมารให้กลับด้วยอุบายเป็นอันมาก ก็ไม่ยอมกลับถ่ายเดียว ทูลว่าหม่อมฉันจักไปปฏิบัติฝ่าพระบาทผู้พระสวามีในป่า แล้วตามเสด็จไปด้วย พระราชกุมารเข้าไปยังป่าแล้วสร้างบรรณศาลาขึ้น อยู่อาศัยในประเทศอันสมบูรณ์ด้วยมูลผลาผลร่มเงา น้ำท่าอันหาได้ง่าย

ราชธิดาผู้ชายาก็ทรงปฏิบัติบำรุงพระราชกุมาร พระนางปรนนิบัติอย่างไร?

คือพระนางตื่นแต่เช้าแล้วกวาดอาศรมบท ตักน้ำใช้น้ำฉันเข้าไปตั้งไว้ น้อมไม้สีพระทนต์และน้ำบ้วนพระโอษฐ์เข้าไปถวาย ครั้นบ้วนพระโอษฐ์แล้ว ก็บดยาทาแผลของพระสวามี แล้วให้เสวยผลาผลมีรสหวานอร่อยเมื่อพระสวามีบ้วนพระโอษฐ์ล้างพระหัตถ์ แล้วทูลว่า ข้าแต่พระสวามีผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ขอเสด็จที่โปรดอย่ามีความประมาท ถวายบังคมแล้ว ถือกระเช้าเสียมและขอสอย เข้าป่าแสวงหาผลาผล นำผลไม้มาเก็บไว้ที่ข้างหนึ่งแล้วเอาหม้อตักน้ำมาสรงสนานโสตถิเสนราชกุมารผู้พระสวามี ด้วยเครื่องสนานอันเป็นผงและเป็นก้อนต่างๆ แล้วน้อมผลาผล อันมีรสอร่อยเข้าไปถวายอีก ครั้นเสวยเสร็จแล้ว พระนางก็น้อมน้ำดื่มที่อบไว้เข้าถวาย พระองค์เองก็บริโภคผลาผล แล้วจัดแจงไม้เรียบเป็นพระบรรจถรณ์เตรียมไว้ เมื่อพระสวามีบรรทมบนไม้เรียบนั้นแล้ว ก็ทรงล้างพระบาท ทำการนวดฟั้นคั้นพระสรีรกาย แล้วเข้าไปนอนข้างที่พระบรรทม

พระนางสัมพุลาปรนนิบัติพระสวามี โดยอุบายนี้แล.

วันหนึ่ง พระนางกำลังเก็บผลไม้อยู่ในป่า เหลือบเห็นลำธารแห่งหนึ่งจึงยกกระเช้าลงจากศีรษะวางไว้ที่ฝั่งลำธาร คิดว่าเราจักอาบน้ำ แล้วลงไปอาบขัดสรีรกายด้วยขมิ้น จนพระวรกายสะอาดดีแล้ว ขึ้นมายืนนุ่งห่มผ้าอันทอด้วยเปลือกไม้อยู่ที่ริมลำธาร ขณะนั้น รัศมีแห่งพระสรีรกายของพระนาง เป็นเหตุให้ป่ามีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน.

ขณะนั้น อสูรตนหนึ่งเที่ยวแสวงหาอาหารอยู่ เห็นพระนางสัมพุลาเข้าก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า

ดูก่อนแม่นางผู้มีขาอันอวบอัด เธอเป็นใครมายืนสั่นอยู่ผู้เดียวที่ลำธาร ดูก่อนแม่นางผู้มีลำตัวอันน่าเล้าโลมด้วยมือ เราขอถาม เธอจงบอกชื่อและเผ่าพันธุ์แก่เรา.

ดูก่อนแม่นางผู้มีเอวอันกลมกลึง ท่านเป็นใคร หรือว่าเป็นลูกเมียของใคร เป็นผู้มีร่างอันสะคราญ ทำป่าเป็นที่อยู่อาศัยแห่งสีหะและเสือโคร่ง ให้น่ารื่นรมย์สว่างไสวอยู่ ดูก่อนนางผู้เจริญ เราคืออสูรตนหนึ่ง ขอไหว้ท่าน ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กา เวธมานา ความว่า เพราะเธออาบน้ำในลำธารหนาว จึงยืนสั่นอยู่.

บทว่า สญฺจิตูรุ แปลว่า แน่ะนางผู้มีช่วงขาอันอวบอัด.

บทว่า ปาณิปเมยฺยมชฺเฌ แปลว่า ดูก่อนแม่นางผู้มีเรือนร่างอันน่าเล้าโลมด้วยมือ.

บทว่า กา วา ตฺวํ ความว่า เธอเป็นใคร หรือว่าเป็นลูกเมียของใคร.

บทว่า อภิวาเทมิ แปลว่า เราขอไหว้เธอ.

บทว่า ทานวาหํ ความว่า อสูรนั้นได้กล่าวว่า เราคืออสูรตนหนึ่ง ขอความนอบน้อมนี้จงมีแก่เธอ เราขอประคองอัญชลีแก่เธอ.

พระนางสัมพุลาได้ฟังคำของอสูรนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๓ คาถาความว่า

คนทั้งหลายรู้จักโอรสของพระเจ้ากาสีมีนามว่าโสตถิเสนกุมาร เราชื่อสัมพุลา เป็นชายาของโสตถิเสนกุมารนั้น ดูก่อนอสูร ท่านจงรู้อย่างนี้ ดูก่อนท่านผู้เจริญ เราชื่อสัมพุลา ขอไหว้ท่าน ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน.

ดูก่อนท่านผู้เจริญ พระโอรสของพระเจ้าวิเทหราชเดือดร้อนอยู่ในป่า เรามาพยาบาลพระองค์ผู้ถูกโรคเบียดเบียนอยู่ตัวต่อตัว.

อนึ่ง เรามาเที่ยวแสวงหารวงผึ้งและเนื้อมฤค เราหาอาหารอย่างใดไป พระสวามีของเราก็ได้เสวยอาหารอย่างนั้น วันนี้เมื่อไม่ได้อาหาร เธอคงจะหิวโหยเป็นแน่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวเทหปุตฺโต ได้แก่ พระกุมารผู้เวเทหราชปิโยรส.

บทว่า โรคสมฺมตฺตํ ได้แก่ ผู้อันโรคเบียดเบียนแล้ว.

บทว่า อุปฏฺฐหิ ความว่า เราต้องพยาบาล คือปรนนิบัติท้าวเธอ. ปาฐะว่า อุปฏฺฐิตา ดังนี้ก็มี.

บทว่า วนมุญฺฉาย ความว่า เราเที่ยวค้นเสาะแสวงหาของป่า.

บทว่า มธุมํสํ ความว่า (เราเที่ยวแสวงหา)ผลไม้รวงผึ้งที่ไม่มีตัว และเนื้อมฤคอันเป็นส่วนเหลือเดนจากราชสีห์และพยัคฆมฤคเคี้ยวกิน.

บทว่า ตํภกฺโข ความว่า เรานำอาหารสิ่งใดไป พระสวามีของเราก็ได้อาหารสิ่งนั้นเสวย.

บทว่า ตสฺส นูนชฺช ความว่า เมื่อพระสวามีของเราไม่ได้เสวยอาหารในวันนี้ พระสรีระคงจะเหี่ยวแห้งดังดอกปทุมที่เขาตากแดดไว้ฉะนั้น.

บทว่า นาธติ แปลว่า ซูบซีด คือเหี่ยวแห้งไป.

ต่อจากนั้นไปเป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างอสูร และพระนางสัมพุลา ดังต่อไปนี้.

(อสูรกล่าวว่า) ดูก่อนนางสัมพุลา เธอจะทำอะไรได้กับราชบุตรผู้เดือดร้อนอมโรคอยู่ในป่า เราจะเป็นภัสดาของเธอ. (นางสัมพุลาตอบว่า) ดูก่อนอสูรผู้เจริญ รูปร่างของเราผู้อาดูรด้วยความโศก เป็นอัตภาพยากไร้จะงดงามอะไร ขอท่านจงแสวงหาหญิงอื่นที่มีรูปร่างงามกว่าเราเถิด.

(อสูรกล่าวว่า) มาเถิดเธอ เชิญขึ้นมายังภูเขานี้ เธอจงเป็นใหญ่กว่าภรรยา ๔๐๐ คนของเรา จะสำเร็จความประสงค์ทุกอย่าง.

ดูก่อนน้องนางผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังดวงดาว เจ้าจะได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแน่นอน สิ่งของทั้งหมดของพี่หาได้ง่าย เชิญเจ้ามาอภิรมย์กับเราในวันนี้เถิด.

ดูก่อนน้องนางสัมพุลา หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสีของเรา ชะรอยเจ้าจักต้องเป็นภักษาหารของเรา ในเวลาเช้าวันพรุ่งเป็นแน่นอน.

(พระศาสดาตรัสว่า) ครั้นอสูรผู้มีชฎา ๗ ชั้น หยาบช้า เขี้ยวออกนอกปากกินคนเป็นอาหาร ได้จับแขนนางสัมพุลาผู้มองไม่เห็นที่พึ่งในป่า.

นางสัมพุลาถูกปีศาจผู้หยาบช้า มุ่งอามิสครอบงำแล้ว ต้องตกอยู่ในอำนาจของศัตรู เศร้าโศกถึงพระสวามีเท่านั้น รำพันว่า

ถึงยักษ์จะเคี้ยวกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ ทุกข์อยู่แต่ว่า พระหฤทัยของทูลกระหม่อมของเรา จักเคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป.

เทพยเจ้าทั้งหลายคงจะไม่มีอยู่แน่นอน ท้าวโลกบาลก็คงไม่มีในโลกนี้เป็นแน่ เมื่อยักษ์ผู้ไม่สำรวมทำด้วยอาการหยาบช้า จะหาผู้ช่วยห้ามป้องกันไม่มีเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริจิณฺเณน ความว่า เจ้าจักทำอะไรได้ กับราชบุตรผู้อมโรคอยู่นั้น.

บทว่า โสกฏฺฏาย แปลว่า ผู้อาดูรด้วยความโศก. ปาฐะว่า โสกฏฺฐาย ดังนี้ก็มี ความก็ว่า ตั้งอยู่แล้วในความเศร้าโศก.

บทว่า ทุรตฺตาย ความว่า เป็นอัตภาพถึงแล้วซึ่งความยากไร้กำพร้า.

บทว่า เอหิมํ ความว่า อสูรปลอบโยนว่า เจ้าอย่าคิดว่าตนมีรูปร่างเลวทรามเลย จงไปยังทิพยวิมานของเราบนยอดเขานี้ จงขึ้นสู่ภูเขานี้เถิด.

บทว่า จตูสตา ความว่า แม้ในวิมานนั้น พี่มีภรรยาอื่นถึง ๔๐๐ คน.

บทว่า สพฺพนฺตํ ความว่า อสูรนั้นกล่าวว่า เจ้าปรารถนาเครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าผ่อนและเครื่องอาภรณ์เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งนั้นทั้งหมดสำหรับพี่มีมากมายล้นเหลือ หาได้ง่ายแท้ ฉะนั้น เจ้าอย่าคิดเสียใจว่าตนเป็นกำพร้า มาเถิด มาร่วมอภิรมย์ยินดีกับพี่.

บทว่า มเหเสยฺยํ ความว่า แน่ะนางสัมพุลาผู้เจริญ หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสีของเราไซร้ เจ้าก็จงเตรียมตัวเพื่อเป็นอาหารเช้าของเรา ด้วยเหตุนั้น เราจักนำเจ้าไปสู่วิมานโดยพลการ เมื่อเจ้าไม่สงเคราะห์เราในข้อนั้น พรุ่งนี้เจ้าจักเป็นอาหารของเราแต่เช้าตรู่ทีเดียว.

บทว่า ตญฺจ ความว่า อสูรนั้นประกอบด้วยชฎาเจ็ดชั้น ทารุณเขี้ยวงอกออกนอกปาก ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้จับแขนนางสัมพุลาผู้มองไม่เห็นอะไรเป็นที่พึ่งของตนได้ในป่านั้น.

บทว่า อธิปนฺนา แปลว่า ครอบงำแล้ว.

บทว่า อามิสจกฺขุนา ได้แก่ เหลาะแหละโดยถูกกิเลสครอบงำ.

บทว่า ปติเมว ความว่า มิได้คิดถึงตน เศร้าโศกถึงแต่พระสวามีเท่านั้น.

บทว่า มโน เหสฺสติ ความว่า ครั้นพระองค์ทรงทราบว่าเรามัวล่าช้าอยู่ พระทัยของทูลกระหม่อมจักทรงเคลือบแคลงไปต่างๆ.

บทว่า น สนฺติ เทวา ความว่า นางสัมพุลาถูกอสูรจับที่แขน เมื่อจะทำการยกย่องเทวดา จึงกล่าวคำนี้.

บทว่า โลกปาลา ความว่า นางสัมพุลากล่าวปริเทวนาการว่า บรรดาเทพยเจ้าผู้มีศีลเห็นปานนี้ ท้าวโลกบาลผู้อารักขา เห็นจะไม่มีในโลกนี้เป็นมั่นคง.

ลำดับนั้น ด้วยเดชอำนาจของพระนาง พิภพของท้าวสักกะหวั่นไหว บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์แสดงอาการร้อนรุ่ม. ท้าวสักกเทวราชจึงทรงแลดู ทรงทราบเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงถือวชิราวุธเสด็จมาโดยด่วน ประทับยืนบนศีรษะของอสูรยักษ์ ตรัสพระคาถานอกนี้ความว่า

หญิงนี้มียศ ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย สงบเสงี่ยมเรียบร้อย มีเดชฟุ้งเฟื่องดุจไฟ แน่ะรากษส ถ้าเจ้าจะกินนางนี้ ศีรษะของเจ้าจะแตกออกเจ็ดเสี่ยง เจ้าอย่าทำให้นางเดือดร้อน จงปล่อยไปเสีย เพราะนางเป็นหญิงปฏิบัติสามี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตา ความว่า สงบระงับ อีกนัยหนึ่งหมายถึงเป็นคนฉลาด เพียบพร้อมด้วยความรู้.

บทว่า สมา ความว่า ปราศจากความไม่สม่ำเสมอทางกายเป็นต้น.

บทว่า อเทสิ แปลว่า จะเคี้ยวกิน.

บทว่า ผเลยฺย ความว่า ศีรษะของเจ้าอันเราตีด้วยอินทวชิราวุธนี้ พึงแตกแน่นอน.

บทว่า มา ตฺวํ ทหิ ความว่า เจ้าอย่าทำให้นางต้องเดือดร้อน.

อสูรฟังดังนั้นจึงปล่อยพระนางสัมพุลา ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า อสูรนี้พึงกระทำเช่นนี้อีกเป็นแน่ จึงจองจำอสูรนั้นไว้ด้วยตรวนทิพย์ แล้วปล่อยไว้ในภูเขาลูกที่สาม เพื่อจะมิให้มันมาอีกต่อไป แล้วทรงโอวาทราชธิดาด้วยอัปปมาทธรรม แล้วเสด็จสู่ทิพยสถานของพระองค์. ฝ่ายพระนางสัมพุลาราชธิดา ครั้นพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ได้กลับถึงอาศรมด้วยแสงจันทร์.

พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๘ คาถาความว่า

พระนางสัมพุลานั้นหลุดพ้นแล้วจากยักษ์กินคนกลับมาสู่อาศรม ดุจแม่นกมีลูกอ่อนเป็นอันตรายบินมายังรัง หรือดุจแม่โคนมมายังที่อยู่อันว่างเปล่าจากลูกน้อยฉะนั้น.

พระนางสัมพุลาราชบุตรีผู้มียศ เมื่อไม่เห็นพระสวามีผู้เป็นที่พึ่งของตนในป่า ก็มีดวงพระเนตรพร่าด้วยความร้อน ทรงร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น.

เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้สมณพราหมณ์และฤาษีทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง.

เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ราชสีห์ เสือโคร่ง และหมู่มฤคเหล่าอื่นในป่าว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลาย ว่าเป็นที่พึ่ง.

เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ที่กอหญ้าลดาชาติ และที่เนาอยู่ ณ ภูเขาราวไพร ตลอดถึงดวงดาวในอากาศว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง.

เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้เทพยเจ้าผู้มีวรรณะเสมอดอกราชพฤกษ์ ผู้ยังดวงดาวให้รุ่งเรืองงามในราตรีว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง.

เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ ณ แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถี อันเป็นที่รับรองแม่น้ำอื่นว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง.

เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้เทพยเจ้าผู้เนาสถิตอยู่ ณ ขุนเขาหิมวันต์ อันล้วนแล้วไปด้วยหินว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิฑฺฑํ ผลินสกุณีว ความว่า แม่นกที่ชื่อว่าสกุณีมีลูกอ่อน เพราะเป็นที่ผลิตสกุณโปดกทั้งหลาย คาบเหยื่อด้วยจะงอยปาก แล้วบินกลับมารังเพราะอันตรายบางอย่างฉันใด อนึ่ง แม่โคนมตัวมีเยื่อใยในลูกน้อย พึงกลับมาสู่ที่อยู่อันลูกน้อยออกไปแล้ว คือโรงที่ว่างเปล่าจากลูกน้อยฉันใด พระนางสัมพุลานั้นก็มาสู่อาศรมอันอ้างว้างฉันนั้น.

แท้จริงคราวนั้น เมื่อพระนางสัมพุลาชักช้าอยู่ โสตถิเสนกุมารทรงระแวงว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงเป็นคนเหลาะแหละจะพึงพาแม้ปัจจามิตรของเรามา จึงเสด็จออกจากบรรณศาลา เข้าไปนั่งซ่อนอยู่ระหว่างกอไม้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวความไว้ดังต่อไปนี้.

บทว่า อุตุมตฺตกฺขา ความว่า มีดวงพระเนตรพร่าด้วยความร้อน อันเกิดแต่กำลังของความเศร้าโศก คือฤดู.

บทว่า อปสฺสนฺตี ความว่า พระนางสัมพุลา เมื่อไม่เห็นพระสวามีผู้เป็นที่พึ่งของตน ก็ปริเทวนาการวิ่งไปมาอยู่ในป่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมเณ พฺราหฺมเณ ได้แก่ สมณพราหมณ์ผู้ระงับบาป ลอยบาปเสียแล้ว.

บทว่า สมฺปนฺนจรเณ ความว่า และกราบไหว้พระฤาษีผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะ ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ พร้อมทั้งศีล. อธิบาย ครั้นพระนางสัมพุลากล่าววิงวอนอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่พบพระราชโอรสจึงปริเทวนาการว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง ถ้าท่านเห็นทราบสถานที่ ซึ่งพระสวามีของดิฉันนั่งอยู่ โปรดบอกด้วยเถิด. แม้ในคาถาที่เหลือทั้งหลาย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ติณาลตานิ โอสโธฺย ความว่า พระนางก็ไหว้วอนเทพยเจ้าอันเนาสถิต ณ กอหญ้าอันมีกระพี้ภายใน มีแก่นในภายนอก ไหว้วอนเทพยเจ้าอันเนาสถิต ณ ลดาชาติ และดวงดาวในอากาศ. พระนางสัมพุลากล่าวคาถานี้ หมายถึงเทพยดาทั้งหลายผู้บังเกิดแล้วในลดาชาติเป็นต้น.

บทว่า อินฺทิวรีสามํ ได้แก่ เทพยเจ้าผู้มีวรรณะทัดเทียมกับดอกราชพฤกษ์.

บทว่า ตุมฺหมฺหิ ความว่า พระนางสัมพุลากล่าวว่า ตํปิ อมฺหิ (ดิฉันขอถึงแม้ท่านว่าเป็นที่พึ่ง) ดังนี้ หมายถึง (ดวงดาว)ยามราตรีแม้นั้น.

บทว่า ภคิรสึ ได้แก่ แม่น้ำคงคาอันมีนามโดยปริยายอย่างนี้.

บทว่า วสนฺตีนํ ความว่า พระนางสัมพุลากล่าวไว้หมายถึงเทพยเจ้าผู้บังเกิด ณ แม่น้ำคงคา อันเป็นที่รับรองแม่น้ำทั้งหลายเหล่าอื่น เป็นอันมากนั่นเอง. แม้ในเทพยเจ้าผู้เนาสถิต ณ ป่าหิมพานต์ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

โสตถิเสนกุมารผู้พระสวามีทอดพระเนตรเห็นพระนางปริเทวนาการอยู่อย่างนี้ จึงทรงดำริว่า นางนี้ร่ำไรรำพันยิ่งนัก แต่ว่าเรายังไม่รู้ความเป็นไปของนาง ถ้านางทำเช่นนี้เพราะสิเนหาอาลัยในเราแล้ว น่าที่ดวงหทัยของนางจะแตกทำลาย เราจักทดลองนางดูก่อน แล้วเสด็จไปประทับนั่งที่ประตูบรรณศาลา.

พระนางสัมพุลาก็ร่ำไห้ดำเนินไปยังประตูบรรณศาลาไหว้พระบาทแห่งพระสวามีแล้วทูลว่า ข้าแต่พระสวามีผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์เสด็จไปไหนมาเพคะ?

ลำดับนั้น โสตถิเสนกุมารจึงรับสั่งกะพระนางว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ ในวันอื่นๆ เจ้าไม่เคยมาในเวลานี้เลย วันนี้เจ้ามาจนค่ำคืน เมื่อจะดำรัสถาม จึงตรัสคาถาความว่า

ดูก่อนพระราชบุตรีผู้มียศ เธอมาเสียจนค่ำทีเดียวหนอ วันนี้เธอมากับใครเล่า ใครหนอเป็นที่รักของเธอยิ่งกว่าเรา.

ลำดับนั้น พระนางสัมพุลาจึงกราบทูลพระสวามีว่า ทูลกระหม่อมเอย เมื่อกระหม่อมฉันเก็บผลไม้เสร็จแล้ว เดินมาพบอสูรตนหนึ่ง มันมีจิตรักใคร่ในหม่อมฉัน ยึดแขนไว้แล้วพูดว่า ถ้าเจ้าไม่ยอมทำตามคำของเรา เราจักกินเจ้าเป็นอาหาร เวลานั้นหม่อมฉันเศร้าโศกถึงทูลกระหม่อมแต่ผู้เดียว จึงได้ร่ำไรรำพันอย่างนี้ แล้วกล่าวคาถาความว่า

หม่อมฉันถูกศัตรูมันจับไว้ ได้กล่าวคำนี้ว่า ถึงยักษ์จะกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ ทุกข์อยู่แต่ว่าพระหฤทัยของทูลกระหม่อมของเราจะเคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป.

เมื่อพระนางจะทูลพฤติการณ์ที่เหลือต่อไป จึงทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันถูกอสูรตนนั้นจับไว้แล้ว เมื่อไม่สามารถจะให้มันปล่อยตัวได้ จึงทำการร่ำร้องฟ้องเทวดาขึ้น ทันใดนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงวชิราวุธเสด็จมาประทับยืนบนอากาศ ตวาดขู่อสูรให้มันปล่อยหม่อมฉัน แล้วจองจำมันไว้ด้วยตรวนทิพย์ เหวี่ยงไปในระหว่างภูเขาลูกที่สาม แล้วเสด็จหลีกไป หม่อมฉันอาศัยท้าวสักกเทวราช รอดชีวิตมาได้ ดังทูลมาอย่างนี้.

โสตถิเสนราชกุมารทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้ว จึงแสร้งตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญ ข้ออ้างนั้นจงยกไว้ ขึ้นชื่อว่าดวงใจของมาตุคามยากที่จะหาความสัตย์ได้ ก็ในป่าหิมพานต์มีพวกพรานไพร ดาบส วิชาธรเป็นต้นมากมาย ใครจะเชื่อใจเจ้าได้ แล้วตรัสคาถาความว่า

ความสัตย์ยากที่จะหาได้ในหญิงโจรผู้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ความเป็นไปของหญิงทั้งหลายรู้ได้ยาก เหมือนความเป็นไปของปลาในน้ำฉะนั้น.

พระนางสัมพุลาได้ยินพระดำรัสของพระสวามี จึงทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันจักเยียวยาทูลกระหม่อม ผู้ไม่ทรงเชื่อ ด้วยกำลังความสัตย์ของหม่อมฉันนั่นเทียว แล้วตักน้ำมาเต็มกระออม ทำสัจจกิริยา รดน้ำลงเหนือพระเศียรพระสวามี แล้วกล่าวคาถา ความว่า

ขอความสัตย์ที่หม่อมฉันมิได้เคยรักบุรุษอื่น ยิ่งกว่าทูลกระหม่อมเป็นความจริง ด้วยอำนาจสัจจวาจานี้ ขอพยาธิของทูลกระหม่อมจงระงับดับหาย.

บรรดาบทเหล่านั้น ตถาศัพท์ บัณฑิตพึงประกอบเข้ากับบทนี้ว่า เจ มม มีอธิบายว่า หม่อมฉันทูลอย่างใด ถ้าเป็นความจริงของหม่อมฉันอย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอความจริงจงช่วยพิทักษ์รักษาหม่อมฉัน แม้ในบัดนี้ แม้ในกาลต่อไป จักช่วยพิทักษ์รักษาแม้ในกาลอนาคต บัดนี้ขอเชิญพระองค์ จงสดับถ้อยคำของหม่อมฉันเถิด.

บทว่า ยถาหํ นาภิชานามิ ความว่า ก็ในพระคัมภีร์ทั้งหลายท่านเขียนไว้ว่า "ตถา มํ สจฺจํ ปาเลมิ" คำนั้นไม่มีในอรรถกถา.

เมื่อพระนางสัมพุลากระทำสัจจกิริยาอย่างนี้ แล้วรดน้ำถวายเท่านั้น โรคเรื้อนของโสตถิเสนราชกุมารก็ระงับหายทันที ดุจสนิมทองแดงถูกล้างด้วยน้ำส้มฉะนั้น ทั้งสองพระองค์เสด็จอยู่ในอาศรมนั้น สอง-สามราตรีก็ออกจากป่า ดำเนินไปถึงเมืองพาราณสี เข้าไปยังพระอุทยาน.

พระราชาทรงทราบว่า พระราชโอรสกับพระสุณิสา กลับมาจึงเสด็จไปยังพระอุทยาน ตรัสสั่งให้ยกเศวตฉัตรถวายโสตถิเสนราชโอรสและให้อภิเษกพระนางสัมพุลาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี ในพระอุทยานนั่นเอง แล้วเชิญเสด็จสู่พระนคร

ส่วนพระองค์เองทรงผนวชเป็นฤาษี เสด็จอยู่ ณ พระราชอุทยานนั้น และเสด็จไปเสวยในพระราชนิเวศน์นั้นแหละเป็นประจำ.

ฝ่ายพระเจ้าโสตถิเสนได้พระราชทาน เพียงตำแหน่งพระอัครมเหสีแก่พระนางสัมพุลาอย่างเดียว หาได้มีราชสักการะอะไรๆ อีกไม่ มิได้สนพระทัยถึงว่าพระนางสัมพุลานั้นมีตัวอยู่ มัวแต่อภิรมย์กับสนมอื่นๆ เท่านั้น ด้วยความแค้นต่อหญิงผู้ร่วมพระราชสวามี พระนางสัมพุลาได้มีพระวรกายซูบผอม เป็นโรคผอมเหลือง มีพระวรกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น.

วันหนึ่ง พระนางได้ไปยังสำนักพระสัสสุรดาบสผู้เสด็จมาเสวยในพระราชวัง เพื่อต้องการจะบรรเทาโศกาดูร ถวายบังคมพระดาบสผู้เสวยเสร็จแล้ว ประทับ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.

พระสัสสุรดาบสนั้น ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระนางมีพระอินทรีย์เศร้าหมอง จึงตรัสพระคาถาความว่า

แน่ะนางผู้เจริญ กุญชรสูงใหญ่มีมากมายถึง ๗๐๐ มีพลโยธาถืออาวุธขี่ประจำ คอยพิทักษ์รักษาอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน และพลโยธาที่ถือธนู ก็มีถึง ๑,๖๐๐ พิทักษ์รักษาอยู่ เธอเห็นศัตรูชนิดไหน.

พระคาถานั้นมีอธิบายว่า

พระสัสสุรดาบสดำรัสถามว่า แน่ะนางสัมพุลาผู้เจริญ กุญชรของเรา ๗๐๐ ประกอบไปด้วยอาวุธพร้อมสรรพ์ โดยมีทหารขึ้นขี่คอช้างเหล่านั้นซุ่มอยู่ทั้งทหารธนู ๑,๖๐๐ คนอื่น ๆ อีก ก็พากันพิทักษ์รักษาพระนครพาราณสีอยู่ตลอดคืนตลอดวัน เมื่อพระนครมีอารักขาดีอย่างนี้ เจ้ายังจะเห็นศัตรูชนิดไรอยู่หรือแน่ะนางผู้เจริญ ในเวลาที่เจ้ามาจากป่าอันน่ารังเกียจมีภัยรอบด้าน ดูมีสรีระเปล่งปลั่งสมบูรณ์ แต่บัดนี้ดูเจ้าซูบซีดผิวพรรณดังเป็นโรคผอมเหลือง อินทรีย์เศร้าหมองเหลือเกิน เจ้าเกรงสิ่งใดเล่า?

พระนางสัมพุลาได้สดับพระดำรัสของพระสัสสุรดาบสแล้วทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เพราะพระราชโอรสของพระทูลกระหม่อมไม่ทรงกรุณากระหม่อมฉันดังในกาลก่อน

แล้วตรัสคาถา ๕ คาถาความว่า

ข้าแต่พระราชบิดา เมื่อก่อนพระลูกเจ้าทรงประพฤติแก่หม่อมฉันอย่างไร เดี๋ยวนี้หาเป็นอย่างนั้นไม่ เพราะได้ทรงเห็นสนมนารีผู้ประดับตกแต่ง มีผิวพรรณดุจเกสรบัวรุ่นกำดัด เสียงไพเราะดังเสียงหงส์.

ข้าแต่พระราชบิดา สนมนารีเหล่านั้นทรงเครื่องประดับล้วนทองคำ มีเรือนร่างเฉิดโฉม ประดับด้วยเครื่องอลังการนานาชนิด เพริศพริ้งดังสาวสวรรค์ เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโสตถิเสน ล้วนมีทรวดทรงหาที่ติมิได้ เป็นขัตติยกัญญา พากันปรนปรือพระโอรสราชเจ้านั้นอยู่.

ข้าแต่พระราชบิดา ถ้าหากพระโอรสราชเจ้าทรงยกย่องหม่อมฉัน ดังที่หม่อมฉันเคยเที่ยวแสวงหาผลาผลในป่า มาเลี้ยงดูพระราชสวามีในกาลก่อนอีก และไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉันไซร้ จะประเสริฐกว่าราชสมบัติในพระนครพาราณสีนี้.

หญิงใดอยู่ในเรือนอันมีข้าวน้ำไพบูลย์ ตกแต่งไว้เรียบร้อย มีเครื่องอาภรณ์อันวิจิตรประดับประดา แม้จะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่างแต่ไม่เป็นที่รักของสามี คอยแต่ประหัตประหาร ความตายของหญิงนั้นประเสริฐกว่าการอยู่ครองเรือน.

ถ้าแม้หญิงใดเป็นหญิงเข็ญใจไร้เครื่องประดับ มีเสื่อลำแพนเป็นที่นอน แต่เป็นที่รักของสามี หญิงนั้นประเสริฐเสียกว่าหญิงผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่างแต่ไม่เป็นที่รักของสามี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทุมุตฺตรตฺตจา ความว่า พระลูกเจ้าทอดพระเนตรเห็นสตรีมีผิวกายงดงาม คล้ายกลีบดอกปทุม แสดงว่า มีรัศมีสีทองเปล่งออกจากสรีรกายของทุกนาง.

บทว่า วิราคิตา แปลว่า มีรูปร่างอ้อนแอ้น อธิบายว่า มีเรือนร่างระหง.

บทว่า หํสคคฺครา ความว่า ทรงเห็นเหล่าสนมนารี มีเสียงไพเราะอ่อนหวานคล้ายเสียงหงส์.

บทว่า ตาสํ ความว่า เพราะทรงสดับเสียงแย้มหัวขับกล่อมเป็นต้น ของสนมนารีเหล่านั้น บัดนี้พระโอรสราชเจ้าของพระทูลกระหม่อม จึงไม่ประพฤติต่อหม่อมฉันดังเช่นก่อน.

บทว่า สุวณฺณสงฺกจฺจธรา ความว่า ทรงเครื่องประดับ ซึ่งล้วนทองคำ.

บทว่า อลงฺกตา ความว่า ประดับด้วยเครื่องอลังการนานาชนิด.

บทว่า มานุสิยจฺฉรูปมา ความว่า เพริศพริ้งดังสาวสวรรค์ในหมู่มนุษย์.

บทว่า เสโนปิยา ความว่า เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโสตถิเสน.

บทว่า ปฏิโลภยนฺติ นํ ความว่า พากันปรนปรือพระโอรสราชเจ้านั้นอยู่.

บทว่า สเจ อหํ ความว่า พระนางสัมพุลาผู้ทรงซูบผอม เพราะแค้นใจหญิงผู้ร่วมพระราชสวามี กราบทูลว่า ข้าแต่พระราชบิดา ถ้าพระราชโอรสเจ้าทรงนับถือหม่อมฉันอีกเหมือนในกาลก่อน ที่หม่อมฉันเคยได้ปฏิบัติบำรุงเธอผู้เป็นพระสวามี ผู้เสด็จไปอยู่ป่าเพราะโรคเรื้อน ด้วยการแสวงหาผลาผล และไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉันไซร้ ป่าแห่งเดียวเท่านั้น ประเสริฐสำหรับหม่อมฉัน ยิ่งกว่าราชสมบัติในพระนครพาราณสีนี้.

บทว่า ยมนฺนปาเน ตัดบท เป็น ยํ อนฺนปาเน.

บทว่า โอหิเต ความว่า จัดแจงแต่งตั้งไว้แล้ว. พระนางสัมพุลาแสดงถึงเรือนอันมีข้าวและน้ำมากมายไว้ด้วยบทนี้.

นัยว่า พระนางสัมพุลานั้นมีความมุ่งหมายดังนี้ว่า นารีใดเป็นผู้ไม่มีบุตร อยู่คนเดียวในเรือน แม้มีข้าวน้ำไพบูลย์ มีเครื่องอาภรณ์เกลี้ยงเกลา ประดับตกแต่งด้วยนานาลังการ เพียบพร้อมด้วยองค์คุณทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี คอยแต่จะเบียดเบียน การที่หญิงนั้นเอาเถาวัลย์หรือเชือกผูกคอตายเสียดีกว่า จะอยู่ครอบครองเรือนนั้น.

บทว่า อนาฬิยา แปลว่า ไม่มีเครื่องประดับ.

บทว่า กฏาทุติยา ได้แก่ มีแต่เสื่อลำแพนเป็นที่นอน.

บทว่า เสยฺยา ความว่า แม้นางจะเป็นหญิงกำพร้า แต่เป็นที่รักใคร่ของสามี นางนี่แหละเป็นเยี่ยม.

เมื่อพระนางสัมพุลาทูลเหตุที่ตนซูบผอมแก่พระสัสสุรดาบสอย่างนี้แล้ว พระสัสสุรดาบสจึงรับสั่งให้เชิญเสด็จพระราชามาตรัสว่าดูก่อนพ่อโสตถิเสน เมื่อเจ้าเป็นโรคเรื้อนเข้าไปอยู่ป่า นางสัมพุลาไปกับเจ้าเฝ้าปฏิบัติบำรุง จนยังโรคของเจ้าให้หาย ด้วยกำลังแห่งความสัตย์ของตนได้ช่วยกระทำให้เจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ แต่เจ้ามิได้ใส่ใจถึงสถานที่ยืนที่นั่งของนางเลย เจ้าทำไม่เหมาะไม่ควร ขึ้นชื่อว่าการประทุษร้ายมิตรนั้นเป็นบาป

เมื่อจะพระราชทานโอวาทแก่พระราชโอรส จึงตรัสพระคาถาความว่า

ภรรยาผู้เกื้อกูลต่อสามี เป็นหญิงหาได้แสนยาก สามีผู้เกื้อกูลต่อภรรยาก็หาได้แสนยาก ดูก่อนเจ้าผู้จอมชน มเหสีของเจ้าเป็นผู้เกื้อกูลเจ้าด้วย มีศีลด้วย เพราะฉะนั้น เจ้าจงประพฤติธรรมต่อนางสัมพุลา.

พระคาถานั้น มีอรรถาธิบายว่า หญิงผู้มีความเกื้อกูล มีจิตอ่อนโยน มีความเอื้อเอ็นดูต่อชายผู้สามีก็ดี ชายผู้สามีมีความเกื้อกูล รู้คุณความดีที่หญิงผู้ภรรยากระทำแล้วก็ดี ทั้งสองจำพวกนี้หาได้ยากนัก ก็นางสัมพุลานี้มีความเกื้อกูลต่อเจ้าด้วย ถึงพร้อมด้วยศีลด้วย เพราะฉะนั้น เจ้าต้องประพฤติธรรมต่อนาง ต้องสำนึกถึงบุญคุณของนาง แล้วจงมีจิตอ่อนโยน จงยังจิตของนางให้สดชื่นเบิกบานเถิด.

พระราชฤาษีทรงประทานโอวาทแก่พระโอรสอย่างนี้แล้ว เสด็จลุกขึ้นหลีกไปยังพระราชอุทยาน ครั้นพระราชฤาษีผู้พระชนกเสด็จหลีกไปแล้ว พระเจ้าโสตถิเสนตรัสสั่งให้พระนางสัมพุลามาเฝ้า แล้วตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าจงอดโทษที่เราทำผิดมาตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ตั้งแต่นี้ไป เราจักมอบอิสริยยศแก่เจ้าทั้งสิ้น แล้วตรัสพระคาถาสุดท้ายความว่า

ดูก่อนแม่นางสัมพุลาผู้เจริญ ถ้าเจ้าได้โภคสมบัติอันไพบูลย์แล้ว แต่มีความหึงหวงครอบงำ จนจะถึงซึ่งมรณะไซร้ พี่และนางราชกัญญาเหล่านี้ทั้งหมดจะทำตามถ้อยคำของเจ้า.

พระคาถานั้นมีอรรถาธิบายว่า

แน่ะพระนางสัมพุลาผู้เจริญ ถ้าเจ้าได้โภคสมบัติอันไพบูลย์ โดยได้รับแต่งตั้งเป็นพระอัครมเหสี เพราะที่อภิเษกสถาปนาไว้ในกองรัตนะแล้ว ยังหยั่งลงในความฤษยา จะถึงซึ่งความตายไซร้ เราและนางราชกัญญาเหล่านี้ทั้งหมด จักเป็นผู้กระทำตามถ้อยคำของเจ้า เจ้าจงจัดแจงราชสมบัตินี้ตามความประสงค์เถิด แล้วพระราชทานความเป็นใหญ่ทั้งสิ้นแก่พระอัครมเหสี.

นับแต่นั้นมา ทั้งสองพระองค์ก็อยู่อย่างสามัคคีปรองดองกัน บำเพ็ญบุญกุศลมีทานเป็นต้น แล้วเสด็จไปตามยถากรรม. พระราชดาบสทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ก็เป็นผู้เข้าถึงซึ่งพรหมโลก.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระนางมัลลิกาก็เคารพต่อสามีดุจเทพยดาเหมือนกัน

แล้วทรงประชุมชาดกว่า

พระนางสัมพุลาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระนางมัลลิกา

พระเจ้าโสตถิเสนได้มาเป็น พระเจ้ากรุงโกศล

พระดาบสผู้ราชบิดาได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสัมพุลาชาดกที่ ๙ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา