๑. อสทิสชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔ อสทิสวคฺโค ๑ อสทิสชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๔. อสทิสวรรค ๑. อสทิสชาดก ว่าด้วยอสทิสกุมาร
ธนุคฺคโห อสทิโส ราชปุตฺโต มหพฺพโล ทูเร ปาตี อกฺขณเวธี มหากายปฺปทาลโน ฯ
เจ้าชายพระนามว่าอสทิสกุมาร เป็นนักธนู มีกำลังมาก ยิงธนูให้ไป ตกในที่ไกลๆ ได้ ยิงไม่ค่อยพลาด สามารถทำลายของกองใหญ่ๆ ได้.
สพฺพามิตฺเต รณํ กตฺวา น จ กิญฺจิ วิเหฐยิ ภาตรํ โสตฺถึ กตฺวาน สญฺญมํ อชฺฌุปาคมีติ ฯ อสทิสชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------
พระองค์ทรงทำการรบให้ข้าศึกทั้งปวงหนีไป แต่มิได้เบียดเบียนใครๆ เลย ทรงทำพระกนิฏฐภาดาให้มีความสวัสดีแล้ว ก็เข้าถึงความสำรวม. จบ อสทิสชาดกที่ ๑.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. อสทิสวรรค หมวดว่าด้วยอสทิสกุมาร ๑. อสทิสชาดก (๑๘๑) ว่าด้วยอสทิสกุมาร (พระศาสดาตรัสเล่าเรื่องอสทิสราชกุมารโพธิสัตว์ทรงขับพระราชาเจ็ดพระนคร ให้หนีไป ได้ชัยชนะแล้ว ผนวชเป็นฤๅษีกับภิกษุทั้งหลาย จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)
อสทิสราชบุตรทรงเป็นนักแม่นธนู มีพลังมาก ยิงได้ไกล ยิงได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ ทำลายเป้าใหญ่ๆ ได้
พระองค์ทรงทำการรบให้ข้าศึกทั้งหมดหนีไป แต่ไม่เบียดเบียนใครๆ ช่วยพระอนุชาให้ถึงความสวัสดีแล้ว ทรงเข้าถึงความสำรวม อสทิสชาดกที่ ๑ จบ ๒. สังคามาวจรชาดก (๑๘๒) ว่าด้วยช้างเข้าสู่สงคราม (พระโพธิสัตว์ผู้เป็นคนฝึกช้างของพระราชาสอนช้างว่า) @เชิงอรรถ : @ ความสำรวม หมายถึงออกผนวช (ขุ.ชา.อ. ๓/๖๒/๑๒๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๘๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภมหาภิเนษกรมณ์ (การออกเพื่อคุณยิ่งใหญ่) ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธนุคฺคโห อสทิโส ดังนี้.
เรื่องพิสดารมีอยู่ว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันในโรงธรรม พรรณนามหาภิเนกขัมมบารมี. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้แต่ก่อน ตถาคตก็สละเศวตฉัตรออกบวชเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระองค์เมื่อพระราชกุมารประสูติโดยสวัสดี ในวันขนานพระนาม พระชนกชนนีตั้งพระนามว่า อสทิสราชกุมาร. ครั้นถึงคราวที่พระโอรสเสด็จดำเนินไปมาได้ สัตว์ผู้มีบุญอื่นก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระราชเทวี. เมื่อพระโอรสนั้นประสูติโดยสวัสดี ในวันขนานพระนาม พระชนกชนนีตั้งพระนามว่า พรหมทัตกุมาร.
ในพระราชกุมารทั้งสองพระองค์ พระโพธิสัตว์ เมื่อมีพระชนม์ได้สิบหกพรรษา เสด็จไปเมืองตักกสิลา ทรงศึกษาไตรเพทและศิลปะทุกชนิด อันเป็นพื้นฐานของวิชาสิบแปดประการ หาผู้เปรียบมิได้ในศิลปะยิงธนู แล้วเสด็จกลับกรุงพาราณสี.
พระราชา เมื่อจะเสด็จสวรรคต ได้มีพระราชโองการว่า ให้มอบราชสมบัติแก่อสทิสราชกุมาร ให้ตำแหน่งอุปราชแก่พรหมทัตกุมาร แล้วก็เสด็จสวรรคต. เมื่อพระราชาเสด็จสวรรคตแล้ว เมื่อเขาจะมอบราชสมบัติให้ พระโพธิสัตว์ทรงปฏิเสธว่า เราไม่ต้องการราชสมบัติ จึงอภิเษกพรหมทัตราชกุมารให้ครองราชสมบัติ. พระโพธิสัตว์รับสั่งว่า เราไม่ต้องการยศจึงไม่ทรงปรารถนาอะไรทั้งสิ้น. เมื่อพระเจ้าน้องยาเธอครองราชสมบัติ พระโพธิสัตว์ก็ทรงสถิตย์อยู่โดยอาการเหมือนพระราชาตามปกตินั่นเอง. พวกข้าทูลละอองธุลีพระบาท พากันกล่าวให้ร้ายพระโพธิสัตว์ในราชสำนักว่า อสทิสราชกุมารทรงปรารถนาราชสมบัติ.
พรหมทัตราชาก็ทรงเชื่อคำของพวกเขา จึงมีพระทัยแตกแยก ทรงส่งราชบุรุษไปสำทับว่า พวกท่านจงจับพระเจ้าพี่ของเรา. ครั้งนั้นมีผู้หวังดีต่อพระโพธิสัตว์คนหนึ่ง แจ้งเหตุการณ์นั้นให้ทรงทราบ. พระโพธิสัตว์ทรงกริ้วพระกนิษฐภาดา เสด็จไปยังแคว้นอื่น แล้วให้คนกราบทูลแด่พระราชาว่า มีนักยิงธนูคนหนึ่งมายืนอยู่ที่ประตูพระราชวัง.
พระราชารับสั่งถามว่า เขาต้องการค่าจ้างเท่าไร. กราบทูลว่า ต้องการปีละหนึ่งแสนพระเจ้าข้า. รับสั่งว่า ดีแล้ว เข้ามาเถิด.
พระราชาตรัสถามพระโพธิสัตว์ซึ่งมายืนอยู่ ณ ที่ใกล้ว่า เจ้าเป็นนักยิงธนูหรือ. กราบทูลว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า. รับสั่งว่า ดีแล้ว จงรับราชการกับเรา.
ตั้งแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์อยู่รับราชการกับพระราชา. พวกนักยิงธนูรุ่นเก่าเห็นค่าใช้จ่ายที่พระราชทานแก่พระโพธิสัตว์ จึงพากันยกโทษว่า ได้มากไป.
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน รับสั่งให้กั้นฉากม่านใกล้แผ่นศิลามงคล บรรทมเหนือราชอาสน์ใหญ่ ใกล้ต้นมะม่วง ทอดพระเนตรดูเบื้องบน ทรงเห็นมะม่วงพวงหนึ่งบนยอดไม้ ทรงดำริว่า ไม่มีใครสามารถขึ้นไปเอามะม่วงนี้ได้ รับสั่งให้หาพวกนายขมังธนูมา มีพระดำรัสว่า พวกเจ้าสามารถใช้ลูกศรยิงมะม่วงพวงนี้ให้ตกได้หรือ.
พวกนายขมังธนูกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้อนี้ไม่เป็นการยากสำหรับพวกข้าพระองค์ ทั้งพระองค์ก็ได้ทรงเคยเห็นฝีมือของพวกข้าพระองค์มาหลายครั้งแล้ว แต่นายขมังธนูที่มาใหม่ได้ค่าใช้จ่ายมากกว่าพวกข้าพระองค์ ขอได้ทรงโปรดให้เขายิงเถิด พระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งให้หาพระโพธิสัตว์ แล้วตรัสถามว่า เจ้าสามารถยิงมะม่วงพวงนั้นให้ตกลงมาได้หรือ. กราบทูลว่า เมื่อได้ที่ว่างสักแห่งหนึ่งจักสามารถ พระเจ้าข้า. รับสั่งถามว่า ที่ว่างตรงไหน. กราบทูลว่า ที่ว่างภายในที่บรรทมของพระองค์ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้ย้ายที่พระบรรทมแล้วพระราชทานที่ว่างให้. พระโพธิสัตว์ไม่มีธนูในพระหัตถ์ พระองค์ทรงเหน็บธนูไว้ในระหว่างพระภูษาเสด็จเที่ยวไป เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ควรจะได้ผ้าม่านสักผืน. พระราชารับสั่งให้นำผ้าม่านมากั้น.
พระโพธิสัตว์เข้าไปภายในม่าน เปลื้องผ้าทรงชั้นนอกออก ทรงนุ่งผ้าแดงผืนหนึ่งผูกผ้าเคียนพุง คาดผ้าแดงผืนหนึ่งที่พระอุทร ทรงหยิบพระขรรค์พร้อมทั้งฝักออกจากถุง ทรงเหน็บไว้ด้านซ้าย ทรงสวมเสื้อสีทองเหน็บกระบอกแล่งศรไว้ข้างหลัง ทรงถือเมณฑกมหาธนู พร้อมทั้งเครื่องประกอบ ทรงโก่งสายสีแก้วประพาฬ ทรงสวมพระอุณหิส ทรงกวัดแกว่งลูกศรอันคมด้วยพระนขา ทรงแหวกม่านเสด็จออกไปยังที่แผลงศร ดุจนาคกุมารตกแต่งกายชำแรกแผ่นดินออกมาฉะนั้น ครั้นพาดลูกศรแล้ว จึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์จะให้มะม่วงพวงนี้ตกลงมาด้วยลูกศรตอนขึ้นหรือลูกศรตอนลง พระเจ้าข้า. รับสั่งว่า พ่อคุณเอ๋ย คนเป็นอันมากเขายิงลูกศรตอนขึ้น เราเคยเห็น แต่ยิงด้วยลูกศรตอนลงเราไม่เคยเห็น เจ้าจงยิงให้ตกด้วยลูกศรตอนลงเถิด. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ลูกศรนี้จักขึ้นไปไกลจนกระทั่งถึงพิภพท้าวจาตุมหาราช แล้วจักลงมาเอง ขอพระองค์จงอดพระทัยรอจนกว่าลูกศรจะลงมาเถิด พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ดีละ.
ต่อมา พระโพธิสัตว์จึงกราบทูลพระราชาอีกว่า ข้าแต่มหาราช ลูกศรนี้ เมื่อขึ้นจักแหวกขึ้นไประหว่างกลางขั้วพวงมะม่วง การขึ้นไปจักไม่ส่ายไปข้างโน้นมาข้างนี้แม้เพียงปลายเกศาจักตกลงมาตามแนวถูกพวงมะม่วงแล้วจึงหล่น ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า. พระโพธิสัตว์จึงออกกำลังผาดแผลงไป. ลูกศรนั้นทะลุผ่านหว่างกลางขั้วมะม่วงขึ้นไป. พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่า บัดนี้ ลูกศรนั้นเห็นจักถึงพิภพชั้นจาตุมหาราชแล้ว จึงทรงเร่งกำลังให้มากกว่าศรที่ยิงไปครั้งแรก แล้วทรงยิงไปอีกลูกหนึ่ง ลูกศรนั้นจึงขึ้นไปกระทบท้ายลูกศรเดิม ปัดให้กลับลง แล้วศรลูกที่สองก็เลยขึ้นไปถึงภพดาวดึงส์.
เทวดาทั้งหลายในภพนั้นได้จับลูกศรนั้นไว้ เสียงแหวกอากาศของลูกศรที่กลับ คล้ายกับเสียงสายฟ้า เมื่อประชาชนพูดกันว่า นั่นเสียงอะไร พระโพธิสัตว์จึงบอกว่าเสียงลูกศรกลับจึงปลอบมหาชนที่สะดุ้งกลัว เพราะเกรงว่าลูกศรจะตกลงถูกร่างกายของตนๆ ว่าอย่ากลัวเลย แล้วพูดต่อไปว่า เราจักไม่ให้ลูกศรตกถึงพื้นดิน. ลูกศร เมื่อขณะลงก็ไม่ส่ายไปข้างโน้นส่ายมาข้างนี้ ตกลงตามแนวตัดพวงมะม่วง. พระโพธิสัตว์ไม่ให้พวงมะม่วงและลูกศรตกถึงพื้นดิน รับไว้บนอากาศ มือหนึ่งรับพวงมะม่วง มือหนึ่งรับลูกศร.
มหาชนได้เห็นความอัศจรรย์นั้น จึงพากันกล่าวว่า อย่างนี้พวกเราไม่เคยเห็น พากันสรรเสริญส่งเสียงปรบมือ ดีดนิ้ว โบกผ้าเป็นจำนวนพัน. ทรัพย์ที่ราชบริษัทยินดีร่าเริงมอบให้แก่พระโพธิสัตว์ประมาณหนึ่งโกฏิ. แม้พระราชาก็ได้พระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก พระราชทานยศอันยิ่งใหญ่แก่พระโพธิสัตว์ ราวกับลูกเห็บตก.
เมื่อพระราชาพระองค์นั้นสักการะเคารพพระโพธิสัตว์ ซึ่งพำนัก ณ ที่นั้นอย่างนี้. พระราชาเจ็ดพระนคร ครั้นทรงทราบว่า ข่าวว่า อสทิสราชกุมารมิได้อยู่ในกรุงพาราณสีจึงพากันยกพลมาล้อมกรุงพาราณสี แล้วส่งสาส์นถวายพระราชาว่า จะมอบราชสมบัติให้ หรือจะรบ. พระราชาทรงกลัวมรณภัย ตรัสถามว่า พระเจ้าพี่ของเราประทับอยู่ที่ไหนครั้นทรงสดับว่า พระเจ้าพี่รับราชการอยู่กับกษัตริย์สามนตราชพระองค์หนึ่ง จึงทรงส่งทูตไปรับพร้อมกับมีพระดำรัสว่า เมื่อพระเจ้าพี่ของเราไม่เสด็จกลับมา เราก็จะไม่มีชีวิตอยู่ได้พวกเจ้าจงไป จงไปถวายบังคมแทบพระบาท แล้วขอให้ทรงยกโทษตามคำของเรา เชิญเสด็จกลับมาเถิด.
พวกทูตพากันไปกราบทูลเรื่องราวถวายพระโพธิสัตว์ให้ทรงทราบ พระโพธิสัตว์กราบถวายบังคมลาพระราชาพระองค์นั้น เสด็จกลับไปกรุงพาราณสี ทรงปลอบพระราชาว่า อย่ากลัวเลย แล้วทรงจารึกอักขระลงที่ลูกศร ใจความว่า เราชื่อว่าอสทิสราชกุมารกลับมาแล้ว จะยิงศรอีกลูกหนึ่งมาล้างชีวิตของพวกท่านทั้งหมดเสีย ผู้ต้องการรอดชีวิตจงหนีไปเราจะไม่ให้เกิดโลหิตแม้แต่แมลงวันตัวเล็กดื่ม เสร็จแล้วจึงเสด็จประทับที่ป้อมปราการ แผลงศรให้ตกลงบนสุวรรณภาชนะประมาณ ๑ ศอกกำ ขณะที่พระราชาเจ็ดพระนครกำลังเสวยอยู่.
พระราชาเหล่านั้น ครั้นทอดพระเนตรเห็นอักขระที่ลูกศรแล้ว ก็พากันตกพระทัยกลัวต่อมรณภัย ต่างพระองค์ก็เสด็จหนีไปสิ้น. พระโพธิสัตว์ทรงขับพระราชาเจ็ดพระองค์ให้หนีไป โดยมิได้ทรงทำให้เกิดโลหิต แม้แต่เพียงแมลงวันตัวเล็กดื่มอย่างนี้แล้ว จึงลาพระกนิษฐภาดาสละกาม บวชเป็นฤๅษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด เมื่อสิ้นพระชนม์ก็เข้าถึงพรหมโลก.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสทิสราชกุมารทรงขับพระราชาเจ็ดพระนครให้หนีไป ทรงได้ชัยชนะสงคราม แล้วทรงผนวชเป็นฤๅษีอย่างนี้
เมื่อทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้ว ได้ตรัสพระคาถาว่า :-
เจ้าชายพระนามว่าอสทิสราชกุมาร เป็นนักธนู มีกำลังมาก ยิงธนูให้ไปตกในที่ไกลๆ ได้ ยิงไม่พลาด สามารถทำลายของกองใหญ่ๆ ได้.
พระองค์ทรงทำการรบให้ข้าศึกทั้งปวงหนีไป แต่มิได้เบียดเบียนใครๆ เลย ทรงทำพระกนิษฐภาดาให้มีความปลอดภัย แล้วก็เข้าถึงความสำรวม.
บทว่า อสทิโส ความว่า มิใช่ไม่เสมอเหมือนโดยพระนามเท่านั้น แม้พระกำลัง พระวิริยะและพระปัญญาก็ไม่มีผู้เสมอเหมือน.
บทว่า มหพฺพโล คือ ทรงกำลังกายมาก.
บทว่า ทูเร ปาเหติ ความว่า ชื่อว่ายิงได้ไกล เพราะสามารถส่งลูกศรไปจากภพจาตุมหาราชจนถึงภพดาวดึงส์ได้.
บทว่า อกฺขณเวธี คือ ยิงไม่ผิด. อีกอย่างหนึ่งสายฟ้าเรียกว่าอักขณะ. อธิบายว่า ชั่วฟ้าแลบคราวหนึ่ง ยิงได้เจ็ดแปดครั้งด้วยแสงนั้น เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่ายิงได้เร็ว.
บทว่า มหากายปฺปพาลิโน ได้แก่ ทำลายของกองใหญ่ๆ ได้ กองใหญ่มีเจ็ดอย่าง คือ กองหนัง กองไม้ กองโลหะ กองเหล็ก กองทราย กองน้ำ กองแผ่นกระดาน ในกองเหล่านั้นคนอื่นเมื่อจะทำลายกองหนัง แม้หนังกระบือก็ยิงทะลุ แต่พระโพธิสัตว์นั้นยิงหนังกระบือซ้อนกันตั้งร้อยแผ่นให้ทะลุได้. คนอื่นยิงกระดานไม้มะเดื่อหนาแปดนิ้ว ยิงกระดานไม้ประดู่หนาสี่นิ้วทะลุได้แต่พระโพธิสัตว์ยิงกระดานเหล่านั้นมัดรวมกันหนาตั้งร้อยนิ้วทะลุได้ แผ่นทองหนาสองนิ้ว แผ่นเหล็กหนาหนึ่งนิ้ว ก็เช่นเดียวกัน เกวียนบรรทุกทราย บรรทุกกระดาน พระโพธิสัตว์ยิงเข้าส่วนหลังให้ทะลุออกได้ทางส่วนหน้า. ตามปกติในน้ำ พระโพธิสัตว์ยิงศรแหวกได้ไกลสี่อุสุภะ บนบกไกลแปดอุสุภะ พระโพธิสัตว์ทำลายของกองใหญ่ๆ เหล่านี้ได้ จึงชื่อว่าผู้ทำลายของกองใหญ่ได้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า สพฺพามิตฺเต ได้แก่ ข้าศึกทั้งหมด.
บทว่า รณํ กตฺวา ได้แก่ ทำการรบให้ข้าศึกหนีไป.
บทว่า น จ กิญฺจิ วิเหฐยิ คือ ไม่เบียดเบียนใครๆ เลย แต่ทรงต่อสู้กับข้าศึกเหล่านั้นด้วยใช้ศรนั้นเอง ไม่ให้ลำบาก.
บทว่า สญฺญมํ อชฺฌุปาคมิ ได้แก่ เข้าถึงความสำรวมด้วยศีล คือบรรพชา.
พระศาสดา ครั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้ อย่างนี้แล้ว ทรงประชุมชาดก
พระกนิษฐภาดาในครั้งนั้น ได้เป็น อานนท์ ในครั้งนี้
ส่วนอสทิสกุมาร คือ เราตถาคต นี้แล.
จบ อรรถกถาอสทิสชาดกที่ ๑ -----------------------------------------------------