อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๘๒

๑. ปทุมชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๒–๓๘๔3 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒ ปทุมวคฺโค ๑ ปทุมชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๒. ปทุมวรรค ๑. ปทุมชาดก ไม่ควรพูดให้เกินความจริง

ข้อ ๓๘๒

ยถา เกสา จ มสฺสุ จ ฉินฺนํ ฉินฺนํ วิรูหติ เอวํ รูหตุ เต นาสา ปทุมํ เทหิ ยาจิโต ฯ

ผมและหนวดที่โกนแล้ว ตัดแล้ว ย่อมงอกขึ้นใหม่ได้ ฉันใด จมูกของ ท่านจงงอกขึ้นใหม่ ฉันนั้น ข้าพเจ้าขอดอกปทุม ขอท่านจงให้แก่ ข้าพเจ้าเถิด.

ข้อ ๓๘๓

ยถา สารทิกํ วีชํ เขตฺเต วุตฺตํ วิรูหติ เอวํ รูหตุ เต นาสา ปทุมํ เทหิ ยาจิโต ฯ

พืชที่เก็บไว้ในสารทสมัย เอาหว่านลงในนา ย่อมงอกขึ้น ฉันใด จมูก ของท่านจงงอกขึ้นใหม่ ฉันนั้น ข้าพเจ้าขอดอกปทุม ขอท่านจงให้แก่ ข้าพเจ้าเถิด.

ข้อ ๓๘๔

อุโภปิ วิลปนฺเตเต อปิ ปทฺมานิ ทสฺสติ วชฺชุํ วา เต น วา วชฺชุํ นตฺถิ นาสาย รูหนา เทหิ สมฺม ปทุมานิ ปทฺมา เม เทหิ ยาจิโตติ ฯ ปทุมชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------

แม้คนทั้งสองนั้นคิดว่า ท่านจักให้ดอกปทุมแก่ตน จึงได้พูดพล่ามไป คนทั้งสองนั้นจะพึงกล่าว หรือไม่กล่าวก็ตาม จมูกย่อมงอกขึ้นไม่ได้ ดูกรสหาย ข้าพเจ้าขอดอกปทุม ขอท่านจงให้แก่ข้าพเจ้าเถิด. จบ ปทุมชาดกที่ ๑.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒. ปทุมวรรค หมวดว่าด้วยดอกบัว ๑. ปทุมชาดก (๒๖๑) ว่าด้วยลูกชายเศรษฐีขอดอกบัว (ลูกชายเศรษฐีคนหนึ่งเรียกชายจมูกแหว่งมาแล้ว กล่าวขอดอกบัวว่า)

ข้อ ๓๑

ผมและหนวดที่ขาดไปแล้วๆ ยังงอกขึ้นอีกฉันใด ขอจมูกของท่านจงงอกขึ้นฉันนั้น เราขอดอกบัวท่านแล้ว ขอท่านจงให้แก่เรา (ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๒ กล่าวขอว่า)

ข้อ ๓๒

พืชที่เก็บไว้ในฤดูใบไม้ร่วง เขาหว่านลงในนาแล้วงอกขึ้นฉันใด ขอจมูกของท่านจงงอกขึ้นฉันนั้น เราขอดอกบัวท่านแล้ว ขอท่านจงให้แก่เรา (พระโพธิสัตว์ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๓ กล่าวขอว่า)

ข้อ ๓๓

คนทั้ง ๒ คนนี้เพ้อเจ้ออยู่ด้วยคิดว่า ผู้นี้จะให้ดอกบัวแก่เราบ้าง พวกเขาจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม จมูกของท่านไม่มีทางจะงอกขึ้นได้ เราเพียงแต่ขอท่านเท่านั้น ท่านจงให้ดอกบัวแก่เรานะสหาย ปทุมชาดกที่ ๑ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๑๒๗}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุทั้งหลายผู้กระทำการบูชาด้วยดอกไม้ที่ต้นอานันทโพธิ์ จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ยถา เกสา จ มสฺสุ จ ดังนี้

เรื่องนี้จักมีแจ้งใน กาลิงคโพธิชาดก.

ก็ต้นโพธิ์นั้น ชื่อว่าอานันทโพธิ์ เพราะเป็นต้นโพธิ์ที่พระอานันทเถระปลูกไว้. จริงอยู่ ความที่พระเถระปลูกต้นโพธิ์ไว้ที่ซุ้มประตูพระเชตวันวิหาร ได้แพร่สะพัดไปตลอดทั่วชมพูทวีป.

ครั้งนั้น ภิกษุชาวชนบทบางพวกพากันคิดว่า จักกระทำการบูชาด้วยระเบียบดอกไม้ที่ต้นอานันทโพธิ์ จึงไปยังพระเชตวันวิหาร ถวายบังคมพระศาสดาวันรุ่งขึ้น เข้าไปในเมืองสาวัตถี ไปยังถนนที่มีดอกอุบลขายไม่ได้ดอกไม้ จึงมาบอกแก่พระอานันทเถระว่าท่านผู้มีอายุ พวกกระผมคิดกันว่า จักกระทำบูชาด้วยดอกไม้ที่ต้นโพธิ์ จึงไปยังถนนที่มีดอกอุบลขาย ก็ไม่ได้แม้แต่ดอกเดียว.

พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ผมจักนำมาถวายท่าน แล้วเดินไปยังถนนที่มีดอกอุบลขาย ให้เขายกกำดอกอุบลเขียวเป็นจำนวนมาก แล้วส่งไปถวายภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นถือดอกอุบลเขียวเหล่านั้นไปบูชาที่ต้นโพธิ์.

ภิกษุทั้งหลายรู้เรื่องราวอันนั้น จึงนั่งสนทนาถึงคุณของพระเถระในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุชาวชนบทมีบุญน้อย ไปยังถนนที่มีดอกอุบลขายก็ไม่ได้ดอกไม้ ส่วนพระเถระไปประเดี๋ยวก็ได้มาแล้ว.

พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ผู้ฉลาดในการกล่าว ผู้ฉลาดในถ้อยคำ ย่อมได้ดอกไม้ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้แม้ในกาลก่อน ผู้ฉลาดก็ได้แล้วเหมือนกัน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นบุตรเศรษฐี. ก็ในภายในพระนคร ในสระแห่งหนึ่งปทุมกำลังออกดอก บุรุษจมูกแหว่งคนหนึ่งรักษาสระนั้น.

ครั้นวันหนึ่ง เมื่อเขาป่าวร้องการแสดงมหรสพในพระนครพาราณสี บุตรของเศรษฐี ๓ คน มีความประสงค์จะประดับดอกไม้เล่นมหรสพ จึงคิดกันว่า จักพรรณนาคุณของชายจมูกแหว่งโดยไม่เป็นจริง แล้วจักได้ดอกไม้ครั้นคิดกันแล้ว ในเวลาที่ชายจมูกแหว่งนั้นเด็ดดอกปทุม จึงเข้าไปใกล้สระได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

บรรดาเศรษฐีบุตรทั้ง ๓ คนนั้น

คนหนึ่งเรียกชายจมูกแหว่งนั้นมา แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ผมและหนวดที่ตัดแล้วๆ ย่อมงอกขึ้นได้ ฉันใด จมูกของท่านจงงอกขึ้น ฉันนั้น ท่านอันข้าพเจ้าขอแล้ว ขอจงให้ดอกปทุม.

ชายจมูกแหว่งนั้นโกรธต่อเศรษฐีบุตรนั้น จึงไม่ให้ดอกปทุม.

ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรที่ ๒ ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ต่อเขาว่า :-

พืชที่เขาเก็บไว้ในสารทกาล คือฤดูใบไม้ร่วงหว่านลงในนาย่อมงอกขึ้น ฉันใด จมูกของท่านจงงอกขึ้น ฉันนั้น ท่านอันข้าพเจ้าขอแล้ว ขอจงให้ดอกปทุม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สารทิกํ ได้แก่ พืชที่สมบูรณ์ด้วยเนื้อแท้ อันบุคคลถือเอาในสารทกาลแล้วเก็บไว้.

ชายจมูกแหว่งนั้นโกรธต่อเศรษฐีบุตรคนนั้นก็ไม่ให้ดอกปทุม.

ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรคนที่ ๓ กล่าวคาถาที่ ๓ ต่อเขาว่า :-

คนแม้ทั้งสองนั้นพูดเพ้อไปด้วย คิดว่าท่านจักให้ดอกปทุมบ้าง คนทั้งสองนั้นจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม จมูกของท่านย่อมไม่งอกขึ้น. ดูก่อนสหาย ท่านจงให้ดอกปทุม ท่านอันข้าพเจ้าขอแล้ว จงให้ดอกปทุมแก่ข้าพเจ้าเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภปิ วิลปนฺเต เต ความว่า คนแม้ทั้งสองนั้นพูดเท็จ.

บทว่า อปิ ปทุมานิ ความว่า คนทั้งสองนั้นคิดว่า ชายจมูกแหว่งจักให้ดอกปทุมแก่พวกเราบ้าง จึงกล่าวอย่างนั้น.

บทว่า วชฺชุํ วา เต น วา วชฺชุํ ความว่า คนเหล่านี้จะพึงกล่าว หรือจะไม่พึงกล่าวอย่างนี้ว่า จมูกของท่านจงงอกขึ้น ชื่อว่าคำของคนเหล่านั้นไม่เป็นประมาณจมูกย่อมไม่มีการงอกขึ้น แม้โดยประการทั้งปวง ส่วนเราจะไม่กล่าวพาดพิงถึงจมูกของท่าน จะขออย่างเดียว ดูก่อนสหาย ท่านอันเราขอแล้วจงให้ดอกปทุมแก่เรานั้น.

ชายผู้เฝ้าสระปทุมได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า คนทั้งสองนี้กระทำมุสาวาท ส่วนท่านกล่าวตามสภาพ ดอกปทุมทั้งหลายสมควรแก่ท่าน แล้วถือเอาดอกปทุมกำใหญ่มาให้แก่เศรษฐีบุตรคนที่ ๓ นั้น แล้วกลับไปยังสระปทุมของตนตามเดิม.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า

เศรษฐีบุตรคนที่ได้ดอกปทุมในกาลนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาปทุมชาดกที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา