๒. สุชาตชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒ สุชาตชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๒. สุชาตชาดก ว่าด้วยคำคมของคนฉลาด
กินฺนุ สนฺตรมาโนว ลายิตฺวา หริตํ ติณํ ขาท ขาทาติ ลปสิ คตสนฺตํ ชรคฺควํ นหิ อนฺเนน ปาเนน มโต โคโณ สมุฏฺฐเห ตฺวญฺจ ตุจฺฉํ วิลปสิ ยถาตํ ทุมฺมตี ตถา ฯ
เหตุไรหนอ เจ้าจึงเป็นเหมือนรีบด่วนเกี่ยวเอาหญ้าอันเขียวสดมาแล้ว บ่นเพ้อถึงวัวแก่ผู้ปราศจากชีวิตแล้วว่า จงเคี้ยวกินเสีย วัวที่ตายแล้วจะ พึงลุกขึ้นได้เพราะหญ้า และน้ำเป็นไม่มีแน่ เจ้าบ่นเพ้อไปเปล่าๆ เหมือน คนผู้ไร้ความคิด ฉะนั้น.
ตเถว ติฏฺฐติ สีสํ หตฺถปาทา จ วาลธิ โสตา ตเถว ติฏฺฐนฺติ มญฺเญ โคโณ สมุฏฺฐเห เนวยฺยกสฺส สีสํ วา หตฺถปาทาว ทิสฺสเร รุทํ มตฺติกถูปสฺมึ นนุ ตฺวญฺเญว ทุมฺมติ ฯ
ศีรษะ เท้าหน้า เท้าหลัง หาง และหู ของวัว ก็ตั้งอยู่ตามที่อย่าง นั้น ผมเข้าใจว่า วัวตัวนี้จะพึงลุกขึ้นได้ ศีรษะหรือมือเท้าของคุณปู่ มิได้ ปรากฏเลย คุณพ่อนั่นเองมาร้องไห้อยู่ที่สถูปดิน เป็นคนไร้ความคิดมิใช่ หรือ?
อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ วารินา วิย โอสิญฺจํ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ อพฺพูฬฺหํ วต เม สลฺลํ โสกํ หทยนิสฺสิตํ โย เม โสกปเรตสฺส ปิตุโสกํ อปานุทิ ฯ
เจ้ารดพ่อผู้เดือดร้อนยิ่งนักให้หายร้อน ยังความกระวนกระวายของ พ่อให้ดับได้สิ้น เหมือนบุคคลเอาน้ำรดไฟติดเปรียงให้ดับไป ฉะนั้น เจ้ามาถอนลูกศรคือ ความโศกที่เสียบแน่นอยู่ในฤทัยของพ่อออกได้แล้ว หนอ เมื่อพ่อถูกความโศกครอบงำ เจ้าได้บรรเทาความโศกถึงบิดา เสียได้.
โสหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ วีตโสโก อนาวิโล น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน มาณว ฯ
พ่อเป็นผู้ถอนลูกศรคือความโศกออกได้แล้ว ปราศจากความเศร้าโศก หมดความมัวหมอง ลูกรัก พ่อจะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ ฟังถ้อยคำของเจ้า.
เอวํ กโรนฺติ สปฺปญฺญา เย โหนฺติ อนุกมฺปกา วินิวตฺเตนฺติ โสกมฺหา สุชาโต ปิตรํ ยถาติ ฯ สุชาตชาตกํ ทุติยํ ฯ ---------
คนผู้มีปัญญา มีใจอนุเคราะห์ ย่อมทำบุคคลให้หลุดพ้นจากความเศร้า โศกได้ เหมือนกับพ่อสุชาตบุตรของพ่อ ทำบิดาให้ล่วงพ้นจากความเศร้า โศก ฉะนั้น. จบ สุชาตชาดกที่ ๒.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. สุชาตชาดก (๓๕๒) ว่าด้วยสุชาตกุมารโพธิสัตว์ (บิดาของสุชาตกุมารโพธิสัตว์กล่าวว่า)
ทำไมหนอ ลูกดูเหมือนรีบเร่งเกี่ยวหญ้าสดเขียวขจี แล้วกล่าวบ่นเพ้อกับโคแก่ที่ตายไปแล้วว่า เจ้าจงกิน เจ้าจงกิน
โคที่ตายไปแล้วลุกขึ้นมาไม่ได้เพราะข้าวเพราะน้ำ ลูกบ่นเพ้อไปเปล่าๆ เหมือนคนไร้ความคิด (สุชาตกุมารโพธิสัตว์กล่าวตอบว่า)
หัวของโคก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม สองเท้าหน้า สองเท้าหลัง หาง และหูของโคก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม ผมสำคัญว่า โคตัวนี้จะพึงลุกขึ้นได้
ส่วนศีรษะ มือทั้ง ๒ และเท้าทั้ง ๒ ของคุณปู่ไม่ปรากฏเลย คุณพ่อนั่นแหละร้องไห้อยู่ที่สถูปดิน เป็นคนไร้ความคิดมิใช่หรือ (บิดาชมเชยบุตรว่า)
ลูกช่วยระงับพ่อผู้เร่าร้อนให้สงบ ดับความกระวนกระวายทั้งหมดได้ เหมือนคนใช้น้ำราดดับไฟที่ติดเปรียง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๐๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๕. ปัญจกนิบาต] ๑. มณิกุณฑลวรรค ๓. เวนสาขชาดก (๓๕๓)
ลูกนั้นได้บรรเทาความเศร้าโศกของพ่อผู้กำลังเศร้าโศกถึงปู่ ชื่อว่าได้ช่วยถอนลูกศรคือความเศร้าโศก ซึ่งเสียบที่หัวใจของพ่อขึ้นได้แล้วหนอ
พ่อผู้อันลูกได้ช่วยถอนลูกศรคือความเศร้าโศกขึ้นได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากความเศร้าโศก ไม่มีความขุ่นมัว จะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของลูก ลูกเอ๋ย
นรชนทั้งหลายผู้มีปัญญา จะเป็นผู้อนุเคราะห์ ย่อมกระทำให้ผู้อื่นปราศจากความเศร้าโศก เหมือนสุชาตกุมารทำให้บิดาปราศจากความเศร้าโศกสุชาตชาดกที่ ๒ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกฎุมพีผู้ที่บิดาตาย จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กินฺนุ สนฺตรมาโนว ดังนี้.
ได้ยินว่า กฎุมพีนั้น เมื่อบิดาตายแล้ว เที่ยวปริเทวนาการร่ำไร ไม่อาจบรรเทาความโศกได้. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยโสดาปัตติผลของกฎุมพีนั้น ทรงพาปัจฉาสมณะเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในนครสาวัตถี เสด็จไปถึงเรือนของกฎุมพีนั้น ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว จึงตรัสกะกฎุมพีนั้นผู้นมัสการแล้วนั่งอยู่ว่า อุบาสก ท่านเศร้าโศกหรือเมื่อกฎุมพีนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จึงตรัสว่า อาวุโส โบราณกบัณฑิตทั้งหลายฟังถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลายแล้ว เมื่อบิดาตาย ไม่เศร้าโศกเลย
อันกฎุมพีนั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในเรือนของกฎุมพี ญาติทั้งหลายตั้งชื่อของพระโพธิสัตว์นั้นว่าสุชาตกุมาร
เมื่อสุชาตกุมารนั้นเจริญวัยแล้ว ปู่ได้กระทำกาลกิริยาตายไป ลำดับนั้น บิดาของสุชาตกุมารนั้นก็เพียบพูนด้วยความโศกจำเดิมแต่บิดากระทำกาลกิริยา จึงไปยังป่าช้า นำกระดูกมาจากป่าช้า สร้างสถูปดินไว้ในสวนของตน แล้วฝังกระดูกเหล่านั้นไว้ในสวนนั้นในเวลาที่ผ่านไปๆ ได้บูชาสถูปด้วยดอกไม้ทั้งหลาย เดินเวียนเจดีย์ร่ำไรอยู่ ไม่อาบน้ำ ไม่ลูบไล้ ไม่บริโภค ไม่จัดแจงการงานทั้งปวง.
พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นจึงคิดว่า บิดาของเรา จำเดิมแต่เวลาที่ปู่ตายไปแล้ว ถูกความโศกครอบงำอยู่ไม่รู้วาย ก็เว้นเราเสีย ผู้อื่นไม่สามารถจะทำบิดาเรานั้นให้รู้สึกตัวได้เราจักกระทำบิดานั้นให้หมดความโศก ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง ได้เห็นโคตายตัวหนึ่งที่ภายนอกบ้าน จึงนำหญ้าและน้ำดื่มมาวางไว้ข้างหน้า โคตายตัวนั้นแล้วพูดว่า จงกิน จงกิน จงดื่ม จงดื่ม. พวกคนที่ผ่านมาๆ เห็นดังนั้น พากันกล่าวว่า สุชาตะผู้สหาย ท่านเป็นบ้าไปแล้วหรือ ท่านจึงให้หญ้าและน้ำแก่โคตาย. สุชาตกุมารนั้นไม่ได้กล่าวตอบอะไรๆ.
ลำดับนั้น ชนทั้งหลายจึงพากันไปยังสำนักแห่งบิดาของสุชาตกุมารนั้นแล้วกล่าวว่า บุตรของท่านเป็นบ้าไปแล้วให้หญ้าและน้ำแก่โคตาย เพราะได้ฟังคำของชนทั้งหลายนั้น ความโศกเพราะบิดาของกฎุมพีก็หายไป ความโศกเพราะบุตรกลับดำรงอยู่.
กฎุมพีนั้นจึงรีบมาแล้วกล่าวว่า พ่อสุชาตะ เจ้าเป็นบัณฑิตมิใช่หรือ เพราะเหตุไร จึงให้หญ้าและน้ำแก่โคตาย แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
เหตุไรหนอ เจ้าจึงเป็นเหมือนรีบด่วน เกี่ยวเอาหญ้าอันเขียวสดมาแล้ว บ่นเพ้อถึงวัวแก่ผู้ปราศจากชีวิตว่า จงเคี้ยวกินๆ วัวที่ตายแล้วจะพึงลุกขึ้นได้ เพราะหญ้าและน้ำเป็นไม่มีแน่ เจ้าบ่นเพ้อไปเปล่าๆ เหมือนคนผู้ไร้ความคิด ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตรมาโนว ความว่า เป็นเสมือนรีบด่วน.
บทว่า ลายิตฺวา แปลว่า เกี่ยวแล้ว. บทว่า วิลปิ แปลว่า บ่นเพ้อแล้ว.
บทว่า คตสนฺตํ ชรคฺควํ ได้แก่ โคแก่ที่ปราศจากชีวิต.
บทว่า ตํ ในบทว่า ยถาตํ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า คนผู้ไม่มีความคิด คือมีปัญญาน้อย พึงบ่นเพ้อไป ฉันใด เจ้าก็บ่นเพ้อไปเปล่าๆ คือไม่เป็นจริงได้ ฉันนั้น.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ศีรษะ เท้าหน้า เท้าหลัง หางและหูของวัว ยังตั้งอยู่อย่างนั้นตามเดิม ผมเข้าใจว่า วัวตัวนี้จะพึงลุกขึ้นได้ ศีรษะหรือมือและเท้าของคุณปู่มิได้ปรากฎเลย คุณพ่อนั่นเองมาร้องไห้อยู่ที่สถูปดิน เป็นคนไร้ความคิดมิใช่หรือ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเถว ความว่า ยังตั้งอยู่เหมือนดังตั้งอยู่ในครั้งก่อน.
บทว่า มญฺเญ ความว่า ผมเข้าใจว่า โคตัวนี้จะลุกขึ้น เพราะอวัยวะมีศีรษะเป็นต้น เหล่านั้นยังตั้งอยู่เหมือนเดิมอย่างนั้น.
บทว่า เนวยฺยกสฺส สีสํ ความว่า ส่วนศีรษะหรือมือและเท้าของคุณปู่มิได้ปรากฎ.
บาลีว่า ปิฏฺฐิปาทา น ทิสฺสเร ดังนี้ก็มี.
บทว่า นนุ ตฺวญฺเญว ทุมฺมติ ความว่า เบื้องต้น ผมเห็นศีรษะเป็นต้นอยู่จึงกระทำอย่างนั้นส่วนคุณพ่อไม่เห็นอะไรเลย เพราะเทียบกับผมแล้ว คุณพ่อนั้นแหละเป็นผู้ไร้ความคิดตั้งร้อยเท่าพันเท่า มิใช่หรือเพราะเหตุนั้น สังขารทั้งหลายชื่อว่ามีการแตกไปเป็นธรรมดา ย่อมแตกไป จะมัวร่ำไรอะไรในข้อนั้น.
บิดาของพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า บุตรของเราเป็นบัณฑิต รู้กิจในโลกนี้และโลกหน้า ได้กระทำกรรมนี้เพื่อต้องการให้เรารู้ได้เอง จึงกล่าวว่า พ่อสุชาตผู้บัณฑิต พ่อรู้แล้วว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ตั้งแต่นี้ไปพ่อจักไม่เศร้าโศก ชื่อว่าบุตรผู้นำความโศกของบิดาออกไปได้ พึงเป็นเช่นตัวเจ้า
เมื่อจะทำการชมเชยบุตร จึงกล่าวว่า :-
เจ้ารดพ่อผู้เดือดร้อนยิ่งนักให้หายร้อน ทำความกระวนกระวายของพ่อให้ดับได้หมดสิ้น เหมือนบุคคลเอาน้ำรดไฟที่ติดเปรียงให้ดับไปฉะนั้น เจ้ามาถอนลูกศรคือความโศกที่เสียบแน่นอยู่ในหทัยของพ่อออกได้แล้วหนอ เมื่อพ่อถูกความโศกครอบงำ เจ้าได้บรรเทาความโศกถึงบิดาเสียได้.
พ่อเป็นผู้ถอนลูกศรคือความโศกออกได้แล้ว ปราศจากความเศร้าโศก หมดความมัวหมอง ลูกรัก พ่อจะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของเจ้า.
คนผู้มีปัญญา มีใจอนุเคราะห์ ย่อมทำบุคคลให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกได้ เหมือนกับพ่อสุชาตบุตรของเรา ทำเราผู้บิดาให้หลุดพ้นความโศก ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพาปเย แปลว่า ให้ดับแล้ว.
บทว่า ทรํ ได้แก่ ความกระวนกระวาย เพราะความโศก.
บทว่า สุชาโต ปิตรํ ยถา ความว่า พ่อสุชาตบุตรของเรา ทำเราผู้เป็นบิดาให้พ้นจากความโศก เพราะความที่ตนเป็นผู้มีปัญญาฉันใด แม้คนอื่นผู้มีปัญญา ก็ย่อมทำคนอื่นให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกฉันนั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะ กฎุมพีก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
ส่วนสุชาตกุมารในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสุชาตชาดกที่ ๒ -----------------------------------------------------