๖. มิคาโลปชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖ มิคาโลปชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๖. มิคาโลปชาดก ว่าด้วยโทษของคนหัวดื้อ
น เม รุจิ มิคาโลป ยสฺส เต ตาทิสี คติ อตุจฺจํ ตาต คจฺฉสิ อภูมึ ตาต เสวสิ ฯ
ลูกมิคาโลปะเอ๋ย ฉันไม่ชอบใจการที่เจ้าบินไปไกลเช่นนั้นเลย เจ้าบิน ไกลเกินไป ไปซ่องเสพภูมิสถานอันไม่สมควร.
จตุกฺกณฺณํว เกทารํ ยถา เต ปฐวี สิยา ตโต ตาต นิวตฺตสฺสุ มาสุ เอตฺโต ปรํ คมิ ฯ
ลูกเอ๋ย แผ่นดินพึงปรากฏแก่เจ้าเหมือนคันนา ๔ มุม เจ้าจงกลับจากที่ นั้นเสีย อย่าบินเลยจากที่นั้นไปเป็นอันขาด.
สนฺติ อญฺเญปิ สกุณา ปตฺตยานา วิหงฺคมา อุกฺขิตฺตา วาตเวเคน นฏฺฐา เต สสฺสตีสมา ฯ
แม้แร้งตัวอื่นๆ ที่มีปีกบินไปในอากาศมีอยู่มาก แร้งเหล่านั้นมาสำคัญ เสมอด้วยแผ่นดินและภูเขา ถูกกำลังลมพัดคร่าไป พากันพินาศ หมดแล้ว.
อกตฺวา อปรณฺณสฺส ปิตุ วุฑฺฒสฺส สาสนํ กาลวาเต อติกฺกมฺม เวรมฺภานํ วสํ อคา ฯ
แร้งชื่อมิคาโลปะ ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของแร้งชื่ออปรัณณะผู้บิดา ซึ่ง เป็นผู้เจริญด้วยคุณสมบัติ บินผ่านลมกาลวาตขึ้นไปตกอยู่ในอำนาจของ ลมเวรัมภวาต.
ตสฺส ปุตฺตา จ ทารา จ เย จญฺเญ อนุชีวิโน สพฺเพ พฺยสนมาปาทุํ อโนวาทกเร ทิเช ฯ
บุตรและภรรยาของแร้งมิคาโลปะนั้น และแร้งอื่นที่อาศัยแร้งนั้นอยู่ พา กันถึงความพินาศสิ้น เพราะแร้งมิคาโลปะ ไม่กระทำตามโอวาทของบิดา.
เอวมฺปิ อิธ วุฑฺฒานํ โย วากฺยํ นาวพุชฺฌติ อติสีมํ จโร ทิตฺโต คิชฺโฌ วาตีตสาสโน สพฺเพ พฺยสนํ ปปฺโปนฺติ อกตฺวา พุทฺธสาสนนฺติ ฯ มิคาโลปชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ ---------
ผู้ใด ในโลกนี้ ไม่เชื่อฟังคำของผู้เจริญ ผู้นั้น ย่อมถึงความพินาศ เพราะ ไม่ทำตามคำสอนของท่านผู้รู้ ดุจแร้งละเมิดคำสั่งสอน บินเลยเขตแดน ถึงความพินาศหมด ฉะนั้น. จบ มิคาโลปชาดกที่ ๖.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. มิคาโลปชาดก (๓๘๑) ว่าด้วยนกแร้งมิคาโลปะ (พญาแร้งโพธิสัตว์เรียกลูกมาอบรมว่า)
มิคาโลปะ พ่อไม่พอใจเลยที่เจ้าบินไปเช่นนั้น ลูกเอ๋ย เจ้าบินสูงเกินไป เลยขอบเขตของพวกแร้งไปแล้ว
เมื่อใด แผ่นดินปรากฏแก่เจ้าเสมือนแปลงนา ๔ เหลี่ยม ลูกเอ๋ย เมื่อนั้น เจ้าจงกลับจากที่นั้น อย่าบินเลยที่นั้นไป
แม้นกเหล่าอื่นที่มีปีกเป็นยานพาหนะ บินไปในอากาศ สำคัญตนว่ายั่งยืน ถูกแรงลมพัดพินาศแล้วก็มีอยู่ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า)
นกแร้งมิคาโลปะไม่เชื่อฟังคำสอนของแร้งอปรัณณะพ่อผู้เฒ่า บินผ่านลมกาละไป ตกอยู่ในอำนาจลมเวรัมภา (ลมกรด)
ลูกเมียของมัน และนกแร้งเหล่าอื่นที่อาศัยมันเป็นอยู่ ทั้งหมดก็ถึงความพินาศ เพราะนกที่ไม่ทำตามโอวาทตัวเดียว
ผู้ใดในโลกนี้ไม่เชื่อฟังคำของผู้ใหญ่ทั้งหลาย ประพฤติเกินขอบเขตย่อมเดือดร้อน เหมือนนกแร้งที่ละเมิดคำสอน ชนทั้งหลายย่อมถึงความพินาศทุกคน เพราะไม่กระทำตามคำสอนของท่านผู้รู้ มิคาโลปชาดกที่ ๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๓๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า น เม รุจิ ดังนี้.
ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกภิกษุนั้นมา แล้วตรัสถามว่า จริงหรือภิกษุ ได้ทราบว่าเธอเป็นผู้ว่ายาก? เมื่อเธอทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่บัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อน เธอก็เป็นคนว่ายากเหมือนกัน ก็เพราะอาศัยความเป็นผู้ว่ายาก เธอไม่เชื่อฟังคำของบัณฑิตทั้งหลายจึงถึงความย่อยยับ ในช่องทางของลมเวรัมภะ คือลมงวง.
แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดแร้ง ได้มีชื่อว่าแร้งอปรัณณะ มันมีหมู่แร้งห้อมล้อมอาศัยอยู่บนเขาคิชฌกูฏ. ส่วนลูกของมันชื่อมิคาโลปะ มีกำลังสมบูรณ์ มันบินสูงมาก เลยแดนของแร้งตัวอื่นๆ ไปแร้งทั้งหลายบอกแก่พระยาแร้งว่า ลูกของท่านบินไปไกลเหลือเกิน. แร้งอปรัณณะได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงเรียกลูกมาถามว่าลูกเอ๋ย ได้ยินว่าเจ้าบินสูงมาก ผู้บินสูงมากจักถึงความสิ้นชีวิต แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาไว้ว่า :-
ดูก่อนพ่อมิคาโลปะ พ่อไม่มีความพอใจที่เจ้าบินไปอย่างนั้น ลูกเอ๋ยเจ้าบินสูงมาก เจ้าคบหาที่ไม่ใช่ถิ่นลูกเอ๋ย.
แผ่นดินปรากฏแก่เจ้า เป็นเสมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยมเมื่อใด เมื่อนั้นเจ้าจงกลับลงมา อย่าบินเลยนี้ขึ้นไป.
นกแม้เหล่าอื่นที่มีปีกเป็นยานพาหนะ บินไปในอากาศมีอยู่ พวกมันถูกกำลังแรงของลมพัดไปสำคัญตนว่า เป็นเสมือนสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย ได้พินาศไปแล้วมากต่อมาก.
พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น
แร้งพ่อเรียกลูกโดยชื่อว่ามิคโลปะ.
บทว่า อตุจฺจํ ตาต คจฺฉสิ ความว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าบินสูงจนเลยแดนของแร้งเหล่าอื่น แร้งพ่อบอกแดนแก่ลูก ด้วยคำนี้ว่า จตุกฺกณฺณํว เกทารํ คือ เหมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยม.
มีอธิบายไว้ว่า ลูกเอ๋ย เมื่อผืนแผ่นดินใหญ่นี้เป็นเสมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยมสำหรับเจ้า คือปรากฏเป็นเสมือนขนาดเล็กอย่างนั้น เมื่อนั้นเจ้าควรกลับ จากที่ประมาณเท่านี้อย่าไปเลยนี้.
บทว่า สนฺติ อญฺเญปิ เป็นต้น ความว่า แร้งพ่อแสดงว่า ไม่ใช่เจ้าตัวเดียวเท่านั้นไม่ไป แม้แร้งตัวอื่นๆ ก็ทำอย่างนี้มาแล้ว.
บทว่า อุกฺขิตฺตา ความว่า แม้พวกเขาบินเลยแดนของพวกเราไป ถูกแรงลมตีสาบสูญไปแล้ว.
บทว่า สสฺสตีสมา มีอธิบายว่า พวกมันสำคัญตนว่า เป็นผู้เสมอด้วยแผ่นดินและภูเขาทั้งหลายที่ยั่งยืน แม้อายุของตนมีประมาณพันปี ยังไม่เต็มบริบูรณ์ ก็พินาศไปแล้ว ในระหว่าง.
ฝ่ายมิคาโลปะไม่ทำตามโอวาท ไม่เชื่อฟังคำพ่อบินทะยานขึ้น เห็นเขตแดนตามที่พ่อบอกไว้แล้ว แต่ก็บินเลยเขตแดนนั้นไปให้ลมกาลวาตสิ้นไปทะลุลมแม้เหล่านั้น แล่นเข้าสู่ปากทางลมเวรัมภวาต จึงถูกเวรัมภวาตตีมัน มันเพียงแต่ถูกลมเหล่านั้นตี ก็แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย อันตรธานไปในอากาศนั่นเอง.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-
แร้งมิคาโลปะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของแร้งแก่ชื่ออปรัณณะผู้เป็นพ่อ บินเลยลมกาลวาตไป ตกอยู่ในอำนาจของลมเวรัมภวาต.
เมื่อแร้งมิคาโลปะไม่ปฏิบัติตามโอวาท ทั้งลูกทั้งเมียของมันและแร้งอื่นๆ ที่เป็นลูกน้องทั้งหมดถึงความพินาศแล้ว.
ผู้ไม่สำนึกถึงคำสอนของผู้เฒ่าทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประพฤติเลยขอบเขตก็เดือดร้อน ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จะถึงความพินาศเหมือนแร้งที่ฝ่าฝืนคำสอนของพ่อฉะนั้น.
๓ คาถานี้ เป็นพระคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุชีวิโน ได้แก่แร้งทั้งหลายที่อาศัย แร้งมิคาโลปะนั้นเกิดภายหลัง.
บทว่า อโนวาทกเร ทิเช ความว่า เมื่อแร้งมิคาโลปะแม้นั้น ไม่ทำตามโอวาท แร้งเหล่านั้นบินไปกับแร้งมิคาโลปะนั้นเลยเขตแดนไป พากันถึงความพินาศทั้งหมด.
บทว่า เอวมฺปิ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แร้งนั้นถึงความพินาศแล้วฉันใด แม้ผู้ใดใครอื่นจะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่เชื่อถือพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลแม้ผู้นั้นก็จะถึงความพินาศเหมือนแร้งตัวนี้ ที่เที่ยวไปเลยเขตแดน เป็นผู้เดือดร้อน คือลำบากแล้วฉะนั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ประกาศสัจธรรม แล้วทรงประมวลชาดกไว้ว่า
แร้งมิคาโลปะ ได้แก่ ภิกษุผู้ว่ายาก
ส่วน แร้งอปรัณณะ ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามิคาโลปชาดกที่ ๖ -----------------------------------------------------