๙. ชาครชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙ ชาครชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๙. ชาครชาดก ว่าด้วยผู้หลับและตื่น
โกธ ชาครตํ สุตฺโต โกธ สุตฺเตสุ ชาคโร โก เมตํ นุ วิชานาติ โก ตํ ปฏิภณาติ เม ฯ
ในโลกนี้ ใครเป็นผู้หลับในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่ ใครเป็นผู้ตื่น ในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่ ใครหนอรู้แจ้งปัญหาข้อนี้ ใครหนอจะ แก้ปัญหาข้อนั้นของเราได้?
อหํ ชาครตํ สุตฺโต อหํ สุตฺเตสุ ชาคโร อหเมตํ วิชานามิ อหํ ปฏิภณามิ เต ฯ
ข้าพเจ้าเป็นผู้หลับในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเป็นผู้ตื่นใน ระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่ ข้าพเจ้ารู้แจ้งปัญหาข้อนั้นของท่าน จะ แก้ปัญหาข้อนั้นของท่านได้.
กถํ ชาครตํ สุตฺโต กถํ สุตฺเตสุ ชาคโร กถํ เอตํ วิชานาสิ กถํ ปฏิภณาสิ เม ฯ
ท่านเป็นผู้หลับในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่อย่างไร ท่านเป็นผู้ตื่นใน ระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่อย่างไร ท่านรู้แจ้งปัญหาข้อนี้อย่างไร ท่านจะแก้ปัญหาข้อนี้ของข้าพเจ้าอย่างไร?
เย ธมฺมํ นปฺปชานนฺติ สญฺญโมติ ทโมติ จ เตสุ สุตฺตปฺปมาเทสุ อหํ ชคฺคามิ เทวเต ฯ
ดูกรเทวดา ข้าพเจ้าตื่นอยู่ในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่ด้วยความ ประมาท ไม่รู้ทั่วถึงธรรม ๒ ประการ คือ สัญญมะ ๑ ทมะ ๑.
เยสํ ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา เตสุ ชาครมาเนสุ อหํ สุตฺโตสฺมิ เทวเต ฯ
ดูกรเทวดา ข้าพเจ้าหลับอยู่ในระหว่างพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้สละราคะ โทสะ และอวิชชา ตื่นอยู่.
เอวํ ชาครตํ สุตฺโต เอวํ สุตฺเตสุ ชาคโร เอวเมตํ วิชานามิ เอวํ ปฏิภณามิ เต ฯ
ข้าพเจ้าเป็นผู้หลับในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้าเป็นผู้ ตื่นในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งปัญหาข้อนี้ อย่างนี้ ข้าพเจ้าแก้ปัญหาของท่านอย่างนี้.
สาธุ ชาครตํ สุตฺโต สาธุ สุตฺเตสุ ชาคโร สาธุ เมตํ วิชานาสิ สาธุ ปฏิภณาสิ เมติ ฯ ชาครชาตกํ นวมํ ฯ ---------
ถูกแล้ว ท่านเป็นผู้หลับในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่ เป็นผู้ตื่นอยู่ใน ระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่ ท่านรู้แจ้งปัญหาข้อนั้นของข้าพเจ้าถูก แล้ว ท่านแก้ปัญหาข้อนั้นของข้าพเจ้าดีแล้ว. จบ ชาครชาดกที่ ๙.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. ชาครชาดก (๔๑๔) ว่าด้วยผู้หลับและตื่น (รุกขเทวดาถามพระโพธิสัตว์ว่า)
ในโลกนี้ เมื่อเขาตื่น ใครหลับ เมื่อเขาหลับ ใครตื่น ใครจะเข้าใจปัญหานี้ของเราหนอ ใครจะตอบปัญหานี้แก่เราได้ (พระโพธิสัตว์ตอบว่า)
เมื่อพวกเขาตื่นอยู่ ข้าพเจ้าหลับ เมื่อพวกเขาหลับ ข้าพเจ้าตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหานี้ ข้าพเจ้าขอตอบท่าน (รุกขเทวดาถามว่า)
เมื่อพวกเขาตื่น ท่านหลับอย่างไร เมื่อพวกเขาหลับ ท่านตื่นอย่างไร ท่านเข้าใจปัญหานี้อย่างไร ท่านตอบข้าพเจ้าได้อย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๗. สัตตกนิบาต] ๒. คันธารวรรค ๑๐. กุมมาสปิณฑิชาดก (๔๑๕) (พระโพธิสัตว์ตอบว่า)
คนเหล่าใดไม่รู้จักธรรมว่า นี้เป็นสัญญมะ และว่านี้เป็นทมะ เมื่อคนเหล่านั้นหลับอยู่ ข้าพเจ้าก็ตื่นอยู่น่ะซิเทวดา
ชนเหล่าใดคลายราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว เมื่อชนเหล่านั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าก็หลับนะซิเทวดา
เมื่อท่านเหล่านั้นตื่นอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้าก็หลับ เมื่อท่านเหล่านั้นหลับแล้วอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็ตื่น ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหานี้อย่างนี้ จึงตอบท่านอย่างนี้ (รุกขเทวดากล่าวสดุดีพระโพธิสัตว์ว่า)
ถูกแล้ว เมื่อเขาตื่นท่านหลับ เมื่อเขาหลับท่านตื่น ท่านเข้าใจปัญหานี้ถูกต้องแล้ว จึงตอบเราได้ถูกต้องชาครชาดกที่ ๙ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภอุบาสกคนใดคนหนึ่ง แล้วตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โกธ ชาครตํ สุตฺโต ดังนี้.
ความพิสดารว่า อุบาสกคนนั้นเป็นอริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน เดินทางกันดารไปกับพ่อค้าเกวียน. นายกองเกวียนคือหัวหน้าพ่อค้า ปลดเกวียน ๕๐๐ เล่มไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งในทางกันดารนั้นเป็นสถานที่หาน้ำได้สะดวก จัดแจงเคี้ยวของกินแล้ว ก็เข้าที่พักผ่อน. คนเหล่านั้นพากันนอน ณ ที่นั้นๆ แล้วก็หลับไป. ส่วนอุบาสกตั้งใจเดินจงกรมที่ควงต้นไม้ต้นหนึ่ง ใกล้ๆ นายกองเกวียน.
ลำดับนั้น พวกโจร ๕๐๐ คนผู้ต้องการจะปล้นพ่อค้านั้น ได้พากันถืออาวุธนานาชนิดมายืนล้อมพ่อค้านั้นไว้. พวกเขาเห็นอุบาสกนั้นกำลังจงกรมอยู่ คิดว่า พวกเราจักปล้นเวลาอุบาสกคนนี้หลับ แล้วได้พากันอยู่ ณ ที่นั้นๆ. ฝ่ายอุบาสกก็ได้จงกรมอยู่ตลอดราตรี ๓ ยามทีเดียว.
เวลาย่ำรุ่ง พวกโจรพากันทิ้งก้อนหินและไม้ค้อนเป็นต้นที่ถือมาแล้ว พูดว่า นายกองเกวียนผู้เจริญท่านได้ชีวิตแล้วเกิดเป็นเจ้าของของสิ่งที่มีอยู่ของท่าน เพราะอาศัยบุรุษคนนี้ผู้ตื่นอยู่ เพราะความไม่ประมาทท่านควรทำสักการะบุรุษคนนี้ ดังนี้แล้ว จึงหลีกหนีไป.
คนทั้งหลายลุกขึ้นตามเวลานั่นเอง เห็นก้อนหินและไม้ค้อนเป็นต้น ที่พวกโจรเหล่านั้นทิ้งไว้ แล้วพูดว่า พวกเราได้ชีวิตเพราะอาศัยอุบาสกคนนี้ แล้วได้พากันทำสักการะอุบาสก.
ฝ่ายอุบาสกไปสู่ที่ที่ตนต้องการทำกิจเสร็จแล้ว กลับมากรุงสาวัตถีอีกได้ไปสู่พระวิหารเชตวัน บูชาพระตถาคต ถวายนมัสการแล้วนั่ง เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านไม่ปรากฏตัวหรือ? แล้วจึงกราบทูลเนื้อความนั้น. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก ก็ท่านเองไม่หลับนอนปฏิบัติอยู่แต่ไม่ได้คุณพิเศษเลยฝ่ายบัณฑิตในปางก่อน เมื่อปฏิบัติก็ได้คุณพิเศษ ดังนี้ แล้วถูกอุบาสกทูลขอร้อง จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เติบโตแล้วเรียนศิลปะทุกอย่างที่เมืองตักกสิลาจบ กลับมาอยู่ที่ท่ามกลางเรือน ในเวลาต่อมาก็ออกบวชเป็นฤๅษี ไม่นานเท่าไร ก็ยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น เป็นผู้มีอิริยาบถยืนจงกรมอยู่ในถิ่นป่าหิมพานต์ ไม่เข้าถึงการนอน จงกรมอยู่ตลอดทั้งคืน.
ลำดับนั้น เทวดาผู้เกิดบนต้นไม้ใกล้ที่จงกรมของท่านดีใจ ยืนอยู่ที่ค่าคบต้นไม้.
เมื่อจะถามปัญหา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้ตื่นอยู่ ใครเป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้หลับแล้ว ใครเป็นผู้ตื่น ใครเข้าใจปัญหาข้อนี้ของเรา ใครจะแก้ปัญหาข้อนั้นของเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกธ ตัดบทเป็น โก อิธ ความว่า ในโลกนี้ใคร.
บทว่า โก เมตํ ความว่า เทวดาถามว่า ใครรู้ชัดปัญหาข้อนี้ของเรา.
บทว่า โก ตํ ปฏิภณ ความว่า ใครจะตอบปัญหาที่เราถามข้อนั้นๆ ของเราได้ คือว่าใครจักสามารถกล่าวแก้ปัญหาได้.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเป็นผู้หลับแล้วแต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้ตื่น ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนั้นข้าพเจ้าจะแก้ปัญหาของท่านได้.
ดังนี้แล้ว ถูกเทวดานั้น ถามคาถานี้ว่า :-
เมื่อคนทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านจะเป็นผู้หลับได้อย่างไร เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ท่านจะเป็นผู้ตื่นได้อย่างไร ท่านเข้าใจปัญหาข้อนี้อย่างไร ท่านจะแก้ปัญหาของข้าพเจ้าอย่างไร? ดังนี้
เมื่อจะพยากรณ์เนื้อความนั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ดูก่อนเทวดา ชนเหล่าใดไม่รู้ธรรม คือ สัญญมะและทมะ เมื่อชนเหล่านั้นหลับแล้ว เพราะประมาท ข้าพเจ้าตื่นอยู่.
พระอริยเจ้าเหล่าใด สำรอกราคะโทสะและอวิชชาออกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเป็นผู้หลับแล้ว ท่านเทวดา.
เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้หลับแล้วอย่างนี้แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้ตื่นอย่างนี้ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนี้อย่างนี้ ข้าพเจ้าแก้ปัญหาของท่านอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถํ ชาครตํ สุตฺโต ความว่า ท่านชื่อว่าเป็นผู้ตื่นแล้ว ในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่อย่างไร?
ในทุกบทก็มีนัยนี้.
บทว่า เย ธมฺมํ ความว่า สัตว์เหล่าใดไม่รู้ชัดโลกุตตรธรรมทั้ง ๙ อย่าง.
บทว่า สญญฺโมติ ทโมติ จ ความว่า และไม่รู้ทั้งศีล ทั้งอินทรีย์สังวร ที่มาแล้วโดยมรรคอย่างนี้ว่า นี้สัญญมะ นี้ทมะ.
จริงอยู่ อินทรีย์สังวรท่านเรียกว่า ทมะ เพราะข่มอินทรีย์ทั้งหลาย มีใจเป็นที่ ๖ ไว้.
บทว่า เตสุ สุตฺตปฺปมาเทสุ ความว่า เมื่อสัตว์เหล่านั้นหลับแล้ว ด้วยอำนาจกิเลสข้าพเจ้าก็ตื่น ด้วยอำนาจแห่งความไม่ประมาท.
คาถาว่า เยสํ ราโค จ เป็นต้น มีเนื้อความว่า
กิเลสเหล่านี้ คือราคะ กล่าวคือ ความโลภ ๑,๕๐๐ ที่ท่านแสดงไว้ด้วยสตบท โทสะที่มีอาฆาตวัตถุ ๙ ประการเป็นสมุฏฐาน และอวิชชาที่เป็นความไม่รู้ในวัตถุ ๘ ประการมีทุกข์เป็นต้นอันพระมหาขีณาสพเหล่าใดคลายแล้ว คือละได้แล้ว.
ดูก่อนเทวดา เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้นตื่นอยู่ โดยอาการทั้งปวง ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้หลับแล้ว เพราะหมายเอาพระอริยเจ้าเหล่านั้น.
บทว่า เอวํ ชาครตํ ความว่า ข้าพเจ้าชื่อว่า เป็นผู้หลับแล้ว ในระหว่างพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้ตื่นอยู่ ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้.
ในทุกๆ บท มีนัยนี้.
เมื่อพระมหาสัตว์แก้ปัญหาอย่างนี้แล้ว เทวดาพอใจ เมื่อจะทำการสดุดีพระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
ถูกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านเป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้วท่านได้เป็นผู้ตื่นดีแล้ว ท่านเข้าใจปัญหาข้อนี้ของข้าพเจ้าดีแล้วท่านตอบปัญหาของข้าพเจ้าถูกต้องแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ เป็นต้น ความว่า ท่านแก้ปัญหาข้อนี้ทำให้ดีแล้ว คือเจริญแล้ว ถึงเราก็จะแก้ปัญหาข้อนั้นอย่างนี้เหมือนกัน.
เทวดานั้น ครั้นทำการสดุดีพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว ก็เข้าไปสู่วิมานของตนทีเดียว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า
เทวดาในครั้งนั้น ได้แก่ อุบลวรรณาเถรี
ส่วนดาบส ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาชาครชาดกที่ ๙ -----------------------------------------------------