อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๘๐๖

๗. อกิตติชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘๐๖–๑๘๒๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 20 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 20 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 21 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๗ อกิตฺติชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๗. อกิตติชาดก อกิตติดาบสขอพรท้าวสักกะ

ข้อ ๑๘๐๖

อกิตฺตึ ทิสฺวาน สมฺมนฺตํ สกฺโก ภูตปตี พฺรวิ กึ ปตฺถยํ มหาพฺรหฺเม เอโก สมฺมสิ ฆมฺมนิ ฯ

ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทรงเห็นอกิตติดาบสผู้ยับยั้งอยู่ จึงได้ตรัส ถามว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านปรารถนาสมบัติอะไร ถึงยับยั้งอยู่ผู้เดียว ในถิ่นอันแห้งแล้ง?

ข้อ ๑๘๐๗

ทุกฺโข ปุนพฺภโว สกฺก สรีรสฺส จ เภทนํ สมฺโมหมรณํ ทุกฺขํ ตสฺมา สมฺมามิ วาสว ฯ

ดูกรท้าวสักกะ การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ อนึ่ง ความแตกทำลายแห่ง ร่างกาย และความตายอย่างหลงใหล ก็เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงยับยั้งอยู่ ณ ที่นี้.

ข้อ ๑๘๐๘

เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ข้อ ๑๘๐๙

วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร เยน ปุตฺเต จ ทาเร จ ธนธญฺญํ ปิยานิ จ ลทฺธา นรา น ตปฺปนฺติ โส โลโภ น มยี วเส ฯ

ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพร แก่อาตมภาพ ชนทั้งหลายได้บุตร ภรรยา ทรัพย์ ข้าวเปลือก และ สิ่งของอันเป็นที่รักทั้งหลาย แล้วยังไม่อิ่มด้วยความโลภใด ความโลภนั้น อย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.

ข้อ ๑๘๑๐

เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ข้อ ๑๘๑๑

วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร เขตฺตํ วตฺถุํ หิรญฺญญฺจ ควาสฺสํ ทาสโปริสํ เยน ชาเตน ชียนฺติ โส โทโส น มยี วเส ฯ

ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพร แก่อาตมภาพ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส กรรมกร ย่อมเสื่อม สิ้นไปด้วยโทสะใด โทสะนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.

ข้อ ๑๘๑๒

เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ข้อ ๑๘๑๓

วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร พาลํ น ปสฺเส น สุเณ น จ พาเลน สํวเส พาเลนลฺลาปสลฺลาปํ น กเร น จ โรจเย ฯ

ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพร แก่อาตมภาพ อาตมภาพไม่พึงเห็น ไม่พึงได้ฟังคนพาล ไม่พึงอยู่ร่วม กับคนพาล ไม่ขอกระทำ และไม่ขอชอบใจการเจรจาปราศรัยกับคนพาล.

ข้อ ๑๘๑๔

กินฺนุ เต อกรํ พาโล วท กสฺสป การณํ เกน กสฺสป พาลสฺส ทสฺสนํ นาภิกงฺขสิ ฯ

ข้าแต่ท่านกัสสปะ คนพาลได้กระทำอะไรให้แก่ท่านหรือ ขอท่านจงบอก เหตุนั้นแก่โยม เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ปรารถนาเห็นคนพาล?

ข้อ ๑๘๑๕

อนยํ นยติ ทุมฺเมโธ อธุรายํ นิยุญฺชติ ทุนฺนโย เสยฺยโส โหติ สมฺมา วุตฺโต ปกุปฺปติ วินยํ โส น ชานาติ สาธุ ตสฺส อทสฺสนํ ฯ

คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมแนะนำสิ่งที่ไม่ควรจะแนะนำ ย่อมชักชวนใน สิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำชั่วเป็นความดีของเขา คนพาลนั้นถึงจะ พูดดีก็โกรธ เขามิได้รู้วินัย การไม่เห็นคนพาลนั้นเป็นความดี.

ข้อ ๑๘๑๖

เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ข้อ ๑๘๑๗

วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร ธีรํ ปสฺเส สุเณ ธีรํ ธีเรน สห สํวเส ธีเรนลฺลาปสลฺลาปํ ตํ กเร ตญฺจ โรจเย ฯ

ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพร แก่อาตมภาพ อาตมภาพพึงขอเห็น ขอฟังนักปราชญ์ ขออยู่ร่วมกัน กับนักปราชญ์ ขอกระทำ และขอชอบใจการเจรจาปราศรัยกับนักปราชญ์.

ข้อ ๑๘๑๘

กินฺนุ เต อกรํ ธีโร วท กสฺสป การณํ เกน กสฺสป ธีรสฺส ทสฺสนํ อภิกงฺขสิ ฯ

ข้าแต่ท่านกัสสปะ นักปราชญ์ได้กระทำอะไรให้แก่ท่านหรือ ขอท่านจง บอกเหตุนั้นแก่โยม เพราะเหตุไร ท่านจึงปรารถนาเห็นนักปราชญ์?

ข้อ ๑๘๑๙

นยํ นยติ เมธาวี อธุรายํ น ยุญฺชติ สุนโย เสยฺยโส โหติ สมฺมา วุตฺโต น กุปฺปติ วินยํ โส ปชานาติ สาธุ เตน สมาคโม ฯ

นักปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ ย่อมไม่ชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำดีเป็นความดีของนักปราชญ์นั้น นักปราชญ์นั้น ผู้อื่น กล่าวชอบก็ไม่โกรธ ย่อมรู้จักวินัย การสมาคมคบหากันกับนักปราชญ์ นั้นเป็นความดี.

ข้อ ๑๘๒๐

เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ข้อ ๑๘๒๑

วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร ตโต รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ ทิพฺพา ภกฺขา ปาตุภเวยฺยุํ สีลวนฺโต จ ยาจกา ททโต เม น ขีเยถ ทตฺวา นานุตเปยฺยหํ ททํ จิตฺตํ ปสาเทยฺยํ เอตํ สกฺก วรํ วเร ฯ

ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพร แก่อาตมภาพ เมื่อราตรีสว่างแจ้ง พระอาทิตย์อุทัยขึ้นแล้ว ขออาหาร อันเป็นทิพย์ และยาจกผู้มีศีล พึงปรากฏขึ้น เมื่ออาตมภาพให้ทานอยู่ ขอให้ศรัทธาของอาตมภาพไม่พึงเสื่อมสิ้นไป ครั้นให้ทานแล้วขอให้ อาตมภาพไม่พึงเดือดร้อนในภายหลัง เมื่อกำลังให้อยู่ ก็ขอให้อาตมภาพ พึงยังจิตให้เลื่อมใส ดูกรท้าวสักกะ ขอมหาบพิตรทรงประทานพรนี้ แก่อาตมภาพเถิด.

ข้อ ๑๘๒๒

เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต วรํ กสฺสป เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ข้อ ๑๘๒๓

วรญฺจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร น มํ ปุน อุเปยฺยาสิ เอตํ สกฺก วรํ วเร ฯ

ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพร แก่อาตมภาพ มหาบพิตรอย่าพึงเข้ามาใกล้อาตมภาพอีกเลย ดูกรท้าว สักกะ ขอมหาบพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด.

ข้อ ๑๘๒๔

พหูหิ วตฺตจริยาหิ นรา จ อถ นาริโย ทสฺสนํ อภิกงฺขนฺติ กินฺนุ เม ทสฺสเน ภยํ ฯ

นรชาติหญิงชายทั้งหลาย ย่อมปรารถนาจะเห็นโยมด้วยวัตรจริยาเป็น อันมาก เพราะเหตุไรหนอ การเห็นโยมจึงเป็นภัยแก่ท่าน?

ข้อ ๑๘๒๕

ตํ ตาทิสํ เทววณฺณํ สพฺพกามสมิทฺธินํ ทิสฺวา ตโป ปมชฺเชยฺยํ เอตํ เต ทสฺสเน ภยนฺติ ฯ อกิตฺติชาตกํ สตฺตมํ ฯ ---------

อาตมภาพเห็นเพศเทวดาเช่นพระองค์ ผู้สำเร็จด้วยสิ่งที่ต้องประสงค์ ทุกอย่างแล้ว ก็จะพึงประมาท ทำความเพียรปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะ การเห็นมหาบพิตรจึงเป็นภัยแก่อาตมภาพ. จบ อกิตติชาดกที่ ๗.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๗. อกิตติชาดก (๔๘๐) ว่าด้วยอกิตติดาบส (พระศาสดาทรงประกาศเรื่องนี้ว่า)

ข้อ ๘๓

ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทอดพระเนตรเห็น อกิตติดาบสเข้าฌานอยู่ จึงตรัสถามว่า ท่านมหาพราหมณ์ พระคุณเจ้าปรารถนาอะไรหรือ จึงเข้าฌานอยู่องค์เดียวในเวลาอากาศอบอ้าว (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

ข้อ ๘๔

ขอถวายพระพรท้าวสักกะ การเกิดอีก ๑ การที่สรีระแตกทำลาย ๑ การหลงลืมสติตาย ๑ เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น ท้าววาสวะ อาตมาจึงเข้าฌาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๐๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๗. อกิตติชาดก (๔๘๐) (ท้าวสักกะถวายพรว่า)

ข้อ ๘๕

พระคุณเจ้ากัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้าเจรจานั้น ไพเราะ เหมาะสม เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่พระคุณเจ้าตามที่ใจของท่านปรารถนา (พระโพธิสัตว์เมื่อจะรับพร จึงกราบทูลว่า)

ข้อ ๘๖

ขอถวายพระพรท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง หากมหาบพิตรจะประทานพรแก่อาตมา นรชนทั้งหลายได้บุตร ภรรยา ทรัพย์ ข้าวเปลือก และสิ่งของอันเป็นที่รักแล้วยังไม่อิ่ม เพราะความโลภอันใด ความโลภอันนั้นขออย่าได้มีอยู่ในอาตมาเลย (ท้าวสักกะประทานพรให้ยิ่งขึ้นไปว่า)

ข้อ ๘๗

พระคุณเจ้ากัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้าเจรจานั้น ไพเราะ เหมาะสม เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่พระคุณเจ้าตามที่ใจของท่านปรารถนา (พระโพธิสัตว์เมื่อจะรับพร จึงกราบทูลว่า)

ข้อ ๘๘

ขอถวายพระพรท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง หากมหาบพิตรจะประทานพรแก่อาตมา นา สวน เงิน โค ม้า และคนผู้เป็นทาสย่อมเสื่อมสิ้นไป เพราะโทสะที่เกิดแล้วอันใด โทสะอันนั้นขออย่าได้มีอยู่ในอาตมาเลย (ท้าวสักกะตรัสว่า)

ข้อ ๘๙

พระคุณเจ้ากัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้าเจรจานั้น ไพเราะ เหมาะสม เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่พระคุณเจ้าตามที่ใจของท่านปรารถนา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๑๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๗. อกิตติชาดก (๔๘๐) (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

ข้อ ๙๐

ขอถวายพระพรท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง หากมหาบพิตรจะประทานพรแก่อาตมา ขอให้อาตมาไม่พึงพบเห็นคนพาล ไม่พึงได้ยิน ไม่พึงอยู่ร่วมกับคนพาล ไม่พึงทำการเจรจาปราศรัย และไม่พึงพอใจการเจรจาปราศรัยกับคนพาลเลย (ท้าวสักกะตรัสว่า)

ข้อ ๙๑

พระคุณเจ้ากัสสปะ คนพาลได้ทำอะไรแก่พระคุณเจ้าหรือ ขอจงบอกเหตุ เพราะเหตุไร พระคุณเจ้าจึงไม่ต้องการพบเห็นคนพาล (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

ข้อ ๙๒

คนพาลมีปัญญาทราม ย่อมแนะนำสิ่งที่ไม่ควรแนะนำ ชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำชั่วเป็นสิ่งที่ประเสริฐสำหรับเขา เขาถูกว่ากล่าวโดยชอบก็โกรธ คนพาลนั้นไม่รู้วินัย การไม่พบเห็นเขาเสียได้เป็นการดี (ท้าวสักกะตรัสว่า)

ข้อ ๙๓

พระคุณเจ้ากัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้าเจรจานั้น ไพเราะ เหมาะสม เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่พระคุณเจ้าตามที่ใจของท่านปรารถนา (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

ข้อ ๙๔

ขอถวายพระพรท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง หากมหาบพิตรจะประทานพรแก่อาตมา ขอให้อาตมาพึงได้พบ พึงได้ยิน พึงได้อยู่ร่วมกับนักปราชญ์ พึงได้เจรจาปราศรัยและพอใจการเจรจาปราศรัยกับนักปราชญ์เถิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๑๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๗. อกิตติชาดก (๔๘๐) (ท้าวสักกะตรัสว่า)

ข้อ ๙๕

พระคุณเจ้ากัสสปะ นักปราชญ์ได้ทำอะไรแก่พระคุณเจ้าหรือ ขอจงบอกเหตุ เพราะเหตุไร พระคุณเจ้าจึงต้องการพบเห็นนักปราชญ์ (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

ข้อ ๙๖

นักปราชญ์ผู้มีปัญญาย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ ไม่ชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำดีเป็นสิ่งประเสริฐของเขา เขาถูกว่ากล่าวโดยชอบก็ไม่โกรธ นักปราชญ์นั้นรู้วินัย การสมาคมกับท่านเป็นการดี (ท้าวสักกะตรัสว่า)

ข้อ ๙๗

พระคุณเจ้ากัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้าเจรจานั้น ไพเราะ เหมาะสม เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่พระคุณเจ้าตามที่ใจของท่านปรารถนา (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

ข้อ ๙๘

ขอถวายพระพรท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง หากมหาบพิตรจะประทานพรแก่อาตมา เมื่อราตรีนั้นสิ้นไป ในเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น ขอภักษาอันเป็นทิพย์และยาจกผู้มีศีลพึงปรากฏ

ข้อ ๙๙

ขอถวายพระพร เมื่ออาตมาให้อยู่ ขอภักษาอย่าพึงหมดสิ้นไป ครั้นให้แล้ว ขออาตมาอย่าพึงเดือดร้อนในภายหลัง ขณะกำลังให้ ก็พึงทำจิตให้เลื่อมใส (ท้าวสักกะตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๐

พระคุณเจ้ากัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้าเจรจานั้น ไพเราะ เหมาะสม เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่พระคุณเจ้าตามที่ใจของท่านปรารถนา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๑๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๘. ตักการิยชาดก (๔๘๑) (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๑

ขอถวายพระพรท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง หากมหาบพิตรจะประทานพรแก่อาตมา ขอมหาบพิตรอย่าเสด็จมาหาอาตมาอีกเลย (ท้าวสักกะตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๒

นรชนชายหญิงทั้งหลายหวังอย่างยิ่งที่จะพบโยม ด้วยการบำเพ็ญจริยาวัตรเป็นอันมาก ในการเห็นโยมน่ากลัวนักหรือ (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๓

มหาบพิตรผู้มีวรรณะเหมือนวรรณะแห่งเทพ บันดาลความใคร่ทั้งปวงให้สำเร็จได้เช่นนั้น อาตมาพบเห็นแล้ว พึงประมาทการบำเพ็ญตบะ สิ่งนั้นจึงเป็นภัยแก่อาตมาเพราะการพบเห็นมหาบพิตรอกิตติชาดกที่ ๗ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกผู้ทานบดีชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้.

มีคำเริ่มต้นว่า อกิตฺตึ ทิสฺวาน สมฺมนฺตํ ดังนี้.

เล่ากันมาว่า อุบาสกนั้นนิมนต์พระศาสดา ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วัน ในวันสุดท้ายได้ถวายบริขารทั้งปวงแก่พระอริยสงฆ์.

ลำดับนั้น พระศาสดาประทับท่ามกลางบริษัทนั้นแหละ เมื่อทรงกระทำอนุโมทนาตรัสว่า อุบาสก การบริจาคของเธอใหญ่หลวงกรรมที่ทำได้ยากยิ่งเธอกระทำแล้ว ธรรมดาว่าทานวงศ์นี้เป็นวงศ์ของหมู่บัณฑิต แต่ก่อนแท้จริง อันชื่อว่าทาน ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ ไม่ว่าเป็นบรรพชิต ควรให้ทั้งนั้นก็บัณฑิตแต่เก่าก่อนบวชอยู่ในป่า และแม้จะฉันใบหมากเม่านึ่งกับวัตถุเพียงแต่น้ำ ไม่เค็มและไร้กลิ่น ก็ยังให้แก่ยาจกที่ประจวบเหมาะ ตนเองยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยปีติสุข.

อุบาสกนั้นกราบทูลอาราธนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การถวายบริกขารทั้งปวงนี้ปรากฏแก่มหาชนแล้วละ พระเจ้าข้า ข้อนี้พระองค์ตรัสยังมิได้ปรากฏ โปรดตรัสคำนั้นแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า.

ดังนี้แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสีพระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ บิดามารดาขนานนามว่า อกิตติ. เมื่อท่านเดินได้แล้ว มารดาคลอดน้องสาวคนหนึ่ง บิดามารดาขนานนามว่า ยสวดี.

พระมหาสัตว์ได้อายุ ๑๖ ปี ไปเมืองตักกศิลาเรียนศิลปะทั้งปวงแล้วกลับมา.

ลำดับนั้น มารดาบิดาของท่านทำกาลกิริยาลง ท่านได้จัดทำเปตกิจแก่มารดาบิดาแล้ว ทำการสำรวจทรัพย์อยู่ สดับว่า ท่านผู้ชื่อโน้นสร้างสมบัติไว้เท่านี้ล่วงลับไปแล้ว ท่านผู้โน้นสร้างสมบัติประมาณเท่านี้ล่วงลับไปแล้ว มีใจสลด ดำริว่าทรัพย์นี้ปรากฏแก่เรา ผู้รวบรวมทรัพย์หาปรากฏไม่ ทุกคนทิ้งทรัพย์นี้ไปเสียทั้งนั้น เราก็คงขนเอามันไปไม่ได้ จึงเรียกน้องสาวมาบอกว่า เธอจงดูแลทรัพย์นี้เถิด.

น้องสาวถามว่า ก็พี่มีอัธยาศัยอย่างไรเล่าพี่.

กล่าวว่าฉันอยากจะบวช น้อง.

คุณพี่เจ้าคะ ดิฉันไม่ขอน้อมเศียรรับทรัพย์ที่พี่ถ่มทิ้งไว้แล้ว ดิฉันไม่ต้องการทรัพย์นี้ดอก แม้ดิฉันก็จักบวชบ้าง.

ท่านอำลาพระราชา แล้วให้คนเที่ยวตีกลองร้องประกาศว่า เหล่าชนผู้มีความต้องการทรัพย์ จงพากันไปสู่เรือนของท่านอกิตติบัณฑิตเถิด. ท่านบำเพ็ญมหาทานตลอด ๗ วัน ครั้นยังไม่สิ้นไป ก็ดำริว่า อายุสังขารของเราย่อมเสื่อมไป เราจะมัวรอให้ทรัพย์หมดสิ้นไปทำไมกัน ผู้ต้องการจงพากันถือเอาไปแล้วเปิดประตูนิเวศน์ประกาศว่า เราให้หมดเลย เชิญขนไปเถิด ทิ้งเรือนอันมีเงินทองเสีย พาน้องสาวออกจากพระนครพาราณสีไป ทั้งๆ ที่มวลญาติพากันร่ำไห้.

ท่านออกทางประตูใด ประตูนั้นได้นามว่า ประตูอกิตติ

ท่านข้ามแม่น้ำท่าใด แม้ท่านั้นก็ได้นามว่า ท่าอกิตติ

ท่านเดินไปได้สองสามโยชน์ ก็สร้างบรรณศาลาในสถานอันน่ารื่นรมย์ แล้วบวชพร้อมกับน้องสาว. ตั้งแต่กาลท่านบวช ประชาชนชาวบ้าน ชาวตำบลและราชธานีเป็นอันมากพากันบวช จึงได้มีบริวารมาก เกิดลาภสักการะมากเป็นไปเหมือนครั้งพุทธุปบาทกาล.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า ลาภสักการะนี้มีมากนัก ทั้งบริวารของเราก็มีมากมาย แต่เราควรอยู่ลำพังผู้เดียวเท่านั้น ถึงยามปลอด แม้แต่น้องสาวก็ไม่บอกให้ทราบ ออกไปลำพังผู้เดียวเท่านั้น ไปถึงแคว้นทมิฬโดยพักอยู่ในอุทยานใกล้กับท่ากาจีระ ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิดแล้ว.

แม้ในที่นั้น ลาภและสักการะมากมายก็บังเกิดแก่ท่าน ท่านรังเกียจลาภสักการะนั้นก็ทิ้งเหาะไปทางอากาศลงที่เกาะหมากเม่า ใกล้เกาะนาค ครั้งนั้นเกาะหมากเม่าได้นามว่าเกาะงู. ท่านสร้างบรรณศาลาชิดต้นหมากเม่าใหญ่พำนักอยู่ในเกาะงูนั้น การที่ท่านอยู่ในเกาะนั้นไม่มีใครทราบเลย.

ลำดับนั้น น้องสาวของท่านตามหาพี่ชาย ลุถึงแคว้นทมิฬโดยลำดับ ไม่ได้พบท่านจึงอยู่ในสถานที่ท่านเคยอยู่นั่นแหละ แต่ไม่สามารถจะทำฌานให้เกิดได้. พระมหาสัตว์มิได้ไปที่ไหนๆ เพราะท่านปรารถนาน้อย ในเวลาที่ต้นหมากเม่านั้นมีผลก็ฉันผลหมากเม่า เวลามีแต่ใบก็เก็บมานึ่งฉัน.

ด้วยเดชแห่งศีลของท่าน บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราช แสดงอาการร้อนแล้ว. ท้าวสักกเทวราชทรงนึกว่า ใครเล่านะประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากที่ ทรงเห็นอกิตติบัณฑิตก็ทรงดำริว่า ดาบสนี้รักษาศีลเพื่ออะไรเล่า ต้องการเป็นท้าวสักกะ หรือปรารถนาอย่างอื่น ต้องทดลองท่านดู แล้วทรงดำริต่อไปว่า ดาบสนี้เลี้ยงชีวิตด้วยลำบาก ฉันใบหมากเม่าที่เพียงนึ่งกับน้ำถ้าปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ คงจะให้ใบหมากเม่านึ่งแก่เรา ถ้าไม่ปรารถนาคงไม่ให้ แล้วแปลงเป็นพราหมณ์ไปสู่สำนักของท่าน.

พระโพธิสัตว์นึ่งใบหมากเม่าแล้วปลงลง คิดว่าเราให้เย็นจึงจะฉัน นั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา.

ลำดับนั้น ท้าวสักกะได้ยืนอยู่เฉพาะหน้าท่านเพื่อขอภิกษา พระมหาสัตว์เห็นท้าวสักกะแล้วมีความโสมนัสดำริว่า เป็นลาภเหลือหลายของเราซินะ เราเห็นยาจก วันนี้เราต้องให้ทานทำมโนรถของเราให้ลุถึงที่สุดถือใบหมากเม่านึ่งไปใส่ในภาชนะของท้าวเธอ มิได้เหลือไว้เพื่อตนเลยด้วยคิดว่า ขอทานของเรานี้จงเป็นปัจจัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณดังนี้.

พราหมณ์ได้รับใบหมากเม่านึ่งนั้นเดินไปหน่อย ก็อันตรธานไป.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ครั้นให้แก่ท้าวเธอแล้ว ก็มิได้นึ่งใหม่ คงยับยั้งด้วยปีตินั่นเอง.

วันรุ่งขึ้น นึ่งเสร็จก็นั่งที่ประตูบรรณศาลานั่นแหละ ท้าวสักกะก็แปลงเป็นพราหมณ์มาอีก พระมหาสัตว์ก็ให้แก่ท้าวเธออีก คงยับยั้งอยู่ด้วยอาการอย่างเดียว.

แม้ในวันเป็นคำรบสาม คงให้อย่างนั้นแหละ ถึงโสมนัสว่า โอ เป็นลาภเหลือหลายของเรา เราอาศัยใบหมากเม่าประสบบุญใหญ่โต แม้ถึงจะอิดโรยเพราะไม่มีอาหารตลอดสามวัน ก็ยังออกจากบรรณศาลาในเวลาเที่ยงคืน ได้นั่งที่ประตูบรรณศาลารำพึงถึงทานอยู่.

ท้าวสักกะทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้ขาดอาหารตลอดสามวัน แม้จะอิดโรยเห็นปานนั้น ก็ยังให้ทานได้อย่างน่ายินดี แม้ความแปรแห่งจิตก็มิได้มีเลย เรายังมิได้รู้ว่าท่านปรารถนาชื่อนี้แล้วให้ทาน ต้องถามจึงจักทราบอัธยาศัยของท่าน.

ท้าวเธอเสด็จมาในเวลาเที่ยงคืน ยืนอยู่เบื้องหน้าพระมหาสัตว์ตรัสว่า เจ้าพระคุณดาบส ในเมื่อลมร้อนเห็นปานฉะนี้พัดพานอยู่ พระคุณเจ้าก็คงกระทำตปกรรมอยู่ในป่าอันมีน้ำเค็มล้อมรอบเห็นปานนี้ เพื่ออะไรเล่าขอรับ.

พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า

ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทรงเห็นอกิตติดาบสผู้ยับยั้งอยู่ จึงได้ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านปรารถนาสมบัติอะไร ถึงยับยั้งอยู่ผู้เดียวในถิ่นอันแห้งแล้ง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ ปฏฺฐยํ ความว่า ท่านปรารถนามนุษย์สมบัติหรือ หรือว่าสวรรค์สมบัติเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.

พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นและทราบว่าท้าวเธอเป็นท้าวสักกะ เพื่อประกาศว่า อาตมภาพมิได้ปรารถนาสมบัติเหล่านั้นเลย แต่ปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ จึงกระทำการบำเพ็ญตบะ ดังนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

ดูก่อนท้าวสักกะ การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ อนึ่ง ความแตกทำลายแห่งร่างกายและความตายอย่างหลงใหล ก็เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงยับยั้งอยู่ ณ ที่นี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า พระมหาสัตว์แสดงความที่ท่านมีอัธยาศัยในพระนิพพานอย่างนี้ว่า การแตกทำลายขันธ์บ่อยๆ และการตายอย่างลุ่มหลง เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงปรารถนาพระนิพพานอันเป็นธรรมชาติไม่มีเรื่องเหล่านี้ จึงยับยั้งอยู่ ณ ที่นี้.

ท้าวสักกะสดับคำนั้นแล้วทรงมีพระหฤทัยยินดีว่า ข่าวว่า พระคุณเจ้ารูปนี้เบื่อหน่ายในภพทั้งปวงแล้ว อยู่ในป่าเพื่อต้องการพระนิพพาน เราต้องถวายพระพรแก่ท่าน

เมื่อจะเชิญท่านรับพร จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ความว่า กระผมขอถวายพร สุดแต่พระคุณเจ้าจะปรารถนาสิ่งใด ขอพระคุณเจ้าจงรับพรเถิด.

พระมหาสัตว์ เมื่อจะรับพร จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า

ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ ชนทั้งหลายได้บุตร ภรรยา ทรัพย์ ข้าวเปลือกและสิ่งของอันเป็นที่รักทั้งหลายแล้วยังไม่อิ่มด้วยความโลภใด ความโลภนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วรญฺเจ เม อโท ความว่า ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพไซร้. บทว่า ปิยานิ จ ความว่า และสิ่งอื่นใดอันเป็นที่รัก.

บทว่า อนุตปฺเปนฺติ ความว่า ชนทั้งหลายย่อมปรารถนาสมบัติมีบุตรเป็นต้นบ่อยๆ ก็ยังไม่ถึงความอิ่ม.

บทว่า น มยิ วเส ความว่า ขอความโลภจงอย่าอยู่ คืออย่าเกิดในอาตมภาพเลย.

ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงยินดีต่อท่าน เมื่อจะให้พรยิ่งขึ้นไป และพระมหาสัตว์เมื่อจะรับพร ต่างก็กล่าวคาถาทั้งหลายว่า

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส กรรมกรย่อมเสื่อมสิ้นไปด้วยโทสะใด โทสะนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ อาตมภาพไม่พึงเห็น ไม่พึงได้ฟังคนพาล ไม่พึงอยู่ร่วมกับคนพาล ไม่ขอกระทำและไม่ขอชอบใจการเจรจาปราศรัยกับคนพาล.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ คนพาลได้กระทำอะไรให้แก่ท่านหรือ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ปรารถนาเห็นคนพาล.

คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมแนะนำสิ่งที่ไม่ควรจะแนะนำ ย่อมชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำชั่วเป็นความดีของเขา คนพาลนั้นถึงจะพูดดีก็โกรธ เขามิได้รู้วินัย การไม่เห็นคนพาลนั้นเป็นความดี.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ อาตมภาพพึงขอเห็น ขอฟังนักปราชญ์ ขออยู่ร่วมกันกับนักปราชญ์ ขอกระทำและขอชอบใจการเจรจาปราศรัยกับนักปราชญ์.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ นักปราชญ์ได้กระทำอะไรให้แก่ท่านหรือ ท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม เพราะเหตุไร ท่านจึงปรารถนาเห็นนักปราชญ์.

นักปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ ย่อมไม่ชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำดีเป็นความดีของนักปราชญ์นั้น นักปราชญ์นั้น ผู้อื่นกล่าวชอบก็ไม่โกรธ ย่อมรู้จักวินัย การสมาคมคบหากันกับนักปราชญ์นั้นเป็นความดี.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ เมื่อราตรีสว่างจ้า พระอาทิตย์อุทัยขึ้นแล้ว ขออาหารอันเป็นทิพย์และยาจกผู้มีศีลพึงปรากฏขึ้น

เมื่ออาตมภาพให้ทานอยู่ ขอให้ศรัทธาของอาตมภาพไม่พึงเสื่อมสิ้นไป

ครั้นให้ทานแล้ว ขอให้อาตมภาพไม่พึงเดือดร้อนภายหลัง

เมื่อกำลังให้อยู่ ก็ขอให้อาตมภาพพึงยังจิตให้เลื่อมใส

ดูก่อนท้าวสักกะ ขอมหาบพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพมหาบพิตรอย่าพึงเข้ามาใกล้อาตมภาพอีกเลย ดูก่อนท้าวสักกะ ขอมหาบพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด.

นรชาติหญิงชายทั้งหลายย่อมปรารถนาจะเห็นโยม ด้วยวัตรจริยาเป็นอันมาก เพราะเหตุไรหนอ การเห็นโยมจึงเป็นภัยแก่ท่าน.

อาตมภาพเห็นเพศเทวดาเช่นพระองค์ผู้สำเร็จด้วยสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกอย่างแล้ว ก็จะพึงประมาททำความเพียรปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะ การเห็นมหาบพิตรจึงเป็นภัยแก่อาตมภาพ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยน ชาเตน ความว่า พระมหาสัตว์ขอว่า หมู่สัตว์มีดวงจิตใดเกิดแล้วจึงโกรธ ต้องเสื่อมจากไร่นาเป็นต้นเหล่านี้ด้วยอำนาจราชทัณฑ์ เพราะตนทำกรรมมีฆ่าสัตว์เป็นต้น หรือด้วยการฆ่าตนเสียด้วยวิธีมีกินยาพิษเป็นต้น โทสจิตนั้นไม่พึงอยู่ในอาตมภาพเลย.

บทว่า น สุเณ ความว่า อาตมภาพไม่พึงได้ฟังด้วยเหตุเหล่านี้ว่า คนพาลย่อมอยู่ในที่ชื่อโน้นเป็นต้นก็ดี. บทว่า กินฺนุ เต อกรํ ความว่า คนพาลย่อมฆ่ามารดาบิดาของพระคุณเจ้าหรือ ก็หรือว่าคนพาลกระทำความพินาศอะไรให้แก่ท่านหรือ.

บทว่า อนยํ นยติ ความว่า คนมีปัญญาทรามย่อมยึดถือสิ่งที่มิใช่เหตุว่าเป็นเหตุ คือย่อมคิดถึงกรรมที่ทารุณเห็นปานนี้ว่า เราจักกระทำปาณาติบาตเป็นต้นเลี้ยงชีพ.

บทว่า อธุรายํ ความว่า คนมีปัญญาทรามไม่ชักชวนในสัทธาธุระ ศีลธุระและปัญญาธุระ ชักชวนในสิ่งที่ไม่ควรประกอบ.

บทว่า ทุนฺนโย เสยฺยโส โหติ ความว่า การแนะนำชั่วนั่นแลเป็นความดีสำหรับผู้มีปัญญาทราม คือเขาย่อมยึดเอาทุศีลกรรมห้าประการแล้วประพฤตินั่นแหละเป็นดี. อีกอย่างหนึ่ง เขาเป็นคนที่แนะนำได้ยากในทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพราะใครๆ ไม่สามารถที่จะแนะนำได้.

บทว่า สมฺมา วุตฺโต ความว่า เขาถูกกล่าวโดยเหตุโดยการณ์ย่อมโกรธเคือง.

บทว่า วินยํ ความว่า เขาไม่รู้จักวินัยที่ต้องประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ เช่นว่าต้องก้าวไปอย่างนี้เป็นอาทิ ทั้งไม่รับโอวาทด้วย.

บทว่า สาธุ ตสฺส ความว่า เพราะเหตุเหล่านี้ การไม่พบเห็นเขาเสียได้นั่นแหละเป็นการดี.

บทว่า ยาจกา ได้แก่ ผู้รับโภชนะอันเป็นทิพย์นั้น.

บทว่า วตฺตจารีหิ ได้แก่ ด้วยทาน ศีลและอุโบสถกรรม.

บทว่า ทสฺสนํ อภิกงฺขนฺติ ความว่า เหล่านระและนารีพากันมุ่งหวังจะเห็นข้าพเจ้า.

บทว่า ตํ ตาทิสํ ความว่า เห็นท่านผู้ประดับด้วยเครื่องประดับเห็นปานนั้น.

บทว่า ปมชฺเชยฺยํ ความว่า อาตมภาพถึงความประมาทเสีย คือพึงปรารถนาสิริสมบัติของท่าน ในเมื่อตบะกรรม อาตมภาพบำเพ็ญเพื่อต้องการพระนิพพาน มาปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะเสียเล่า อาตมภาพต้องได้นามว่าเป็นผู้ประมาท การเห็นท่านเป็นภัยแก่อาตมภาพอย่างนี้.

ท้าวสักกเทวราชรับคำว่า ดีละพระคุณเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ข้าพเจ้าจักไม่มาสู่สำนักพระคุณเจ้าละ บังคมท่าน ขอขมาแล้วก็ครรไลหลีกไป. พระมหาสัตว์อยู่ ณ ที่นั้นเองตลอดชีวิต เจริญพรหมวิหารธรรมบังเกิดในพรหมโลกแล้ว.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า

ท้าวสักกะในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอนุรุทธะ

ส่วนอกิตติบัณฑิต คือ เราตถาคต แล. จบอรรถกถาอกิตติชาดกที่ ๗ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา