๖. หังสชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖ หํสชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๖. หังสชาดก ว่าด้วยหงส์สุมุขะผู้ภักดี
เอเต หํสา ปกฺกมนฺติ วงฺกงฺคา ภยเมริตา หริตฺตจ เหมวณฺณ กามํ สุมุข ปกฺกม ฯ โอหาย มํ ญาติคณา เอกํ ปาสวสํ คตํ อนเปกฺขมานา คจฺฉนฺติ กึ เอโก อวหิยฺยสิ ฯ ปเตว ปตตํ เสฏฺฐ นตฺถิ พนฺเธ สหายกา มา อนีฆาย หาเปสิ กามํ สุมุข ปกฺกม ฯ
ดูกรสุมุขะ ผู้มีผิวพรรณงามดังทองคำ หงส์เหล่านี้ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัว งอบินหนีไป ท่านจงหนีไปตามปรารถนาเถิด. หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเรา ติดอยู่ในบ่วงผู้เดียว ไม่ห่วงใย พากันบินหนีไป ท่านผู้เดียวจะห่วงอยู่ ทำไม? ดูกรสุมุขะผู้ประเสริฐ ท่านควรจะบินหนีเอาตัวรอด เพราะ ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงย่อมไม่มี ท่านอย่าทำความเพียรให้เสื่อม เสียเพราะความไม่มีทุกข์เลย จงรีบบินหนีไปตามความปรารถนาเถิด.
นาหํ ทุกฺขปเรโตติ ธตรฏฺฐ ตุวํ ชเห ชีวิตํ มรณํ วา เม ตยา สทฺธึ ภวิสฺสติ ฯ
ข้าแต่ท้าวธตรฐมหาราช ถึงพระองค์จะถูกทุกข์ครอบงำ ข้าพระพุทธเจ้า ก็จักไม่ละทิ้งพระองค์ไป ข้าพระพุทธเจ้าจักเป็น หรือจักตายก็จักร่วมอยู่ กับพระองค์.
เอตทริยสฺส กลฺยาณํ ยํ ตฺวํ สุมุข ภาสสิ ตญฺจ วีมํสมานาหํ ปตเต ตํ อวสฺสชึ ฯ
ดูกรสุมุขะ ท่านกล่าวคำใด คำนั้นเป็นคำดีงามของพระอริยเจ้า อนึ่งเล่า เราเมื่อจะทดลองท่านจึงได้พูดกะท่านว่า จงบินหนีไป.
อปเทน ปทํ ยาติ อนฺตลิกฺขจโร ทิโช อารา ปาสํ น พุชฺฌิ ตฺวํ หํสานํ ปวรุตฺตม ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย นกตัวสัญจรไปใน อากาศ ย่อมบินไปสู่ทางโดยที่มิใช่ทางได้ พระองค์ไม่ทรงทราบบ่วงแต่ ที่ไกลดอกหรือ?
ยทา ปราภโว โหติ โปโส ชีวิตสงฺขเย อถ ชาลญฺจ ปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌติ ฯ
คราวใด จะมีความเสื่อม คราวนั้น เมื่อถึงคราวจะสิ้นชีพ สัตว์แม้จะ ติดบ่วง ติดข่ายก็ย่อมไม่รู้สึก.
เอเต หํสา ปกฺกมนฺติ วงฺกงฺคา ภยเมริตา หริตฺตจ เหมวณฺณ ตฺวญฺเญว อวหิยฺยสิ ฯ เอเต ภุตฺวา จ ปิตฺวา จ ปกฺกมนฺติ วิหงฺคมา อนเปกฺขมานา วงฺกงฺคา ตฺวญฺเจเวโก อุปาสสิ ฯ กึ นุ ตายํ ทิโช โหติ มุตฺโต พนฺธํ อุปาสสิ โอหาย สกุณา ยนฺติ กึ เอโก อวหิยฺยสิ ฯ
ดูกรสุมุขะ ผู้มีผิวพรรณงามดังทองคำ หงส์เหล่านี้ถูกภัยคุกคามแล้ว มี ตัวงอพากันบินหนีไป ท่านเท่านั้นมัวพะวงอยู่. หงส์เหล่านั้นกินและดื่ม แล้วก็พากันบินหนีไป มิได้แลเหลียวถึงใคร ก็ท่านผู้เดียวจะมาเฝ้าอยู่ ทำไมเล่า? หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ ท่านพ้นแล้วจากบ่วง ทำไมจึงมาเป็นห่วงหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่เล่า หงส์ทั้งหลายเขาพากันทอดทิ้ง ไปแล้ว ท่านผู้เดียวมาพะวงอยู่ทำไม?
ราชา เม โส ทิโช มิตฺโต สขา ปาณสโม จ เม เนว นํ วิชหิสฺสามิ ยาว กาลสฺส ปริยายํ ฯ
หงส์ตัวนั้นเป็นราชาของเรา เป็นมิตรสหายเสมอด้วยชีวิตของเรา เรา จักไม่ทอดทิ้งท่านไปจนตราบเท่าจนวันตาย.
โย จ ตฺวํ สขิโน เหตุ ปาณํ จชิตุมิจฺฉสิ โส เต สหายํ มุญฺจามิ โหตุ ราชา ตวานุโค ฯ
ท่านปรารถนาจะสละชีวิต เพราะเหตุแห่งสหาย เราจักปล่อยสหายของ ท่านไป ขอพญาหงส์จงไปตามความประสงค์ของท่านเถิด.
เอวํ ลุทฺทก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ ยถาหมชฺช นนฺทามิ ทิสฺวา มุตฺตํ ทิชาธิปํ ฯ
ดูกรนายพราน วันนี้ ข้าพเจ้าได้เห็นพญาหงส์ตัวเป็นใหญ่ในหมู่ทิชาชาติ พ้นจากบ่วงแล้วย่อมชื่นชม ยินดี ฉันใด ขอท่านพร้อมกับหมู่ญาติ ทั้งปวง จงชื่นชม ยินดี ฉันนั้นเถิด.
กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ รฏฺฐมิทํ ผีตํ ธมฺเมน อนุสาสสิ ฯ
พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ทรงเกษมสำราญดีหรือ โรคาพยาธิมิได้เบียด- เบียนพระองค์หรือ รัฐสีมาอาณาจักรของพระองค์นี้สมบูรณ์ดีหรือ พระองค์ปกครองประชาราษฎรโดยธรรมหรือ?
กุสลญฺเจว เม หํส อโถ หํส อนามยํ อโถ รฏฺฐมิทํ ผีตํ ธมฺเมน อนุสาสหํ ฯ
ดูกรพญาหงส์ เราเกษมสำราญดี ทั้งโรคาพยาธิก็มิได้เบียดเบียน รัฐสีมา อาณาจักรของเรานี้ก็สมบูรณ์ดี เราปกครองราษฎรโดยธรรม.
กจฺจิ โภโต อมจฺเจสุ โทโส โกจิ น วิชฺชติ กจฺจิ อารา อมิตฺตา เต ฉายา ทกฺขิณโตริว ฯ
โทษผิดอะไรๆ ในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ไม่มีอยู่หรือ หมู่ศัตรูห่าง ไกลจากพระองค์ เหมือนเงาย่อมไม่เจริญทางทิศทักษิณ แลหรือ?
อโถปิ เม อมจฺเจสุ โทโส โกจิ น วิชฺชติ อโถ อารา อมิตฺตา เม ฉายา ทกฺขิณโตริว ฯ
โทษผิดอะไรๆ ในหมู่อำมาตย์ของเราไม่มีเลย อนึ่ง หมู่ศัตรูก็ห่างไกล จากเรา เหมือนเงาย่อมไม่เจริญทางด้านทิศทักษิณ ฉะนั้น.
กจฺจิ เต สาทิสี ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ปุตฺตรูปยสูเปตา ตว ฉนฺทวสานุคา ฯ
พระมเหสีของพระองค์ มิได้ทรงประพฤติล่วงละเมิดพระทัย ทรงเชื่อฟัง ทรงปราศรัยน่ารัก พร้อมพรักไปด้วยปุตตสมบัติ รูปสมบัติ และ ยศสมบัติ ยังเป็นที่โปรดปรานของพระองค์หรือ?
อโถ เม สาทิสี ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ปุตฺตรูปยสูเปตา มม ฉนฺทวสานุคา ฯ
มเหสีของเราเป็นเช่นนั้น ทรงเชื่อฟังถ้อยคำ ทรงปราศรัยน่ารัก พร้อม พรักไปด้วยปุตตสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ ยังเป็นที่โปรดปราน ของเราอยู่.
กจฺจิ เต พหโว ปุตฺตา สุชาตา รฏฺฐวฑฺฒน ปญฺญาชเวน สมฺปนฺนา สมฺโมทนฺติ ตโต ตโต ฯ
พระโอรสของพระองค์มีมากพระองค์ ทรงอุบัติมาเป็นศรีสวัสดี ใน รัฐสีมาอันเจริญ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระปรีชาเฉลียวฉลาด ย่อมทรงบันเทิง พระทัยแต่ที่นั้นๆ อยู่แลหรือ?
สตํ เอโก จ เม ปุตฺตา ธตรฏฺฐ มยา สุตา เตสํ ตฺวํ กิจฺจมกฺขาหิ นาวรุชฺฌนฺติ เต วโจ ฯ
ดูกรพระยาหงส์ธตรฐ เราปรากฏว่ามีโอรสถึง ๑๐๑ คน ขอท่านได้โปรด ชี้แจงกิจที่ควรแก่โอรสเหล่านั้นด้วยเถิด โอรสเหล่านั้นจะไม่ดูหมิ่นถ้อย คำของท่านเลย.
อุปปนฺโนปิ เจ โหติ ชาติยา วินเยน วา อถ ปจฺฉา กุรุเต โยคํ กิจฺเจ อาวาสุ สีทติ ฯ ตสฺส สํหีรปญฺญสฺส วิวโร ชายเต มหา รตฺติมนฺโธว รูปานิ ถูลานิ มนุปสฺสติ ฯ อสาเร สารโยคญฺญู มตึ นเตฺวว วินฺทติ สรโภว คิริทุคฺคสฺมึ อนฺตราเยว สีทติ ฯ หีนชจฺโจปิ เจ โหติ อุฏฺฐาตา ธิติมา นโร อาจารสีลสมฺปนฺโน นิเส อคฺคีว ภาสติ ฯ เอตํ เว อุปมํ กตฺวา ปุตฺเต วิชฺชาสุ ฐาปย สํวิรูเฬฺหถ เมธาวี เขตฺเต พีชํว วุฏฺฐิยาติ ฯ หํสชาตกํ ฉฏฺฐํ
ถ้าแม้ว่า บุคคลประกอบด้วยชาติ หรือวินัย แต่กระทำความเพียรในภาย หลัง เมื่อกิจที่จำต้องทำเกิดขึ้น ย่อมต้องจมอยู่ในห้วงอันตราย. ช่อง ทางรั่วไหลแห่งโภคสมบัติเป็นต้น ก็จะเกิดใหญ่โตขึ้นกับบุคคลผู้มีปัญญา ง่อนแง่นนั้น บุคคลนั้นย่อมมองเห็นได้แต่รูปที่หยาบๆ เหมือนความมืด ในราตรี ฉะนั้น. บุคคลผู้ประกอบความเพียรในสิ่งอันไม่เป็นสาระว่าเป็น สาระ ก็ย่อมไม่ประสบความรู้เลยทีเดียว ย่อมจะจมลงในห้วงอันตราย อย่างเดียว เหมือนกวางวิ่งโลดโผนไปในซอกผา ตกจมเหวลงไปใน ระหว่างทาง ฉะนั้น. ถึงหากว่า นรชนจะเป็นผู้มีชาติเลวทราม แต่เป็นผู้มี ความขยันหมั่นเพียร มีปัญญา ประกอบด้วยอาจาระและศีล ย่อมจะรุ่ง เรือง เหมือนกองไฟในกลางคืน ฉะนั้น ขอพระองค์ทรงทำข้อนั้นนั่นแล ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบ แล้วทรงยังพระโอรสทั้งหลายให้ดำรงอยู่ใน วิชา บุคคลผู้มีปัญญาย่อมงอกงาม เหมือนพืชในนางอกงามขึ้นเพราะ น้ำฝน ฉะนั้น. จบ หังสชาดกที่ ๖
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. จูฬหังสชาดก (๕๐๒) ว่าด้วยหงส์สุมุขะผู้ภักดีต่อพญาหงส์จูฬหังสะ (พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาหงส์ทองเมื่อจะทดลองใจหงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)
ฝูงหงส์เหล่านั้นถูกภัยคุกคาม มีความกลัวจนต้องบินหนีไป ท่านสุมุขะผู้มีผิวพรรณเหลืองอร่ามดังทองคำ ท่านจงบินหนีไปตามความประสงค์เถิด
เราผู้เดียวติดบ่วงอยู่ หมู่ญาติทั้งหลายไม่เหลียวแล พากันละทิ้งบินหนีไป ไยเล่ายังเหลือเจ้าอยู่แต่ตัวเดียว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๙๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๖. จูฬหังสชาดก (๕๐๒)
ท่านสุมุขะผู้ประเสริฐโผบินไปเถอะ เพราะความเป็นสหายไม่มีในผู้ติดบ่วงหรอก ท่านอย่าทำความเพียรเพื่อความไม่มีทุกข์ให้เสื่อมเสียไปเลย จงบินหนีไปตามความประสงค์เถิด (หงส์สุมุขะเสนาบดีจับที่หลังเปือกตมกล่าวว่า)
ท้าวธตรัฏฐะ ข้าพระองค์จะไม่ละทิ้งพระองค์ไป เพราะเหตุเพียงเท่านี้ว่า พระองค์ต้องประสบทุกข์ ข้าพระองค์จะอยู่จะตายกับพระองค์ (พญาหงส์ธตรัฏฐะกล่าวว่า)
ท่านสุมุขะ คำใดที่ท่านกล่าวออกมา คำนั้นเป็นคำอันดีงามของอริยชน แต่เราเมื่อจะทดลองท่าน จึงได้กล่าวคำนั้นออกไปว่า จงบินหนีไปเสียเถิด (ฝ่ายบุตรนายพรานเข้าไปหาพญาหงส์แล้วกล่าวว่า)
ท่านผู้ประเสริฐอุดมกว่าหงส์ทั้งหลาย วิสัยปักษาทิชาชาติตัวผงาดสัญจรไปในอากาศ ย่อมทำอากาศที่ไม่ใช่ทางให้เป็นทางบินไปได้ ท่านไม่ทราบว่ามีบ่วงแต่ที่ไกลหรือ (พญาหงส์โพธิสัตว์กล่าวว่า)
เมื่อใดสัตว์มีความเสื่อมในขณะจะสิ้นชีวิต เมื่อนั้นถึงจะมาใกล้ข่ายและบ่วงก็ไม่รู้ (นายพรานชื่นชมถ้อยคำของพญาหงส์ จึงสนทนากับพญาหงส์สุมุขะว่า)
ฝูงหงส์เหล่านั้นถูกภัยคุกคาม มีความกลัวจนต้องบินหนีไป ท่านผู้มีผิวพรรณเหลืองอร่ามดังทองคำ ท่านเท่านั้นยังเหลืออยู่
นกทั้งหลายเหล่านั้นกินดื่มแล้วก็บินไป ไม่เหลียวแล ท่านผู้เดียวเท่านั้นยังอยู่ใกล้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๙๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๖. จูฬหังสชาดก (๕๐๒)
นกตัวนี้เป็นอะไรกับเจ้าหนอ พ้นไปแล้วยังเข้าไปใกล้นกตัวติดบ่วง นกทั้งหลายพากันทอดทิ้งบินหนีไป ไยเล่ายังเหลือเจ้าอยู่แต่ตัวเดียว (หงส์สุมุขะเสนาบดีกล่าวว่า)
นกตัวนั้นเป็นราชาของข้าพเจ้า เป็นทั้งมิตรเป็นทั้งเพื่อนเสมอด้วยชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักไม่ละทิ้งท่านไปตราบจนวันตาย (นายพรานฟังดังนั้นแล้วมีจิตเลื่อมใส คิดจะปล่อยพญาหงส์ที่ติดบ่วงจึงกล่าวว่า)
ก็เจ้าประสงค์จะสละชีวิตเพราะเหตุแห่งเพื่อน เรายอมปล่อยสหายของเจ้า ขอพญาหงส์จงตามเจ้าไปเถิด (หงส์สุมุขะเสนาบดีมองดูพระโพธิสัตว์มีจิตยินดี จึงอนุโมทนาแก่นายพรานว่า)
นายพราน วันนี้ข้าพเจ้าเห็นพญาหงส์ผู้เป็นใหญ่กว่านก พ้นจากอันตรายแล้วย่อมร่าเริงฉันใด ขอท่านพร้อมกับญาติทั้งหมดจงร่าเริงฉันนั้นเถิด (พญาหงส์ทูลถามพระราชาว่า)
พระองค์ทรงพระเกษมสำราญแลหรือ มีพระอนามัยสมบูรณ์แลหรือ รัฐสีมารุ่งเรืองแลหรือ พระองค์ทรงอนุศาสน์พร่ำสอนพสกนิกรโดยธรรมแลหรือ (พระราชาตรัสว่า)
พญาหงส์ เราสุขเกษมสำราญดี อนามัยก็สมบูรณ์ดี อนึ่ง รัฐสีมาก็รุ่งเรือง และเราก็อนุศาสน์พร่ำสอนพสกนิกรโดยธรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๙๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๖. จูฬหังสชาดก (๕๐๒) (พญาหงส์ทูลถามว่า)
โทษบางประการในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ไม่มีแลหรือ อนึ่ง พระองค์มีศัตรูหมู่อมิตรอยู่ห่างไกล ดุจพระฉายาด้านทิศทักษิณแลหรือ (พระราชาตอบว่า)
แม้โทษบางประการในหมู่อำมาตย์ของเราก็ไม่มี อนึ่ง เรามีศัตรูหมู่อมิตรอยู่ห่างไกลดุจเงาด้านทิศทักษิณ (พญาหงส์ทูลถามว่า)
พระองค์ทรงมีพระมเหสีที่เหมาะสมอยู่ในพระโอวาท มีพระเสาวนีย์ที่น่ารัก ถึงพร้อมด้วยพระโอรส พระรูป และพระยศ อยู่ในพระอำนาจตามความพอพระทัย ของพระองค์แลหรือ (พระราชาตอบว่า)
ถูกแล้ว เรามีมเหสีที่เหมาะสมอยู่ในโอวาท มีดำรัสที่น่ารัก ถึงพร้อมด้วยปุตตสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ อยู่ในอำนาจตามความพอใจของเรา (พญาหงส์ทูลถามว่า)
ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญ พระราชบุตรจำนวนมากของพระองค์ ทรงสมภพมาดีแล้ว ถึงพร้อมด้วยพระปรีชาเฉลียวฉลาด ยังทรงพากันรื่นเริงบันเทิงพระทัยอยู่ ณ สถานที่นั้นๆ แลหรือ (พระราชาตอบว่า)
ท้าวธตรัฏฐะ บุตรของเรา ๑๐๑ พระองค์ปรากฏแล้วเพราะเรา ขอท่านโปรดชี้แจงกิจที่พึงกระทำแก่พวกเขาด้วยเถิด พวกเขาจะไม่ฝ่าฝืนคำของท่าน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๙๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๗. สัตติคุมพชาดก (๕๐๓) (พญาหงส์พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสแล้วได้ถวายโอวาทแก่พระราชบุตรเหล่านั้นว่า)
แม้ถ้าว่ากุลบุตรผู้เข้าถึงโดยชาติกำเนิดหรือโดยวินัย แต่ประกอบความเพียรในภายหลัง เขาย่อมตกอยู่ในห้วงแห่งอันตรายที่แก้ไขได้ยาก
ช่องโหว่อันใหญ่หลวงย่อมเกิดแก่เขาผู้มีปัญญาง่อนแง่น เหมือนคนผู้ตกอยู่ในความมืดแห่งราตรี ย่อมเห็นได้แต่รูปหยาบๆ เท่านั้น
ส่วนกุลบุตรผู้รู้แต่การประกอบความเพียร ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ เขาจะไม่ประสบความรู้เลย ย่อมตกอยู่ในห้วงอันตรายอย่างเดียวเหมือนกวางที่ตกอยู่ที่ซอกเขา
แม้หากว่าคนผู้มีชาติสกุลต่ำ แต่เป็นคนมีความขยันหมั่นเพียร มีปัญญา สมบูรณ์ด้วยอาจาระและศีล ก็ย่อมรุ่งเรืองเหมือนไฟในราตรี
ขอพระองค์ทรงทำข้อที่ข้าพระองค์กล่าวแล้วนั้น ให้เป็นข้อเปรียบเทียบ แล้วทรงให้พระราชบุตรดำรงอยู่ในวิชา กุลบุตรผู้มีปัญญาย่อมงอกงามเหมือนพืชในนางอกงามเพราะน้ำฝนจูฬหังสชาดกที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการสละชีวิตของพระอานนทเถระนั่นแล ตรัสพระธรรมเทศนานี้
มีคำเริ่มต้นว่า เอเต หํสา ปกฺกมนฺติ ดังนี้.
ความพิสดารว่า แม้ในครั้งนั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวสรรเสริญคุณของพระอานนทเถระอยู่ ณ โรงธรรมสภา พระบรมศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ?เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติปางก่อน อานนท์ก็เคยสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เรา เหมือนกัน
แล้วทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า พหุปุตตกะ เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระนางเทวีทรงพระนามว่า เขมา ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์.
กาลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าบังเกิดในกำเนิดพญาหงส์ทอง มีหงส์เก้าหมื่นเป็นบริวาร อาศัยอยู่ ณ จิตตกูฏบรรพต.
แม้ในคราวนั้น พระบรมราชเทวีก็ทรงพระสุบินนิมิต โดยนัยที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง จึงกราบทูลการที่จะทรงสดับธรรมเทศนาของพญาหงส์ทอง และความแพ้พระครรภ์แก่พระราชา. แม้พระราชาก็ตรัสถามเสวกามาตย์ว่า ชื่อว่าหงส์ทองมีอยู่ที่ไหน ก็แลครั้นทรงสดับว่าอยู่ที่จิตตกูฏบรรพตจึงมีพระบรมราชโองการให้ขุดสระขึ้น ขนานนามว่า เขมาโบกขรณี แล้วเพาะพันธุ์ธัญชาติสำหรับเป็นอาหารแห่งสุวรรณหงส์มีประการต่างๆ ให้ประกาศโฆษณาพระราชทานอภัยแก่ฝูงหงส์ทั้งหลาย ในมุมสระทั้ง ๔ แล้ว แต่งบุตรนายพรานคนหนึ่งไว้ให้คอยจับหงส์ทั้งหลาย.
ก็แลอาการที่พระเจ้าพหุปุตตกะทรงแต่งตั้งนายพรานไว้ดักหงส์ก็ดี สภาวะที่นายพรานคอยต้อนหงส์ให้ลงสระนั้นก็ดีอาการที่กำหนดดักบ่วงไว้ในเวลาที่พญาหงส์ทองมา แล้วกราบทูลให้พระราชาทรงทราบก็ดี อาการที่กำหนดพระมหาสัตว์ติดบ่วงก็ดีกิริยาที่สุมุขหงส์เสนาบดี ไม่เห็นมหาสัตว์มาในฝูงหงส์ทั้ง ๓ เหล่านั้นแล้วย้อนกลับไปดูก็ดี
ข้อความทั้งปวงนี้ จักมีแจ้งใน มหาหังสชาดก
แม้ในชาดกนี้ พระมหาสัตว์เจ้าครั้นติดบ่วงคันแร้ว จึงทอดตัวลงกับหลักบ่วงนั่นเอง ชูคอแลดูทางที่หมู่หงส์บินไป ได้เห็นสุมุขหงส์เสนาบดีบินกลับมา จึงดำริว่า ในเวลาที่สุมุขหงส์มาถึงแล้ว เราจักลองใจดู
เมื่อสุมุขหงส์เสนาบดีมาถึงแล้ว จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
ฝูงหงส์เหล่านั้น มีผิวกายอร่ามงามเรืองรองดังทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอบินหนีไป ดูก่อนสุมุขะ ท่านจงหลบหลีกไปตามใจปรารถนาเถิด.
หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเราผู้ติดบ่วงไว้ผู้เดียว ไม่ห่วงใย พากันบินหนีไป ท่านผู้เดียว จะมัวห่วงอยู่ทำไม.
ดูก่อนสุมุขะผู้ประเสริฐ จะมัวพะวงอยู่ทำไม ท่านควรบินหนีเอาตัวรอด เพราะความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงไม่มี ท่านหลบหลีกไปเสียเถิด อย่ายังความเพียรให้เสื่อมเสีย เพราะความไม่มีทุกข์เลย จงรีบบินหนีไปตามใจปรารถนาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภยเมริตา ความว่า อันภัยเผชิญหน้า คือถูกภัยคุกคาม และหวั่นไหวเพราะภัย.
พระมหาสัตว์เรียกฝูงหงส์นั้นแหละ แม้ด้วยคำทั้งสองว่า หริตฺตจ เหมวณฺณ.
ด้วยบทว่า กามํ นี้ พระมหาสัตว์กล่าวหมายความว่า ดูก่อนสุนทรมุขเสนาบดีผู้มีผิวงามดังทองคำ ท่านจงหลบหลีกเอาตัวรอดไปเถิด ประโยชน์อะไรด้วยการหวนย้อนกลับมาในที่นี้.
บทว่า โอหาย ความว่า ละทิ้งเราไว้ผู้เดียวไม่เหลียวแล บินหนีไป.
บทว่า อนเปกฺขมานา ความว่า หมู่ญาติของเราแม้เหล่านั้น ไม่สนใจเหลียวแลดูเราเลย บินหนีไป.
บทว่า ปเตว แปลว่า โดดหนีไปทีเดียว.
บทว่า มา อนีฆาย ความว่า ท่านไปจากที่นี่แล้ว อย่าละเลยความเพียรเสีย เพราะเหตุที่ท่านได้เป็นผู้นิราศปราศจากทุกข์ อันจะพึงถึงนี้เลย.
ลำดับนั้น หงส์สุมุขเสนาบดีจับอยู่ที่หลังเปลือกตม กล่าวคาถาความว่า
ข้าแต่ท้าวธตรฐมหาราช ถึงพระองค์จะถูกทุกข์ภัยครอบงำ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักไม่ละทิ้งพระองค์ไป จักเป็นหรือตาย ข้าพระพุทธเจ้าก็จักอยู่ร่วมกับพระองค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขปเรโต ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ถึงแม้พระองค์จะมีมรณทุกข์คุกคามอยู่เฉพาะหน้า ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ละทิ้งพระองค์ไปเสียแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เท่านั้น.
เมื่อหงส์สุขุมเสนาบดีเปล่งสีหนาทอย่างนี้แล้ว
ท้าวธตรฐมหาราชกล่าวคาถาความว่า
ดูก่อนสุมุขเสนาบดี ท่านกล่าวคำใด คำนั้นเป็นคำดีงามของพระอริยเจ้า อนึ่ง เราเมื่อจะทดลองท่านดู จึงพูดว่าจงหลบไปเสีย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตทริยสฺส ความว่า ท่านกล่าวคำใดว่าจะไม่ทิ้งเราไป คำนั้นเป็นคำดี อุดมสมเป็นคำของพระอริยเจ้า ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระ.
บทว่า ปตฺเต ตํ ความว่า อนึ่ง เราได้กล่าวอย่างนี้ ใช่ว่ามีความประสงค์จะละทิ้งท่านก็หามิได้ ที่แท้ต้องการจะทดลองใจท่าน จึงได้แกล้งพูดคำว่า ไปเสียเถิด. อธิบายว่า ได้กล่าวคำว่าท่านจงบินไปเสีย.
เมื่อหงส์ทั้งสองเหล่านั้นกำลังสนทนากันอยู่นั่นเอง บุตรของนายพรานถือไม้วิ่งมาโดยเร็ว สุมุขเสนาบดีจึงพูดปลอบใจท้าวธตรฐมหาราช พลางผินหน้าไปหานายพราน บินไปทำความเคารพ แล้วกล่าวสรรเสริญคุณของพญาหงส์.
ทันใดนั้นเอง บุตรนายพรานได้มีจิตอ่อนลง หงส์สุมุขเสนาบดีรู้ว่าบุตรนายพรานมีจิตอ่อนลงแล้ว จึงบินกลับไปยืนปลอบใจพญาหงส์อยู่.
ฝ่ายบุตรนายพรานเข้าไปหาพญาหงส์ แล้วกล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย วิสัยปักษีทิชากรสัญจรไปในอากาศ ย่อมบินไปสู่ทางโดยที่มิใช่ทางได้ พระองค์ไม่ทรงทราบบ่วงแต่ที่ไกลดอกหรือ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปเทน ปทํ ความว่า ดูก่อนมหาราช ทิชาชาติสัญจรไปในอากาศเช่นท่าน ย่อมนำทางในอากาศ อันมิใช่ทางบินไปได้.
บทว่า น พุชฺฌิ ความว่า บุตรนายพรานถามว่า ท่านมีสภาพเห็นปานนี้ ไยจึงไม่เฉลียวใจ คือไม่รู้ว่ามีบ่วงนี้แต่ที่ไกลเล่า.
พระมหาสัตว์ตอบว่า
คราวใดจะมีความเสื่อม คราวนั้นเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีพ สัตว์แม้จะติดบ่วงติดข่าย ก็ย่อมไม่รู้สึก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา ปราภโว ความว่า ดูก่อนนายพรานผู้สหาย ความเสื่อม คือความไม่เจริญ ได้แก่ความพินาศจะมีในกาลใด กาลนั้นเมื่อถึงคราวสิ้นชีวิต แม้สัตว์จะติดข่ายติดบ่วง ก็ย่อมจะรู้ไม่ได้.
นายพรานชื่นชมยินดีถ้อยคำของพญาหงส์
เมื่อจะสนทนากับหงส์สุมุขเสนาบดี จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
ฝูงหงส์เหล่านั้น มีกายอร่ามงามเรืองรองดังทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอพากันบินหนีไป ท่านเท่านั้นมัวพะวงอยู่.
หงส์เหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ก็พากันบินหนีไป มิได้มีความห่วงใยบินไปสิ้น ก็ตัวท่านผู้เดียวเท่านั้นเฝ้าพะวักพะวน.
หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ ท่านพ้นแล้วจากบ่วง ทำไมจึงมาเป็นห่วงหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่เล่า หงส์ทั้งหลายต่างพากันทอดทิ้งไป ไยเล่าท่านผู้เดียว จึงมัวพะวงอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวญฺเจนํ ความว่า นายพรานถามว่า ไยท่านจึงมัวพะวงอยู่กับพญาหงส์.
บทว่า อุปาสสิ แปลว่า ยังจะเข้าไปใกล้.
หงส์สุมุขเสนาบดีกล่าวว่า
หงส์ตัวนั้นเป็นราชาของเรา เป็นมิตรสหายเสมอด้วยชีวิตของเรา เราจักไม่ทอดทิ้งท่านไป จนตราบเท่าวันตาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว กาลสฺส ปริยายํ ความว่า ดูก่อนบุตรนายพราน เราจักไม่ทอดทิ้งพญาหงส์นั้นเลย จนกว่าจะถึงที่สุดกาลสิ้นชีวิต.
นายพรานได้ฟังดังนั้น มีจิตเลื่อมใส คิดว่า ถ้าเราจักประพฤติผิดในหงส์ทองผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเหล่านี้อย่างนี้แม้แผ่นดินก็จะพึงให้ช่องแก่เรา ประโยชน์อะไรด้วยยศศักดิ์ ทรัพย์สมบัติที่เราจักได้จากสำนักพระราชาเราจักปล่อยพญาหงส์นั้นไป ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาความว่า
ท่านปรารถนาจะสละชีวิต เพราะเหตุแห่งสหาย เราก็จักปล่อยสหายของท่านไป ขอพญาหงส์จงไปตามความประสงค์ของท่านเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย จ ตฺวํ เท่ากับ โย นาม ตฺวํ แปลว่าขึ้นชื่อว่าท่านผู้ใด.
บทว่า โส โยค อหํ แปลว่า เรานั้น. อธิบายว่า พญาหงส์นี้จะเป็นไปตามอำนาจความประสงค์ของท่าน คือจงอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกับท่านเถิด.
ก็แล นายพรานครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปลดท้าวธตรฐออกจากหลักบ่วง นำไปยังขอบสระ แก้บ่วงออกแล้วชำระล้างโลหิต ด้วยจิตอ่อนโยนไปด้วยกรุณา แล้วจัดแจงตบแต่งเส้นเอ็นเป็นต้น ให้เรียบร้อยเป็นอันดีด้วยอำนาจมุทุจิตของนายพราน และด้วยอานุภาพแห่งบารมีที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญมา เท้าที่มีบาดแผลก็มีหนังและขนงอกขึ้นในขณะนั้น แม้ริ้วรอยที่บ่วงผูกพันก็ไม่ปรากฏ.
หงส์สุมุขเสนาบดีแลดูพระโพธิสัตว์แล้วมีจิตยินดี
เมื่อจะกระทำอนุโมทนา จึงกล่าวคาถาความว่า
ดูก่อนนายพราน วันนี้ข้าพเจ้าได้เห็นพญาหงส์ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ทิชาชาติ พ้นจากบ่วงแล้ว ย่อมชื่นชมยินดี ฉันใด ขอท่านพร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวง จงชื่นชมยินดีฉันนั้นเถิด.
นายพรานได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่เจ้า เชิญท่านทั้งสองไปเถิด.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงถามนายพรานนั้นว่า ดูก่อนสหาย ท่านมาดักเราเพื่อประโยชน์ของตัวหรือมาดักโดยอาณัติของผู้อื่น เมื่อนายพรานบอกเหตุนั้นแล้ว จึงไตร่ตรองทบทวนดูว่า เราจากที่นี้ไปยังจิตตกูฏบรรพตทีเดียวดี หรือว่าไปสู่พระนครดี ดังนี้
แล้วตกลงใจว่า เมื่อเราไปพระนคร แม้บุตรนายพรานก็จะได้ทรัพย์สมบัติ แม้ความแพ้พระครรภ์ของพระเทวีก็จะระงับ มิตรธรรมของสุมุขเสนาบดีก็จักปรากฏ กำลังแห่งญาณของเราก็จักปรากฏเหมือนกัน ทั้งเราจักได้สระเขมาโบกขรณี เป็นที่ให้อภัยแก่ปักษีทั้งหลาย การที่เราไปสู่พระนครของพระเจ้าพาราณสีนั้นดีแน่ ดังนี้
แล้วจึงกล่าวกะนายพรานว่า ดูก่อนนายพราน ท่านจงเอาเราทั้งสองใส่หาบ นำไปเฝ้ายังสำนักของพระราชาเถิด ถ้าหากว่าพระราชาจะทรงพระเมตตาโปรดปล่อยพวกเราไซร้ พระองค์ก็จักโปรดปล่อยพวกเราไปเอง.
นายพรานกล่าวชี้แจงว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นเจ้า ขึ้นชื่อว่าพระราชาทั้งหลายร้ายกาจนัก ท่านทั้งสองจงไปเสียเถิด
พญาหงส์กล่าวว่า แม้นายพรานเช่นท่าน พวกเรายังทำให้ใจอ่อนลงได้ อันการที่จะให้พระราชาทรงโปรดปราน เป็นภารธุระของข้าพเจ้า สหายจงนำพวกเราไปเฝ้าเถิด.
นายพรานก็ได้ทำตามนั้นทุกประการ.
พระราชาทอดพระเนตรเห็นหงส์ทั้งสองเท่านั้น ก็เกิดความชื่นชมโสมนัส โปรดให้หงส์ทั้งสองพักจับอยู่ที่ตั่งทอง พระราชทานข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งให้ดื่มน้ำเจือด้วยน้ำผึ้งแล้ว ทรงประคองอัญชลีตรัสวิงวอนขอให้แสดงธรรมกถา
พญาหงส์รู้ชัดว่า พระเจ้าพาราณสีทรงยินดีใคร่จะทรงธรรม จึงมีความยินดีได้ทำปฏิสันถารขึ้นก่อน.
คาถาสนทนาโต้ตอบระหว่างพญาหงส์กับพระราชา มีลำดับดังต่อไปนี้
(พญาหงส์ทูลว่า) พระองค์ผู้ทรงพระเจริญทรงเกษมสำราญดีหรือ โรคาพยาธิมิได้เบียดเบียนพระองค์หรือ รัฐสีมาอาณาจักรของพระองค์นี้ สมบูรณ์ดีหรือ พระองค์ทรงปกครองประชาราษฎร์โดยธรรมหรือ.
(พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญาหงส์ เราเกษมสำราญดี ทั้งโรคาพยาธิก็มิได้เบียดเบียน รัฐสีมาอาณาจักรของเรานี้ ก็สมบูรณ์ดี เราปกครองราษฏรโดยธรรม.
(พญาหงส์ทูลว่า) โทษผิดบางประการ ในหมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของพระองค์ ไม่มีอยู่หรือ หมู่ศัตรูห่างไกลจากพระองค์ เหมือนเงาที่ไม่เจริญด้านทิศทักษิณอยู่แลหรือ.
(พระราชาตรัสตอบว่า) โทษผิดบางประการ ในหมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของเรา แม้น้อยหนึ่งไม่มีเลย อนึ่ง หมู่ศัตรูก็ห่างไกลจากเรา เหมือนเงาย่อมไม่เจริญทางด้านทิศทักษิณฉะนั้น.
(พญาหงส์ทูลว่า) พระมเหสีของพระองค์มิได้ทรงประพฤติล่วงละเมิดพระทัย ทรงเชื่อฟัง ทรงปราศรัยน่ารัก พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติและยศสมบัติ ยังเป็นที่โปรดปรานของพระองค์อยู่หรือประการใด.
(พระราชาตรัสตอบว่า) พระมเหสีของเราเป็นเช่นนั้น ทรงเชื่อฟังมิได้คิดนอกใจ ทรงปราศรัยน่ารัก พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติและยศสมบัติ เป็นที่โปรดปรานของเราอยู่.
(พญาหงส์ทูลว่า) พระราชโอรสของพระองค์มีจำนวนมากทรงอุบัติมาเป็นศรีสวัสดิ์ในรัฐสีมาอันเจริญ ทรงสมบูรณ์ด้วยปรีชาเฉลียวฉลาด ต่างพากันบันเทิง รื่นเริงพระทัย แต่ที่นั้นๆ อยู่แลหรือ.
(พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญาหงส์ธตรฐ เราชื่อว่ามีบุตรมากถึง ๑๐๑ องค์ ขอท่านได้โปรดชี้แจงกิจที่ควรแก่บุตรเหล่านั้นด้วยเถิด เธอเหล่านั้นจะไม่ดูหมิ่นโอวาทคำสั่งสอนของท่านเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสลํ ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่มีโรค.
บทว่า อนามยํ นี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า กุสลํ นั่นแหละ.
บทว่า ผีตํ ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า (พระโรคมิได้เบียดเบียนหรือ)แว่นแคว้นนี้ของพระองค์กว้างขวาง มีภิกษาหาได้ง่าย ทั้งพระองค์ทรงอนุศาสน์พร่ำสอนชาวแว่นแคว้นโดยธรรมบ้างหรือ?
บทว่า โทโส แปลว่า ความผิด.
บทว่า ฉายา ทกฺขิณโตริว ความว่า เงามีหน้าตรงต่อทิศทักษิณ ย่อมไม่เจริญฉันใด พวกอมิตรไพรีของพระองค์ย่อมไม่เจริญฉันนั้น หรือประการใด?
บทว่า สาทิสี ความว่า ก็พระมเหสีของพระองค์ผู้ทัดเทียมกัน ด้วยชาติสมบัติ โภคสมบัติ และโคตรตระกูล ประเทศเห็นปานนี้ มิได้ทรงประพฤตินอกพระทัย.
บทว่า อสฺสวา แปลว่า เชื่อถ้อยฟังคำ.
บทว่า ปุตฺตรูปยสูเปตา ความว่า พรักพร้อมด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติและยศสมบัติ.
บทว่า ปญฺญาชเวน ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า พระราชโอรสทรงยังปัญญาให้แล่นไปด้วยกำลังปัญญา แล้วสามารถเพื่อจะวินิจฉัยกิจการนั้นๆ ได้.
บทว่า สมฺโมทนฺติ ตโต ตโต ความว่า พระราชโอรสเหล่านั้นยังพากันทรงบันเทิงอยู่ในที่ประกอบกิจการนั้นๆ หรือประการใด.
บทว่า มยา สุตา ความว่า พระราชาตรัสตอบว่า โอรสทั้งหลายปรากฏแล้วเพราะเรา ทั้งโลกก็เรียกเราว่าพระเจ้าพหุปุตตกราช คือพูดกันว่า โอรสเหล่านั้นเป็นผู้มีกิตติศัพท์ฟุ้งขจรไป เพราะเราว่า อาศัยเราแพร่หลายเกิดปรากฏด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เตสํ ตฺวํ กิจฺจมกฺขาหิ ความว่า ท่านโปรดชี้แจงกิจที่ควรทำแก่โอรสเหล่านั้นของเราด้วยว่า ราชโอรสทั้งหลายจงทำสิ่งนี้ๆ.
บทว่า นาวรุชฺฌนฺติ นี้พระราชาตรัสโดยพระประสงค์ว่า จงให้โอวาทแก่โอรสของเราเหล่านั้น ดังนี้ทีเดียว.
พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว เมื่อจะถวายโอวาทแก่พระโอรสเหล่านั้น ได้กล่าวคาถา ๕ คาถา ความว่า
แม้ถ้าว่ากุลบุตรเป็นผู้เข้าถึงชาติกำเนิดหรือวินัย แต่กระทำความเพียรในภายหลัง เมื่อธุรกิจเกิดขึ้น ย่อมต้องจมอยู่ในห้วงอันตราย.
ช่องทางรั่วไหลแห่งโภคสมบัติเป็นต้น ก็จะเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวง กับกุลบุตรผู้มีปัญญาง่อนแง่นนั้น กุลบุตรนั้นย่อมมองเห็นได้แต่รูปที่หยาบๆ เหมือนความมืดในราตรีฉะนั้น.
กุลบุตรผู้ประกอบความเพียรในสิ่งอันไม่เป็นสาระว่า เป็นสาระ ก็ย่อมไม่ประสบความรู้เลยทีเดียว ย่อมจะจมลงในห้วงอันตรายอย่างเดียว เหมือนกวางวิ่งโลดโผนไปในซอกผา ตกจมเหวลงไปในระหว่างทางฉะนั้น.
ถึงหากว่านรชนจะเป็นผู้มีชาติเลวทราม แต่เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร มีปัญญา ประกอบด้วยอาจาระและศีล ย่อมจะรุ่งเรืองสุกใสเหมือนกองไฟในยามราตรี ฉะนั้น.
ขอพระองค์ทรงทำข้อนั้นนั่นแลให้เป็นข้อเปรียบเทียบ แล้วจงให้พระโอรสดำรงอยู่ในวิชา กุลบุตรผู้มีปัญญาย่อมงอกงามขึ้น ดังพืชในนางอกงามขึ้นเพราะน้ำฝน ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินเยน วา ได้แก่อาจาระ มรรยาท.
บทว่า ปจฺฉา กุรุเต โยคํ ความว่า หากว่ากุลบุตรใดไม่ทำการประกอบ คือความเพียรในการศึกษาศิลปวิทยาที่ควรศึกษาในเวลาที่ยังเป็นเด็ก ทำการศึกษาต่อภายหลังคือเมื่อเวลาแก่ กุลบุตรเห็นปานนี้นั้น ย่อมจมลงในทุกข์หรืออันตรายเห็นปานนั้นในภายหลัง คือไม่สามารถเพื่อจะช่วยเหลือตนเองได้.
บทว่า ตสฺส สํหีรปญฺญสฺส ความว่า เพราะกุลบุตรนั้นไม่ได้รับการศึกษา แต่นั้น(ความเสื่อมโภคสมบัติจึงเกิด) แก่เขาผู้มีปัญญาไม่แน่นอน มีความรู้ไม่มั่นคง.
บทว่า วิวโร ได้แก่ ช่องคือความเสื่อมแห่งโภคสมบัติเป็นต้น.
บทว่า รตฺติมนฺโธ ได้แก่ ความมืดบอดในราตรี.
ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ความมืดในราตรี คือความมืดบอดในราตรี ย่อมเห็นได้แต่รูปหยาบๆ อย่างเดียว โดยแสงพระจันทร์เป็นต้นในราตรี ไม่สามารถจะเห็นรูปละเอียดๆ ได้ฉันใดกุลบุตรผู้ไม่ได้รับการศึกษามีปัญญาง่อนแง่นฉันนั้น เมื่อภัยอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่สามารถจะเห็นกิจการอันละเอียดสุขุมได้ เห็นได้เฉพาะกิจการที่หยาบๆ ฉะนั้น เพราะฉะนั้นควรที่จะโปรดให้พระโอรสทั้งหลายของพระองค์ เล่าเรียนศึกษา ในเวลาที่พระโอรสยังทรงพระเยาว์ทีเดียว.
บทว่า อสาเร ได้แก่ ในเวทสมัยอันติดต่อในโลก อันไร้สาระ.
บทว่า สารโยคญฺญ ความว่า สำคัญว่า ลัทธิสมัยนี้ประกอบด้วยสาระ.
บทว่า มตึ นเตฺวว วินฺทติ ความว่า แม้จะศึกษามากมาย ย่อมไม่ได้ปัญญาความรอบรู้เลย.
บทว่า คิริทุคฺคสฺมึ ความว่า เปรียบเหมือนกวางเดินทางมาสู่สถานที่อยู่ของตน สำคัญที่อันไม่ราบเรียบว่าราบเรียบวิ่งโลดโผนไปในซอกผาโดยกำลังเร็ว ย่อมตกห้วงเหวจมลงไปในระหว่าง หาถึงที่อยู่ไม่ ฉันใด กุลบุตรผู้เห็นปานนี้นั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เล่าเรียนลัทธิพระเวทย์อันเนื่องในโลกอันไร้สาระด้วยความสำคัญว่าเป็นสาระ ย่อมจะถึงความพินาศใหญ่เพราะฉะนั้น พระองค์โปรดให้พระโอรสทั้งหลายของพระองค์ศึกษาประกอบในกิจทั้งหลายอันเนื่องด้วยประโยชน์ นำความเจริญมาให้.
บทว่า นิเส อคฺคีว ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า คนเราแม้จะเกิดในกำเนิดต่ำทราม แต่เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ มีความขยันหมั่นเพียรเป็นต้น ย่อมสว่างไสวได้เหมือนกองไฟ ในราตรีฉะนั้น.
บทว่า เอตํ เว ความว่า พระองค์โปรดทำการเปรียบเทียบความมืดในราตรี กับกองไฟที่ข้าพเจ้ากราบทูลมา แล้วให้โอรสทั้งหลายของพระองค์ดำรงอยู่ในวิชาความรู้ คือโปรดให้ประกอบในสิกขาทั้งหลาย อันควรแก่การศึกษาเถิด เพราะกุลบุตรผู้ประกอบด้วยวิชาอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทรงจำย่อมงอกงามคือเจริญด้วยเกียรติยศและโภคสมบัติ เหมือนพืชย่อมงอกงามขึ้นในนาอันดีทั้งหลาย เพราะน้ำฝนฉะนั้น.
พระมหาสัตว์แสดงธรรมถวายพระราชาอยู่อย่างนี้ จนตลอดคืนยังรุ่ง ความแพ้พระครรภ์ของพระเทวีก็สงบระงับ.
ในเวลารุ่งอรุณนั้นเอง พระมหาสัตว์ให้พระราชาดำรงอยู่ในศีล ถวายโอวาทด้วยอัปปมาทกถา แล้วทูลลาออกไปสู่จิตตกูฏบรรพตนั่นแหละ โดยสีหบัญชรด้านทิศอุดร พร้อมกับหงส์สุมุขเสนาบดี.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน อานนท์นี้ก็ได้สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เราอย่างนี้เหมือนกัน
แล้วทรงประชุมชาดกว่า
นายพรานในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระฉันนะ
พระราชาได้มาเป็น พระสารีบุตร
พระเทวีได้มาเป็น นางเขมาภิกษุณี
หมู่หงส์ได้มาเป็น หมู่ศากยราช
หงส์สุมุขเสนาบดีได้มาเป็น พระอานนท์
ส่วนพญาหงส์ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาหังสชาดกที่ ๖ -----------------------------------------------------