๓. หิริชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓ หิริชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๓. หิริชาดก การกระทำที่ส่อให้รู้ว่ามิตรหรือมิใช่มิตร
หิรินฺตรนฺตํ วิชิคุจฺฉมานํ ตวาหมสฺมิ อิติ ภาสมานํ เสยฺยานิ กมฺมานิ อนาทิยนฺตํ เนโส มมนฺติ อิติ นํ วิชญฺญา ฯ
ผู้ใดหมดความอาย เกลียดชังความมีเมตตา กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตร สหายของท่าน ไม่ได้เอื้อเฟื้อทำการงานที่ดีกว่า บัณฑิตรู้จักผู้นั้นได้ดี ว่า ผู้นี้มิใช่มิตรสหายของเรา.
ยญฺหิ กยิรา ตญฺหิ วเท ยํ น กยิรา น ตํ วเท อกโรนฺตํ ภาสมานํ ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
เพราะว่า บุคคลชอบทำอย่างไร ก็พึงกล่าวอย่างนั้น ไม่ชอบทำอย่างไร ก็ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายรู้จักบุคคลนั้นว่า ผู้ไม่ทำให้สม กับพูด เป็นแต่กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตรสหายของท่าน.
น โส มิตฺโต โย สทา อปฺปมตฺโต เภทาสงฺกี รนฺธเมวานุปสฺสี ยสฺมิญฺจ เสติ อุรสีว ปุตฺโต สเว มิตฺโต โย อเภชฺโช ปเรภิ ฯ
ผู้ใดไม่ประมาทอยู่ทุกขณะ มุ่งความแตกร้าว คอยแต่จับความผิด ผู้ นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร ส่วนผู้ใดอันคนอื่นยุให้แตกกันไม่ได้ ไม่มีความ รังเกียจในมิตร นอนอยู่อย่างปลอดภัย เหมือนบุตรนอนแอบอก มารดา ฉะนั้น ผู้นั้นนับว่าเป็นมิตรแท้.
ปาโมชฺชกรณํ ฐานํ ปสํสาวหนํ สุขํ ผลานิสํโส ภาเวติ วหนฺโต โปริสํ ธุรํ ฯ
กุลบุตรผู้มองเห็นผลอานิสงส์ เมื่อจะนำธุระของบุรุษ ย่อมให้เกิดฐานะ คือ การทำความปราโมทย์ และความสุข อันจะนำความสรรเสริญมาให้.
ปวิเวกรสํ ปิตฺวา รสํ อุปสมสฺส จ นิทฺทโร โหติ นิปฺปาโป ธมฺมปีติรสํ ปิวนฺติ ฯ หิริชาตกํ ตติยํ ฯ ---------
บุคคลได้ดื่มรสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ และรสคือธรรมปีติ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เป็นผู้หมดบาป. จบ หิริชาดกที่ ๓.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. หิริชาดก (๓๖๓) ว่าด้วยความละอาย (เศรษฐีชาวกรุงพาราณสีพูดกับคนทั้งหลายว่า)
บัณฑิตพึงรู้จักบุคคลผู้ไม่มีความละอาย เกลียดชังความเป็นมิตร กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตรของท่าน แต่ไม่เอื้อเฟื้อการงานที่เหมาะสมกับคำพูดว่า บุคคลผู้นี้มิใช่มิตรของเรา
งานใดควรทำ พึงพูดถึงแต่งานนั้นเถิด งานใดไม่ควรทำ ก็อย่าพูดถึงงานนั้นเลย คนไม่ทำ เอาแต่พูด บัณฑิตย่อมรู้ทัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๑๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๕. ปัญจกนิบาต] ๒. วัณณาโรหวรรค ๔. ขัขโชปนกชาดก (๓๖๔)
ผู้ใดไม่ประมาท ระแวงการทำลายมิตร คอยจับผิดอยู่เสมอ ผู้นั้นหาใช่มิตรไม่ ส่วนผู้ใดผู้อื่นยุให้แตกกันมิได้ ไม่มีความระแวงในมิตรคนใด อยู่อย่างปลอดภัยเหมือนบุตรที่นอนแนบอกมารดา ผู้นั้นแหละนับว่าเป็นมิตรแท้
กุลบุตรเมื่อเห็นผลและอานิสงส์ เมื่อนำธุระ อันเป็นของบุรุษไปอยู่ ชื่อว่าย่อมบำเพ็ญฐานะที่ทำความปราโมทย์ และความสุขอันนำความสรรเสริญมาให้
บุคคลดื่มรสอันเกิดเพราะความสงัด และรสแห่งความสงบชื่อว่าดื่มรสคือปีติในธรรม ย่อมไม่มีความกระวนกระวาย ไม่มีบาป หิริชาดกที่ ๓ จบ ๔. ขัชโชปนกชาดก (๓๖๔) ว่าด้วยหิ่งห้อย (เทวดาคุกคามพระราชาแล้วกล่าวสอนด้วยการยกขัชโชปนปัญหาดังนี้ว่า)
ใครหนอ เมื่อไฟลุกโพลงอยู่ ยังเที่ยวแสวงหาไฟ ได้เห็นหิ่งห้อยในยามราตรี กลับสำคัญว่าไฟ
เขาขยี้โคมัยและหญ้าให้เป็นจุรณ แล้วเกลี่ยลงบนหิ่งห้อยนั้น ก็ไม่อาจจะให้ไฟลุกโพลงได้
คนโง่เป็นดุจคนใบ้ แม้โดยอุบายไม่ถูกวิธีอย่างนี้ก็ไม่ได้ผล เหมือนคนรีดนมจากเขาโคย่อมไม่ได้น้ำนม @เชิงอรรถ : @ คำว่า ธุระ ในที่นี้ ได้แก่ ธุระ ๔ คือ ทาน ศีล ภาวนา มิตรภาพ (ขุ.ชา.อ. ๔/๗๓/๔๗๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๑๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภเศรษฐีชาวปัจจันตคามผู้เป็นสหายของอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า หิรินฺตรนฺตํ ดังนี้.
เรื่องทั้งสอง คือเรื่องปัจจุบันและเรื่องในอดีต ได้มีพิสดารแล้วในชาดกจบสุดท้ายแห่งนวมวรรค เอกนิบาต.
แต่ในชาดกนี้ เมื่อคนมาบอกแก่พาราณสีเศรษฐีว่าคนของเศรษฐีชาวปัจจันตคามถูกชิงทรัพย์สมบัติ ไม่เป็นเจ้าของของที่เป็นของตน พากันหนีไปแล้ว
พาราณสีเศรษฐีจึงกล่าวว่า ธรรมดา คนผู้ไม่กระทำกิจที่จะพึงทำแก่คนผู้มายังสำนักของตน ย่อมไม่ได้คนผู้กระทำตอบแทนเหมือนกัน แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดหมดความอาย เกลียดชังความมีเมตตา กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตรสหายของท่าน แต่ไม่ได้เอื้อเฟื้อทำการงานที่ดีกว่า บัณฑิตรู้จักผู้นั้นได้ดีว่าผู้นี้มิใช่มิตรสหายของเรา.
เพราะว่าบุคคลทำอย่างไร ก็พึงกล่าวอย่างนั้น ไม่ทำอย่างไร ก็ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายรู้จักบุคคลนั้นว่า ผู้ไม่ทำให้สมกับพูด เป็นแต่พูดอยู่ว่า เราเป็นมิตรสหายของท่าน.
ผู้ใดไม่ประมาทอยู่ทุกขณะ มุ่งความแตกร้าว คอยแต่จับความผิด ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร ส่วนผู้ใดอันคนอื่นยุให้แตกกันไม่ได้ ไม่รังเกียจในมิตร นอนอยู่อย่างปลอดภัย เหมือนบุตรนอนแนบอกมารดาฉะนั้น ผู้นั้นนับว่าเป็นมิตรแท้.
กุลบุตรผู้มองเห็นผลและอานิสงส์ เมื่อนำธุระหน้าที่ของลูกผู้ชายไปอยู่ ย่อมทำเหตุคือการทำความปราโมทย์ และความสุขอันนำมาซึ่งความสรรเสริญให้เกิดมีขึ้น.
บุคคลได้ดื่มรสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ และรสคือธรรมปีติ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เป็นผู้หมดบาป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิรินฺตรนฺตํ ได้แก่ ก้าวล่วงความละอาย.
บทว่า วิชิคุจฺฉมานํ ได้แก่ ผู้เกลียดการเจริญเมตตา.
บทว่า ตวาหมสฺมิ ความว่า พูดแต่คำพูดอย่างเดียวเท่านั้นว่า เราเป็นมิตรของท่าน.
บทว่า เสยฺยานิ กมฺมานิ ความว่า ผู้ไม่เอื้อเฟื้อ คือไม่กระทำกรรมอันสูงสุดซึ่งสมควรแก่คำพูดว่า จักให้ จักทำ.
บทว่า เนโส มมํ ความว่า พึงรู้แจ้งบุคคลเห็นปานนั้นว่า นั่นไม่ใช่มิตรของเรา.
บทว่า ปาโมชฺชกรณํ ฐานํ ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนาและความเป็นมิตรกับบัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตร.
แต่ในที่นี้ ท่านกล่าวหมายเอาเฉพาะความเป็นมิตรซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว.
จริงอยู่ ความเป็นมิตรกับบัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตร ย่อมนำซึ่งความปราโมทย์ ทั้งนำมาซึ่งสรรเสริญท่านเรียกว่าความสุขดังนี้ก็มี เพราะเป็นเหตุแห่งสุขทางกายและทางใจ ในโลกนี้และโลกหน้าเพราะฉะนั้น กุลบุตรผู้เห็นผลและอานิสงส์นี้ ชื่อว่าผู้มีผลานิสงส์ เมื่อนำพาธุระหน้าที่ของลูกผู้ชายทั้ง ๔ อย่างคือ ทาน ศีล ภาวนาและมิตรภาพที่ลูกผู้ชายทั้งหลายจะพึงนำพา ย่อมยังเหตุเครื่องกระทำความปราโมทย์กล่าวคือมิตรภาพนี้ และสุขอันเป็นเหตุนำมาซึ่งสรรเสริญให้เกิด คือให้เจริญ ท่านแสดงว่า ไม่ทำลายมิตรภาพให้แตกจากบัณฑิตทั้งหลาย.
บทว่า ปวิเวกรสํ ได้แก่ รสแห่งกายวิเวก จิตตวิเวกและอุปธิวิเวก คือรสแห่งความโสมนัสอันอาศัยวิเวกเหล่านั้นเกิดขึ้น.
บทว่า อุปสมสฺส จ ได้แก่ โสมนัสอันได้แล้ว เพราะความสงบระงับกิเลส.
บทว่า นิทฺทโร โหติ นิปฺปาโป ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เพราะไม่มีความกระวนกระวายด้วยอำนาจของกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีบาป เพราะไม่มีกิเลส.
บทว่า ธมฺมปีติรสํ ความว่า ดื่มรสกล่าวคือธรรมปีติ ได้แก่ ปีติอันเกิดแต่วิมุตติ.
พระมหาโพธิสัตว์สยดสยองการเกลือกกลั้วกับปาปมิตร จึงถือเอายอดแห่งเทศนาโดยให้บรรลุพระอมตมหานิพพาน ด้วยรสแห่งวิเวกด้วยประการฉะนี้.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
เศรษฐีชาวปัจจันตคามในครั้งนั้น ได้เป็นเศรษฐีชาวปัจจันตคามนี้แหละ
ส่วนพาราณสีเศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาหิริชาดกที่ ๓ -----------------------------------------------------