๕. ชนสันธชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕ ชนสนฺธชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๕. ชนสันธชาดก เหตุที่ทำจิตให้เดือดร้อน
ทส ขลุมานิ ฐานานิ ยานิ ปุพฺเพ อกริตฺวา ส ปจฺฉา อนุตปฺปติ อิจฺจาห ราชา ชนสนฺโธ ฯ
พระเจ้าชนสันธะได้ตรัสอย่างนี้ว่า เหตุที่จะทำให้จิตเดือดร้อนนั้นมีอยู่ ๑๐ ประการ บุคคลไม่กระทำเสียในกาลก่อนแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
อลทฺธา วิตฺตํ ตปติ ปุพฺเพ อสมุทานิตํ น ปุพฺเพ ธนเมสิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
บุคคลเมื่อยังเป็นหนุ่ม ไม่ทำความพยายามยังทรัพย์ให้เกิดขึ้น ครั้นแก่ลง หาทรัพย์ไม่ได้ ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้แสวงหา- ทรัพย์ไว้.
สกฺยรูปํ ปุเร สนฺตํ มยา สิปฺปํ น สิกฺขิตํ กิจฺฉา วุตฺติ อสิปฺปสฺส อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ศิลปที่สมควรแก่ตน บุคคลใดไม่ได้ศึกษาไว้ในกาลก่อน บุคคลนั้นย่อม เดือดร้อนในภายหลังว่า เราไม่ได้ศึกษาศิลปไว้ก่อน ผู้ไม่มีศิลปย่อมเลี้ยง ชีพลำบาก.
กูฏเวที ปุเร อาสึ ปิสุโณ ปิฏฺฐิมํสิโก จณฺโฑ จ ผรุโส จาสึ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ใดเป็นคนโกง ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราเป็นคนโกง ส่อเสียด กินสินบน ดุร้าย หยาบคาย ในกาลก่อน.
ปาณาติปาตี ปุเร อาสึ ลุทฺโท จาปิ อนาริโย ภูตานํ นาปจายิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ใดเป็นคนฆ่าสัตว์ ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราเป็นคนฆ่า สัตว์ หยาบช้า ทุศีล ประพฤติต่ำช้า ปราศจากขันติ เมตตาและเอ็นดู สัตว์ในกาลก่อน.
พหูสุ วต สนฺตีสุ อนาปทาสุ อิตฺถิสุ ปรทารํ อาเสวิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ใดคบชู้ในภรรยาผู้อื่น ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า หญิงที่ไม่มีใคร หวงแหนมีอยู่เป็นอันมาก ไม่ควรที่เราจะคบหาภรรยาผู้อื่นเลย.
พหุมฺหิ วต สนฺตมฺหิ อนฺนปาเน อุปฏฺฐิเต น ปุพฺเพ อททํ ทานํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
คนตระหนี่ ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เมื่อก่อน ข้าวและน้ำของเรามี อยู่มากมาย เราก็มิได้ให้ทานเลย.
มาตรํ ปิตรํ จาปิ ชิณฺณเก คตโยพฺพเน ปหุสนฺโต น โปสิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดา ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราสามารถพอที่จะ เลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้แก่เฒ่าชราได้ ก็มิได้เลี้ยงดูท่าน.
อาจริยมนุสตฺถารํ สพฺพกามรสาหรํ ปิตรํ อติมญฺญิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ไม่ทำตามโอวาทบิดา ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราได้ดูหมิ่นบิดา ผู้เป็นอาจารย์สั่งสอน ผู้นำรสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู.
สมเณ พฺราหฺมเณ จาปิ สีลวนฺเต พหุสฺสุเต น ปุพฺเพ ปยิรุปาสิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ไม่เข้าใกล้สมณพราหมณ์ ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เมื่อก่อน เรา มิได้ไปมาหาสู่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีศีล เป็นพหูสูตเลย.
สาธุ โหติ ตโป จิณฺโณ สนฺโต จ ปยิรุปาสิโต น จ ปุพฺเพ ตโป จิณฺโณ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ใดไม่มีประพฤติสุจริตธรรม ไม่เข้าไปนั่งใกล้สัตบุรุษ ย่อมเดือดร้อน ในภายหลังว่า สุจริตธรรมที่ประพฤติแล้ว และสัตบุรุษอันเราไปมาหาสู่ แล้ว ย่อมเป็นความดี แต่เมื่อก่อนนี้ เราไม่ได้ประพฤติสุจริตธรรมไว้เลย.
โย จ เอตานิ ฐานานิ โยนิโส ปฏิปชฺชติ กรํ ปุริสกิจฺจานิ ส ปจฺฉา นานุตปฺปตีติ ฯ ชนสนฺธชาตกํ ปญฺจมํ ฯ ---------
ผู้ใดย่อมปฏิบัติเหตุเหล่านี้โดยอุบายอันแยบคาย ผู้นั้นเมื่อกระทำกิจที่บุรุษ ควรทำ ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลังเลย. จบ ชนสันธชาดกที่ ๕.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. ชนสันธชาดก (๔๖๘) ว่าด้วยพระเจ้าชนสันธะ (พระศาสดาตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)
ได้ยินมาว่า พระเจ้าชนสันธะตรัสไว้อย่างนี้ว่า เหตุ ๑๐ ประการที่บุคคลไม่ได้ทำไว้ก่อน เขาย่อมเดือดร้อนในภายหลัง
บุคคลไม่ได้ทรัพย์ซึ่งตนมิได้สะสมไว้ย่อมเดือดร้อน เขาย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า เรามิได้แสวงหาทรัพย์ไว้ก่อน
บุคคลย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า เพราะเราไม่ได้ศึกษาศิลปะที่มีอยู่ก่อน ซึ่งอาจจะศึกษาได้ คนที่ไม่มีศิลปะก็หากินลำบาก
บุคคลย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นคนโกง เป็นคนชอบส่อเสียด ปลิ้นปล้อน ดุร้าย และหยาบคาย
บุคคลย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นคนชอบฆ่าสัตว์ โหดร้าย ป่าเถื่อน ไม่ยอมนอบน้อมต่อคนทั้งหลาย
บุคคลย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า เมื่อหญิงทั้งหลายที่ไม่มีคู่ครองมีอยู่เป็นจำนวนมาก เราก็ชอบเป็นชู้กับเมียคนอื่น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๘๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๒. ทวาทสกนิบาต] ๖. มหากัณหชาดก (๔๖๙)
บุคคลย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า เมื่อข้าวและน้ำปรากฏมีอยู่เป็นอันมาก แต่เราก็ไม่ได้ให้ทานมาก่อน
บุคคลย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า พ่อและแม่ผู้แก่เฒ่าชราพ้นวัยหนุ่มสาวไปแล้ว เราสามารถจะเลี้ยงดูได้ แต่ก็หาได้เลี้ยงดูไม่
บุคคลย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า บิดาผู้เป็นอาจารย์ตามพร่ำสอน นำรสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู เราก็ดูหมิ่นเสีย
บุคคลย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า สมณะและพราหมณ์ผู้มีศีล ผู้เป็นพหูสูต เราก็มิได้เคยคบหามาก่อน
บุคคลย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า ตบะที่บำเพ็ญแล้ว สัตบุรุษที่คนเข้าไปคบหาแล้วย่อมเป็นความดี แต่เราหาได้บำเพ็ญตบะและคบหาสัตบุรุษมาก่อนไม่
ก็เหตุ ๑๐ ประการเหล่านี้ผู้ใดได้ปฏิบัติโดยถูกต้อง ผู้นั้นชื่อว่าทำหน้าที่ของคน ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลังชนสันธชาดกที่ ๕ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร มีพระพุทธประสงค์จะประทานโอวาทแก่พระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้.
มีคำเริ่มต้นว่า ทส ขลุมานิ ฐานานิ ดังนี้.
ความพิสดารว่า ในกาลครั้งหนึ่ง พระเจ้าโกศลทรงมัวเมาด้วยอิสริยยศหมกมุ่นอยู่ในความสุขที่เกิดแต่กิเลส ไม่ปรารถนาจะตัดสินคดี แม้การบำรุงพระพุทธเจ้า ก็ทรงลืมเสีย.
วันหนึ่ง พระองค์ทรงระลึกถึงพระทศพล ทรงดำริว่าจักถวายบังคมพระศาสดา พอเสวยกระยาหารเช้าแล้ว เสด็จขึ้นพระราชยานไปพระวิหาร ถวายบังคมพระศาสดาแล้วประทับนั่ง
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระราชาว่า มหาบพิตร นานมาแล้ว พระองค์มิได้เสด็จมา เพราะเหตุไร. พระเจ้าโกศลทูลว่า เพราะข้าพระองค์มีราชกิจมากพระเจ้าข้า ไม่มีโอกาสที่จะมาเฝ้าพระองค์.
ตรัสว่า มหาบพิตร เมื่อพระพุทธเจ้าผู้สัพพัญญูผู้ให้โอวาทเช่นเรา อยู่ในวิหารที่ใกล้ ไม่ควรที่พระองค์จะประมาทวิสัยพระราชาต้องไม่ประมาทในราชกิจทั้งหลาย ดำรงพระองค์เสมอด้วยมารดาบิดาของชาวแว่นแคว้นละอคติเสียครองราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรมจึงจะควร เพราะเมื่อพระราชาประพฤติธรรม แม้บริษัทของพระองค์ก็ประพฤติธรรม ข้อที่เมื่อเราตถาคตสั่งสอนอยู่ พระองค์ครองราชสมบัติโดยธรรมนั้นไม่น่าอัศจรรย์โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้ไม่มีอาจารย์สั่งสอนก็ยังตั้งอยู่ในสุจริตธรรมสามประการแสดงธรรมแก่มหาชนตามความรู้ของตน พาบริษัทไปสวรรค์ได้.
พระเจ้าโกศลทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว.
พระพุทธองค์ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสเล่า ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี
พระโพธิสัตว์เกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีพระเจ้าพรหมทัต พระญาติทั้งหลายได้ถวายพระนามว่า ชนสันธกุมาร
เมื่อพระโพธิสัตว์เจริญวัย เรียนศิลปวิทยาจากเมืองตักกสิลากลับมาแล้ว พระราชามีรับสั่งให้ชำระเรือนจำทั้งหมดให้สะอาด แล้วพระราชทานตำแหน่งอุปราช.
ต่อมาเมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ครองราชสมบัติรับสั่งให้สร้างโรงทานหกแห่ง คือที่ประตูพระนครทั้งสี่ด้านที่กลางพระนครและที่ประตูพระราชวังบริจาคพระราชทรัพย์วันละหกแสน ทรงบำเพ็ญมหาทานจนลือกระฉ่อนไปทั่วชมพูทวีปรับสั่งให้เปิดเรือนจำไว้เป็นนิจ ให้เคาะระฆังป่าวร้องมาฟังธรรม ทรงสงเคราะห์โลกด้วยสังคหวัตถุสี่ รักษาศีลห้า อยู่จำอุโบสถ ครองราชสมบัติโดยธรรม.
บางครั้งบางคราวก็ให้ชาวแว่นแคว้นมาประชุมกัน แล้วแสดงธรรมว่า ท่านทั้งหลายจงให้ทาน จงสมาทานศีล จงประพฤติธรรม จงประกอบการงานและการค้าขายโดยธรรมเมื่อเป็นเด็กจงเรียนศิลปวิทยา จงแสวงหาทรัพย์ อย่าคดโกงชาวบ้าน อย่าทำความส่อเสียด อย่าเป็นคนดุร้ายหยาบช้าจงบำรุงมารดาบิดา มีความเคารพอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล พระองค์ได้ทำมหาชนให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม.
วันหนึ่งเป็นวันปัณรสีอุโบสถ พระโพธิสัตว์ทรงสมาทานอุโบสถศีลแล้ว ทรงดำริว่า เราจักแสดงธรรมแก่มหาชน เพื่อประโยชน์สุขยิ่งๆ ขึ้น เพื่อให้มหาชนอยู่ด้วยความไม่ประมาท รับสั่งให้ตีกลอง ป่าวร้องทั่วพระนครให้ชาวพระนครทั้งหมดตั้งต้นแต่พระสนมของพระองค์ มาประชุมกัน แล้วประทับนั่งบนบัลลังก์อันประเสริฐที่ตกแต่งไว้กลางรัตนมณฑปซึ่งประดับประดาแล้วในพระลานหลวงตรัสว่า ชาวพระนครที่รักทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ร้อนบ้างไม่ร้อนบ้างแก่ท่านทั้งหลายขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท เงี่ยโสตสดับโดยเคารพเถิด แล้วทรงแสดงธรรม.
พระศาสดาทรงเผยพระโอฐแก้วอันอบรมแล้วด้วยอริยสัจ. เมื่อจะตรัสเทศนานั้นโดยแจ่มแจ้งแก่พระเจ้าโกศล ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
พระเจ้าชนสันธะได้ตรัสอย่างนี้ว่า เหตุที่จะทำให้จิตเดือดร้อนนั้นมีอยู่ ๑๐ ประการ บุคคลไม่ทำเสียในกาลก่อนแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
บุคคลเมื่อยังเป็นหนุ่ม ไม่ทำความพยายามยังทรัพย์ให้เกิดขึ้น ครั้นแก่ลงหาทรัพย์ไม่ได้ ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้แสวงหาทรัพย์ไว้.
ศิลปะที่สมควรแก่ตน บุคคลใดไม่ได้ศึกษาไว้ในกาลก่อน บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่าเราไม่ได้ศึกษาศิลปะไว้ก่อน ผู้ไม่มีศิลปะย่อมเลี้ยงชีพลำบาก.
ผู้ใดเป็นคนโกง ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราเป็นคนโกง ส่อเสียดกินสินบนดุร้าย หยาบคายในกาลก่อน.
ผู้ใดเป็นคนฆ่าสัตว์ ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราเป็นคนฆ่าสัตว์ หยาบช้าทุศีล ประพฤติต่ำช้า ปราศจากขันติ เมตตาและเอ็นดูสัตว์ในกาลก่อน.
ผู้ใดคบชู้ในภรรยาผู้อื่น ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า หญิงที่ไม่มีใครหวงแหนมีอยู่เป็นอันมาก ไม่ควรที่เราจะคบหาภรรยาผู้อื่นเลย.
คนตระหนี่ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เมื่อก่อนข้าวและน้ำของเรามีอยู่มากมาย เราก็มิได้ให้ทานเลย.
ผู้ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดา ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราสามารถพอที่จะเลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้แก่เฒ่าชราได้ ก็ไม่ได้เลี้ยงดูท่าน.
ผู้ไม่ทำตามโอวาทบิดา ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราได้ดูหมิ่นบิดาผู้เป็นอาจารย์สั่งสอน ผู้นำรสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู.
ผู้ไม่เข้าใกล้สมณพราหมณ์ ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้ไปมาหาสู่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีศีล เป็นพหูสูตเลย.
ผู้ใดไม่ประพฤติสุจริตธรรม ไม่เข้าไปนั่งใกล้สัตบุรุษ ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า สุจริตธรรมที่ประพฤติแล้ว และสัตบุรุษอันเราไปมาหาสู่แล้ว ย่อมเป็นความดีแต่เมื่อก่อนนี้เราไม่ได้ประพฤติสุจริตธรรมไว้เลย.
ผู้ใดย่อมปฏิบัติเหตุเหล่านี้โดยอุบายอันแยบคาย ผู้นั้นเมื่อกระทำกิจที่บุรุษควรทำ ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลังเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฐานานิ ได้แก่ เหตุทั้งหลาย. บทว่า ปุพฺเพ ความว่า ไม่กระทำไว้ก่อนเลย.
บทว่า ส ปจฺฉา อนุตปฺปติ ความว่า บุคคลผู้ไม่กระทำกิจที่ควรทำไว้ก่อน ย่อมเดือดร้อน ย่อมลำบากทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า ปจฺฉา อนุตปฺปติ ย่อมตามเดือดร้อนในภายหลังดังนี้ก็มี.
บทว่า อิจฺจาหุ ความว่า พระเจ้าชนสันธะได้ตรัสอย่างนั้น.
บาลีว่า อิจฺจาสุห ดังนี้ก็มี. สุ อักษรในบทว่า อิจฺจาสุห นั้นเป็นเพียงนิบาต. ตัดบทเป็น อิจฺจาสุ อาห เพื่อจะแสดงเหตุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๑๐ อย่างนี้ พระโพธิสัตว์จึงมีธรรมกถา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ ความว่า บุคคลเมื่อคราวเป็นหนุ่มครั้งแรกทีเดียว ไม่กระทำความบากบั่น ครั้นแก่ลงหาทรัพย์ไม่ได้ ต้องเดือดร้อนเศร้าโศก เห็นคนทั้งหลายมีความสุขตนเองเป็นอยู่ลำบาก ย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้แสวงหาทรัพย์เอาไว้ ครั้นแก่ลงย่อมลำบาก เพราะฉะนั้น เมื่อต้องการจะมีความสุขในเวลาแก่ ต้องทำงานมีกสิกรรมเป็นต้น ที่ชอบธรรม แต่เมื่อยังเป็นหนุ่มทีเดียว.
บทว่า ปุเร สนฺตํ ในกาลก่อนคือในเวลาที่เรายังหนุ่มไม่เข้าไปหาอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ศึกษาศิลปะอะไรๆ มีศิลปะในเพราะช้างเป็นต้นอันสมควรที่ตนจะทำ.
บทว่า กิจฺฉา ความว่า ในเวลาแก่ ผู้ไม่ศึกษาศิลปะจึงไม่สามารถเพื่อดำรงชีวิตให้พ้นจากทุกข์ ในกาลนั้นจึงควรศึกษาศิลปะ เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงว่า ท่านทั้งหลายผู้ปรารถนาจะดำรงชีวิตในเวลาแก่ จงศึกษาศิลปะในเวลาเป็นหนุ่มทีเดียว.
บทว่า กูฏเวที ความว่า ผู้ใดก่อความโกงให้เกิด โกงชาวบ้าน ก่อความพินาศให้แก่โลก โกงด้วยสินบน.
บทว่า อาสึ ความว่า ในกาลก่อนเราได้เป็นเช่นนั้น.
บทว่า ปิสุโณ แปลว่า โกงด้วยถ้อยความยุยงส่อเสียด.
บทว่า ปิฏฺฐมํสิโก ความว่า ถือสินบนทำผู้มิใช่เจ้าของให้เป็นเจ้าของ ผู้ที่เป็นเจ้าของมิให้เป็นเจ้าของ กินเนื้อสันหลังของชนเหล่าอื่น.
บทว่า อิติ ปจฺฉา ความว่า นอนบนเตียงที่จะตายย่อมเดือดร้อนในภายหลังด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงโอวาทว่า ถ้าท่านไม่อยากตกนรก ก็อย่ากระทำบาปกรรมเห็นปานนี้.
บทว่า ลุทฺโธ ความว่า ผู้ที่ฆ่าสัตว์เป็นทารุณสาหัส.
บทว่า อนาริโย ความว่า เป็นผู้ไม่ใช่พระอริยะ ไม่สำรวมเป็นคนทุศีล มีสมาจารต่ำช้า.
บทว่า นาวชานิสฺสํ ความว่า ข้าพเจ้ามิใช่เป็นผู้มีความประพฤติต่ำ ด้วยอำนาจขันติ เมตตา และความเอ็นดู.
คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยมีในก่อนนั่นแล.
บทว่า อนาปทาสุ ความว่า การคบหากับหญิงที่ไม่มีใครหวงแหน. ชื่อว่าอนาปทาเพราะเป็นหญิงไม่มีใครหวงแหน. อธิบายว่า ในหญิงที่คนเหล่าอื่นไม่ทำความหวงแหน.
บทว่า อุฏฺฐิเต แปลว่า ปรากฏ.
บทว่า น ปุพฺเพ ความว่า เมื่อก่อนแต่นี้เรามิได้ให้ทานเลย. บทว่า ปหุสนฺโต ความว่า เป็นผู้อาจ คือสามารถเพื่อจะเลี้ยงดูทั้งด้วยกำลังทรัพย์ทั้งด้วยกำลังกาย.
บทว่า อาจริยํ ความว่า บิดาในที่นี้ท่านประสงค์ว่าอาจารย์ เพราะให้ศึกษามารยาท. บทว่า อนุสตฺถารํ แปลว่า ผู้พร่ำสอน. บทว่า สพฺพกามรสา หรํ ความว่า ผู้นำรสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู. บทว่า อติมญฺญิสฺสํ ความว่า เมื่อไม่ถือเอาโอวาทของท่าน ชื่อว่าดูหมิ่นล่วงเกินท่าน.
บทว่า น ปุพฺเพ ความว่า เมื่อก่อนแต่นี้ ไม่ได้เข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม ผู้เป็นไข้ ผู้ลำบากไม่ปรนนิบัติโดยถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น.
บทว่า ตโป ได้แก่ ผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลสคือสุจริต.
บทว่า สนฺโต ความว่า เป็นผู้มีศีลเข้าไปสงบด้วยทวารมีกายทวารเป็นต้น. ท่านกล่าวอธิบายนี้ไว้ว่า ผู้ประพฤติตบะกล่าวสุจริต ๓ และผู้สงบเห็นปานนั้น ชื่อว่าเข้าไปนั่งใกล้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จ คือเป็นความดี.
บทว่า น ปุพฺเพ ความว่า เมื่อคราวเราเป็นหนุ่ม เรามิได้ประพฤติพรหมจรรย์เห็นปานนี้ภายหลังคร่ำคร่าลงเพราะชรา ถูกมรณภัยคุกคาม จึงเดือดร้อนเศร้าโศกในภายหลังด้วยประการฉะนี้. ท่านกล่าวว่า ถ้าท่านปรารถนาจะไม่เศร้าโศกอย่างนี้ จงกระทำตปกรรมเถิด.
บทว่า โย จ เอตานิ ฐานานิ ความว่า ผู้ใดปฏิบัติเหตุ ๑๐ ประการเหล่านี้ด้วยอุบายอันแยบคายก่อนทีเดียว สมาทานประพฤติกระทำกิจอันชอบธรรมที่บุรุษทั้งหลายควรกระทำ บุรุษผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทนั้น ย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง ย่อมได้รับโสมนัสทีเดียวแล.
พระมหาสัตว์แสดงธรรมแก่มหาชนโดยทำนองนี้ ทุกๆ กึ่งเดือน.
แม้มหาชนก็ตั้งอยู่ในโอวาทของพระองค์ บำเพ็ญฐานะสิบประการเหล่านั้นบริบูรณ์แล้วได้ไปสวรรค์.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนมหาบพิตร โบราณกบัณฑิตไม่มีอาจารย์ แสดงธรรมตามความรู้ของตน พามหาชนไปสวรรค์ได้อย่างนี้.
แล้วทรงประชุมชาดกว่า
บริษัทในครั้งนั้น ได้มาเป็น พุทธบริษัทในครั้งนี้
ส่วนพระเจ้าชนสันธราช ได้มาเป็น เราตถาคต แล.
จบอรรถกถาชนสันธชาดกที่ ๕ -----------------------------------------------------