อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๐๐

๓. มัตตาเปติวัตถุ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 34 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๓. มัตตาเปติวัตถุ ว่าด้วยบุญกรรมของนางมัตตาเปรต นางติสสาถามหญิงเปรตคนหนึ่งว่า

ข้อ ๑๐๐

|๑๐๐.๑๓๔| ๓ นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ กีสา ธมนิสณฺฐิตา อุปฺผาสุฬิเก กีสิเก กา นุ ตฺวํ อิธ ติฏฺฐสีติ ฯ |๑๐๐.๑๓๕| สาหํ มตฺตา ตุวํ ติสฺสา สปตฺตี เต ปุเร อหุํ ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ |๑๐๐.๑๓๖| กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ กิสฺส กมฺมวิปาเกน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ |๑๐๐.๑๓๗| จณฺฑี จ ผรุสา จาสึ อิสฺสุกี มจฺฉรี สฐา ตาหํ ทุรุตฺตํ วตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ |๑๐๐.๑๓๘| สจฺจํ อหํปิ ชานามิ ยถา ตฺวํ จณฺฑิกา อหุ อญฺญญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ เกนาสิ ปํสุกุฏฺฐิตา ฯ |๑๐๐.๑๓๙| สีสํ นหาตา ตุวํ อาสิ สุจิวตฺถา อลงฺกตา อหญฺจ โข อธิมตฺตํ สมลงฺกตรา ตยา |๑๐๐.๑๔๐| ตสฺสา เม เปกฺขมานาย สามิเกน สมนฺตยิ ตโต เม อิสฺสา วิปุลา โกโธ เม สมชายถ |๑๐๐.๑๔๑| ตโต ปํสุํ คเหตฺวาน ปํสุนา ตํ วิกีริหํ ตสฺส กมฺมวิปาเกน เตนมฺหิ ปํสุกุฏฺฐิตาติ ฯ |๑๐๐.๑๔๒| สจฺจํ อหํปิ ชานามิ ปํสุนา มํ ตฺวํ โอกิริ อญฺญญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ เกน ขชฺชาสิ กจฺฉุยาติ ฯ |๑๐๐.๑๔๓| เภสชฺชหารี อุภโย วนนฺตํ อคมิมฺหเส ตฺวํ จ เภสชฺชมาหาริ อหญฺจ กปิกจฺฉุโน |๑๐๐.๑๔๔| ตสฺสา ตฺยาชานมานาย เสยฺยํ ตฺยาหํ สโมกิริ ตสฺส กมฺมวิปาเกน เตน ขชฺชามิ กจฺฉุยาติ ฯ |๑๐๐.๑๔๕| สจฺจํ อหํปิ ชานามิ เสยฺยํ เม ตฺวํ สโมกิริ อญฺญญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ เกนาสิ นคฺคิยา ตุวนฺติ ฯ |๑๐๐.๑๔๖| สหายานํ สมโย อาสิ ญาตีนํ สมิตึ อหุ ตวญฺจ อามนฺติตา อาสิ สสามี โน จ โข อหํ |๑๐๐.๑๔๗| ตสฺสา ตฺยาชานมานาย ทุสฺสํ ตฺยาหํ อปานุทึ ตสฺส กมฺมวิปาเกน เตนมฺหิ นคฺคิยา อหนฺติ ฯ |๑๐๐.๑๔๘| สจฺจํ อหํปิ ชานามิ ทุสฺสํ เม ตฺวํ อปานุทิ อญฺญญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ เกนาสิ คูถคนฺธินีติ ฯ |๑๐๐.๑๔๙| ตว คนฺธญฺจ มาลญฺจ ปจฺจคฺฆญฺจ วิเลปนํ คูถกูเป อธาเรสึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา ตสฺส กมฺมวิปาเกน เตนมฺหิ คูถคนฺธินีติ ฯ |๑๐๐.๑๕๐| สจฺจํ อหํปิ ชานามิ ตํ ปาปํ ปกตํ ตยา อญฺญญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ เกนาสิ ทุคฺคตา ตุวนฺติ ฯ |๑๐๐.๑๕๑| อุภินฺนํ สมกํ อาสิ ยํ เคเห วิชฺชเต ธนํ สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ ทีปํ นากาสิมตฺตโน ตสฺส กมฺมวิปาเกน เตนมฺหิ ทุคฺคตา อหนฺติ ฯ |๑๐๐.๑๕๒| ตเทว มํ ตฺวํ อวจ ปาปกมฺมํ นิเสวสิ น หิ ปาเปหิ กมฺเมหิ สุลภา โหสิ สุคฺคตึ |๑๐๐.๑๕๓| วามโต มํ ตฺวํ ปจฺเจสิ อโถปิ มํ อุสฺสุยฺยติ ปสฺส ปาปานํ กมฺมานํ วิปาโก โหติ ยาทิโส ฯ |๑๐๐.๑๕๔| เต ฆรทาสิโย อาสุํ ตาเนวาภรณานิเม เต อญฺเญ ปริวาเรนฺติ น โภคา โหนฺติ สสฺสตา |๑๐๐.๑๕๕| อิทานิ ภูตสฺส ปิตา อาปณา เคหเมหิติ อปฺเปว เต ทเท กิญฺจิ มา สุ ตาว อิโต คตา ฯ |๑๐๐.๑๕๖| นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปามฺหิ กีสา ธมนิสณฺฐิตา โกปีนํ เอตํ อิตฺถีนํ มา มํ ภูตปิตาทฺทส ฯ |๑๐๐.๑๕๗| หนฺท กึ ตฺยาหํ ทมฺมิ กึ วา จ เต กโรมหํ เยน ตฺวํ สุขิตา อสฺส สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ |๑๐๐.๑๕๘| จตฺตาโร ภิกฺขู สงฺฆโต จตฺตาโร ปน ปุคฺคลา อฏฺฐ ภิกฺขู โภชยิตฺวา มม ทกฺขิณมาทิสิ ตทาหํ สุขิตา เหสฺสํ สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ |๑๐๐.๑๕๙| สาธูติ สา ปฏิสุตฺวา โภชยิตฺวา อฏฺฐ ภิกฺขโว วตฺเถหิจฺฉาทยิตฺวาน ตสฺสา ทกฺขิณมาทิสิ ฯ |๑๐๐.๑๖๐| สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ วิปาโก อุปปชฺชถ โภชนจฺฉาทนปานียํ ทกฺขิณาย อิทํ ผลํ |๑๐๐.๑๖๑| ตโต สุทฺธา สุจิวสนา กาสิกุตฺตมธารินี วิจิตฺตวตฺถาภรณา สปตฺตึ อุปสงฺกมิ ฯ |๑๐๐.๑๖๒| อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐติ เทวเต โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา |๑๐๐.๑๖๓| เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา |๑๐๐.๑๖๔| ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวํ ชลิตานุภาวา วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๑๐๐.๑๖๕| อหํ มตฺตา ตุวํ ติสฺสา สปตฺตี เต ปุเร อหุํ ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา |๑๐๐.๑๖๖| ตว ทาเนน ทินฺเนน โมทามิ อกุโตภยา ฯ จิรํ ชีวาหิ ภคินิ สห สพฺเพหิ ญาติภิ อโสกํ วิรชํ ฐานํ อาวาสํ วสวตฺตีนํ |๑๐๐.๑๖๗| อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ทานํ ทตฺวาน โสภเณ ฯ วิเนยฺย มจฺเฉรมลํ สมูลํ อนินฺทิตา สคฺคมุเปสิ ฐานนฺติ ฯ มตฺตาเปติวตฺถุ ตติยํ ฯ

ดูกรนางเปรตผู้ซูบผอมมีแต่ซี่โครง ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่าง น่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ท่านเป็นใคร มายืนอยู่ ในที่นี้? นางเปรตนั้นตอบว่า เมื่อก่อน ท่านชื่อติสสา ส่วนฉันชื่อมัตตาเป็นหญิงร่วมสามีกับท่าน ได้ทำกรรมอันลามกไว้ จึงไปจากมนุษยโลกนี้สู่เปตโลก. นางติสสาถามว่า ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรม อะไร ท่านจึงไปจากมนุษยโลกนี้สู่เปตโลก? นางเปรตนั้นตอบว่า ฉันเป็นหญิงดุร้ายและหยาบคาย มักหึงหวง มีความตระหนี่ เป็นคน โอ้อวด ได้กล่าววาจาชั่วกะท่าน จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก. นางติสสากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านเป็นหญิงดุร้ายอย่างไร แต่อยาก จะถามท่านอย่างอื่น ท่านมีสรีระเปื้อนฝุ่น เพราะกรรมอะไร? นางเปรตนั้นตอบว่า ท่านกับฉันพากันอาบน้ำแล้ว นุ่งห่มผ้าอันสะอาด ตบแต่งร่างกายแล้ว แต่ฉันแต่งร่างกายเรียบร้อยยิ่งกว่าท่าน เมื่อฉันแลดูท่านคุยอยู่กับสามี ลำดับนั้น ความริษยาและความโกรธได้เกิดแก่ฉันเป็นอันมาก ทันใด นั้นฉันจึงกวาดเอาฝุ่นโปรยลงรดท่าน ฉันมีสรีระเปื้อนด้วยฝุ่น เพราะ วิบากแห่งกรรมนั้น. นางติสสากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านเอาฝุ่นโปรยใส่ฉัน แต่ฉันอยากจะ ถามท่านอย่างอื่น ท่านเป็นหิดคันไปทั่วตัว เพราะกรรมอะไร? นางเปรตนั้นตอบว่า เราทั้งสองเป็นคนหายา ได้พากันไปป่า ส่วนท่านหายามาได้ แต่ฉัน นำเอาผลหมามุ้ยมา เมื่อท่านเผลอ ฉันได้โปรยหมามุ้ยลงบนที่นอน ของท่าน ฉันเป็นหิดคันไปทั่วทั้งตัวเพราะวิบากแห่งกรรมนั้น. นางติสสากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านโปรยผลหมามุ้ยลงบนที่นอน ของฉัน แต่ฉันอยากจะถามท่านอย่างอื่น ท่านเป็นผู้เปลือยกายเพราะ กรรมอะไร? นางเปรตนั้นตอบว่า วันหนึ่ง ได้มีการประชุมพวกมิตรสหายและญาติทั้งหลาย ส่วนท่าน ได้รับเชิญ แต่ฉันซึ่งร่วมสามีกับท่านไม่มีใครเชิญ เมื่อท่านเผลอฉันได้ ลักผ้าของท่านซ่อนเสีย ฉันเป็นผู้เปลือยกายเพราะวิบากแห่งกรรมนั้น. นางติสสากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านได้ลักผ้าของฉันไปซ่อน แต่ฉัน อยากจะถามท่านอย่างอื่น ท่านมีกลิ่นกายเหม็นดังคูถ เพราะ กรรมอะไร? นางเปรตนั้นตอบว่า ฉันได้ลักของหอม ดอกไม้ และเครื่องลูบไล้ อันมีค่ามากของท่าน ท่านทิ้งลงในหลุมคูถ บาปนั้นฉันได้ทำไว้แล้ว ฉันมีกลิ่นกายเหม็น ดังคูถ เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น. นางติสสากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า บาปนั้นท่านทำไว้แล้ว แต่ฉันอยาก จะถามท่านอย่างอื่น ท่านเป็นคนยากจนเพราะกรรมอะไร? นางเปรตนั้นตอบว่า ทรัพย์สิ่งใดมีอยู่ในเรือน ทรัพย์นั้นของเราทั้งสองมีเท่าๆ กัน เมื่อ ไทยธรรมมีอยู่ แต่ฉันไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ฉันเป็นคนยากจนเพราะวิบาก แห่งกรรมนั้น ครั้งนั้น ท่านได้ว่ากล่าวตักเตือนฉัน ห้ามไม่ให้ทำบาป กรรมว่า ท่านจะไม่ได้สุคติเพราะกรรมอันลามก. นางติสสากล่าวว่า ท่านไม่เชื่อถือเราและริษยาเรา ขอท่านจงดูวิบากแห่งกรรมอันลามกเช่นนี้ เมื่อก่อนนางทาสีและเครื่องอาภรณ์ทั้งหลาย ได้มีแล้วในเรือนของท่าน แต่เดี๋ยวนี้ นางทาสีเหล่านั้นพากันห้อมล้อมคนอื่น โภคะทั้งหลายย่อม ไม่มีแก่ท่านแน่แท้ เดี๋ยวนี้ กุฎุมพีผู้เป็นบิดาของบุตรเรา ยังไปในตลาด อยู่ ท่านอย่าเพิ่งไปจากที่นี้เสียก่อน บางทีเขาจะให้อะไรแก่ท่านบ้าง. นางเปรตนั้นกล่าวว่า ฉันเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียดซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น การเปลือยกายและมีรูปร่างน่าเกลียดเป็นต้นนี้ เป็นการยังความละอาย ของหญิงทั้งหลายให้กำเริบ ขออย่าให้กุฎุมพีได้เห็นฉันเลย. นางติสสากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น จะให้ฉันให้ทานสิ่งไร หรือทำบุญอะไรให้แก่ท่าน ท่านจึงจะ ได้ความสุขสำเร็จความปรารถนาทั้งปวง. นางเปรตนั้นกล่าวว่า ขอท่านจงนิมนต์ภิกษุจากสงฆ์ ๔ รูป และจากบุคคล ๔ รูป รวมเป็น ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหารแล้วอุทิศส่วนบุญให้ฉัน เมื่อทำอย่างนั้นฉันจึง จะได้ความสุข สำเร็จความปรารถนาทั้งปวง. นางติสสารับคำแล้ว นิมนต์ภิกษุ ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหาร ให้ครองไตร จีวรแล้ว อุทิศส่วนกุศลไปให้นางเปรต ข้าวน้ำและเครื่องนุ่งห่มอันเป็น วิบาก ได้บังเกิดขึ้นในทันใดนั้นนั่นเอง นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ใน ขณะนั้นนั่นเอง นางเปรตมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งผ้าห่มอันมีค่า ยิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วยผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปหานาง ติสสาผู้ร่วมสามี. นางติสสาจึงถามว่า ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่ดุจดาวประกายพฤกษ์ ท่านมีวรรณะเช่นนี้ อิฐผลย่อมสำเร็จ แก่ท่านในวิมานนี้ และโภคะทุกสิ่งทุกอย่าง อันเป็นที่รักแห่งใจ ย่อมบังเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ฉันขอถามท่าน เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ อนึ่ง ท่านมี อานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะ กรรมอะไร? นางมัตตาเทพธิดาตอบว่า เมื่อก่อน ท่านชื่อติสสา ฉันชื่อมัตตา เป็นหญิงร่วมสามีกันกับท่าน ฉันได้ทำกรรมอันลามกไว้ จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก ฉันอนุโมทนาทาน ที่ท่านให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน คุณพี่ ขอท่านพร้อมด้วยญาติทุกคน จงมีอายุยืนนานเถิด คุณพี่ผู้งดงามพร้อมด้วยญาติทั้งปวงจงมีอายุยืนนาน เถิด คุณพี่ประพฤติธรรมและให้ทานในโลกนี้แล้ว จักเข้าถึงฐานะอัน ไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี อันเป็นที่อยู่แห่งท้าววสวัสดี ท่านกำจัดมลทิน คือความตระหนี่พร้อมด้วยรากแล้ว อันใครๆ ไม่ติเตียนได้ จักเข้าถึง โลกสวรรค์ จบ มัตตาเปติวัตถุที่ ๓

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓. มัตตาเปติวัตถุ เรื่องนางมัตตาเปรต (นางติสสาถามนางเปรตตนหนึ่งว่า)

ข้อ ๑๓๔

แน่ะนางเปรตผู้มีร่างกายซูบผอม มีแต่ซี่โครงผุดขึ้น เธอเปลือยกาย มีผิวพรรณและรูปร่างน่าเกลียด น่ากลัว ซูบผอม มีร่างกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เธอเป็นใครกันเล่ามายืนอยู่ ณ ที่นี้ @เชิงอรรถ : @ ที่อยู่ของเปรต, แดนเกิดเป็นเปรต

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๘๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๓. มัตตาเปติวัตถุ (นางเปรตนั้นตอบว่า)

ข้อ ๑๓๕

เมื่อก่อน ฉันชื่อมัตตา เธอชื่อติสสา ฉันเป็นหญิงร่วมสามีของเธอ เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงต้องจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก (นางติสสาถามว่า)

ข้อ ๑๓๖

เมื่อก่อนเธอได้ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไรเธอจึงต้องจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก (นางเปรตนั้นตอบว่า)

ข้อ ๑๓๗

ฉันเป็นหญิงดุร้าย หยาบคาย ริษยา ตระหนี่ และมักโอ้อวด ได้กล่าววาจาชั่วต่อเธอ จึงจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก (นางติสสาถามว่า)

ข้อ ๑๓๘

เรื่องนั้นเป็นความจริง ถึงฉันก็รู้ว่า เธอเป็นหญิงดุร้ายอย่างไร แต่อยากจะถามเธอถึงเรื่องอื่น เพราะกรรมอะไร เธอจึงมีร่างกายเปื้อนฝุ่น (นางเปรตนั้นตอบว่า)

ข้อ ๑๓๙

เธอกับฉันพากันอาบน้ำชำระร่างกายแล้ว เธอได้นุ่งห่มผ้าสะอาด ประดับตกแต่งร่างกายแล้ว ส่วนฉันประดับตกแต่งเรียบร้อยยิ่งกว่าเธอมากนัก

ข้อ ๑๔๐

เมื่อฉันนั้นกำลังจ้องมองดูเธอคุยอยู่กับสามี ทีนั้นฉันจึงเกิดความริษยาและความโกรธเป็นอันมาก

ข้อ ๑๔๑

ทันใดนั้น ฉันได้กวาดตะล่อมฝุ่นแล้วเอาฝุ่นโปรยรดเธอ เพราะผลกรรมนั้นฉันจึงมีร่างกายเปื้อนฝุ่น (นางติสสาถามว่า)

ข้อ ๑๔๒

เรื่องนี้เป็นความจริง ถึงฉันก็รู้ว่า เธอเอาฝุ่นโปรยใส่ฉัน แต่ฉันอยากจะถามเธอถึงเรื่องอื่น เพราะกรรมอะไรเธอจึงเป็นหิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๓. มัตตาเปติวัตถุ (นางเปรตนั้นตอบว่า)

ข้อ ๑๔๓

เราทั้งสองเป็นคนหายา ได้พากันไปป่า เธอหายามาได้ ส่วนฉันนำหมามุ่ยมา

ข้อ ๑๔๔

เมื่อเธอเผลอ ฉันได้โปรยหมามุ่ยลงบนที่นอนของเธอจนทั่ว เพราะผลกรรมนั้นฉันจึงเป็นหิด (นางติสสาถามว่า)

ข้อ ๑๔๕

เรื่องนี้เป็นความจริง ถึงฉันก็รู้ว่า เธอโปรยหมามุ่ยลงบนที่นอนของฉันจนทั่ว แต่ฉันอยากจะถามเธอถึงเรื่องอื่น เพราะกรรมอะไรเธอจึงเป็นหญิงเปลือยกาย (นางเปรตนั้นตอบว่า)

ข้อ ๑๔๖

(วันหนึ่ง) ได้มีการประชุมมิตรสหายและญาติทั้งหลาย เธอได้รับเชิญ แต่ฉันซึ่งร่วมสามีกับเธอไม่มีใครเชิญเลย

ข้อ ๑๔๗

เมื่อเธอเผลอ ฉันได้ลักขโมยผ้าเธอไป เพราะผลกรรมนั้น ฉันจึงเป็นหญิงเปลือยกาย (นางติสสาถามว่า)

ข้อ ๑๔๘

เรื่องนี้เป็นความจริง ถึงฉันก็รู้ว่า เธอลักขโมยผ้าฉันไป แต่ฉันอยากจะถามเธอถึงเรื่องอื่น เพราะกรรมอะไรเธอจึงมีกลิ่นกายเหม็นดังกลิ่นคูถ (นางเปรตนั้นตอบว่า)

ข้อ ๑๔๙

ฉันได้ทิ้งห่อของหอม ดอกไม้ และเครื่องลูบไล้ซึ่งมีราคาแพงของเธอลงส้วม ฉันทำบาปชั่วช้านั้นไว้แล้ว เพราะผลกรรมนั้น ฉันจึงมีกายเหม็นดังกลิ่นคูถ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๙๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๓. มัตตาเปติวัตถุ (นางติสสาถามว่า)

ข้อ ๑๕๐

เรื่องนี้เป็นความจริง ถึงฉันก็รู้ว่า เธอทำบาปนั้นไว้แล้ว แต่ฉันอยากจะถามเธอถึงเรื่องอื่น เพราะกรรมอะไรเธอจึงเป็นคนยากจน (นางเปรตนั้นตอบว่า)

ข้อ ๑๕๑

ที่เรือนของเราทั้งสองได้มีทรัพย์อยู่เท่ากัน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ฉันไม่ได้ทำที่พึ่งสำหรับตน เพราะผลกรรมนั้นฉันจึงเป็นคนยากจน

ข้อ ๑๕๒

ครั้งนั้น เธอได้กล่าวตักเตือนฉัน ห้ามไม่ให้ทำกรรมชั่วว่า เธอจะไม่มีทางได้สุคติ เพราะกรรมชั่ว (นางติสสากล่าวว่า)

ข้อ ๑๕๓

เธอไม่เชื่อเรา ที่แท้กลับริษยาเรา เชิญเธอดูผลกรรมชั่ว

ข้อ ๑๕๔

เมื่อก่อน ที่เรือนของเธอได้มีนางทาสีและเครื่องประดับเหล่านี้ แต่เดี๋ยวนี้ นางทาสีเหล่านั้นพากันรับใช้คนอื่น โภคะทั้งหลายเป็นของไม่แน่นอน

ข้อ ๑๕๕

บัดนี้ กุฎุมพีผู้เป็นบิดาของบุตรเรา จักกลับจากตลาดมายังบ้านนี้ เธออย่าเพิ่งรีบไปจากที่นี่เสียก่อนละ บางทีเขากลับมาจะพึงให้อะไรแก่เธอบ้าง (นางเปรตนั้นตอบว่า)

ข้อ ๑๕๖

ฉันเปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ซูบผอม มีร่างกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น การเปลือยกายและการมีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวนี้ เป็นสิ่งที่น่าละอายสำหรับหญิงทั้งหลาย กุฎุมพีผู้เป็นบิดาของบุตรอย่าได้เห็นฉันเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๙๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๓. มัตตาเปติวัตถุ (นางติสสากล่าวว่า)

ข้อ ๑๕๗

ว่ามาเถอะ ฉันจะให้หรือทำอะไรแก่เธอ ที่เป็นเหตุให้เธอมีความสุข สำเร็จความปรารถนาทุกอย่าง ฉันจะให้หรือกระทำแก่เธอ (นางเปรตนั้นตอบว่า)

ข้อ ๑๕๘

ขอเธอจงนิมนต์ภิกษุ ๔ รูปจากสงฆ์ นิมนต์เจาะจงอีก ๔ รูป รวมเป็น ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหารแล้วอุทิศส่วนบุญให้ฉัน เมื่อนั้น ฉันจักได้รับความสุข สำเร็จความปรารถนาทุกอย่าง

ข้อ ๑๕๙

นางติสสานั้นรับว่า ได้จ้ะ แล้วนิมนต์ภิกษุ ๘ รูปให้ฉันภัตตาหาร ให้ครองไตรจีวร แล้วอุทิศส่วนบุญให้นางเปรตนั้น

ข้อ ๑๖๐

ในลำดับที่นางติสสาอุทิศส่วนบุญให้นั้นเอง วิบากคืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม และน้ำดื่ม ก็เกิดขึ้นแก่นางเปรตนั้น นี้เป็นผลแห่งทักษิณา

ข้อ ๑๖๑

ทันใดนั้น นางเปรตมีร่างกายหมดจด นุ่งผ้าสะอาด สวมใส่ผ้าเนื้อดีกว่าผ้าแคว้นกาสี มีพัสตราภรณ์และเครื่องประดับวิจิตรงดงาม เข้าไปหานางติสสาซึ่งเป็นหญิงร่วมสามี (นางติสสาจึงถามว่า)

ข้อ ๑๖๒

เทพธิดา เธอมีผิวพรรณงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่ดุจดาวประกายพรึก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๙๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๔. นันทาเปติวัตถุ

ข้อ ๑๖๓

เพราะบุญอะไรเธอจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่เธอในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่เธอ

ข้อ ๑๖๔

เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ฉันขอถามว่า สมัยเมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรเธอจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ (นางมัตตาเทพธิดาตอบว่า)

ข้อ ๑๖๕

เมื่อก่อน ฉันชื่อมัตตา เธอชื่อติสสา ฉันเป็นหญิงร่วมสามีของเธอ เพราะทำกรรมชั่วไว้จึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก

ข้อ ๑๖๖

ฉันบันเทิงอยู่เพราะทานที่เธออุทิศให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน คุณน้อง ขอเธอพร้อมด้วยหมู่ญาติทุกคนจงมีอายุยืนนานเถิด จงเข้าถึงสถานที่ที่ไม่มีความเศร้าโศก ปราศจากธุลี มีความสำราญซึ่งเป็นที่อยู่ของท้าววสวัตดี

ข้อ ๑๖๗

เธอผู้มีรูปงาม เธอประพฤติธรรม ให้ทานในโลกนี้ กำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมทั้งเหตุได้แล้ว ไม่มีใครตำหนิติเตียนได้ จงเข้าถึงโลกสวรรค์มัตตาเปติวัตถุที่ ๓ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถามัตตาเปติวัตถุที่ ๓

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภนางเปรตชื่อว่ามัตตา จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้.

ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี ได้มีกฎุมพีผู้หนึ่งเป็นคนมีศรัทธา มีความเลื่อมใส. แต่ภริยาของเขาไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส มักโกรธและเป็นหมัน โดยชื่อมีชื่อว่ามัตตา.

ลำดับนั้น กฎุมพีนั้นเพราะกลัววงศ์สกุลจะขาดศูนย์ จึงได้นำหญิงอื่นชื่อว่าติสสา มาจากสกุลเสมอกัน. นางเป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส ทั้งเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของสามี. ไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์ โดยล่วงไป ๑๐ เดือน นางจึงคลอดบุตรคนหนึ่ง บุตรคนนั้นมีชื่อว่าภูตะ. นางเป็นแม่บ้าน อุปัฏฐากภิกษุ ๔ รูปโดยเคารพ, ส่วนหญิงหมันริษยานาง.

วันหนึ่ง หญิงทั้งสองคนนั้นสระผม ได้ยืนผมเปียกอยู่แล้ว. กฎุมพีมีความเสน่หาผูกพันในนางชื่อว่าติสสา ด้วยอำนาจคุณความดี มีใจฟูขึ้น ได้ยืนเจรจามากมาย กับนางติสสานั้น. นางมัตตาอดทนต่อเหตุการณ์นั้นไม่ได้ ถูกความริษยาครอบงำ จึงเอาหยากเยื่อที่กวาดสุมไว้ในเรือนมาโปรยลงบนกระหม่อมของนางติสสา.

สมัยต่อมา นางมัตตาทำกาละแล้ว บังเกิดในกำเนิดเปรต เสวยทุกข์ ๕ ประการ เพราะพลังแห่งกรรมของตน. ก็ทุกข์นั้นจะรู้ได้ตามพระบาลีนั่นเอง. ภายหลัง ณ วันหนึ่ง นางเปรตนั้น เมื่อการก่อกรรมผ่านไป จึงแสดงตนแก่นางติสสาผู้กำลังอาบน้ำ อยู่ด้านหลังเรือน.

นางติสสาเห็นนางนั้น จึงสอบถามด้วยคาถาว่า :-

ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนางผู้ซูบผอม มีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครมายืนอยู่ในที่นี้.

ฝ่ายนางเปรต ได้ให้คำตอบด้วยคาถาว่า :-

เมื่อก่อน ฉันชื่อมัตตา ท่านชื่อติสสา เป็นหญิงร่วมสามีกับท่าน ได้ทำกรรมชั่วไว้ จึงจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ มตฺตา ตุวํ ติสฺสา ความว่า ดิฉันชื่อมัตตา, ท่านชื่อติสสา.

บทว่า ปุเร แปลว่า ในอัตภาพก่อน.

บทว่า เต ความว่า ดิฉันได้เป็นผู้ร่วมสามีกับท่าน.

นางติสสาจึงถามถึงกรรมที่เขาทำไว้ ด้วยคาถาอีกว่า :-

ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกายวาจาใจ เพราะวิบากของกรรมอะไร ท่านจึงจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก.

ฝ่ายนางเปรตจึงบอกกรรมที่ตนทำไว้ ด้วยคาถาอีกว่า :-

ดิฉันเป็นหญิงดุร้ายและหยาบช้า มักริษยา ตระหนี่ โอ้อวด ได้กล่าววาจาชั่วกะท่านไว้ จึงจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑี แปลว่า ผู้มักโกรธ.

บทว่า ผรุสา แปลว่า ผู้มักกล่าวคำหยาบ.

บทว่า อาสึ แปลว่า ได้เป็นแล้ว.

บทว่า ตาหํ ตัดเป็น ตํ อหํ.

บทว่า ทุรุตฺตํ แปลว่า กล่าวคำชั่ว คือคำที่ไม่มีประโยชน์.

เบื้องหน้าแต่นี้ไป หญิงทั้งสองคนนั้นได้ประกาศคาถาว่าด้วยการกล่าวและการกล่าวโต้ตอบกันเท่านั้นว่า :-

ติสสา: เรื่องทั้งหมดนั้น แม้ฉันก็รู้ว่าท่านเป็นคนดุร้ายอย่างไร แต่อยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่งว่า ท่านมีสรีระเปื้อนฝุ่น เพราะกรรมอะไร.

นางเปรต: ท่านกับฉันพากันอาบน้ำแล้ว นุ่งห่มผ้าสะอาด ตบแต่งร่างกายแล้ว แต่ฉันแต่งร่างกายเรียบร้อยยิ่งกว่าท่านเมื่อฉันแลดูท่านคุยอยู่กับสามี ลำดับนั้น ความริษยาและความโกรธได้เกิดแก่ฉันเป็นอันมากทันใดนั้น ฉันจึงกวาดเอาฝุ่นโปรยรดท่าน ฉันมีร่างกายเปื้อนฝุ่น เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.

ติสสา: เรื่องทั้งหมดนั้น เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านเอาฝุ่นโปรยใส่ฉัน แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่ง ท่านเป็นหิดคันไปทั้งตัว เพราะกรรมอะไร.

นางเปรต: เราทั้งสองเป็นคนหายา ได้พากันไปป่า ส่วนท่านหายามาได้ แต่ฉันนำเอาผลหมามุ่ยมา เมื่อท่านเผลอ ฉันได้โปรยหมามุ่ยนั้นลงบนที่นอนของท่าน ฉันเป็นหิดคันไปทั้งตัว เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.

ติสสา: เรื่องทั้งหมดเป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านโปรยผลหมามุ่ยลงบนที่นอนของฉัน แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่ง ท่านเป็นผู้เปลือยกาย เพราะกรรมอะไร.

นางเปรต: วันหนึ่งได้มีการประชุมพวกมิตรสหายและญาติ. ส่วนท่านได้รับเชิญ แต่ฉันผู้ร่วมสามีกับท่าน ไม่มีใครเชิญ เมื่อท่านเผลอ ฉันได้ลักผ้าของท่านไปซ่อนเสีย ฉันเป็นผู้เปลือยกาย เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.

ติสสา: เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านได้ลักผ้าของฉันไปซ่อน แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่ง ท่านมีกลิ่นกายเหม็นดังคูถ เพราะกรรมอะไร.

นางเปรต: ฉันได้ลักของหอม ดอกไม้และเครื่องลูบไล้อันมีค่ามากของท่านไป ทิ้งลงในหลุมคูถ บาปนั้นฉันได้ทำไว้แล้ว ฉันมีกลิ่นกายเหม็นดังคูถ เพราะวิบากกรรมนั้น.

ติสสา: เรื่องทั้งหมดนั้น เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า บาปนั้นท่านทำไว้แล้ว แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่งว่า ท่านเป็นคนยากจน เพราะกรรมอะไร.

นางเปรต: ทรัพย์สิ่งใดมีอยู่ในเรือน ทรัพย์นั้นของเราทั้งสองมีอยู่เท่าๆ กัน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ แต่ฉันไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ฉันเป็นคนยากจน เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.

ครั้งนั้น ท่านได้ว่ากล่าวตักเตือนฉัน ห้ามไม่ให้ทำกรรมชั่วว่า ท่านจักไม่ได้สุคติเพราะกรรมชั่ว.

ติสสา: ท่านไม่เชื่อถือเรา เพราะริษยาเรา ขอท่านจงดูวิบากแห่งกรรมชั่วเช่นนี้ เมื่อก่อนนางทาสีและเครื่องอาภรณ์ทั้งหลายได้มีแล้วในเรือนของท่าน แต่เดี๋ยวนี้ ทาสีเหล่านั้นพากันห้อมล้อมคนอื่น โภคะทั้งหลายก็ไม่มีแก่ท่านแน่แท้บัดนี้ กฎุมพีผู้เป็นบิดาของบุตรเรายังไปตลาดอยู่ ท่านอย่าเพิ่งไปจากที่นี่เสียก่อน บางทีเขาจะให้อะไรแก่ท่านบ้าง.

นางเปรต: ฉันเป็นผู้เปลือยกายมีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอมสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น การเปลือยกายและมีรูปร่างน่าเกลียดเป็นต้นนี้ เป็นการทำความละอายของหญิงทั้งหลายให้กำเริบ ขออย่าให้ท่านกฎุมพีได้เห็นฉันเลย.

ติสสา: ถ้าอย่างนั้น ฉันจะให้สิ่งไรหรือทำบุญอะไรให้แก่ท่าน ท่านจึงจะได้ความสุขสำเร็จความปรารถนาทั้งปวงได้.

นางเปรต: ขอท่านจงนิมนต์ภิกษุจากสงฆ์มา ๔ รูป จากบุคคล ๔ รูป รวมเป็น ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหาร แล้วอุทิศส่วนบุญให้ฉัน เมื่อทำอย่างนั้น ฉันจึงจะได้ความสุข สำเร็จความปรารถนาทั้งปวงได้.

นางติสสารับคำแล้ว นิมนต์ภิกษุ ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหาร ให้ครองไตรจีวรแล้ว อุทิศส่วนกุศลไปให้นางเปรต ในทันตาเห็นนั่นเอง วิบาก คือข้าว น้ำและเครื่องนุ่งห่มได้เกิดขึ้น นี้เป็นผลแห่งทักษิณา. ในขณะนั้นเอง นางเปรตมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่มผ้าอันมีค่ายิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วยผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปหานางติสสาผู้เป็นหญิงร่วมสามี.

ติสสา: ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาวประกายพรึก ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรมอะไร อิฐผลสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะกรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะกรรมอะไร

ดูก่อนนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ฉันขอถามท่าน เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้. อนึ่ง ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรืองและมีรัศมีอันสว่างไสวไปทุกทิศอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร.

เทพธิดา: เมื่อก่อนฉันชื่อมัตตา ท่านชื่อติสสา เป็นหญิงร่วมสามีกับท่าน ได้ทำกรรมชั่วไว้จึงจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก. ฉันอนุโมทนาทานที่ท่านให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน.

คุณพี่ ขอท่านพร้อมด้วยญาติทุกคนจงมีอายุยืนนาน คุณพี่ผู้งดงาม ท่านจงประพฤติธรรมและให้ทานในโลกนี้แล้ว จักเข้าถึงฐานะอันไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี อันเป็นที่อยู่แห่งท้าววสวัตตี ท่านกำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมทั้งราก อันใครๆ ติเตียนไม่ได้ จะเข้าถึงโลกสวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพํ อหมฺปิ ชานามิ ยถา ตฺวํ จณฺฑิกา อหุ ความว่า คำที่ท่านกล่าว เราเป็นผู้ดุร้ายและมีวาจาหยาบทั้งหมดนั้น แม้ข้าพเจ้าก็รู้ว่าท่านเป็นผู้ร้าย มักโกรธมีวาจาหยาบ มักริษยา ตระหนี่และโอ้อวด.

บทว่า อญฺญญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ ความว่า บัดนี้ เราขอถามท่านสักอย่างหนึ่งอีก.

บทว่า เกนาสิ ปํสุกุนฺถิตา ความว่า ท่านเป็นผู้เปื้อนด้วยหยากเยื่อและฝุ่น เป็นผู้มีร่างกายเกลื่อนกล่นโดยประการทั้งปวง เพราะกรรมอะไร.

บทว่า สีสํ นฺหาตา แปลว่า ท่านสระผมแล้ว.

บทว่า อธิมตฺตํ แปลว่า มีประมาณยิ่งกว่า.

บทว่า สมลงฺกตตรา แปลว่า ประดับด้วยดี คือดียิ่ง. บาลีว่า อธิมตฺตา ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า เป็นผู้เมา คือเป็นผู้เมาด้วยมานะอย่างยิ่ง คืออาศัยมานะ.

บทว่า ตยา แปลว่า อันนางผู้เจริญ.

บทว่า สามิเกน สมนฺตยิ ความว่า ท่านกล่าวเจรจาปราศัยกับสามี.

บทว่า ขชฺชสิ กจฺฉุยา ความว่า ท่านถูกโรคหิดกัด คือเบียดเบียน.

บทว่า เภสชฺชหารี แปลว่า ผู้หายา คือผู้นำโอสถมา.

บทว่า อุภโย แปลว่า ทั้งสองคน, อธิบายว่า ท่านกับเรา.

บทว่า วนนฺตํ แปลว่า สู่ป่า.

บทว่า ตฺวญฺจ เภสชฺชมาหริ ความว่า ส่วนท่านหายาที่นำอุปการะมาแก่ตน ตามที่หมอบอกให้.

บทว่า อหญฺจ กปิกจฺฉุโน ความว่า แต่ฉันได้นำเอาผลหมามุ่ยคือผลไม้ที่มีผัสสะชั่วมาให้. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เครือเถาที่เป็นเอง ท่านเรียกว่า กปิกจฺฉุ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงนำเอาใบและผลของเครือเถาที่เป็นเองมา.

บทว่า เสยฺยํ ตฺยาหํ สโมกิรึ ความว่า ดิฉันเอาผลและใบหมามุ่ยโปรยรอบที่นอนท่าน.

บทว่า สหายานํ แปลว่า มิตร.

บทว่า สมโย แปลว่า การประชุม.

บทว่า ญาตีนํ ได้แก่ พวกพ้อง.

บทว่า สมิติ แปลว่า การประชุม.

บทว่า อามนฺติตา ความว่า ท่านอันดิฉันเชิญโดยการกระทำมงคล.

บทว่า สสามินี ความว่า หญิงผู้ร่วมสามี คือผู้ร่วมผัว.

มีวาจาประกอบความว่า บทว่า โน จ โขหํ ความว่า ส่วนเรา เขามิได้เชื้อเชิญเลย.

บทว่า ทุสฺสํ ตฺยาหํ ตัดเป็น ทุสฺสํ เต อหํ.

บทว่า อปานุทึ ได้แก่ ดิฉันได้ลัก คือได้ถือเอาโดยอาการขโมย.

บทว่า ปจฺจคฺฆํ ได้แก่ ใหม่เอี่ยม. หรือมีค่ามาก.

บทว่า อตาเรสึ ได้แก่ ทิ้งไป.

บทว่า คูถคนฺธินี ได้แก่ ผู้มีกลิ่นเหมือนกลิ่นคูถ คือฟุ้งไปด้วยกลิ่นอุจจาระ.

บทว่า ยํ เคเห วิชฺชเต ธนํ ความว่า เราทั้งสองคือท่านและดิฉัน มีทรัพย์ที่เกิดขึ้นในเรือนเสมอกัน คือเท่ากันทีเดียว.

บทว่า สนฺเตสุ แปลว่า มีอยู่.

บทว่า ทีปํ ได้แก่ ที่พึ่ง. ท่านกล่าวหมายเอาบุญกรรม.

นางเปรตนั้นครั้นบอกเนื้อความที่นางติสสาถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะประกาศความผิดที่ตนไม่กระทำตามคำของนางติสสานั้นในกาลก่อนกระทำอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ในเวลานั้นนั่นเอง ท่านได้กล่าวสอนเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเทว แปลว่า ในกาลนั้นนั่นแหละ คือในเวลาที่เราตั้งอยู่ในอัตภาพมนุษย์นั่นเอง. บาลีว่า ตเถว ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า กรรมที่เกิดขึ้นในบัดนี้ฉันใด กรรมนั้นก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน.

นางเปรตแสดงอ้างถึงตนว่า มํ.

บทว่า ตฺวํ ได้แก่ ซึ่งนางติสสา.

บทว่า อวจ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. ก็เพื่อจะแสดงถึงอาการที่นางติสสากล่าว จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า ปาปกมฺมํ กรรมชั่ว. บาลีว่า ปาปกมฺมานิ ดังนี้ก็มี.

นางเปรตกล่าวว่า ท่านกระทำกรรมชั่วอย่างเดียว แต่ท่านไม่ได้สุคติด้วยดี เพราะกรรมชั่ว โดยที่แท้ได้แต่ทุคติเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านได้กล่าวคือโอวาทเราในกาลก่อนโดยอาการใด กรรมนั้นก็ย่อมมีโดยอาการนั้นเหมือนกัน.

นางติสสาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าว ๓ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า วามโต มํ ตฺวํ ปจฺเจสิ ท่านไม่เชื่อถือเรา ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วามโต มํ ตฺวํ ปจฺเจสิ ความว่า ท่านเชื่อเราโดยอาการผิดตรงกันข้าม คือท่านยึดถือเราแม้ผู้แสวงหาประโยชน์แก่ท่าน ก็ทำให้เป็นข้าศึก.

บทว่า มํ อุสูยสิ แปลว่า ท่านริษยาเรา คือทำความริษยาเรา.

ด้วยบทว่า ปสฺส ปาปานํ กมฺมานํ วิปาโก โหติ ยาทิโส นี้ นางเปรตแสดงว่า ท่านจงดูวิบากของกรรมชั่วที่ร้ายกาจมากนั้นโดยประจักษ์.

บทว่า เต อญฺเญ ปริจาเรนฺติ ความว่า ทาสีในเรือนของท่าน และเครื่องอาภรณ์เหล่านี้ที่ท่านหวงแหนไว้ในกาลก่อน บัดนี้ บำเรอคนอื่น คือคนอื่นใช้สอย.

จริงอยู่ บทว่า อิเม นี้ ท่านกล่าวโดยเป็นลิงควิปลาส.

บทว่า น โภคา โหนฺติ สสฺสตา ความว่า ธรรมดาว่าโภคะเหล่านี้ไม่แน่นอน คือไม่ยั่งยืนเป็นของชั่วกาลมีอันจะต้องละทิ้งไป. อธิบายว่า เพราะฉะนั้น ไม่ควรทำความริษยาและความตระหนี่เป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่โภคะนั้น.

บทว่า อิทานิ ภูตสฺส ปิตา ความว่า บัดนี้ กฎุมพีผู้เป็นบิดาของเจ้า ภูตะผู้เป็นบุตรของเรา.

บทว่า อาปณา ความว่า เขาจักมาคือจักกลับจากตลาดมายังเรือน.

บทว่า อปฺเปว เต ทเท กิญฺจิ ความว่า กฎุมพีมาถึงเรือนแล้วคงจะให้ไทยธรรมบางอย่าง อันควรที่จะให้แก่ท่านบ้าง.

บทว่า มา สุ ตาว อิโต อคา ความว่า นางติสสาเมื่อจะอนุเคราะห์นางเปรตนั้นจึงกล่าวว่า อันดับแรก ท่านอย่าได้ไปจากนี้ คือจากที่ดินหลังเรือนนี้.

นางเปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตน จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า ดิฉันเปลือยกายมีรูปร่างน่าเกลียด ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกปีนเมตํ อิตฺถีนํ ความว่า ความเป็นคนเปลือยกายและมีรูปร่างน่าเกลียดเป็นต้นนี้ เป็นของน่าละอาย คือควรจะปกปิดสำหรับหญิงทั้งหลาย เพราะเป็นอวัยวะควรจะต้องปกปิด.

บทว่า มา มํ ภูตปิตาทฺทส ความว่า นางเปรตละอายพลางกล่าวว่า เพราะฉะนั้น กฎุมพีผู้เป็นบิดาของเจ้าภูตะ อย่าได้พบดิฉันเลย.

นางติสสา ครั้นได้ฟังดังนั้นจึงเกิดความสงสารกล่าวคาถาว่า เอาเถอะ เราจะให้อะไรแก่ท่านสักอย่าง.

บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิปาต ใช้ในอรรถว่าตักเตือน.

บทว่า กึ วา ตฺยาหํ ทมฺมิ ความว่า เราจะให้อะไรแก่ท่าน คือจะให้ผ้าหรืออาหาร.

บทว่า กึ วา เตธ กโรมหํ ความว่า เราจะทำอุปการะอะไรแก่ท่านสักอย่าง ในที่นี้คือในเวลานี้.

นางเปรตได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาว่า จตฺตาโร ภิกฺขู สงฺฆโต ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาโร ภิกฺขู สงฺฆโต จตฺตาโร ปน ปุคฺคเล ความว่า ท่านจงให้ภิกษุ ๘ รูปบริโภคตามความพอใจอย่างนี้ คือจากภิกษุสงฆ์ คือจากสงฆ์ ๔ รูป จากบุคคล ๔ รูป ดังนี้แล้วอุทิศส่วนบุญนั้นแก่เรา คือจงให้ปัตติทานแก่เราเถิด.

บทว่า ตทาหํ สุขิตา เหสฺสํ ความว่า ในเวลาที่ท่านอุทิศส่วนบุญแก่เรา เราได้รับความสุขคือถึงความสุขแล้ว จักเป็นผู้สำเร็จสิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง.

นางติสสา ครั้นได้ฟังดังนั้นจึงได้แจ้งความนั้นแก่สามีของตน. ในวันที่ ๒ จึงให้ภิกษุ ๘ รูปฉันแล้ว อุทิศส่วนบุญแก่นางเปรต. ทันใดนั้นเอง นางเปรตก็ได้รับทิพยสมบัติ จึงกลับไปหานางติสสา.

เพื่อจะแสดงความนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงได้ตั้ง ๓ คาถามีอาทิว่า นางรับคำแล้ว.

ฝ่ายนางติสสาได้สอบถามนางเปรตผู้เข้าไปยืนอยู่แล้วด้วย ๓ คาถามีอาทิว่า มีวรรณะงามยิ่งนัก.

ฝ่ายนางเปรตจึงแจ้งเรื่องของตนด้วยคาถาว่า เราชื่อมัตตา แล้วได้ให้อนุโมทนาแก่นางติสสา ด้วยคาถาเป็นต้นว่า ขอท่านจงมีอายุยืนเถิด ดังนี้แล้วได้ให้โอวาทด้วยคาถาว่า จงประพฤติธรรมในโลกนี้ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว ทินฺเนน ได้แก่ ทานที่ท่านให้แล้ว.

บทว่า อโสกํ วิรชํ ฐานํ ความว่า ชื่อว่าอโสกะ เพราะไม่มีความเศร้าโศก. อนึ่ง ฐานะอันเป็นทิพย์ ชื่อว่าวีรชะ เพราะไม่มีธุลีคือเหงื่อไคล. ทั้งหมดนั้น นางเทพธิดากล่าวหมายเอาเทวโลก.

บทว่า อาวาสํ ได้แก่ สถานที่.

บทว่า วสวตฺตินํ ได้แก่ เทพทั้งหลายผู้แผ่อำนาจของตน โดยความเป็นอธิบดี อันเป็นทิพย์.

บทว่า สมูลํ ได้แก่ เป็นไปกับด้วยโลภะและโทสะ.

จริงอยู่ โลภะและโทสะ ชื่อว่าเป็นมูลของความตระหนี่.

บทว่า อนินฺทิตา ได้แก่ ใครๆ ไม่ติเตียน คือควรสรรเสริญ.

บทว่า สคฺคมุเปหิ ฐานํ ความว่า จงดำรงฐานะอันเป็นทิพย์ อันได้นามว่าสัคคะ เพราะเลิศด้วยดีด้วยอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น, อธิบายว่า มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

ลำดับนั้น นางติสสาบอกเรื่องราวนั้นแก่กฎุมพี. กฎุมพีจึงได้เรียนแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. มหาชนได้ฟังธรรมนั้นกลับได้ความสลดใจ จึงกำจัดมลทินมีความตระหนี่เป็นต้น เป็นผู้ยินดีในทานและศีลเป็นต้น มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าฉะนี้แล.

จบอรรถกถามัตตาเปติวัตถุที่ ๓ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา