๗. ราธเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๗. ราธเถรคาถา สุภาษิตเกี่ยวกับการอบรมจิตใจ
|๒๖๔.๑๓๓| ๗ ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐิ สมติวิชฺฌติ เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ ฯ |๒๖๔.๑๓๔| ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐิ น สมติวิชฺฌติ ฯ เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ ราโค น สมติวิชฺฌตีติ ฯ ราโธ เถโร ฯ
เรือนที่บุคคลมุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ ฉันใด จิตที่ไม่ได้อบรมแล้ว ราคะ ย่อมรั่วรดได้ ฉันนั้น เรือนที่มุงดีแล้วฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ ฉันใด จิตที่ อบรมดีแล้ว ราคะย่อมรั่วรด ไม่ได้ ฉันนั้น.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. ราธเถรคาถา ภาษิตของพระราธเถระ (พระราธเถระเมื่อจะชมเชยภาวนา จึงได้กล่าว ๒ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
เรือนที่มุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ ฉันใด จิตที่ไม่ได้อบรม ราคะย่อมรั่วรดได้ ฉันนั้น
เรือนที่มุงดีแล้ว ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ ฉันใด จิตที่อบรมดีแล้ว ราคะก็รั่วรดไม่ได้ ฉันนั้น
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาราธเถรคาถา
คาถาของท่านพระราธเถระ เริ่มต้นว่า ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
ได้ยินมาว่า พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในพระนครหงสาวดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ บรรลุความเป็นผู้รู้แล้วไปสู่วิหาร เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เห็นพระศาสดาทรงแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งของภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณปรารถนาตำแหน่งนั้นด้วยตนเอง แล้วบำเพ็ญมหาทานและได้ทำการบูชาแด่พระศาสดาอย่างโอฬาร.
เขาตั้งปณิธานไว้อย่างนี้ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่งเห็นพระศาสดาเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลมะม่วงมีรสหวาน.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยวเวียนไปมาอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครราชคฤห์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าแห่งเราทั้งหลาย ได้นามว่าราธะ เจริญวัยแล้ว อยู่ครองเรือน.
ในเวลาแก่ตัวลง ถูกลูกเมียลบหลู่ ไปสู่วิหารด้วยคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือนของเรา เราจักบวช เข้าไปหาภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระขอบรรพชา อันภิกษุผู้เถระเหล่านั้นห้ามว่า พราหมณ์นี้แก่แล้ว ไม่สามารถจะบำเพ็ญวัตรปฏิบัติได้ จึงไปยังสำนักของพระศาสดา กราบทูลอัธยาศัยของตนให้ทรงทราบ. อันพระศาสดาทรงตรวจดูความสมบูรณ์แห่งอุปนิสัยแล้ว ตรัสสั่งให้พระธรรมเสนาบดีจัดแจงบวชให้ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้ถวายผลมะม่วงกะล่อนทองแด่พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณเหมือนทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๙๕
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เที่ยววนเวียนไปมาอยู่ในสำนักของพระบรมศาสดา เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้รู้ปฏิภาณ อันเป็นเหตุให้มีความเข้าใจพระธรรมเทศนาของพระศาสดาอย่างแจ่มแจ้ง แท้จริง พระธรรมเทศนาใหม่ๆ ของพระทศพล อาศัยความปรากฏขึ้นแห่งทิฏฐิ ย่อมแจ่มแจ้งแก่พระเถระ.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราธะเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปฏิภาณ.
____________________________
องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๙
วันหนึ่ง พระเถระเมื่อจะชมเชยภาวนาว่า สัตว์เหล่านี้อันราคะครอบงำได้ เพราะไม่เจริญภาวนา เมื่อมีการเจริญภาวนา ราคะก็ครอบงำไม่ได้ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
เรือนที่บุคคลมุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ฉันใด
จิตที่ไม่ได้อบรมแล้ว ราคะย่อมรั่วรดได้ฉันนั้น.
เรือนที่มุงดีแล้ว ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ฉันใด
จิตที่อบรมดีแล้ว ราคะย่อมรั่วรดไม่ได้ฉันนั้น ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคารํ ได้แก่ เรือนชนิดใดชนิดหนึ่ง.
บทว่า ทุจฺฉนฺนํ ได้แก่ มุงไว้ห่างๆ คือเป็นช่องน้อยช่องใหญ่.
บทว่า สมติวิชฺฌติ ความว่า ฝนที่ตกย่อมรั่วรดได้.
บทว่า อภาวิตํ ความว่า จิตที่ไม่ได้อบรมแล้วเพราะเว้นจากภาวนา เปรียบเหมือนฝนที่รั่วรดเรือนได้.
บทว่า ราโค สมติวิชฺฌติ ความว่า มิใช่ราคะจะรั่วรดได้อย่างเดียวเท่านั้น แม้สรรพกิเลสมีโทสะ โมหะและมานะเป็นต้น ก็ย่อมรั่วรดจิตเห็นปานนั้นได้เหมือนกัน.
บทว่า สุภาวิตํ ได้แก่ จิตที่อบรมดีแล้วด้วยสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นย่อมไม่สามารถจะรั่วรดจิตเห็นปานนั้นได้ เหมือนเรือนที่มุงดีแล้ว ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ ฉะนั้น.
จบอรรถกถาราธเถรคาถา -----------------------------------------------------