อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๘๗

๓. เตลุกานิเถรคาถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 24 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๓. เตลุกานิเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระเตลุกานิเถระ.

ข้อ ๓๘๗

|๓๘๗.๗๔๗| ๓ จิรรตฺตํ วตาตาปี ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ สมํ จิตฺตสฺส นาลตฺถํ ปุจฺฉํ สมณพฺราหฺมเณ ฯ |๓๘๗.๗๔๘| โก โส ปารคโต โลเก โก ปตฺโต อมโตคธํ กสฺส ธมฺมํ ปฏิจฺฉามิ ปรมตฺถวิชานนํ ฯ |๓๘๗.๗๔๙| อนฺโตวงฺกคโต อาสึ มจฺโฉว ฆสมามิสํ พทฺโธ มหินฺทปาเสน เวปจิตฺยาสุโร ยถา ฯ |๓๘๗.๗๕๐| อญฺฉามิ นํ น มุญฺจามิ อสฺมา โสกปริทฺทวา โก เม พนฺธํ มุญฺจํ โลเก สมฺโพธึ เวทยิสฺสติ ฯ |๓๘๗.๗๕๑| สมณํ พฺราหฺมณํ วา กํ อาทิสนฺตํ ปภงฺคุณํ กสฺส ธมฺมํ ปฏิจฺฉามิ ชรามจฺจุปวาหนํ ฯ |๓๘๗.๗๕๒| วิจิกิจฺฉากงฺขาคธิตํ สารมฺภพลสญฺญุตํ โกธปฺปตฺตมนตฺถทฺธํ อภิชปฺปปทารณํ ฯ |๓๘๗.๗๕๓| ตณฺหาธนุสมุฏฺฐานํ เทฺว จ ปนฺนรสายุตํ ปสฺส โอรสิกํ พาลํ เภตฺวาน ยทิ ติฏฺฐติ ฯ |๓๘๗.๗๕๔| อนุทิฏฺฐีนํ อปฺปหานํ สงฺกปฺปสรเตชิตํ เตน วิทฺโธ ปเวธามิ ปตฺตํว มาลุเตริตํ ฯ |๓๘๗.๗๕๕| อชฺฌตฺตํ เม สมุฏฺฐาย ขิปฺปํ ปจฺเจติ ปาปกํ ฉผสฺสายตนี กาโย ยตฺถ สรติ สพฺพทา ฯ |๓๘๗.๗๕๖| ตํ น ปสฺสามิ เตกิจฺฉํ โย เม ตํ สลฺลมุทฺธเร นานารชฺเชน สตฺเถน นาญฺเญน วิจิกิจฺฉิตํ ฯ |๓๘๗.๗๕๗| โก เม อสตฺโถ อวโณ สลฺลมพฺภนฺตราปสฺสยํ อหึสํ สพฺพคตฺตานิ ลลฺลํ เม อุทฺธริสฺสติ ฯ |๓๘๗.๗๕๘| ธมฺมปฺปติ หิ โส เสฏฺโฐ วิสโทสปวาหโก คมฺภีเร ปติตสฺส เม ถลํ ปาณิว ทสฺสเย ฯ |๓๘๗.๗๕๙| รหเทหมสฺมิ โอคาโฬฺห อหาริยรชมนฺติเก มายาอุสฺสุยฺยสารมฺภ ถีนมิทฺธมปตฺถเฏ ฯ |๓๘๗.๗๖๐| อุทฺธจฺจเมฆถนิตํ สํโยชนวลาหกํ วาหา วหนฺติ กุทฺทิฏฺฐึ สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา ฯ |๓๘๗.๗๖๑| สวนฺติ สพฺพธี โสตา ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ เต โสเต โก นิวาเรยฺย ตํ ลตํ โก หิ เฉจฺฉติ ฯ |๓๘๗.๗๖๒| เวลํ กโรถ ภทนฺเต โสตานํ สนฺนิวารณํ มา เต มโนมโย โสโต รุกฺขํว สหสา ลุเว ฯ |๓๘๗.๗๖๓| เอวํ เม ภยชาตสฺส อปารา ปารเมสโต ตาโณ ปญฺญาวุโธ สตฺถา อิสิสงฺฆนิเสวิโต ฯ |๓๘๗.๗๖๔| โสปาณํ สุกตํ สุทฺธํ ธมฺมสารมยํ ทฬฺหํ ปาทาสิ วุยฺหมานสฺส มา ภายีติ จ มพฺรวี ฯ |๓๘๗.๗๖๕| สติปฏฺฐานปาสาทํ อารุยฺห ปจฺจเวกฺขิสํ ยนฺตํ ปุพฺเพ อมญฺญิสฺสํ สกฺกายาภิรตํ ปชํ ฯ |๓๘๗.๗๖๖| ยทา จ มคฺคมทฺทกฺขึ นาวาย อภิรูหนํ อนธิฏฺฐาย อตฺตานํ ติตฺถมทฺทกฺขิมุตฺตมํ ฯ |๓๘๗.๗๖๗| สลฺลํ อตฺตสมุฏฺฐานํ ภวเนตฺติปภาวิตํ เอเตสํ อปฺปวตฺตาย เทเสสิ มคฺคมุตฺตมํ ฯ |๓๘๗.๗๖๘| ทีฆรตฺตานุสยิตํ จิรรตฺตปติฏฺฐิตํ พุทฺโธ เม ปานุที คนฺธํ วิสโทสปวาหโนติ ฯ เตลุกานิ เถโร ฯ

เรามีความเพียรค้นคิดธรรมอยู่นาน ก็ไม่ได้ความสงบใจ จึงได้ถาม สมณพราหมณ์ทั้งหลายว่า ใครหนอในโลกเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ใครเล่า เป็นผู้ได้บรรลุธรรมอันหยั่งลงสู่อมตะ เราจักปฏิบัติธรรมของใคร ซึ่ง เป็นเครื่องให้รู้แจ้งปรมัตถ์ เราเป็นผู้มีความคด คือ กิเลสอันไปแล้วใน ภายใน เหมือนปลาที่กินเหยื่อฉะนั้น เราถูกผูกด้วยบ่วงใหญ่ คือ กิเลส เหมือนท้าวเวปจิตติอสูร ถูกผูกด้วยบ่วงของท้าวสักกะฉะนั้น เรากระชาก บ่วง คือ กิเลสนั้นไม่หลุด จึงไม่พ้นไปจากความโศกและความร่ำไร ใครในโลกจะช่วยเราผู้ถูกผูกแล้วให้หลุดพ้น ประกาศทางเป็นเครื่อง ตรัสรู้ให้เรา เราจะรับสมณะหรือพราหมณ์ คนไหนไว้เป็นผู้แสดงธรรม อันกำจัดกิเลสได้จะปฏิบัติธรรมเครื่องนำไป ปราศจากชราและมรณะ ของใคร จิตของเราถูกร้อยไว้ด้วยความลังเลสงสัย ประกอบด้วยความ แข่งดีเป็นกำลัง ฉุนเฉียว ถึงความเป็นจิตกระด้างด้วยใจ เป็นเครื่อง รองรับตัณหา สิ่งใดมีธนู คือ ตัณหาเป็นสมุฏฐานมีประเภท ๓๐ เป็น ของมีอยู่ในโลก เป็นของหนัก ทำลายหทัยแล้วตั้งอยู่ ขอท่านจงดูสิ่ง นั้นเถิด การไม่ละทิฏฐิน้อยๆ อันลูกศร คือ ความดำริผิดให้อาจหาญ แล้ว เราถูกยิงด้วยลูกศร คือ ทิฏฐินั้น หวั่นไหวอยู่ เหมือนใบไม้ที่ ถูกลมพัดฉะนั้น กรรมอันลามก ตั้งขึ้นแล้วในภายในของเราย่อมพลัน ให้ผล กายอันเนื่องด้วยสัมผัส ๖ เกิดแล้วในที่ใด ย่อมแล่นไปในที่นั้น ทุกเมื่อ เราไม่เห็นหมอผู้ที่จะถอนลูกศรของเราได้เลย หมอไม่สามารถ จะเยียวยาเรา ด้วยศาตราอย่างอื่นต่างๆ ชนิด ใครไม่ต้องใช้ศาตรา ไม่ทำให้ร่างกายเราเป็นแผล ไม่เบียดเบียนร่างกายเราทั้งหมด จักถอน ลูกศรอันเสียบอยู่ภายในหทัยของเราออกได้ ก็บุคคลผู้นั้นเป็นใหญ่ใน ธรรม เป็นผู้ประเสริฐ ลอยโทษอันเป็นพิษเสียได้ ช่วยยกเราผู้ตกไป ในห้วงน้ำ คือ สงสารอันลึกขึ้นสู่บกได้ เราเป็นผู้จมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ อันเป็นที่สุดแห่งธุลี เป็นห้วงน้ำลาดไปด้วยมายา ริษยา ความแข่งดี และความง่วงเหงาหาวนอน ไม่มีใครจะนำออกได้ ความดำริทั้งหลาย อันอาศัยซึ่งราคะ เป็นเช่นกับห้วงน้ำใหญ่ มีเมฆ คือ อุทธัจจะเป็น เสียงคำรน มีสังโยชน์เป็นฝน ย่อมนำบุคคลผู้มีความเห็นผิดไปสู่สมุทร คือ อบาย กระแสตัณหาทั้งหลายย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ตัณหา เพียงดังเถาวัลย์เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ ใครจะพึงกั้นกระแสตัณหาเหล่านั้นได้ ใครเล่าจะตัดตัณหา อันเป็นดังเถาวัลย์นั้นได้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงทำฝั่งอันเป็นเครื่องกั้นกระแส ตัณหาเหล่านั้นเถิด อย่าให้กระแสตัณหาอันเกิดแต่ใจ พัดท่านทั้งหลายไปเร็วพลัน ดัง- กระแสน้ำ พัดต้นไม้อันตั้งอยู่ริมฝั่งฉะนั้น พระศาสดาผู้มีอาวุธ คือ ปัญญา ผู้อันหมู่ฤาษีอาศัยแล้วเป็นที่พึ่งแก่เราผู้มีภัยเกิดแล้ว ผู้แสวงหา ฟั่ง คือ นิพพานจากที่มิใช่ฝั่ง พระองค์ได้ทรงประทานบันไดอันนาย ช่างทำดีแล้วบริสุทธิ์ทำด้วยไม้แก่น คือ ธรรม เป็นบันไดมั่นคงแก่เรา ผู้ถูกกระแสตัณหาพัดไปอยู่ และได้ตรัสเตือนเราว่า อย่ากลัวเลย เราได้ขึ้นสู่ปราสาท คือ สติปัฏฐานแล้ว พิจารณาเห็นหมู่สัตว์ผู้ยินดี ในร่างกายของตน ที่เราได้สำคัญในกาลก่อนโดยเป็นแก่นสาร ก็เมื่อใด เราได้เห็นทางอันเป็นอุบายขึ้นสู่เรือ เมื่อนั้นเราจักไม่ยึดถือว่าเป็นตัวตน ได้เห็นท่า คือ อริยมรรคอันอุดม พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงทางอันสูง สุดเพื่อไม่ให้บาปธรรมทั้งหลาย มีทิฏฐิและมานะเป็นต้น ซึ่งเป็นดัง ลูกศรเกิดในตน เกิดแต่ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ เป็นไปได้ พระพุทธ- เจ้าทรงกำจัดโทษอันเป็นพิษได้ ทรงบรรเทากิเลสเครื่องร้อยกรองของเรา อันนอนเนื่องอยู่ในสันดานอันตั้งอยู่แล้วในใจของเราตลอดกาลนาน.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓. เตลกานิเถรคาถา ภาษิตของพระเตลกานิเถระ (พระเตลกานิเถระได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๗๔๗

เราได้มีความเพียร ค้นคิดธรรมอยู่นานหนอ เมื่อสอบถามสมณพราหมณ์ ก็ยังไม่ได้ความกระจ่างใจ

ข้อ ๗๔๘

ในโลกนี้ ใครเล่า เป็นผู้ถึงฝั่ง ใครเป็นผู้บรรลุธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะ เราจะปฏิบัติตามธรรมของใครซึ่งจะเป็นเหตุให้รู้แจ้งปรมัตถธรรมได้

ข้อ ๗๔๙

เรามีความคดคือกิเลสอยู่ภายใน เหมือนปลากินเบ็ด ทั้งถูกผูกด้วยบ่วงคือกิเลส เหมือนท้าวเวปจิตติอสูรถูกผูกด้วยบ่วง ของท้าวสักกะจอมเทพ

ข้อ ๗๕๐

เรากระชากบ่วงคือกิเลสนั้นไม่หลุด จึงไม่พ้นไปจากความเศร้าโศกและความร่ำไรรำพันนั้น ใครในโลกนี้จะช่วยแก้เครื่องผูกคือกิเลส ประกาศทางตรัสรู้ให้เราได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๖๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๓. เตลกานิเถรคาถา

ข้อ ๗๕๑

เราจะปฏิบัติตามธรรมของใครคือสมณะ หรือพราหมณ์หรือใครผู้แสดงธรรมเป็นเหตุกำจัดกิเลส ที่จะลอยชราและมรณะเสียได้

ข้อ ๗๕๒

จิตของเราถูกร้อยไว้ด้วยความลังเลสงสัย ประกอบด้วยความแข่งดีมีกำลัง ถึงความกระด้าง เพราะใจประกอบด้วยความโกรธ ถูกความโลภคอยทำลาย

ข้อ ๗๕๓

เชิญท่านดูลูกศรคือทิฏฐิ ๓๐ ประเภท อันมีธนูคือตัณหาเป็นสมุฏฐานเนื่องอยู่ในอก มีกำลังทำลายหทัยอยู่เถิด

ข้อ ๗๕๔

การไม่ละทิฏฐิที่เหลือ เป็นอันถูกลูกศร คือความดำริผิดให้อาจหาญ เราถูกยิงด้วยลูกศรคือทิฏฐินั้นหวั่นไหวอยู่ เหมือนใบไม้ไหวเพราะต้องลม

ข้อ ๗๕๕

บาปกรรมตั้งขึ้นภายในเรา พลันให้ผล เป็นไปในร่างกายที่มีผัสสายตนะ ๖ ทุกเมื่อ

ข้อ ๗๕๖

เรายังไม่พบหมอที่จะช่วยถอนลูกศร ของเรานั้นได้เลย ทั้งหมดนั้นก็ไม่สามารถใช้เครื่องมือแพทย์ต่างๆ ศัสตรา เวทมนต์ และยาอื่นๆ ถอนลูกศรนั้นได้

ข้อ ๗๕๗

ใครเล่าไม่ต้องใช้ศัสตรา ไม่ทำร่างกายให้เป็นแผล ไม่เบียดเบียนร่างกายทุกส่วน จักถอนลูกศรคือกิเลส ซึ่งเป็นลูกศรโดยปรมัตถ์ที่เสียบอยู่ภายในหทัยของเราออกได้ @เชิงอรรถ : @ คือตั้งแต่สักกายทิฏฐิเป็นต้น (ขุ.เถร.อ. ๒/๗๕๔/๓๑๕) @ ผัสสายตนะ ๖ ได้แก่ ๑.จักขุสัมผัส ความกระทบทางตา ๒.โสตสัมผัส ความกระทบทางหู ๓.ฆานสัมผัส@ความกระทบทางจมูก ๔.ชิวหาสัมผัส ความกระทบทางลิ้น ๕.กายสัมผัส ความกระทบทางกาย@๖.มโนสัมผัส ความกระทบทางใจ (ที.ปาฏิ. ๑๑/๓๒๓/๒๑๕) @ คือทิฏฐิและกิเลส

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๖๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๓. เตลกานิเถรคาถา

ข้อ ๗๕๘

ผู้ลอยโทษที่เป็นพิษ(คือกิเลสมีราคะเป็นต้น)เสียได้ จัดว่าเป็นใหญ่ในธรรมแท้ ประเสริฐสุด ช่วยชี้มือ(คืออริยมรรค) บอกที่บก(คือนิพพาน) ให้แก่เราผู้ตกห้วงน้ำใหญ่ คือสงสารที่ลึก

ข้อ ๗๕๙

เราได้จมลงในห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร ซึ่งมีดินเหนียวคือธุลีมีราคะเป็นต้นที่ไม่สามารถจะนำออกได้ เป็นที่แผ่ไปแห่งมายาความริษยา ความแข่งดี และความง่วงเหงาหาวนอน

ข้อ ๗๖๐

ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะ เป็นเหมือนห้วงน้ำใหญ่ มีอุทธัจจะเป็นเมฆคำรน มีเมฆหมอกคือสังโยชน์ ๑๐ ย่อมนำเราผู้มีความเห็นผิดไป

ข้อ ๗๖๑

กระแสตัณหาไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ทั้งตัณหาดังเถาวัลย์ก็ผลิขึ้น ใครจะพึงกั้นกระแสตัณหาเหล่านั้นได้ ใครเล่าจักตัดตัณหาดังเถาวัลย์นั้นได้

ข้อ ๗๖๒

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เชิญท่านทั้งหลายทำเขื่อนอันเป็นเครื่อง กั้นกระแสตัณหาเสีย อย่าให้กระแสตัณหาที่เกิดแต่ใจพัดพาท่าน ทั้งหลายไปเร็วพลันดังกระแสน้ำพัดพาต้นไม้ที่อยู่ริมฝั่งไป

ข้อ ๗๖๓

พระศาสดาทรงมีพระปัญญาเป็นอาวุธ อันหมู่ฤๅษีอาศัยแล้ว เป็นที่พึ่งสำหรับเราผู้มีภัย กำลังแสวงหาฝั่งคือนิพพานจากที่มิใช่ฝั่งได้อย่างนี้

ข้อ ๗๖๔

พระองค์ได้ทรงประทานบันได ที่นายช่างทำดีแล้ว บริสุทธิ์ ทำด้วยไม้แก่นคือธรรมอันมั่นคง แก่เราผู้กำลังถูกกระแสห้วงน้ำ(คือตัณหา)พัดไป และรับสั่งว่า อย่ากลัวเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๖๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๔. รัฏฐปาลเถรคาถา

ข้อ ๗๖๕

เราได้ขึ้นปราสาทคือสติปัฏฐาน พิจารณาเห็นหมู่สัตว์ผู้ยินดีในร่างกายของตน ที่เราจักได้รู้ในกาลก่อนโดยเป็นแก่นสาร

ข้อ ๗๖๖

เมื่อคราวที่เราได้เห็นทาง (คือวิปัสสนา) ซึ่งเป็นอุบายสำหรับขึ้นเรือ (คืออริยมรรค) แล้วไม่ยึดถือว่าเป็นตัวตน จึงได้เห็นท่าที่ดีเยี่ยม

ข้อ ๗๖๗

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงทางอันยอดเยี่ยม เพื่อไม่ให้เป็นไปแห่งบาปธรรมคือทิฏฐิและมานะเป็นต้น ซึ่งเปรียบเหมือนลูกศรเกิดแต่ตน ทั้งเกิดแต่ตัณหาที่นำไปสู่ภพได้

ข้อ ๗๖๘

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำจัดโทษที่เป็นพิษ ได้ทรงช่วยบรรเทากิเลสเครื่องร้อยรัดของเราที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ครอบงำสันดานอยู่มาเป็นเวลานาน ๔. รัฏฐปาลเถรคาถา ภาษิตของพระรัฏฐปาลเถระ (พระรัฏฐปาลเถระได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๗๖๙

ขอเชิญโยมมารดาบิดาทรงดูอัตภาพ ที่ผ้าและอาภรณ์เป็นต้น ทำให้วิจิตร มีกายเป็นแผล มีกระดูก ๓๐๐ ท่อนเป็นโครงร่าง กระสับกระส่ายที่พวกคนเขลาดำริหวังกันส่วนมาก ซึ่งไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น

ข้อ ๗๗๐

ขอเชิญโยมมารดาบิดาทรงดูรูปที่สตรีใช้แก้วมณีและต่างหู แต่งให้วิจิตร ซึ่งมีหนังหุ้มกระดูกไว้ภายใน งามพร้อมเสื้อผ้า @เชิงอรรถ : @ โสดาปัตติมรรค (ขุ.เถร.อ. ๒/๗๖๖/๓๑๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๖๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาเตลุกานิเถรคาถาที่ ๓

คาถาของท่านพระเตลุกานิเถระ มีคำเริ่มต้นว่า จิรรตฺตํ วตาตาปี ดังนี้.

เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?

แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ก่อนกว่าพระศาสดาประสูติ ได้นามว่าเตลุกานิ เจริญวัยแล้ว รังเกียจกาม เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุ จึงละการครองเรือนบวชเป็นปริพาชก มีอัธยาศัยในการออกจากวัฏฏะ เที่ยวแสวงหาวิโมกข์คือการหลุดพ้น โดยนัยมีอาทิว่า ใครคือท่านผู้ถึงฝั่งในโลก จึงเข้าไปหาสมณพราหมณ์นั้นๆ ถามปัญหา. สมณพราหมณ์เหล่านั้นทำเขาให้ดื่มด่ำไม่ได้ เขามีจิตข้องกับปัญหานั้น จึงได้ท่องเที่ยวไป.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ทรงอุบัติขึ้นในโลก ประกาศพระธรรมจักรอันบวร ทรงบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตวโลก. วันหนึ่ง ท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมได้ศรัทธาแล้วบวช เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานนักก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต.

วันหนึ่ง ท่านนั่งอยู่กับพวกภิกษุ พิจารณาถึงคุณวิเศษที่ตนได้บรรลุ แล้วหวนระลึกถึงการปฏิบัติของตนตามแนวนั้น

เมื่อจะบอกข้อปฏิบัตินั้นทั้งหมดแก่ภิกษุทั้งหลาย จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า

เรามีความเพียรคิดค้นธรรมอยู่นาน ไม่ได้ความ

สงบใจ จึงได้ถามสมณพราหมณ์ทั้งหลายว่า ใครหนอใน

โลกเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ใครเล่าเป็นผู้ได้บรรลุธรรมอันหยั่ง

ลงสู่อมตะ เราจักปฏิบัติธรรมของใครซึ่งเป็นเครื่องให้รู้

แจ้งปรมัตถ์

เราเป็นผู้มีความคดคือกิเลส อันไปแล้วในภายใน

เหมือนปลาที่กินเหยื่อฉะนั้น เราถูกผูกด้วยบ่วงใหญ่คือ

กิเลส เหมือนท้าวเวปจิตติอสูรถูกผูกด้วยบ่วงของท้าว

สักกะฉะนั้น

เรากระชากบ่วงคือกิเลสนั้นไม่หลุด จึงไม่พ้นจาก

ความโศกและความร่ำไร ใครในโลกจะช่วยเราผู้ถูกผูก

แล้วให้หลุดพ้น แล้วประกาศทางเป็นเครื่องตรัสรู้ให้เรา

เราจะรับสมณะหรือพราหมณ์คนไหนไว้เป็นผู้แสดงธรรม

อันกำจัดกิเลสได้ จะปฏิบัติธรรมอันเป็นเครื่องนำไปปราศ

จากชราและมรณะของใคร.

จิตของเราถูกร้อยไว้ด้วยความลังเลสงสัย ประกอบ

ด้วยความแข่งดีเป็นกำลัง ฉุนเฉียว ถึงความเป็นจิตกระด้าง

เป็นเครื่องทำลายตัณหา. สิ่งใดมีธนูคือตัณหาเป็นสมุฏฐาน

มี ๓๐ ประเภท เป็นของมีอยู่ในอก เป็นของหนัก ทำลาย

หทัยแล้วตั้งอยู่ ขอท่านจงดูสิ่งนั้นเถิด.

การไม่ละทิฏฐิเล็กน้อย อันลูกศรคือความดำริผิดให้

อาจหาญขึ้นแล้ว เราถูกยิงด้วยลูกศรคือทิฏฐินั้น หวั่นไหว

อยู่เหมือนใบไม้ถูกลมพัดฉะนั้น.

ลูกศรคือทิฏฐิตั้งขึ้นแล้วในภายในของเรา ย่อมไหม้

ทันที กายอันเนื่องด้วยสัมผัสสะ ๖ เกิดขึ้นในที่ใด ย่อมแล่น

ไปในที่นั้นทุกเมื่อ เราไม่เห็นหมอผู้ที่จะถอนลูกศรของเรา

เยียวยาเรา (โดย) ไม่เยียวยาด้วยเชือกต่างๆ ด้วยศัสตรา

และด้วยวิธีอื่นๆ.

ใครไม่ต้องใช้ศัสตรา ไม่ทำร่างกายเราให้เป็นแผล

ไม่เบียดเบียนร่างกายเราทั้งหมด จักถอนลูกศรอันเสียบ

อยู่ภายในหทัยของเราออกได้ ก็บุคคลผู้นั้นเป็นใหญ่ใน

ธรรม เป็นผู้ประเสริฐ ลอยโทษอันเป็นพิษเสียได้ พึงช่วย

ขึ้นบกคือนิพพาน และหัตถ์คืออริยมรรคแก่เราผู้ตกไปใน

ห้วงน้ำคือสงสารอันลึก เราเป็นผู้จมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่อัน

นำดินคือธุลีไปไม่ได้ เป็นห้วงน้ำลาดไปด้วยมายา ริษยา

ความแข่งดีและความง่วงเหงาหาวนอน.

ความดำริทั้งหลายอันอาศัยราคะ เป็นเช่นกับห้วง

น้ำใหญ่ มีเมฆคืออุทธัจจะเป็นเครื่องคำรน มีสังโยชน์เป็น

ฝนย่อมนำบุคคลผู้มีความเห็นผิดไปสู่สมุทรคืออบาย.

กระแสตัณหาทั้งหลาย ย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง

ตัณหาเพียงเถาวัลย์เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ ใครจะพึงกั้นกระแส

ตัณหาเหล่านั้นได้ ใครเล่าจะตัดตัณหาเพียงดังเถาวัลย์นั้น

ได้.

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงทำฝั่งอัน

เป็นเครื่องกั้นกระแสตัณหาเหล่านั้นเถิด อย่าให้กระแส

ตัณหาอันเกิดแต่ใจ พัดพาท่านทั้งหลายไปเร็วพลัน ดัง

กระแสน้ำพัดพาต้นไม้อันตั้งอยู่ริมฝั่งไปฉะนั้น.

พระศาสดาผู้มีอาวุธคือปัญญา ผู้อันหมู่ฤาษีอาศัย

แล้ว เป็นที่พึ่งแก่เราผู้มีภัยเกิดแล้ว ผู้แสวงหาฝั่งคือพระ

นิพพานจากที่มิใช่ฝั่ง. พระองค์ได้ประทานบันไดอันทอด

ไว้ดี บริสุทธิ์สำเร็จด้วยไม้แก่นคือธรรม เป็นบันไดอันมั่นคง

แก่เราผู้ถูกกระแสตัณหาพัดไปอยู่ และได้ตรัสเตือนเราว่า

อย่ากลัวเลย.

เราได้ขึ้นสู่ปราสาทคือสติปัฏฐาน แล้วพิจารณาหมู่

สัตว์ผู้ยินดีในร่างกายของตน ที่เราได้สำคัญในกาลก่อน

โดยเป็นแก่นสาร. ก็เมื่อใด เราได้เห็นทางอันเป็นอุบายขึ้น

สู่เรือ เมื่อนั้นเราจักไม่ยึดถือตัวตน ได้เห็นท่าคืออริยมรรค

อันอุดม.

พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงทางอันสูงสุด เพื่อไม่ให้

บาปธรรมทั้งหลายมีทิฏฐิและมานะเป็นต้น ซึ่งเป็นดัง

ลูกศรเกิดในตน อันเกิดแต่ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ เป็น

ไปไม่ได้. พระพุทธเจ้าทรงกำจัดโทษอันเป็นพิษได้ ทรง

บรรเทากิเลสเครื่องร้อยรัดของเรา อันนอนเนื่องอยู่ใน

สันดานตั้งอยู่แล้วตลอดกาลนาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรรตฺตํ วต แปลว่า ตลอดกาลนานหนอ.

บทว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียร คือความปรารภความเพียรในการแสวงหาโมกขธรรม.

บทว่า ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ ได้แก่ คิดค้น คือแสวงหาวิมุตติธรรมว่า วิโมกขธรรมเป็นเช่นไรหนอ หรือว่า เราจะพึงบรรลุวิโมกขธรรมนั้นได้อย่างไร.

บทว่า สมํ จิตฺตสฺส นาลตฺถํ ปุจฺฉํ สมณพฺราหฺมเณ ความว่า

เราถามวิมุตติธรรมกะสมณพราหมณ์เจ้าลัทธิต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้ คือไม่ประสบความสงบจิตอันมีสภาวะไม่สงบตามปกติ คืออธิบายธรรมอันเป็นเครื่องสลัดวัฏฏทุกข์อันเป็นตัวสงบ.

บทมีอาทิว่า โก โส ปารงฺคโต ความว่า เป็นเครื่องแสดงอาการที่ถาม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก โส ปารงฺคโต โลเก ความว่า บรรดาสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ปฏิญญาว่าเป็นเจ้าลัทธิในโลกนี้ คนนั้นคือใครหนอเข้าถึงฝั่งแห่งสงสาร คือพระนิพพาน.

บทว่า โก ปตฺโต อมโตคธํ ความว่า ใครถึงคือบรรลุที่พึ่ง คือนิพพาน ได้แก่ทางแห่งวิโมกข์.

บทว่า กสฺส ธมฺมํ ปฏิจฺฉามิ ความว่า เราจะรับคือปฏิบัติตามโอวาทธรรมของสมณะหรือพราหมณ์คนไร.

บทว่า ปรมตฺถวิชานนํ ได้แก่ เป็นเครื่องรู้แจ้งปรมัตถประโยชน์.

อธิบายว่า อันประกาศปวัตติ (ทุกข์) และนิวัตติ (ความดับทุกข์) อันไม่ผิดแผก.

บทว่า อนฺโตวงฺกคโต อาสี ความว่า ทิฏฐิ ท่านเรียกว่าวังกะ เพราะเป็นความคดแห่งใจ.

อีกอย่างหนึ่ง กิเลสแม้ทั้งหมดเรียกว่าวังกะ

ก็บทว่า อนฺโต ได้แก่ ภายในแห่งความคดของใจ.

อีกอย่างหนึ่ง ได้มีความคดคือกิเลสอันอยู่ในภายในหัวใจ.

บทว่า มจฺโฉว ฆสมามิสํ ความว่า เหมือนปลากินเหยื่อ คืองับกินเหยื่อ. อธิบายว่า เหมือนปลาติดเบ็ด.

บทว่า พทฺโธ มหินฺทปาเสน เวปจิตฺยสุโร ยถา อธิบายว่า ท้าวเวปจิตติจอมอสูรถูกบ่วงของท้าวสักกะผู้เป็นเจ้าโลก ครองไว้ อยู่อย่างไร้เสรี ได้รับทุกข์ใหญ่หลวงฉันใด เราก็ฉันนั้น เมื่อก่อนถูกบ่วงคือกิเลสครองไว้ เป็นผู้อยู่อย่างไม่อิสระ ได้รับทุกข์ใหญ่หลวง.

บทว่า อญฺฉามิ แปลว่า ย่อมคร่ามา.

บทว่า นํ ได้แก่ บ่วงคือกิเลส.

บทว่า น มุญฺจามิ แปลว่า ย่อมไม่พ้น.

บทว่า อสฺมา โสกปริทฺทวา ได้แก่ จากวัฏฏะคือ โสกะและปริเทวะนั้น.

ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า

เนื้อหรือสุกรที่ถูกคล้องบ่วงไว้ ไม่รู้อุบายจะแก้บ่วง ดิ้นไปๆ มาๆ กระตุกบ่วงนั้น ย่อมทำตรงที่ผูกรัดให้แน่นเข้าฉันใด เราก็ฉันนั้น เมื่อก่อนถูกบ่วงกิเลสสวมไว้ ไม่รู้อุบายที่จะแก้ ดิ้นรนไปด้วยอำนาจกายสัญเจตนา ความจงใจทางกายเป็นต้น แก้บ่วงคือกิเลสนั้นไม่ได้ โดยที่แท้ กระทำมันให้แน่นเข้า ย่อมถึงกิเลสตัวอื่นเข้าอีก เพราะทุกข์มีความโศกเป็นต้น.

บทว่า โก เม พนฺธํ มุญฺจํ โลเก สมฺโพธึ เวทยิสฺสติ ความว่า ในโลกนี้ ใครจะเปลื้องเครื่องผูกด้วยเครื่องผูกคือกิเลสนี้ จึงประกาศ คือพวกเราถึงทางแห่งวิโมกข์อันได้นามว่า สัมโพธิ เพราะเป็นเครื่องตรัสรู้.

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พนฺธมุญฺจํ ดังนี้ก็มี.

มีวาจาประกอบความว่า ซึ่งทางเป็นเครื่องตรัสรู้อันปลดเปลื้องจากเครื่องผูก หรือซึ่งเครื่องผูก.

บทว่า อาทิสนฺตํ ได้แก่ ผู้แสดง.

บทว่า ปภงฺคุนํ ได้แก่ เป็นเครื่องหักราน คือกำจัดกิเลส.

อีกอย่างหนึ่ง เราจะรับธรรมของใครอันเป็นเครื่องกำจัดกิเลส คืออันแสดงบอกความเป็นไปแห่งธรรม อันเป็นเครื่องนำไปปราศจากชราและมัจจุ.

บาลีว่า ปฏิปชฺชามิ ดังนี้ก็มี. เนื้อความก็อันนั้นแหละ.

บทว่า วิจิกิจฺฉากงฺขาคนฺถิตํ ได้แก่ ถูกร้อยรัดด้วยวิจิกิจฉาความสงสัยอันเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า ในอดีตกาลอันยาวนาน เราได้มีแล้วหรือ และด้วยความเคลือบแคลงอันเป็นไปโดยอาการส่ายไปส่ายมา.

บทว่า สารมฺภพลสญฺญุตํ ได้แก่ ประกอบด้วยสารัมภะ ความแข่งดีอันมีกำลัง มีลักษณะทำให้ยิ่งกว่าการทำ.

บทว่า โกธปฺปตฺตมนตฺถทฺธํ ได้แก่ ถึงความกระด้างแห่งใจอันประกอบด้วยความโกรธในอารมณ์ทุกอย่าง เป็นเครื่องรองรับตัณหา.

จริงอยู่ เมื่อว่าโดยที่ปรารถนาแล้วไม่ได้เป็นต้น ย่อมเป็นไปเหมือนทำลายจิตของสัตว์ทั้งหลาย. ชื่อว่ามีธนูคือตัณหาเป็นสมุฏฐาน ย่อมตั้งอยู่คือเกิดขึ้น เพราะอุบายวิธีที่เสียบแทงคนแม้ผู้อยู่ในที่ไกล ได้แก่ลูกศรคือทิฏฐิ.

ก็เพราะเหตุที่ลูกศรคือทิฏฐินั้นมี ๓๐ ประเภท คือ สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ประกอบด้วยทิฏฐิ ๓๐ ประเภท. อธิบายว่า มี ๓๐ ประเภท.

บทว่า ปสฺส โอรสิกํ พาฬฺหํ เภตฺวาน ยทิ ติฏฺฐติ ความว่า พระเถระเรียกตนเองว่า สิ่งใด ชื่อว่าเกิดในอก เพราะเป็นที่ตั้งแห่งการเกี่ยวเนื่องในอกเป็นของหนัก คือมีพลังทำลาย คือทิ่มแทงหทัยแล้วตั้งอยู่ในหทัยนั้นเอง ท่านจงดูสิ่งนั้น.

บทว่า อนุทิฏฺฐีนํ อปฺปหานํ ได้แก่ การไม่มีทิฏฐิที่เหลืออันเป็นทิฏฐิเล็กน้อยเป็นเหตุ.

อธิบายว่า ก็สักกายทิฏฐิยังไม่ไปปราศจากสันดานเพียงใด ก็ยังไม่เป็นอันละสัสสตทิฏฐิเป็นต้นเพียงนั้น.

บทว่า สงฺกปฺปปรเตชิตํ ความว่า อันความดำริคือมิจฉาวิตกทำคนอื่นผู้ถึงเฉพาะลักษณะนิสัยให้อาจหาญ คือให้อุตสาหะขึ้น.

บทว่า เตน วิทฺโธ ปเวธามิ ความว่า เราถูกลูกศรคือทิฏฐินั้นเสียบแทงจรดถึงหทัยปักอยู่ ย่อมหวั่นไหว คือย่อมดำริ ได้แก่หมุนไปรอบด้าน ด้วยอำนาจสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ.

บทว่า ปตฺตํว มาลุเตริตํ ความว่า เหมือนใบของต้นไม้ถูกมาลุต คือลมพัดให้หลุดจากขั้ว.

บทว่า อชฺฌตฺตํ เม สมุฏฺฐาย ความว่า ธรรมดาลูกศรในโลกตั้งขึ้นจากภายนอก แล้วห้ำหั่นทำลายภายในฉันใด ลูกศรคือทิฏฐินี้ไม่เหมือนฉันนั้น. ก็ลูกศรคือทิฏฐินี้ตั้งขึ้นแล้วในภายใน คือในอัตภาพของเรา เหมือนกลุ่มผัสสายตนะ ๖ ที่รู้กันว่าอัตภาพนั้นย่อมไหม้ไปเร็วพลัน

เหมือนอะไร?

เหมือนไฟไหม้พร้อมทั้งที่อาศัยของมัน เมื่อเผาไหม้อัตภาพที่ยึดถือว่าของเรา คืออันเป็นของของเรานั้นนั่นแหละ เกิดขึ้นแล้วในที่ใด ย่อมแล่นไปคือเป็นไปในที่นั้นนั่นเอง.

บทว่า น ตํ ปสฺสามิ เตกิจฺฉํ ความว่า เราย่อมไม่เห็นศัลยแพทย์นั้นชื่อว่าผู้เยียวยา เพราะประกอบการเยียวยาเช่นนั้น.

บทว่า โย เม ตํ สลฺลมุทฺธเร ความว่า แพทย์ใดพึงถอนลูกศรคือทิฏฐิ และลูกศรคือกิเลสนั้น พึงนำเอาคำมาประกอบกัน.

ความว่า เมื่อจะถอน ไม่เยียวยารักษาโดยสอดเส้นเชือกต่างๆ คือเส้นลวดสำหรับตรวจโรคอันคล้ายกับเชือก ตัดด้วยศัสตรา (และ) ด้วยการประกอบมนต์และอาคมอย่างอื่น อาจเยียวยาลูกศรได้.

ก็บทว่า วิจิกิจฺฉิตํ นี้เป็นเพียงตัวอย่าง.

พึงทราบเนื้อความด้วยอำนาจลูกศรคือกิเลสแม้ทุกชนิด.

บทว่า อสตฺโถ ได้แก่ ผู้งดเว้นศัสตรา.

บทว่า อวโณ แปลว่า ไม่มีแผล.

บทว่า อพฺภนฺตรปสฺสยํ ได้แก่ อาศัยหทัย กล่าวคือภายในตั้งอยู่.

บทว่า อหึสํ แปลว่า ไม่เบียดเบียน.

บาลีว่า อหึสา ก็มี.

อธิบายว่า โดยไม่เบียดเบียน คือโดยไม่บีบคั้น.

ก็ในที่นี้มีความย่อดังต่อไปนี้ :-

ใครหนอแลไม่ต้องถือศัสตราไรๆ และไม่ทำให้มีแผล ต่อแต่นั้น ไม่ทำร่างกายทุกส่วนให้ลำบาก โดยปรมัตถ์นั้นแล จักถอนลูกศรคือกิเลสอันเป็นตัวลูกศรซึ่งอยู่ในภายในหทัยของเรา โดยทิ่มแทงภายในและปิดกั้นภายใน โดยไม่ให้เกิดการบีบคั้น.

พระเถระครั้นแสดงอาการคิดของตนในกาลก่อนด้วยคาถา ๑๐ คาถาอย่างนั้นแล้ว เพื่อจะแสดงอาการคิดนั้นซ้ำอีกโดยประการอื่น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ธมฺมปฺปติ หิ โส เสฏฺโฐ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมปฺปติ ได้แก่ มีธรรมเป็นนิมิตคือมีธรรมเป็นเหตุ.

ศัพท์ว่า หิ เป็นเพียงนิบาต.

บทว่า โส เสฏฺโฐ แปลว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ประเสริฐ.

บทว่า วิสโทสปฺปวาหโก ความว่า บุคคลเป็นผู้ลอย คือตัดกิเลสมีราคะเป็นต้นของเรา.

บทว่า คมฺภีเร ปติตสฺส เม ถลํ ปาณิญฺจ ทสฺสเย ความว่า ใครหนอแลปลอบใจว่า อย่ากลัว แล้วพึงแสดงบกคือพระนิพพาน และหัตถ์คือพระอริยมรรคอันยังสัตว์ให้ถึงนิพพานนั้น แก่เราผู้ตกลงในห้วงน้ำใหญ่ คือสงสารอันลึกยิ่ง.

บทว่า รหเทหมสฺมิ โอคาฬฺโห ความว่า เราเป็นผู้หยั่งลง คือเข้าไปในห้วงน้ำคือสงสารอันใหญ่โต โดยการดำลงหมดทั้งศีรษะ.

บทว่า อหาริยรชมตฺติเก ความว่า ห้วงน้ำ ชื่อว่ามีดิน คือธุลีอันใครนำไปไม่ได้ เพราะเป็นที่มีดินคือเปือกตมอันได้แก่ธุลีมีราคะเป็นต้นอันใครๆ ไม่อาจนำออกไปได้, ในห้วงน้ำนั้น.

บาลีว่า อหาริยรชมนฺติเก ดังนี้ก็มี.

อธิบายว่า มีธุลีคือราคะเป็นต้นอันนำออกไปได้ยาก ในบรรดาธุลีมีราคะเป็นต้นซึ่งตั้งอยู่ในที่สุด.

บาปธรรมเหล่านั้น คือมายามีการปกปิดโทษที่มีอยู่เป็นลักษณะ ความริษยามีการอดกลั้นสมบัติของคนอื่นไม่ได้ เป็นลักษณะ การแข่งดี มีการกระทำให้ยิ่งกว่าผู้อื่นทำเป็นลักษณะ ถีนะมีความคร้านจิตเป็นลักษณะ มิทธะมีความคร้านกายเป็นลักษณะ แผ่ลาดไปยังห้วงน้ำใด, ในห้วงน้ำนั้นอันลาดด้วยมายา ริษยา การแข่งดี ถีนะและมิทธะ.

ก็ในที่นี้ท่านกล่าว มอักษร ว่ากระทำการเชื่อมบท. อธิบายว่า แผ่ไปด้วยบาปธรรมทั้งหลาย ตามที่กล่าวแล้วนี้.

บทว่า อุทฺธจฺจเมฆถนิตํ สํโยชนวลาหกํ ท่านกล่าวด้วยวจนวิปลาส วจนะคลาดเคลื่อน. ชื่อว่า มีเมฆคืออุทธัจจะเป็นเสียงคำรน เพราะมีอุทธัจจะอันมีภาวะหมุนไป อันเมฆคำรน คืออันเมฆกระหึ่มแล้ว, ชื่อว่ามีสังโยชน์เป็นฝน เพราะมีฝนคือสังโยชน์ ๑๐ ประการ.

อธิบายว่า ความดำริผิดอันอาศัยราคะ ดุจห้วงน้ำ คือเช่นกับห้วงน้ำใหญ่ ตั้งอยู่ในอสุภเป็นต้น ย่อมพาเราผู้มีทิฏฐิชั่วไป คือดึงไปสู่สมุทร คืออบายเท่านั้น.

บทว่า สวนฺติ สพฺพธิ โสตา ความว่า กิเลสเพียงดังกระแส ๕ ประการนี้คือ กระแสคือตัณหา ทิฏฐิ มานะ อวิชชา และกิเลส ชื่อว่าย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง เพราะไหลไปในอารมณ์ทั้งปวงมีรูปเป็นต้นโดยจักขุทวารเป็นต้น หรือเพราะไหลไปโดยส่วนทุกส่วน โดยนัยมีอาทิว่า รูปตัณหา ฯ ล ฯ ธรรมตัณหา.

บทว่า ลตา ความว่า ชื่อว่าเถาวัลย์ เพราะเป็นดุจเครือเถา เพราะอรรถว่าร้อยรัด เพราะอรรถว่าเกาะติดแน่น ได้แก่ตัณหา.

บทว่า อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ ความว่า แตกออกจากทวารทั้ง ๖ แล้วตั้งอยู่ในอารมณ์มีรูปเป็นต้น.

บทว่า เต โสเต ความว่า ใคร คือบุรุษวิเศษจะพึงกั้นกระแสมีตัณหาเป็นต้นอันไหลอยู่ในสันดานของเรา ด้วยเครื่องผูกคือมรรคอันเป็นดุจสะพาน.

บทว่า ตํ ลตํ ได้แก่ เครือเถาคือตัณหา, ใครจะตัดคือจักตัดด้วยศัสตราคือมรรค.

บทว่า เวลํ กโรถ ความว่า ท่านทั้งหลายจงกระทำเขตแดน คือสะพานให้เป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น.

บทว่า ภทฺทนฺเต เป็นบทแสดงอาการร้องเรียก.

บทว่า มา เต มโนมโย โสโต ความว่า กระแสน้ำกว้าง.

แม้มหาชนผู้เขลาก็อาจกระทำสะพานเป็นเครื่องกั้นกระแสน้ำนั้นได้ แต่กระแสอันเกิดทางใจนี้ละเอียด ห้ามยาก, กระแสอันเกิดทางใจนั้นทำพวกท่านที่ยืนอยู่ริมฝั่งอบายให้พลัดตกลงในอบายนั้น เมื่อจะให้ตกลงสมุทรคืออบาย ก็พึงอย่าให้พัดพาไป คืออย่าให้พินาศ ได้แก่อย่าให้ถึงความฉิบหาย เหมือนกระแสน้ำพัดมา ทำให้ต้นไม้ที่อยู่ริมฝั่งโค่นพินาศไปฉะนั้น.

พระเถระนี้ เพราะเป็นผู้อบรมสังขารไว้ในชาติก่อน และเพราะถึงความแก่กล้าแห่งญาณ เมื่อพิจารณาเห็นทุกข์ในปัจจุบันอยู่อย่างนี้ จึงแสดงอาการที่กำหนด ถือเอาสังกิเลสธรรมมีวิจิกิจฉาเป็นต้น บัดนี้เกิดความสลดใจ เป็นผู้แสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล จึงไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อจะแสดงคุณวิเศษที่ตนได้บรรลุ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอวํ เม ภยชาตสฺส ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เม ภยชาตสฺส ความว่า พระศาสดาทรงเป็นผู้ต้านทาน คือทรงเป็นที่ต้านทานของโลกพร้อมทั้งเทวโลกผู้มีภัยคือการเกิดในสงสาร โดยประการดังกล่าวแล้วอย่างนี้ ผู้แสวงหาคือแสวงหาฝั่งคือพระนิพพาน จากที่มิใช่ฝั่ง คือจากสังสารวัฏอันมีภัยเฉพาะหน้าซึ่งเป็นฝั่งใน. ชื่อว่าทรงมีปัญญาเป็นอาวุธ เพราะมีปัญญา เครื่องตัดกิเลสเป็นอาวุธ. ชื่อว่าเป็นศาสดา เพราะทรงพร่ำสอนเหล่าสัตว์ด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เป็นต้นตามสมควร ผู้อันหมู่ฤาษีคือหมู่แห่งพระอริยบุคคลมีพระอัครสาวกเป็นต้นซ่องเสพ.

บทว่า โสปานํ ความว่า พระศาสดาทรงประทานบันไดกล่าวคือวิปัสสนา ชื่อว่าทอดไว้ดีแล้ว เพราะทรงกระทำไว้ดี คือเพราะปรุงแต่งด้วยเทศนาญาณ. ชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะเว้นจากอุปกิเลส. ชื่อว่าล้วนแล้วด้วยแก่นคือธรรมอันเป็นสาระมีศรัทธาและปัญญาเป็นต้น. ชื่อว่ามั่นคง เพราะไม่หวั่นไหวด้วยฝ่ายตรงกันข้าม แก่เราผู้ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดไป ก็เมื่อจะประทานความปลอบใจว่า ด้วยวิธีนี้ เธอจักมีความสวัสดี จึงได้ตรัสว่า เธออย่ากลัว.

บทว่า สติปฏฺฐานปาสาทํ ความว่า เราใช้บันไดคือวิปัสสนานั้นขึ้นสู่ปราสาท คือสติปัฏฐานอันเพียบพร้อมด้วยภูมิ ๔ ด้วยคุณวิเศษ คือสามัญผล ๔ ที่จะพึงได้ด้วยกายานุปัสสนาเป็นต้น แล้วพิจารณาคือพิจารณาเฉพาะ ได้แก่รู้แจ้งสัจธรรม ๔ ด้วยมรรคญาณ.

บทว่า ยํ ตํ ปุพฺเพ อมญฺญิสฺสํ สกฺกายาภิรตํ ปชํ ความว่า

เรารู้แจ้งสัจจะอย่างนี้แล้วได้สำคัญเหล่าสัตว์ คือเดียรถีย์ชน ผู้ยินดียิ่งในสักกายะว่าเรา ว่าของเราและตนที่เดียรถีย์ชนนั้น กำหนดเอาโดยเป็นสาระ ในกาลก่อน.

บทว่า ยทา จ มคฺคมทฺทกฺขึ นาวาย อภิรูหนํ ความว่า ในกาลใด เราได้เห็นทางคือวิปัสสนาอันเป็นอุบายสำหรับขึ้นเรือ คืออริยมรรคตามความเป็นจริง.

จำเดิมแต่นั้น เราไม่ยึดถือเดียรถีย์ชนและตนนั้น คือไม่เอามาตั้งไว้ในใจ จึงได้เห็นท่า คืออริยมรรคทัสสนะอันเป็นท่าแห่งฝั่งใหญ่ คืออมตะกล่าวคือพระนิพพานอย่างอุกฤษฏ์ โดยมรรคทั้งปวง โดยธรรมทั้งปวง.

อธิบายว่า ได้เห็นตามความเป็นจริง.

พระเถระ ครั้นประกาศการบรรลุมรรคอันยอดเยี่ยมของตนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะสดุดีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงมรรคนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สลฺลํ อตฺตสมุฏฺฐานํ ลูกศรที่เกิดในตน ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สลฺลํ ได้แก่ ลูกศร คือกิเลสมีทิฏฐิ มานะเป็นต้น.

บทว่า อตฺตสมุฏฺฐานํ ได้แก่ เกิดขึ้นในอัตภาพอันได้ชื่อว่าอัตตา เพราะเป็นที่ตั้งอยู่แห่งมานะ การถือตัวว่าเป็นเรา.

บทว่า ภวเนตฺติปฺปภาวิตํ แปลว่า อันตั้งขึ้นจากภวตัณหา คือเป็นที่อาศัยของภวตัณหา.

จริงอยู่ ภวตัณหานั้น เป็นแดนเกิดแห่งทิฏฐิและมานะเป็นต้น.

บทว่า เอเตสํ อปฺปวตฺตาย ความว่า เพื่อความไม่เป็นไป คือเพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปธรรมตามที่กล่าวแล้ว.

บทว่า เทเสสิ มคฺคมุตฺตมํ ความว่า ตรัสอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อันสูงสุด คือประเสริฐ และวิปัสสนามรรคอันเป็นอุบายแห่งอริยมรรคนั้น.

บทว่า ทีฆรตฺตานุสยิตํ ความว่า นอนเนื่องอยู่ในสันดานมานาน ในสงสารอันมีที่สุดและเบื้องต้นรู้ไม่ได้ คือมีกำลังโดยได้เหตุ คือโดยภาวะควรแก่การเกิด แต่จากนั้นจะตั้งอยู่นาน ตั้งมั่นคือขึ้นสู่สันดานตั้งอยู่.

บทว่า คนฺถํ ความว่า พระพุทธเจ้าคือพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงลอยบาปได้ ทรงบรรเทาโทษอันเป็นพิษคือกิเลส อันเป็นตัวร้อยรัดในสันดานของเรา มีอภิชฌากายคันถะเป็นต้น ด้วยอานุภาพแห่งเทศนาของพระองค์ คือทรงทำโทษอันเป็นพิษคือกิเลสให้สูญหายไป.

จริงอยู่ เมื่อละกิเลสเครื่องร้อยรัดได้เด็ดขาดแล้ว กิเลสที่ชื่อว่ายังไม่ได้ละย่อมไม่มีแล.

จบอรรถกถาเตลุกานิเถรคาถาที่ ๓ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา