อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๑๐

๑๓. อุพพรีเปตวัตถุ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 19 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๓. อุพพรีเปตวัตถุ ว่าด้วยดาบสถวายโอวาทแก่พระนางอุพพรี

ข้อ ๑๑๐

|๑๑๐.๓๕๑| ๑๓ อหุ ราชา พฺรหฺมทตฺโต ปญฺจาลานํ รเถสโภ อโหรตฺตานมจฺจยา ราชา กาลมกฺรุพฺพถ ฯ |๑๑๐.๓๕๒| ตสฺส อาฬาหนํ คนฺตฺวา ภริยา กนฺทติ อุพฺพรี พฺรหฺมทตฺตํ อปสฺสนฺตี พฺรหฺมทตฺตาติ กนฺทติ ฯ |๑๑๐.๓๕๓| อิสิ จ ตตฺถ อาคจฺฉิ สมฺปนฺนจรณมุนิ โส จ ตตฺถ อปุจฺฉิตฺถ เย ตตฺถ สุ สมาคตา |๑๑๐.๓๕๔| กสฺส จิทํ อาฬาหนํ นานาคนฺธสเมริตํ กสฺสายํ กนฺทติ ภริยา อิโต ทูรคตํ ปตึ พฺรหฺมทตฺตํ อปสฺสนฺตี พฺรหฺมทตฺตาติ กนฺทติ ฯ |๑๑๐.๓๕๕| เต จ ตตฺถ วิยากํสุ เย ตตฺถ สุ สมาคตา พฺรหฺมทตฺตสฺส ภทนฺเต พฺรหฺมทตฺตสฺส มาริส |๑๑๐.๓๕๖| ตสฺส อิทํ อาฬาหนํ นานาคนฺธสเมริตํ ตสฺสายํ กนฺทติ ภริยา อิโต ทูรคตํ ปตึ พฺรหฺมทตฺตํ อปสฺสนฺตี พฺรหฺมทตฺตาติ กนฺทตีติ ฯ |๑๑๐.๓๕๗| ฉฬาสีติสหสฺสานิ พฺรหฺมทตฺตสฺส นามกา อิมสฺมึ อาฬาหเน ทฑฺฒา เตสํ กํ อนุโสจสีติ ฯ |๑๑๐.๓๕๘| โย ราชา จูฬนีปุตฺโต ปญฺจาลานํ รเถสโภ ตํ ภนฺเต อนุโสจามิ ภตฺตารํ สพฺพกามทนฺติ ฯ |๑๑๐.๓๕๙| สพฺเพวเหสุํ ราชาโน พฺรหฺมทตฺตสฺส นามกา สพฺเพว จูฬนีปุตฺตา ปญฺจาลานํ รเถสภา |๑๑๐.๓๖๐| สพฺเพสํ อนุปุพฺเพน มเหสิตฺตํ อการยิ กสฺมา ปุริมเก หิตฺวา ปจฺฉิมํ อนุโสจสีติ ฯ |๑๑๐.๓๖๑| อาตุเม อิตฺถิภูตาย ทีฆรตฺตาย มาริส ยสฺสา เม อิตฺถิภูตาย สํสาเร พหุ ภาสสีติ ฯ |๑๑๐.๓๖๒| อหุ อิตฺถี อหุ ปุริโส ปสุโยนึปิ อาคมา เอวเมตํ อตีตานํ ปริยนฺโต น ทิสฺสตีติ ฯ |๑๑๐.๓๖๓| อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ วารินา วิย โอสิญฺจํ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ |๑๑๐.๓๖๔| อพฺพูฬฺหิ วต เม สลฺลํ โสกํ หทยนิสฺสิตํ โย เม โสกปเรตาย ปติโสกํ อปานุทิ ฯ |๑๑๐.๓๖๕| สาหํ อพฺพูฬฺหสลฺลาสฺมิ สีติภูตาสฺมิ นิพฺพุตา น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวา มหามุนีติ ฯ |๑๑๐.๓๖๖| ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา สมณสฺส สุภาสิตํ ปตฺตจีวรมาทาย ปพฺพชิ อนคาริยํ |๑๑๐.๓๖๗| สา จ ปพฺพชิตา สนฺตา อคารสฺมา อนคาริยํ เมตฺตํ จิตฺตํ อภาเวสิ พฺรหฺมโลกุปปตฺติยา |๑๑๐.๓๖๘| คามา คามํ วิจรนฺตี นิคเม ราชธานิโย ฯ อุรุเวลํ นาม โส คาโม ยตฺถ กาลมกฺรุพฺพถ |๑๑๐.๓๖๙| เมตฺตจิตฺตํ อาภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกุปปตฺติยา อิตฺถีจิตฺตํ วิราเชตฺวา พฺรหฺมโลกุปคา อหูติ ฯ อุพฺพรีเปตวตฺถุ เตรสมํ ฯ อุทฺทานํ ฯ ปณฺฑุมาตา ปติยา จ นนฺทิ กุณฺฑลินา ฆโต เทฺวเสฏฺฐี ตนฺตวาโย วิหารสุตฺตโสวานอุพฺพรีติ ฯ อุพฺพรีวคฺโค ทุติโย ฯ -------------

พระเจ้าพรหมทัตต์ผู้เป็นใหญ่ ได้เสวยราชสมบัติในแคว้นปัญจาลราช พระองค์เสด็จสวรรคตโดยกาลอันล่วงไปแห่งวัน และราตรีทั้งหลาย พระนางเจ้าอุพพรีมเหสีเสด็จไปยังพระเมรุมาศ แล้วทรงกรรแสงอยู่ เมื่อพระนางไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัตต์ ก็กรรแสงว่า พรหมทัตต์ๆ ก็ดาบสผู้เป็นมุนีสมบูรณ์ด้วยจรณญาณ ได้มาที่พระนางอุพพรีประทับอยู่ นั้น ท่านได้ถามชนทั้งหลายที่มาประชุมกันในที่นั้นว่า นี่เป็นพระเมรุมาศ ของใครมีกลิ่นหอมต่างๆ ฟุ้งตลบไป หญิงนี้เป็นภรรยาของใคร เมื่อไม่ เห็นพระเจ้าพรหมทัตต์ผู้เป็นใหญ่ ซึ่งเสด็จไปแล้วไกลจากโลกนี้ คร่ำ- ครวญอยู่ว่า พรหมทัตต์ๆ ชนที่มาประชุมกันอยู่ในที่นั้น กล่าวตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญนี่เป็นพระเมรุมาศของพระเจ้าพรหมทัตต์ ข้าแต่ท่านผู้ นิรทุกข์ นี่เป็นพระเมรุมาศของพระเจ้าพรหมทัตต์ มีกลิ่นหอมฟุ้งตลบไป หญิงนี้เป็นพระมเหสีของท้าวเธอ เมื่อไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัตต์พระราช- สวามี ซึ่งเสด็จไปไกลจากโลกนี้ ทรงพระกรรแสงอยู่ว่า พรหมทัตต์ๆ ดาบสจึงถามว่า พระราชามีพระนามว่าพรหมทัตต์ ถูกเผาในป่าช้านี้ ๘๖,๐๐๐ พระองค์ แล้ว บรรดาพระเจ้าพรหมทัตต์เหล่านั้น พระนางทรงกรรแสงถึงพระเจ้า พรหมทัตต์พระองค์ไหน? พระนางอุพพรีตรัสตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระราชาพระองค์ใด เป็นพระราชโอรสของพระเจ้า- จุฬนี ทรงเป็นใหญ่อยู่ในแคว้นปัญจาลราช ดิฉันเศร้าโศกถึงพระราชา พระองค์นั้น ผู้เป็นพระราชสวามี ทรงประทานสิ่งของที่น่าใคร่ทุกอย่าง. ดาบสกล่าวว่า พระราชาทุกพระองค์ทรงพระนามว่า พรหมทัตต์เหมือนกันทั้งหมดเป็น พระราชโอรสของพระเจ้าจุฬนี เป็นใหญ่อยู่ในแคว้นปัญจาลราช พระนาง เป็นพระมเหสีของพระราชาเหล่านั้น ทั้งหมดโดยลำดับกันมา เหตุไร พระนางจึงเว้นพระราชาองค์ก่อนๆ มาทรงกรรแสงถึงแต่พระราชาองค์ หลังเล่า? พระนางอุพพรีตรัสตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ดิฉันเกิดเป็นแต่หญิงตลอดกาลนานเท่านั้นหรือ หรือเกิดเป็นบุรุษ ท่านพูดถึงแต่การที่ดิฉันเป็นหญิงในสงสารเป็นอันมาก. ดาบสตอบว่า บางคราวพระนางเกิดเป็นหญิง บางคราวก็เกิดเป็นบุรุษ บางคราวก็เข้าถึง กำเนิดปศุสัตว์ ที่สุดแห่งอัตภาพทั้งหลายอันเป็นอดีต ย่อมไม่ปรากฏ อย่างนี้. พระนางอุพพรีตรัสว่า ท่านดับความกระวนกระวายทั้งปวงของดิฉัน ผู้เร่าร้อนอยู่ให้หายเหมือน บุคคลดับไฟที่ราดน้ำมันด้วยน้ำ ฉะนั้น ท่านได้บรรเทาความโศกถึง พระสวามีของดิฉันผู้ถูกความโศกครอบงำแล้ว ถอนขึ้นแล้วหนอซึ่งลูกศร คือความโศกอันเสียบแทงที่หทัยของดิฉัน ข้าแต่ท่านผู้เป็นมหามุนี ดิฉัน เป็นผู้มีลูกศรคือ ความโศกอันท่านถอนขึ้นได้แล้ว เป็นผู้เย็นสงบแล้ว ดิฉันจะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้อีกเพราะได้ฟังคำของท่าน. พระนางอุพพรี ฟังคำสุภาษิตของดาบสผู้เป็นสมณะนั้นแล้ว ถือบาตร และจีวรออกบวชเป็นบรรพชิต ครั้นออกบวชแล้วเจริญเมตตาจิต เพื่อเข้าถึงพรหมโลก พระนางอุพพรีนั้น เมื่อท่องเที่ยวไปสู่บ้านหนึ่ง จากบ้านหนึ่ง สู่นิคมและราชธานีทั้งหลาย ได้เสด็จสวรรคตที่บ้านอุรุเวลา พระนางเบื่อหน่ายความเป็นหญิง เจริญเมตตาจิตเพื่อบังเกิดในพรหมโลก จึงได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก. จบ อุพพรีเปตวัตถุที่ ๑๓. รวมเรื่องที่มีในอุพพรีวรรคนี้ คือ ๑. สังสารโมจกเปตวัตถุ ๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ ๓. มัตตาเปติวัตถุ ๔. นันทาเปตวัตถุ ๕. มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุ ๖. กัณหเปตวัตถุ ๗. ธนปาลเปตวัตถุ ๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ ๙. อังกุรเปตวัตถุ ๑๐. อุตตรมาตุเปตวัตถุ ๑๑. สุตตเปตวัตถุ ๑๒. กรรณมุณฑ-*เปตวัตถุ ๑๓. อุพพรีเปตวัตถุ. จบอุพพรีวรรคที่ ๒. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๓. อุพพรีเปตวัตถุ เรื่องพระนางอุพพรีกับเปรต

ข้อ ๓๖๘

พระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นใหญ่ในแคว้นปัญจาละ เมื่อวันคืนล่วงไปๆ พระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว

ข้อ ๓๖๙

พระนางอุพพรีมเหสีของพระองค์ เสด็จไปยังพระเมรุมาศแล้วทรงกรรแสงอยู่ เมื่อไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัต ก็ทรงกรรแสงว่า พรหมทัตๆ

ข้อ ๓๗๐

อนึ่งดาบส ผู้เป็นมุนี สมบูรณ์ด้วยจรณะ ได้มาที่นั้น และได้ถามชนทั้งหลายที่มาประชุมกันในที่นั้นว่า

ข้อ ๓๗๑

นี่เป็นเมรุมาศของใครซึ่งตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมต่างๆ หญิงนี้เป็นภรรยาของใคร เมื่อไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นใหญ่ ซึ่งเสด็จจากมนุษยโลกนี้ไปไกล คร่ำครวญอยู่ว่า พรหมทัตๆ

ข้อ ๓๗๒

ฝ่ายชนที่มาประชุมกันอยู่ในที่นั้นตอบว่า ท่านผู้เจริญ ผู้นิรทุกข์ นี่เป็นพระเมรุมาศของพระเจ้าพรหมทัต หญิงนี้เป็นพระมเหสีของท้าวเธอ @เชิงอรรถ : @ ผู้บำเพ็ญเพียรเผากิเลส

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๑๓. อุพพรีเปตวัตถุ

ข้อ ๓๗๓

นี่เป็นพระเมรุมาศของท้าวเธอ ซึ่งตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมต่างๆ หญิงนี้เป็นพระมเหสีของท้าวเธอ เมื่อไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัตพระราชสวามี ซึ่งเสด็จจากมนุษยโลกนี้ไปไกล จึงทรงกรรแสงอยู่ว่า พรหมทัตๆ (ดาบสจึงทูลถามว่า)

ข้อ ๓๗๔

พระราชาผู้มีพระนามว่าพรหมทัต ๘๖,๐๐๐ พระองค์ ถูกเผาในป่าช้านี้ บรรดาพระเจ้าพรหมทัตเหล่านั้น พระนางทรงกรรแสงถึงพระเจ้าพรหมทัตองค์ไหน (พระนางอุพพรีตรัสตอบว่า)

ข้อ ๓๗๕

ท่านผู้เจริญ ดิฉันเศร้าโศกถึงพระราชา ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าจูฬนี เป็นใหญ่ในแคว้นปัญจาละ ซึ่งเป็นพระราชสวามี ทรงประทานสิ่งของที่น่าปรารถนาทุกอย่าง (ดาบสทูลถามว่า)

ข้อ ๓๗๖

พระราชาทุกพระองค์ทรงพระนามว่าพรหมทัตเหมือนกันทั้งหมด เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าจูฬนี ทรงเป็นใหญ่ในแคว้นปัญจาละ

ข้อ ๓๗๗

พระนางเป็นพระมเหสีของพระราชาเหล่านั้นทุกพระองค์โดยลำดับ เหตุไรจึงละเว้นพระราชาองค์ก่อนๆ เสีย แล้วมาเศร้าโศกถึงพระราชาองค์สุดท้ายเล่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๑๓. อุพพรีเปตวัตถุ (พระนางอุพพรีตรัสตอบว่า)

ข้อ ๓๗๘

ท่านผู้นิรทุกข์ ตลอดเวลาอันยาวนาน ดิฉันเกิดเป็นสตรีเท่านั้น(ไม่เคยเกิดเป็นบุรุษบ้างหรือ) ท่านพูดถึงแต่การที่ดิฉันเป็นสตรี ในการเวียนว่ายตายเกิดเป็นอันมาก (ดาบสทูลตอบว่า)

ข้อ ๓๗๙

บางคราวพระนางเกิดเป็นสตรี บางคราวเกิดเป็นบุรุษ บางคราวเกิดเป็นปศุสัตว์ ที่สุดแห่งอัตภาพทั้งหลายที่ผ่านมาที่เข้าถึงความเป็นหญิงเป็นต้นนั้น ย่อมไม่ปรากฏอย่างนี้ (พระนางอุพพรีตรัสว่า)

ข้อ ๓๘๐

ท่านช่วยรดดิฉันผู้เร่าร้อนให้สงบ ดับความกระวนกระวายทั้งหมด เหมือนคนใช้น้ำราดดับไฟที่ติดเปรียง

ข้อ ๓๘๑

ผู้ที่ช่วยให้ดิฉันผู้กำลังเศร้าโศกถึงพระสวามีให้บรรเทาลงได้ ชื่อว่าได้ช่วยถอนลูกศรคือความโศกที่เสียบหทัยของดิฉันแล้วหนอ

ข้อ ๓๘๒

พระมหามุนี ดิฉันซึ่งท่านถอนลูกศรคือความโศกได้แล้ว ก็เย็นสงบ ไม่เศร้าโศก ไม่กรรแสงอีก เพราะได้ฟังคำของท่าน

ข้อ ๓๘๓

พระนางอุพพรีฟังคำสุภาษิตของดาบสผู้เป็นสมณะนั้นแล้ว ถือบาตรจีวรออกบวชเป็นบรรพชิต

ข้อ ๓๘๔

ครั้นออกบวชแล้วเป็นผู้สงบ เจริญเมตตาจิต เพื่อบังเกิดในพรหมโลก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ[๒. อุพพริวรรค] รวมเรื่องเปรตที่มีในวรรค

ข้อ ๓๘๕

พระนางเมื่อเที่ยวจากบ้านหนึ่งไปยังบ้านหนึ่ง ไปยังนิคมและราชธานีทั้งหลาย ได้เสด็จสวรรคตที่บ้านอุรุเวลา

ข้อ ๓๘๖

พระนางเบื่อหน่ายการเกิดเป็นหญิง เจริญเมตตาจิตเพื่อบังเกิดในพรหมโลก จึงได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว อุพพรีเปตวัตถุที่ ๑๓ จบ อุพพริวรรคที่ ๒ จบ รวมเรื่องเปรตที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สังสารโมจกเปติวัตถุ ๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ ๓. มัตตาเปติวัตถุ ๔. นันทาเปติวัตถุ ๕. มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุ ๖. กัณหเปตวัตถุ ๗. ธนปาลเสฏฐิเปตวัตถุ ๘. จูฬเสฏฐิเปตวัตถุ ๙. อังกุรเปตวัตถุ ๑๐. อุตตรมาตุเปติวัตถุ ๑๑. สุตตเปตวัตถุ ๑๒. กัณณมุณฑเปติวัตถุ ๑๓. อุพพรีเปตวัตถุ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๒๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอุพพรีเปติวัตถุที่ ๑๓

เรื่องนางอุพพรีเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหุ ราชา พฺรหฺมทตฺโต ดังนี้.

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสิกาคนหนึ่ง.

เล่ากันมาว่า ในกรุงสาวัตถี ได้มีสามีของอุบาสิกาคนหนึ่งตายไป. อุบาสิกานั้นก็อาดูรเพราะความทุกข์ในการพลัดพรากจากสามี เศร้าโศก เดินร้องไห้ไปยังป่าช้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติแห่งโสดาปัตติผลของนาง ทรงมีพระมนัสอันพระกรุณากระตุ้นเตือน จึงเสด็จไปยังเรือนของนาง ประทับนั่งบนบัญญัตอาสน์.

อุบาสิกาเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะนางว่า อุบาสิกา เธอเศร้าโศกไปทำไม. เมื่อนางทูลว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันเศร้าโศก เพราะพลัดพรากจากสามีสุดที่รัก ทรงมีพระประสงค์จะให้นางปราศจากความเศร้าโศก จึงได้นำอดีตนิทานมาว่า :-

ในอดีตกาล ในกปิลนครแคว้นปัญจาละ ได้มีพระราชาพระนามว่าพรหมทัต พระองค์ทรงละการลุแก่อคติ ทรงยินดีในการทำประโยชน์แก่ประชาชนในแว่นแคว้นของพระองค์ ไม่ทรงให้ราชธรรม ๑๐ ประการเสียหายครองราชสมบัติอยู่

บางคราวประสงค์จะทรงสดับว่า ในแว่นแคว้นของพระองค์ มีใครพูดอะไรกันบ้างจึงปลอมเป็นช่างหูก พระองค์เดียวไม่มีเพื่อน เสด็จออกจากนคร เที่ยวไปจากบ้านถึงบ้าน จากชนบทถึงชนบท ทรงเห็นแว่นแคว้นทั่วไปไม่มีเสี้ยนหนาม ไม่ถูกเบียดเบียน (ทั้ง)พวกคนตื่นตัวอยู่อย่างไม่ต้องปิดประตูเรือน ทรงเกิดความโสมนัสจึงเสด็จกลับมุ่งมายังพระนคร จึงเสด็จเข้าไปยังเรือนของหญิงหม้ายยากจนคนหนึ่งในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง.

นางเห็นพระองค์จึงกล่าวถามว่า ดูก่อนเจ้า ท่านเป็นใครและมาจากไหน.

พระราชาตรัสว่า นางผู้เจริญ ฉันเป็นช่างหูก เที่ยวรับจ้างทำการทอผ้า ถ้าท่านมีกิจในการทอผ้า ท่านจงให้อาหารและค่าจ้าง ฉันจะทำงานให้แม้แก่ท่าน

หญิงหม้ายกล่าวว่า ฉันไม่มีงานหรือค่าจ้างดูก่อนเจ้า ท่านจงทำงานของคนอื่นเถิด.

พระราชานั้นประทับอยู่ที่นั้น ๒-๓ วันทรงเห็นธิดาของนางเพียบพร้อมด้วยลักษณะของผู้มีบุญมีโชค จึงตรัสกะมารดาของนางว่า หญิงคนนี้ ใครๆ ทำการหวงแหนแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มีใครๆ หวงแหน ท่านจงให้เด็กหญิงคนนี้แก่เรา เราสามารถทำอุบายเครื่องเลี้ยงชีพตามความสบายแก่พวกท่านได้.

หญิงหม้ายนั้นรับคำแล้วได้ถวายธิดานั้นแก่พระราชา.

พระราชาทรงอยู่กับนางนั้น ๒-๓ วัน จึงพระราชทานทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะแก่นางแล้วตรัสว่าเพียง ๒-๓ วันเท่านั้น เราก็จักกลับ แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าอย่ากระสันไปเลย ดังนี้แล้วจึงเสด็จไปยังพระนครของพระองค์ทรงรับสั่งให้สร้างหนทางในระหว่าง พระนครกับบ้านนั้น ให้สม่ำเสมอให้ประดับแล้วเสด็จไปในที่นั้นด้วยราชานุภาพอันใหญ่แล้วให้ตั้งนางทาริกานั้นไว้ในกองกหาปณะ แล้วให้อาบด้วยหม้อน้ำทองคำและหม้อน้ำเงิน แล้วให้ตั้งชื่อว่าอุพพรีแล้วทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสีและได้ประทานบ้านนั้นแก่พวกญาติของนาง ได้นำนางมายังพระนครด้วยราชานุภาพอันใหญ่ ทรงอภิรมย์กับนาง เสวยรัชชสุขตลอดพระชนมชีพ ในที่สุดแห่งอายุก็เสด็จสวรรคต.

ก็เมื่อพระราชาสวรรคตแล้ว และทำการถวายพระเพลิงพระศพเสร็จแล้ว พระนางอุพพรีมีหทัยเพียบพร้อมด้วยลูกศรคือความเศร้าโศก เพราะพลัดพรากจากพระสวามี ไปยังป่าช้า บูชาด้วยสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้นอยู่หลายวัน ระบุถึงพระคุณของพระราชา คร่ำครวญรำพันอยู่ ดุจถึงความเป็นบ้า กระทำประทักษิณป่าช้า.

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงผนวชเป็นฤาษี บรรลุฌานและอภิญญา อยู่ในราวป่าแห่งหนึ่งใกล้ๆ ขุนเขาหิมพานต์ ทอดพระเนตรเห็นพระนางอุพพรีผู้เพียบพร้อมไปด้วยลูกศรคือความเศร้าโศกด้วยทิพยจักษุ เสด็จเหาะมา ปรากฏรูป ประทับยืนอยู่ในอากาศ ตรัสถามพวกมนุษย์ผู้อยู่ในที่นั้นว่า นี้เป็นป่าช้าของใครกัน และหญิงนี้คร่ำครวญรำพันอยู่ว่า พรหมทัต พรหมทัต เพื่อต้องการพรหมทัตคนไหน. พวกมนุษย์ได้ฟังดังนั้นพากันกล่าวว่า พระราชาของชาวปัญจาละทรงพระนามว่าพรหมทัต ท้าวเธอสวรรคต ในเวลาสิ้นพระชนมายุ นี้เป็นป่าช้าของท้าวเธอ นี้เป็นอัครมเหสีชื่อว่าอุพพรี ของพระองค์คร่ำครวญรำพันระบุถึงพระนามของพระองค์ว่า พรหมทัต พรหมทัต. พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะแสดงความนั้น จึงได้ตั้งคาถา ๖ คาถาว่า :-

พระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นใหญ่ เสวยราชสมบัติในแคว้นปัญจาละราช เมื่อวันคืนล่วงไป พระองค์เสด็จสวรรคต พระนางเจ้าอุพพรีมเหสีเสด็จไปยังพระเมรุมาศ แล้วทรงกรรแสงอยู่เมื่อพระนางไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัต ก็ทรงกรรแสงว่า พรหมทัต พรหมทัต

ก็ดาบสผู้เป็นมุนีสมบูรณ์ด้วยจรณญาณ ได้มาที่พระนางอุพพรีประทับอยู่นั้น ท่านได้ถามชนทั้งหลายที่มาประชุมกันในที่นั้นว่า นี้เป็นพระเมรุมาศของใครกันมีกลิ่นหอมต่างๆ ฟุ้งตลบไปหญิงนี้เป็นภริยาของใครกัน ไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นใหญ่ ซึ่งเสด็จไปแล้วไกลจากโลกนี้ คร่ำครวญอยู่ว่า พรหมทัต พรหมทัต

ชนที่มาประชุมกันอยู่ในที่นั้นกล่าวตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นี้เป็นพระเมรุมาศของพระเจ้าพรหมทัต ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ นี้เป็นพระเมรุมาศของพระเจ้าพรหมทัต มีกลิ่นหอมฟุ้งตลบไป หญิงนี้เป็นพระมเหสีของท้าวเธอ เมื่อไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นพระราชสวามี ซึ่งเสด็จไปไกลจากโลกนี้ ทรงกรรแสงอยู่ว่า พรหมทัต พรหมทัต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ แปลว่า ได้มีแล้ว.

บทว่า ปญฺจาลานํ ได้แก่ชาวปัญจาลรัฐ หรือได้แก่ ปัญจาลรัฐนั่นเอง.

จริงอยู่ ชนบทแม้หนึ่งชนบท เขาแสดงออกด้วยคำเป็นอันมากว่า ปญฺจาลานํ ด้วยถ้อยคำอันดาดดื่น ด้วยอำนาจแห่งพระราชกุมารชาวชนบท.

บทว่า รเถสโภ ความว่า ได้เป็นเสมือนผู้ยิ่งใหญ่ในรถ คือรถคันใหญ่.

บทว่า ตสฺส อาฬาหนํ ได้แก่ สถานที่เป็นที่ถวายพระเพลิงพระสรีระของพระราชาพระองค์นั้น.

บทว่า อิสิ ความว่า ชื่อว่าฤาษี เพราะอรรถว่าแสวงหาซึ่งคุณมีฌานเป็นต้น.

บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในที่เป็นที่ประทับของพระนางอุพพรีนั้น คือในสุสาน.

บทว่า อาคจฺฉิ แปลว่า ได้ไปแล้ว.

บทว่า สมฺปนฺนจรโณ ความว่า ผู้ถึงพร้อมคือผู้ประกอบด้วยคุณ คือ จรณะ ๑๕ ประการเหล่านี้คือ สีลสัมปทา ความเป็นผู้คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะชาคริยานุโยค สัทธรรม ๗ ประการมีศรัทธาเป็นต้น และรูปาวจรฌาน ๔ ประการ.

บทว่า มุนิ ความว่า ชื่อว่ามุนิ เพราะรู้ คือรู้ชัดซึ่งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น.

บทว่า โส จ ตตฺถ อปุจฺฉิตฺถ ความว่า พระดาบสนั้นได้สอบถามถึงคนผู้อยู่ในที่นั้น.

บทว่า เย ตตฺถ สุ สมาคตา ได้แก่ เหล่าคนผู้มาประชุมกันที่ป่าช้านั้น.

ศัพท์ว่า สุ เป็นเพียงนิบาต. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า เย ตตฺถาสุํ สมาคตา ดังนี้ก็มี.

บทว่า อาสุํ ความว่า ได้มีแล้ว.

บทว่า นานาคนฺธสเมริตํ ความว่า มีกลิ่นนานาชนิดหอมฟุ้งอบอวลไปโดยรอบ.

บทว่า อิโต แปลว่า จากมนุษยโลก.

ด้วยคำว่า ทูรคตํ หญิงนี้กล่าวเพราะค่าที่ตนไปสู่ปรโลก.

บทว่า พฺรหฺมทตฺตาติ วทติ ความว่า พระนางร้องเรียกด้วยอำนาจความรำพันโดยระบุถึงชื่ออย่างนี้ว่า พรหมทัต พรหมทัต.

บทว่า พฺรหฺมทตฺตสฺส ภทฺทนฺเต พฺรหฺมทตฺตสฺส มาริส อธิบายว่า ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีกายและจิตปลอดโปร่ง ผู้นิรทุกข์ นี้เป็นพระเมรุมาศของพระเจ้าพรหมทัต หญิงนี้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้นนั่นเอง ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน และจงมีแด่พระเจ้าพรหมทัตนั้น ประโยชน์สุขย่อมมีแด่พระมเหสีเช่นนั้น ผู้สถิตอยู่ในปรโลก ด้วยความคิดถึงเนืองนิตย์ถึงหิตประโยชน์.

ลำดับนั้น พระดาบสนั้น ครั้นสดับคำของคนเหล่านั้นแล้วด้วยอาศัยความอนุเคราะห์ จึงไปยังสำนักของพระนางอุพพรี เพื่อจะบรรเทาความเศร้าโศกของพระนางอุพพรี จึงได้กล่าวคาถาว่า :-

พระราชาทรงพระนามว่าพรหมทัต ถูกเผา

ในป่าช้านี้ ๘๖,๐๐๐ พระองค์แล้ว บรรดาพระเจ้า

พรหมทัตเหล่านั้น พระนางทรงกรรแสงถึงพระเจ้า

พรหมทัตพระองค์ไหน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉฬาสีติสหสฺสานิ ความว่า นับได้ ๘๖,๐๐๐ พระองค์.

บทว่า พฺรหฺมทตฺตสฺสนามกา ได้แก่ มีชื่ออย่างนี้ว่าพรหมทัต.

บทว่า เตสํ กมนุโสจสิ ความว่า พระนางทรงพระกรรแสงถึงพระเจ้าพรหมทัตพระองค์ไหน บรรดาพระเจ้าพรหมทัตที่นับได้ ๘๖,๐๐๐ พระองค์นั้น.

ดาบสถามว่า พระนางเกิดความเศร้าโศก เพราะอาศัยพระเจ้าพรหมทัตพระองค์ไหนกัน.

ก็พระนางอุพพรีถูกฤาษีนั้นถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะบอกถึงพระเจ้าพรหมทัตที่ตนประสงค์ จึงกล่าวคาถาว่า :-

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระราชาพระองค์ใด

เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าจูฬนี ทรงเป็นใหญ่

อยู่ในแคว้นปัญจาละ ดิฉันเศร้าโศกถึงพระราชา

พระองค์นั้นผู้เป็นพระราชสวามี ทรงประทานสิ่ง

ของที่น่าปรารถนาทุกอย่าง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จูฬนีปุตฺโต ได้แก่ พระโอรสของพระราชาผู้ทรงพระนามอย่างนั้น.

บทว่า สพฺพกามทํ ได้แก่ ผู้ทรงประทานสิ่งทั้งปวงที่น่าต้องการน่าปรารถนาแก่ดิฉัน หรือผู้ให้สิ่งที่สรรพสัตว์ต้องการ.

เมื่อพระนางอุพพรีกล่าวอย่างนี้แล้ว ดาบสจึงกล่าวคาถา ๒ คาถาอีกว่า :-

พระราชาทุกพระองค์ ทรงพระนามว่า

พรหมทัตเหมือนกันทั้งหมด ล้วนเป็นพระราช

โอรสของพระเจ้าจูฬนี เป็นใหญ่อยู่ในแคว้น

ปัญจาละ พระนางเป็นพระมเหสี ของพระราชา

เหล่านั้นทั้งหมดโดยลำดับกันมา เพราะเหตุไร

พระนางจึงเว้นพระราชาพระองค์ก่อนๆ เสีย มา

ทรงกรรแสงถึงพระราชาพระองค์หลังเล่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพวาเหสุํ ความว่า พระราชาเหล่านั้นทั้งหมดนับได้ ๘๖,๐๐๐ พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าจูฬนี พระนามว่าพรหมทัต ได้เป็นใหญ่ในแคว้นปัญจาละ.

ความพิเศษมีความเป็นพระราชาเป็นต้นเหล่านี้ ไม่ได้มีแต่พระราชาแม้พระองค์เดียวในพระราชาเหล่านั้น.

บทว่า มเหสิตฺตมการยิ ความว่า ก็ท่านได้กระทำ ให้เป็นพระอัครมเหสีของพระราชาทั้งหมดนั้น โดยลำดับ. อธิบายว่า ถึงโดยลำดับ.

ด้วยบทว่า กสฺมา พระดาบสถามว่า ท่านเว้นพระราชาพระองค์ก่อนๆ ในบรรดาพระราชาเหล่านี้ผู้ไม่พิเศษโดยคุณและโดยเป็นพระสวามี มาทรงกรรแสงถึงพระราชาพระองค์หลังพระองค์เดียวเท่านั้น เป็นเพราะเหตุไร คือด้วยเหตุไร?

พระนางอุพพรีได้ฟังดังนั้นแล้วเกิดสลดพระทัย จึงกล่าวคาถากะดาบสอีกว่า :-

ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ดิฉันเกิดเป็นแต่หญิง

ตลอดกาลนานเท่านั้นหรือ หรือจะเกิดเป็นชาย

บ้าง ท่านพูดถึงแต่กาลที่ดิฉันเป็นหญิง ในสงสาร

เป็นอันมาก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาตุเม คือ ในตน.

บทว่า อิตฺถิภูตาย แปลว่า เกิดเป็นผู้หญิง.

บทว่า ทีฆรตฺตาย แปลว่า ตลอดกาลนาน.

จริงอยู่ ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า เมื่อดิฉันเป็นผู้หญิงก็คงเป็นผู้หญิงอยู่ตลอดกาลเท่านั้น หรือว่าจะเป็นผู้ชายได้บ้าง.

บทว่า ยสฺสา เม อิตฺถิภูตาย ความว่า ข้าแต่ท่านพระมหามุนี ท่านพูดถึงคือกล่าวถึงแต่กาลที่ดิฉันเป็นหญิง เป็นมเหสี ในสงสารมากมายถึงเพียงนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า อาหุ เม อิตฺถิภูตาย ดังนี้ก็มี.

บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า อา เป็นนิบาต ใช้ในอนุสสรณัตถะ.

บทว่า อาหุ เม ความว่า ดิฉันเองได้ระลึกถึง คือได้รู้ทั่วถึงข้อนี้.

มีวาจาประกอบความว่า เมื่อดิฉันเป็นหญิง คือเกิดเป็นผู้หญิง ดิฉันเกิดไปๆ มาๆ ตลอดกาลเพียงเท่านี้ ด้วยอาการอย่างนี้เพราะเหตุไร? เพราะเมื่อดิฉันเป็นหญิง ท่านได้ทำดิฉันให้เป็นมเหสีของพระราชาทุกพระองค์โดยลำดับข้าแต่พระมหามุนี ท่านได้กล่าวถึงฉันในสงสารเป็นอันมาก เพราะเหตุไร?

พระดาบสครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงว่า การกำหนดแน่นอนนี้ ไม่มีในสงสารว่า หญิงก็ต้องเป็นหญิง ชายก็ต้องเป็นชาย อยู่นั่นเอง จึงกล่าวคาถาว่า :-

บางคราวพระนางเกิดเป็นหญิง บางคราว

ก็เกิดเป็นชาย บางคราวก็เกิดในกำเนิดปสุสัตว์

ที่สุดแห่งอัตภาพทั้งหลายอันเป็นอดีต ย่อมไม่

ปรากฏอย่างนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ อิตฺถี อหุ ปุริโส ความว่า บางคราวท่านก็เป็นหญิง บางคราวก็เป็นชาย จะเป็นหญิงหรือเป็นชายอย่างเดียวเท่านั้นก็หามิได้ โดยที่แท้เกิดในกำเนิดปสุสัตว์บ้าง คือ บางคราวก็ไปสู่ภาวะปสุสัตว์บ้าง คือบางคราวก็เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานบ้าง.

บทว่า เอวเมตํ อตีตานํ ปริยนฺโต น ทิสฺสติ ความว่า ที่สุดแห่งอัตภาพอันเป็นอดีต อันเกิดเป็นหญิง เป็นชายและเป็นสัตว์ดิรัจฉานเป็นต้นอย่างนี้ คือตามที่กล่าวแล้วนี้ ย่อมไม่ปรากฏแก่ผู้เห็นด้วยญาณจักษุ คือด้วยความอุตสาหะใหญ่สำหรับพระองค์ คืออย่างเดียวเท่านั้นก็หามิได้ โดยที่แท้ที่สุดแห่งอัตภาพของเหล่าสัตว์ผู้วนเวียนอยู่ในสงสารทั้งหมด ย่อมไม่ปรากฏ คือรู้ไม่ได้ทีเดียว.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้ไม่มีที่สุดและ

เบื้องต้นอันใครๆ ไปตามอยู่รู้ไม่ได้ เบื้องต้นและ

ที่สุดของเหล่าสัตว์ ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้น ผูก

พันด้วยตัณหา แล่นไปท่องเที่ยวไป ย่อมไม่ปรากฏ.

พระมเหสีได้ฟังธรรมที่พระดาบสนั้น เมื่อจะประกาศความที่สงสารไม่มีที่สุดและความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน แสดงไว้แล้วอย่างนี้ มีหทัยสลดในสงสาร และมีใจเลื่อมใสในธรรมปราศจากลูกศรคือความเศร้าโศก.

เมื่อจะประกาศความเลื่อมใสและความปราศจากเศร้าโศกของตน จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-

ท่านดับความกระวนกระวายทั้งปวงของดิฉัน

ผู้เร่าร้อนอยู่ให้หายเหมือนบุคคลเอาน้ำดับไฟที่ราด

ด้วยน้ำมันฉะนั้น

ท่านบรรเทาความเศร้าโศก ถึงพระสวามีของ

ดิฉัน ผู้ถูกความเศร้าโศกครอบงำแล้ว ถอนได้แล้ว

หนอ ซึ่งลูกศรความเศร้าโศก อันเสียดแทงที่หทัย

ของดิฉัน

ข้าแต่ท่านผู้เป็นพระมหามุนี ดิฉันเป็นผู้มี

ลูกศรคือความเศร้าโศกอันถอนขึ้นได้แล้ว เป็นผู้

เย็นสงบ ดิฉันไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้อีก เพราะได้

ฟังคำของท่าน.

ความของคาถานั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.

บัดนี้ พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงข้อปฏิบัติของพระนางอุพพรีผู้มีพระหทัยสลด จึงได้ตรัสพระคาถา ๔ พระคาถาว่า :-

พระนางอุพพรีฟังคำสุภาษิตของดาบสผู้เป็นสมณะ

นั้นแล้ว ถือบาตรและจีวรออกบวชเป็นบรรพชิต ครั้นออก

บวชแล้ว เจริญเมตตาจิตเพื่อเข้าถึงพรหมโลก

พระนางอุพพรีนั้น เมื่อท่องเที่ยวไปสู่บ้านหนึ่งจาก

บ้านหนึ่ง สู่นิคมและราชธานีทั้งหลาย ได้เสด็จสวรรคต

ที่บ้านอุรุเวลา

พระนางเบื่อหน่ายความเป็นหญิง เจริญเมตตาจิต

เพื่อบังเกิดในพรหมโลก จึงได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ได้แก่ ดาบสนั้น.

บทว่า สุภาสิตํ ได้แก่ คำอันเป็นสุภาษิต. อธิบายว่า ซึ่งธรรม.

บทว่า ปพฺพชิตา สนฺตา ได้แก่ เข้าถึงบรรพชาหรือบวชแล้ว เป็นผู้มีกายวาจาสงบ.

ด้วยบทว่า เมตฺตจิตฺตํ พระนางอุพพรีกล่าวถึงจิตที่เกิดพร้อมด้วยเมตตา คือฌานที่มีเมตตาเป็นอารมณ์ โดยยกจิตขึ้นเป็นประธาน.

บทว่า พฺรหฺมโลกูปปตฺติยา ความว่า ก็และพระนางเมื่อเจริญเมตตาจิตนั้น ก็เจริญเพื่อเข้าถึงพรหมโลก ไม่ใช่เพื่อเป็นบาทแห่งวิปัสสนาเป็นต้น.

จริงอยู่ เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ดาบสและปริพาชกผู้เจริญธรรมมีพรหมวิหารเป็นต้นก็เจริญเพียงเพื่อภวสมบัติเท่านั้น.

บทว่า คามา คามํ ได้แก่ จากบ้านหนึ่งไปบ้านหนึ่ง.

บทว่า อาภาเวตฺวา แปลว่า เจริญแล้ว คือ พอกพูนแล้ว. บางอาจารย์กล่าวว่า อภาเวตฺวา ก็มี. อ อักษร ของบทว่า อภาเวตฺวา ของอาจารย์บางพวกนั้นเป็นเพียงนิบาต.

บทว่า อิตฺถิ จิตฺตํ วิราเชตฺวา ความว่า คลายความคิด คือความมีอัธยาศัย ได้แก่ความชอบใจในความเป็นหญิง คือเป็นผู้มีจิตปราศจากความยินดีในความเป็นหญิง.

บทว่า พฺรหฺมโลกูปคา ความว่า ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกโดยการถือปฏิสนธิ.

คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ได้ทรงกระทำความเศร้าโศกของอุบาสิกานั้น โดยจตุสัจจเทศนาเบื้องบน. ในเวลาจบสัจจะ อุบาสิกานั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. และเทศนาได้มีประโยชน์แก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว ฉะนี้แล.

จบอรรถกถาอุพพรีเปติวัตถุที่ ๑๓ -----------------------------------------------------

รวมเรื่องที่มีในอุพพรีวรรคนี้ คือ

๑. สังสารโมจกเปตวัตถุ

๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ

๓. มัตตาเปติวัตถุ

๔. นันทาเปตวัตถุ

๕. มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุ

๖. กัณหเปตวัตถุ

๗. ธนปาลเปตวัตถุ

๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ

๙. อังกุรเปตวัตถุ

๑๐. อุตตรมาตุเปตวัตถุ

๑๑. สุตตเปตวัตถุ

๑๒. กรรณมุณฑเปตวัตถุ

๑๓. อุพพรีเปตวัตถุ จบอุพพรีวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา