อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๐๙

๑๒. กรรณมุณฑเปตวัตถุ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๙พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 20 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๒. กรรณมุณฑเปตวัตถุ ว่าด้วยบุพกรรมของนางเวมานิกเปรต พระเจ้าพาราณสีตรัสถามนางเวมานิกเปตรว่า

ข้อ ๑๐๙

|๑๐๙.๓๓๑| ๑๒ โสวณฺณโสปาณผลกา โสวณฺณวาลุกสนฺถตา ตตฺถ โสคนฺธิยา วคฺคู สุจิคนฺธา มโนรมา |๑๐๙.๓๓๒| นานารุกฺเขหิ สญฺฉนฺนา นานาคนฺธสเมริตา นานาปทุมสญฺฉนฺนา ปุณฺฑรีกสโมหตา ฯ |๑๐๙.๓๓๓| สุรภี สมฺปวายนฺติ มนุญฺญา มาลุเตริตา หํสโกญฺจาภิรุทา จ จกฺกวากาภิกุชิตา |๑๐๙.๓๓๔| นานาทิชคณากิณฺณา นานาสรคณายุตา นานาผลธรา รุกฺขา นานามาลธรา วนา ฯ |๑๐๙.๓๓๕| น มนุสฺเสสุ อีทิสํ นครํ ยาทิสํ อิทํ ปาสาทา จ พหุกา ตุยฺหํ โสวณฺณรูปิยมยา ททฺทลฺลมานา อาเภนฺติ สมนฺตา จตุโร ทิสา ฯ |๑๐๙.๓๓๖| ปญฺจ ทาสีสตา ตุยฺหํ ยา เตมา ปริจาริกา ตา กมฺพุกายูรธรา กญฺจนาเจลภูสิตา ฯ |๑๐๙.๓๓๗| ปลฺลงฺกา พหุกา ตุยฺหํ โสวณฺณรูปิยมยา กทลีมิคสญฺฉนฺนา สชฺชา โคณกสนฺถตา |๑๐๙.๓๓๘| ยตฺถ ตุวํ วาสุปคตา สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ สมฺปตฺตาย อฑฺฒรตฺตาย ตโต อุฏฺฐาย คจฺฉสิ |๑๐๙.๓๓๙| อุยฺยานภูมึ คนฺตฺวาน โปกฺขรญฺญา สมนฺตโต ฯ ตสฺสา ตีเร ตุวํฐาสิ หริเต สทฺทเล สุเภ |๑๐๙.๓๔๐| ตโต เต กณฺณมุณฺโฑ จ สุนโข องฺคมงฺคานิ ขาทติ ฯ ยทา จ ขายิตา อาสิ อฏฺฐิสงฺขลิกา กตา โอคาหสิ โปกฺขรณึ โหติ กาโย ยถา ปุเร ฯ |๑๐๙.๓๔๑| ตโต ตฺวํ องฺคปจฺจงฺคี สุจารู ปิยทสฺสนา วตฺเถน ปารุปิตฺวาน อายาสิ มม สนฺติกํ ฯ |๑๐๙.๓๔๒| กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ กิสฺส กมฺมวิปาเกน กณฺณมุณฺโฑ จ สุนโข องฺคมงฺคานิ ขาทตีติ ฯ |๑๐๙.๓๔๓| กิมฺพิลายํ คหปติ สทฺโธ อาสิ อุปาสโก ตสฺสาหํ ภริยา อาสิ ทุสฺสีลา อติจารินี ฯ |๑๐๙.๓๔๔| เอวมาติจรมานาย สามิโก เอตทพฺรูวิ เนตํ ฉนฺนํ ปฏิรูปํ ยํ ตฺวํ อติจราสิ มํ ฯ |๑๐๙.๓๔๕| สาหํ โฆรญฺจ สปถํ มุสาวาทํ อภาสิสฺสํ นาหนฺตํ อติจรามิ กาเยน อุท เจตสา |๑๐๙.๓๔๖| สจาหนฺตํ อติจรามิ กาเยน อุท เจตสา อยํ กณฺณมุณฺโฑ สุนโข องฺคมงฺคานิ ขาทตุ ฯ |๑๐๙.๓๔๗| ตสฺส กมฺมสฺส วิปากํ มุสาวาทสฺส จูภยํ สตฺตวสฺสสตานิ จ อนุภตํ ยโตปิ เม กณฺณมุณฺโฑ จ สุนโข องฺคมงฺคานิ ขาทตีติ ฯ |๑๐๙.๓๔๘| ตฺวญฺจ เทว พหูปกาโร อตฺถาย เม อิธาคโต สุมุตฺตาหํ กณฺณมุณฺฑสฺส อโสกา อกุโตภยา |๑๐๙.๓๔๙| นาหํ เทว นมสฺสามิ ยาจามิ อญฺชลีกตา ภุญฺช อมานุเส กาเม รม เทว มยา สหาติ ฯ |๑๐๙.๓๕๐| ภุตฺตา อมานุสา กามา รมิโตมฺหิ ตยา สห ตาหํ สุภเค ยาจามิ ขิปฺปํ ปฏินยาหิ มนฺติ ฯ กณฺณมุณฺฑเปตวตฺถุ ทฺวาทสมํ ฯ

สระโบกขรณีมีน้ำใสสะอาด มีบันไดทองคำลาดด้วยทรายทองโดยรอบ ในสระนั้นมีกลิ่นหอมฟุ้งน่ารื่นรมย์ใจ ดาดดื่นไปด้วยหมู่ไม้นานา มีกลิ่น ต่างๆ หอมตลบไปด้วยลมรำเพยพัด ดารดาษด้วยบัวต่างๆ เกลื่อนกล่น ด้วยบัวขาวมีกลิ่นหอมเจริญใจ อันลมรำเพยพัดฟุ้งขจร เสียงระงมไปด้วย หงส์และนกกระเรียน นกจักพรากมาร่ำร้องไพเราะจับใจ เกลื่อนกล่น ไปด้วยฝูงนกต่างๆ ส่งเสียงร้องอยู่อึงมี่ มีหมู่รุกขชาติอันมีดอกและผล นานาพรรณ ไม่มีเมืองใดในมนุษย์เหมือนเมืองของท่านนี้ ปราสาทเป็น อันมากของท่าน ล้วนแล้วด้วยทองคำและเงิน รุ่งเรืองงามสง่าไปทั่วทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ นางทาสี ๕๐๐ คอยบำเรอท่านประดับด้วยกำไรทอง นุ่งห่มผ้าทองคำบัลลังก์ของท่านมีมาก ซึ่งสำเร็จด้วยทองคำและเงิน ปูลาด ด้วยหนังชะมด และผ้าโกเชาว์อันบุคคลจัดแจงไว้แล้ว ท่านจะเข้านอน บนบัลลังก์ใด ก็สำเร็จดังความปรารถนาทุกอย่าง เมื่อถึงเที่ยงคืน ท่าน ลุกจากบัลลังก์นั้นลงไปสู่สวนใกล้สระโบกขรณี ยืนอยู่ที่ฝั่งสระนั้นอันมี หญ้าเขียวอ่อน งดงาม ลำดับนั้น สุนัขหูด้วนก็ขึ้นมาจากสระนั้น กัดอวัยวะน้อยใหญ่ของท่านเมื่อใด ท่านถูกสุนัขกัดกินแล้วเหลือแต่ กระดูกเมื่อนั้น ท่านจึงลงสู่สระโบกขรณี ร่างกายก็กลับมีเหมือนเดิม ภายหลังจากเวลาลงสระโบกขรณี ท่านกลับมีอวัยวะน้อยใหญ่เต็มบริบูรณ์ งดงามดูน่ารัก นุ่งห่มแล้ว มาสู่สำนักของเรา ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา ใจ หรือและเพราะวิบากแห่งกรรมอะไร สุนัขหูด้วน จึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของท่าน? นางเวมานิกเปรตกราบทูลว่า มีคฤหบดีคนหนึ่ง เป็นอุบาสกผู้มีศรัทธา อยู่ในเมืองกิมพิละ หม่อมฉัน เป็นภรรยาของอุบาสกนั้น เป็นคนทุศีล ประพฤตินอกใจเขา เมื่อหม่อม ฉันนอกใจเขาอย่างนั้น สามีหม่อมฉันจึงพูดว่า การที่เธอประพฤตินอก ใจฉันนั้นเป็นการไม่เหมาะไม่สมควร และหม่อมฉันได้กล่าวมุสาวาท- สบถอย่างร้างแรงว่า ฉันไม่ได้ประพฤตินอกใจท่านด้วยกายหรือด้วยใจ ถ้าฉันประพฤตินอกใจท่านด้วยกายหรือด้วยใจ ขอให้สุนัขหูด้วนตัวนี้ กัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของฉันเถิด วิบากแห่งกรรมอันลามก คือ การ ประพฤตินอกใจสามี และมุสาวาททั้งสอง อันหม่อมฉันได้เสวยแล้ว ตลอด ๗๐๐ ปี เพราะกรรมอันลามกนั้น สุนัขหูด้วนกัดกินอวัยวะน้อย ใหญ่ของหม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์มีอุปการะแก่ หม่อมฉันมาก พระองค์เสด็จมาที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่หม่อมฉัน หม่อมฉัน พ้นดีแล้วจากสุนัขหูด้วน ไม่มีความโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์ หม่อมฉันขอประนมอัญชลีวิงวอนว่า ขอพระองค์จงเสวยกามสุขอันเป็นทิพย์ รื่นรมย์อยู่กับหม่อมฉันเถิด. พระราชาตรัสว่า กามสุขอันเป็นทิพย์เราเสวยแล้ว และรื่นรมย์แล้วกับท่าน ดูกรนางผู้ ประกอบด้วยความงาม เราขออ้อนวอนท่าน ขอท่านจงรีบนำฉันกลับ เสียเถิด. จบ กรรณมุณฑเปตวัตถุที่ ๑๒.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๒. กัณณมุณฑเปติวัตถุ เรื่องนางเปรตผู้ถูกสุนัขกัณณมุณฑกัดกินเนื้อ (พระเจ้าพาราณสีตรัสถามนางเวมานิกเปรตว่า)

ข้อ ๓๔๘

สระโบกขรณีมีน้ำใสเย็น มีบันไดทองคำ มีพื้นดาดด้วยทรายทองคำ ในสระโบกขรณีนั้นมีต้นไม้สวยงาม มีกลิ่นหอมยวนใจ

ข้อ ๓๔๙

ดาดดื่นไปด้วยหมู่ไม้นานาพันธุ์ ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมต่างๆ ดารดาษไปด้วยบัวนานาชนิด รายล้อมไปด้วยบัวขาว

ข้อ ๓๕๐

มีกลิ่นหอมเจริญใจ ยามต้องลมรำเพยพัดก็โชยกลิ่นหอมระรื่นฟุ้งขจรไป ระงมไปด้วยเสียงหงส์และนกกะเรียน นกจักรพาก มาส่งเสียงร้องไพเราะจับใจ @เชิงอรรถ : @ นกชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์นกเป็ดน้ำ (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๑๒. กัณณมุณฑเปติวัตถุ

ข้อ ๓๕๑

ขวักไขว่ไปด้วยฝูงทิชาชาติ นานาชนิด มีเสียงร้องของนกนานาชนิด ไพเราะจับใจ มีไม้ผล ไม้ดอกนานาพันธุ์

ข้อ ๓๕๒

ไม่มีเมืองใดในมนุษย์เหมือนเมืองของท่านนี้ ปราสาทของท่านมีมาก สำเร็จแล้วด้วยทองคำและเงิน ส่องแสงสว่างโชติช่วงโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ

ข้อ ๓๕๓

ทาสี ๕๐๐ คน ประดับด้วยกำไลทองคำ นุ่งห่มผ้าทองคำ คอยบำเรอท่าน

ข้อ ๓๕๔

ท่านมีบัลลังก์ทองคำและเงินจำนวนมาก ปูลาดด้วยหนังชะมดและผ้าโกเชาว์ ที่เขาจัดเตรียมไว้แล้ว

ข้อ ๓๕๕

ท่านจะเข้าบรรทมบนบัลลังก์ใดก็สำเร็จสมประสงค์ทุกอย่าง เมื่อถึงเที่ยงคืน ท่านลุกจากบัลลังก์นั้นไป

ข้อ ๓๕๖

ลงไปสู่สวนรอบสระโบกขรณี ยืนอยู่ที่ริมสระนั้นซึ่งมีหญ้าเขียวอ่อนนุ่ม

ข้อ ๓๕๗

ทันใดนั้น สุนัขชื่อกัณณมุณฑกะก็ขึ้นมาจากสระนั้น กัดอวัยวะน้อยใหญ่ของท่าน เมื่อใดท่านถูกสุนัขกัดกินเหลือแต่ร่างกระดูก เมื่อนั้น ท่านจึงลงสู่สระโบกขรณี ร่างกายก็กลับเป็นเหมือนเดิม

ข้อ ๓๕๘

ภายหลังจากเวลาที่ลงสระโบกขรณี ท่านกลับมีอวัยวะน้อยใหญ่บริบูรณ์ งดงาม ดูน่ารัก นุ่งห่มผ้า มาสู่สำนักเรา @เชิงอรรถ : @ นก ได้ชื่อว่า ทิชาชาติ เพราะเกิด ๒ หน คือ คลอดจากท้องมารดาเป็นฟองไข่หนหนึ่ง และถูกฟักจน@คลอดเป็นตัวอีกหนหนึ่ง @ พรมที่ทำด้วยขนแกะที่มีขนยาว (ขุ.เป.อ. ๓๕๔/๑๖๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๑๒. กัณณมุณฑเปติวัตถุ

ข้อ ๓๕๙

เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไร สุนัขกัณณมุณฑกะจึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของท่าน (นางเวมานิกเปรตกราบทูลว่า)

ข้อ ๓๖๐

มีคหบดีคนหนึ่ง เป็นอุบาสก มีศรัทธา อยู่ในเมืองกิมพิลา หม่อมฉันเป็นภรรยาของเขา เป็นคนทุศีล ประพฤตินอกใจเขา

ข้อ ๓๖๑

เมื่อหม่อมฉันประพฤตินอกใจเขา สามีจึงพูดดังนี้ว่า การที่เธอประพฤตินอกใจฉันแล้วปกปิดไว้ เป็นการไม่เหมาะ ไม่สมควร

ข้อ ๓๖๒

และหม่อมฉันนั้นได้กล่าวเท็จสาบานอย่างร้ายแรงว่า ฉันไม่ได้ประพฤตินอกใจท่านทางกายหรือทางใจ

ข้อ ๓๖๓

ถ้าฉันประพฤตินอกใจท่านทางกายหรือทางใจ ขอให้สุนัขกัณณมุณฑกะตัวนี้จงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของฉันเถิด

ข้อ ๓๖๔

ผลกรรมชั่วและการกล่าวเท็จทั้งสองนั้น หม่อมฉันได้เสวยแล้วเป็นเวลา ๗๐๐ ปี เพราะกรรมอันชั่วช้าสุนัขกัณณมุณฑกะ จึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของหม่อมฉัน

ข้อ ๓๖๕

ขอเดชะพระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงมีอุปการะแก่หม่อมฉันมาก เสด็จมา ณ ที่นี้เพื่อประโยชน์แก่หม่อมฉัน หม่อมฉันพ้นแล้วจากสุนัขกัณณมุณฑกะ หายโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

ข้อ ๓๖๖

ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์ ขอประนมอัญชลีวิงวอนว่า ขอพระองค์จงเสวยกามสุขอันเป็นทิพย์ รื่นรมย์อยู่กับหม่อมฉันเถิดเพคะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๑๓. อุพพรีเปตวัตถุ (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๓๖๗

ฉันเสวยกามสุขอันเป็นทิพย์และรื่นรมย์กับเธอแล้ว เชิญเถิดนางงาม ฉันอ้อนวอนเธอ ขอจงรีบนำฉันกลับเถิด กัณณมุณฑเปติวัตถุที่ ๑๒ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถากัณณมุณฑเปติวัตถุที่ ๑๒

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงพระปรารภกัณณมุณฑเปรต ตรัสพระคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า โสณฺณโสปานผลกา ดังนี้.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ในกิมิลนคร ยังมีอุบาสกคนหนึ่งเป็นพระโสดาบัน มีฉันทะร่วมกันกับอุบาสก ๕๐๐ คนเป็นผู้ขวนขวายในบุญกรรมมีการปลูกดอกไม้ สร้างสะพานและสร้างที่จงกรมเป็นต้นอยู่ สร้างวิหารถวายพระสงฆ์ ได้ไปวิหารตามกาลเวลาพร้อมกับอุบาสกเหล่านั้น.

ฝ่ายภริยาของอุบาสกเหล่านั้นเป็นอุบาสิกามีความพร้อมเพรียงกันและกัน ต่างถือดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น ไปยังวิหารตามกาลเวลา ไปพักผ่อนในสภาอันเป็นที่รื่นรมย์เป็นต้น ในระหว่างทาง.

ภายหลังวันหนึ่ง นักเลงหญิง ๒-๓ คนนั่งประชุมกันที่สภาแห่งหนึ่ง เมื่ออุบาสิกาเหล่านั้นพากันไปพักผ่อนในที่นั้น เห็นรูปสมบัติของอุบาสิกาเหล่านั้น มีจิตปฏิพัทธ์ รู้ว่า อุบาสิกาเหล่านั้นถึงพร้อมด้วยศีล อาจารและคุณธรรม จึงสนทนากันว่า ใครสามารถจะทำลายศีลของอุบาสิกาแม้คนหนึ่ง ในบรรดาอุบาสิกาเหล่านั้นได้.

ในนักเลงเหล่านั้น นักเลงคนหนึ่งกล่าวว่า เราสามารถ. นักเลงเหล่านั้นได้ทำความเสนียดจัญไรว่า พวกเราจะทำกรรมอันเป็นเสนียดจัญไร ด้วยค่าจ้าง ๑,๐๐๐. เมื่อท่านทำได้ เราจะให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แก่ท่าน เมื่อท่านทำไม่ได้ ท่านพึงให้ทรัพย์แก่เรา.

เขาพยายามด้วยอุบายเป็นอเนก เมื่ออุบาสิกาเหล่านั้นมายังสภา จึงดีดพิณ ๗ สายมีเสียงเปล่งออกไพเราะเพราะพริ้ง ขับเพลงขับอันประกอบด้วยกามคุณ มีเสียงไพเราะทีเดียว ให้หญิงคนหนึ่งในบรรดาอุบาสิกาเหล่านั้นถึงศีลวิบัติด้วยเสียงเพลงขับ กระทำการล่วงเกิน ให้นักเลงเหล่านั้นพ่ายแพ้ไปด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐.

นักเลงเหล่านั้นพ่ายแพ้ไปด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วจึงบอกแก่สามีของนาง.

สามีถามนางว่า บุรุษเหล่านั้นได้กล่าวโดยประการที่เธอเป็นอย่างนี้หรือ?

นางปฏิเสธว่า ฉันไม่รู้เรื่องเช่นนี้ เมื่อสามีไม่เชื่อ จึงแสดงสุนัขที่อยู่ใกล้ ได้ทำการสบถว่า ถ้าฉันทำกรรมชั่วเช่นนั้นไซร้ ขอสุนัขดำตัวหูขาดนี้จงกัดฉัน ซึ่งเกิดในภพนั้นๆ เถิด.

ฝ่ายหญิง ๕๐๐ คนรู้ว่าหญิงนั้นประพฤตินอกใจ ถูกสามีท้วงว่า หญิงนี้ทำกรรมชั่วเช่นนี้หรือว่าไม่ได้ทำ จึงกล่าวมุสาว่า พวกเราไม่รู้กรรมเห็นปานนี้ จึงได้ทำสบถว่า ถ้าพวกฉันรู้ ขอให้พวกดิฉันพึงเป็นทาสหญิงของหญิงนั้นแหละทุกๆ ภพไปเถิด.

ลำดับนั้น หญิงผู้ประพฤตินอกใจนั้นมีหทัยถูกความเดือดร้อนนั้นนั่นแลแผดเผาจึงซูบซีดไป ไม่นานนักก็ตายไปบังเกิดเป็นเวมานิกเปรตอยู่ที่ริมฝั่งสระกัณณมุณฑะแห่งหนึ่ง บรรดาสระใหญ่ ๗ สระ ที่ขุนเขาหิมวันต์. และรอบๆ วิมานของนาง ได้บังเกิดสระโบกขรณีขึ้นสระหนึ่ง อันประกอบด้วยการเสวยวิบากแห่งกรรมของนาง.

ส่วนหญิง ๕๐๐ คนที่เหลือทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นนางทาสีของหญิงนั้นนั่นแล ด้วยอำนาจกรรมที่ทำสบถไว้.

นางเสวยทิพยสมบัติตลอดกลางวัน เพราะผลแห่งบุญกรรมที่ตนทำไว้ในกาลก่อนนั้น พอถึงเที่ยงคืนก็ถูกพลังแห่งกรรมชั่วตักเตือน จึงลุกขึ้นจากที่นอน ไปยังฝั่งสระโบกขรณี.

สุนัขดำตัวหนึ่งประมาณเท่าลูกแพะ มีรูปร่างน่ากลัว หูขาด มีเขี้ยวโง้งยาวคมกริบ มีนัยน์ตาเสมือนกองถ่านไม้ตะเคียนที่ลุกโพลงดีแล้ว มีลิ้นเหมือนกลไกแห่งสายฟ้าที่แลบออกมาไม่ขาดระยะ มีเล็บโง้งคมกริบ มีขนน่าเกลียดยาวแข็ง มาจากสระกัณณมุณฑะนั้น แล้วทำนางผู้ไปในที่นั้นให้ล้มลงที่ภาคพื้น เป็นเสมือนถูกความหิวจัดครอบงำ ขู่ข่ม กัดกินให้เหลือเพียงร่างกระดูก แล้วคาบไปทิ้งที่สระโบกขรณีแล้วก็หายไป. พร้อมกับที่สุนัขทิ้งในสระโบกขรณีนั้นนั่นแหละ นางก็มีรูปเป็นปกติเดิมแล้วขึ้นสู่วิมาน นอนอยู่บนที่นอน.

ฝ่ายหญิงนอกนั้นเสวยทุกข์เป็นทาสของนางนั้นนั่นแล.

พวกหญิงที่อยู่ในที่นั้น ล่วงไป ๕๕๐ ปี ด้วยประการฉะนี้.

ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้นเว้นจากบุรุษเสีย อยู่เสวยทิพยสมบัติ เกิดความเบื่อหน่าย. ยังมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลออกจากสระกัณณมุณฑะ ในบรรดาสระใหญ่ ๗ สระนั้นออกทางช่องบรรพตแล้ว เข้าไปยังแม่น้ำคงคา.

ก็ในที่ใกล้แต่สถานที่อยู่ของหญิงเหล่านั้น ยังมีป่าไม้แถบหนึ่ง เป็นเช่นกับสวนอันงดงามประกอบไปด้วยต้นมะม่วง ต้นขนุนและน้ำเต้าเป็นต้นซึ่งมีผลเป็นทิพย์. หญิงเหล่านั้นคิดพร้อมกันอย่างนี้ว่า เอาเถอะ พวกเราจักทิ้งผลมะม่วงเหล่านี้ลงในแม่น้ำนี้. ผิไฉน ชายบางคนเห็นผลไม้นี้เข้าเพราะความโลภในผลไม้ จะพึงมาในที่นี้บ้าง พวกเราจักอภิรมย์กับชายนั้น.

หญิงเหล่านั้นได้กระทำเหมือนอย่างนั้น.

ก็ผลมะม่วงที่หญิงเหล่านั้นพากันโยนลงไป บางผลดาบสเก็บได้. บางผลพรานไพรเก็บเอาไป บางผลกาแย่งเอาไป บางผลคล้องอยู่ที่ริมฝั่ง ส่วนผลหนึ่งลอยไปตามกระแสน้ำในแม่น้ำคงคา ถึงกรุงพาราณสีโดยลำดับ.

ก็สมัยนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงสรงสนานในแม่น้ำคงคาที่เขาล้อมไว้ด้วยตาข่ายโลหะ. ลำดับนั้น ผลไม้นั้นลอยไปตามกระแสแม่น้ำมาโดยลำดับ ติดอยู่ที่ตาข่ายโลหะ.

พวกราชบุรุษเห็นผลมะม่วงทิพย์ขนาดใหญ่ สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่นและรสนั้นเข้าจึงนำเข้าไปถวายแก่พระราชา.

พระราชาทรงหยิบเอาส่วนหนึ่งของผลมะม่วงนั้น เพื่อจะทดลอง จึงพระราชทานให้แก่เพชฌฆาตคนหนึ่งที่พระองค์ทรงตั้งไว้ในเรือนจำกิน. เขาเคี้ยวกินผลไม้นั้นแล้วกล่าวว่า ข้าแต่สมมติเทพ ผลไม้เช่นนี้ ข้าพระองค์ไม่เคยเคี้ยวกินเลย ผลมะม่วงนี้ชะรอยว่าจะเป็นของทิพย์.

พระราชาได้พระราชทานอีกชิ้นหนึ่งแก่เพชฌฆาตนั้น. เพชฌฆาตเคี้ยวกินผลมะม่วงนั้นแล้ว ปราศจากหนังเหี่ยวและผมหงอก มีรูปร่างน่าพึงใจ ได้เป็นประหนึ่งตั้งอยู่ในวัยหนุ่ม.

พระราชาทอดพระเนตรเห็นดังนั้นทรงเกิดอัศจรรย์พระทัย ไม่เคยมี จึงเสวยผลมะม่วงนั้นบ้าง ได้รับความวิเศษในพระวรกาย จึงตรัสถามพวกมนุษย์ว่า ผลมะม่วงทิพย์เห็นปานนี้ มีอยู่ที่ไหน?

พวกมนุษย์กราบทูลอย่างนี้ ได้ยินว่า มีอยู่ที่ขุนเขาหิมพานต์ พระเจ้าข้า.

พระราชาตรัสว่า ก็ใครสามารถจะนำเอามะม่วงเหล่านั้นมาได้. พวกมนุษย์กราบทูลว่า พรานไพร ย่อมรู้พระเจ้าข้า.

พระราชารับสั่งให้เรียกพวกพรานไพรมา จึงแจ้งเรื่องนั้นให้พวกพรานไพรทราบ ได้พระราชทานทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะแก่พรานไพรผู้หนึ่งที่พวกพรานไพรเหล่านั้นสมมุติมอบถวายไปจึงส่งพรานไพรคนนั้นไป ด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไป จงรีบนำเอาผลมะม่วงนั้นมาให้เรา.

พรานไพรนั้นได้ให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะนั้นแก่บุตรและภริยา ถือเอาเสบียง มุ่งหน้าไปสระกัณณมุณฑะ ตรงกันข้ามกับแม่น้ำคงคา ล่วงเลยถิ่นมนุษย์ไป พบดาบสองค์หนึ่งที่ประเทศประมาณ ๖๐ โยชน์ฝั่งในแต่สระกัณณมุณฑะ เดินไปตามทางที่ดาบสนั้นบอกให้ พบดาบสอีกองค์หนึ่งที่ประเทศประมาณ ๓๐ โยชน์ เดินไปตามทางที่ดาบสนั้นบอกให้ พบดาบสอีกองค์หนึ่งในที่ประมาณ ๑๕ โยชน์ จึงได้บอกเหตุที่ตนมาแก่ดาบสนั้น.

ดาบสพร่ำสอนเธอว่า ตั้งแต่นี้ไป เธอจะละแม่น้ำคงคาใหญ่สายนี้เสีย อาศัยแม่น้ำน้อยนี้ เดินทวนกระแสไป ถือเอาน้ำในราตรี ในคราวที่ท่านเห็นช่องบรรพตแล้ว พึงเข้าไป.

ก็แม่น้ำสายนี้ ในเวลากลางคืนจะไม่ไหล. เพราะฉะนั้น แม่น้ำนั้นจึงเหมาะแก่การไปของท่าน. โดยล่วงไป ๒-๓ โยชน์ ท่านก็จักเห็นผลมะม่วงเหล่านั้น. เขาได้ทำตามนั้นแล้ว พอพระอาทิตย์อุทัยขึ้น ได้ถึงสวนมะม่วงอันเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก เป็นภูมิภาคที่โชติช่วงไปด้วยข่ายแห่งรัศมีของรัตนะต่างๆ งดงามไปด้วยส่วนแห่งป่าที่มีผลมาก มีแมกไม้ มีสาขาปกคลุมเป็นดุจเพดาน หมู่วิหกนานาชนิดก็ส่งเสียงร่ำร้อง.

ลำดับนั้น พวกหญิงอมนุษย์เหล่านั้นเห็นพรานไพรนั้นเดินมาแต่ไกล จึงวิ่งเข้าไปด้วยหมายใจว่า คนนี้เป็นที่พึ่งของเรา คนนี้เป็นที่พึ่งของเรา.

ก็พรานไพรนั้นพอเห็นหญิงเหล่านั้นเข้าจึงตกใจกลัว ร้อง หนีไป เพราะตนไม่ได้ทำบุญกรรมอันเหมาะสมที่จะเสวยทิพยสมบัติในที่นั้น ร่วมกับหญิงเหล่านั้นได้ จึงไปถึงกรุงพาราณสี โดยลำดับแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา.

พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงเกิดความหวังเพื่อจะเห็นหญิงเหล่านั้น และเพื่อจะบริโภคผลมะม่วงทั้งหลาย จึงให้พวกอำมาตย์สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงผูกสอดกำธนู เหน็บพระขรรค์ โดยอ้างว่าจะไปล่าเนื้อ มีมนุษย์ ๒-๓ คนเป็นบริวาร เสด็จไปตามทางที่พรานไพรนั้นนั่นแหละชี้แนะให้ จึงพักพวกมนุษย์ไว้ในที่ระยะ ๒-๓ โยชน์ จึงพาเฉพาะพรานไพรไปโดยลำดับ ให้พรานไพรแม้นั้น กลับจากที่นั้น พอพระอาทิตย์อุทัย ก็เสด็จเข้าถึงสวนมะม่วง.

ลำดับนั้น พวกหญิงเหล่านั้นเห็นเทพบุตรนั้น เหมือนเกิดในภพใหม่ จึงต้อนรับ รู้ว่าเขาเป็นพระราชา จึงเกิดความรักและความนับถือมาก ให้อาบน้ำโดยเคารพ ให้ประดับตกแต่งด้วยดี ด้วยผ้า เครื่องอลังการ ดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้ยกขึ้นสู่วิมาน ให้บริโภคโภชนะอันเป็นทิพย์ มีรสเลิศต่างๆ แล้วได้เข้าไปนั่งใกล้เขาตามสมควรแก่ความปรารถนา.

ครั้นล่วงไป ๑๕๐ ปี พระราชาเสด็จลุกขึ้นในเพลาเที่ยงคืน ประทับนั่งทอดพระเนตรเห็นนางเปรตผู้ประพฤติล่วงเกินนั้น กำลังเดินไปยังฝั่งสระโบกขรณี มีความประสงค์จะทดลองดู จึงตามไป ด้วยคิดว่า เพราะเหตุไรหนอ หญิงนี้จึงไปในเวลานี้.

ลำดับนั้น พระราชาเห็นนางผู้ไปในที่นั้น กำลังถูกสุนัขกัด เมื่อไม่รู้ว่านี่อะไรกันหนอ จึงทดลองดู ๒-๓ วัน จึงคิดว่า สุนัขนี้ชะรอยจะเป็นศัตรูแก่หญิงนี้ จึงพุ่งหลาวอันลับดีแล้ว ปลงเสียจากชีวิต และโบยหญิงนั้นแล้วให้ลงยังสระโบกขรณี เห็นรูปที่ตนได้เห็นครั้งก่อนแล้ว จึงตรัสถามประวัติของนางนั้นด้วยคาถา ๑๒ คาถาว่า :-

สระโบกขรณีนี้มีน้ำใสสะอาด มีบันไดทองคำลาดด้วยทรายทองโดยรอบ ในสระนั้นมีกลิ่นหอมฟุ้งน่ารื่นรมย์ใจ ดาดดื่นไปด้วยหมู่ไม้นานาชนิด มีกลิ่นต่างๆ หอมตลบไปด้วยลมรำเพยพัดดารดาษด้วยบัวต่างๆ เกลื่อนกล่นด้วยบัวขาว มีกลิ่นหอมเจริญใจ อันลมรำเพยพัดฟุ้งขจร เสียงระงมไปด้วยหงษ์และนกกระเรียน นกจักพรากมาร่ำร้องไพเราะจับใจ เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกต่างๆ ส่งเสียงร้องอื้ออึง มีหมู่รุกขชาติอันมีดอกและผลนานาพรรณ ไม่มีเมืองใดในมนุษย์เหมือนเมืองของท่านนี้เลย

ปราสาทเป็นอันมากของท่านล้วนแล้วด้วยทองคำและเงิน รุ่งเรืองงามสง่าไปทั่วทั้ง ๔ ทิศโดยรอบนางทาสี ๕๐๐ คนคอยบำเรอท่าน ประดับด้วยกำไลทองคำ นุ่งห่มผ้าขลิบทองคำ บัลลังก์ของท่านมีมาก ซึ่งสำเร็จด้วยทองคำและเงินปูลาดด้วยหนังชะมดและผ้าโกเชาว์ อันบุคคลจัดแจงไว้แล้ว ท่านจะเข้านอนบนบัลลังก์ใด ก็สำเร็จดังความปรารถนาทุกอย่าง

เมื่อถึงเที่ยงคืน ท่านลุกจากบัลลังก์นั้นลงไปสู่สวนใกล้สระโบกขรณี ยืนอยู่ที่ฝั่งสระนั้นอันมีหญ้าเขียวอ่อนงดงาม ลำดับนั้น สุนัขหูด้วนก็ขึ้นมาจากสระนั้นกัดอวัยวะน้อยใหญ่ของท่าน เมื่อใดท่านถูกสุนัขกัดกินแล้วเหลือแต่กระดูก เมื่อนั้นท่านจึงลงสู่สระโบกขรณี ร่างกายก็กลับเป็นเหมือนเดิม ภายหลังจากเวลาลงสระโบกขรณี ท่านกลับมีอวัยวะน้อยใหญ่เต็มบริบูรณ์งดงาม ดูน่ารัก นุ่งห่มแล้วมาสู่สำนักของเรา

ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกายวาจาใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรมอะไร สุนัขหูด้วนจึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสณฺณโสปานผลกา แปลว่า แผ่นกระดานบันไดล้วนแล้วด้วยทองคำ.

บทว่า โสวณฺณวาลุกสนฺถตา แปลว่า ลาดด้วยทรายทองคำโดยรอบ.

บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในสระโบกขรณีนั้น.

บทว่า โสคนฺธิยา แปลว่า มีกลิ่นหอม.

บทว่า วคฺคู แปลว่า ดีน่าชอบใจ.

บทว่า สุจิคนฺธา แปลว่า มีกลิ่นเป็นที่ฟูใจ.

บทว่า นานาคนฺธสเมริตา ได้แก่ มีกลิ่นน่ารื่นรมย์ใจ หอมตลบไปด้วยลมรำเพยพัด.

บทว่า นานาปทุมสญฺฉนฺนา ได้แก่ พื้นน้ำดาดาษไปด้วยบัวต่างๆ ชนิด.

บทว่า ปุณฺฑรีกสโมตฺตา ได้แก่ เกลื่อนกล่นไปด้วยบัวขาว.

บทว่า สุรภึ สมฺปวายนฺติ ความว่า มีกลิ่นหอมน่าเจริญใจ ถูกลมรำเพยพัดฟุ้งขจร. อธิบายว่า สระโบกขรณี.

บทว่า หํสโกญฺจาภิรุทา แปลว่า เสียงระงมไปด้วยหงส์และนกกระเรียน.

บทว่า นานาทิชคณา กิณฺณา แปลว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกต่างๆ.

บทว่า นานาสรคณายุตา แปลว่า ประกอบไปด้วยหมู่นกต่างๆ ส่งเสียงร้องไพเราะจับใจอยู่อึงมี่.

บทว่า นานาผลธรา ความว่า มีรุกขชาติอันทรงดอกออกผลอยู่ทุกฤดูกาล.

บทว่า นานาปุปฺผธรา วนา ความว่า ได้แก่ป่าที่มีหมู่ไม้ให้เผล็ดดอกน่ารื่นรมย์ใจนานาชนิด.

จริงอยู่ บทว่า วนา ท่านกล่าวด้วยลิงควิปัลลาส.

บทว่า น มนุสฺเสสุ อีทิสํ นครํ ความว่า ในมนุษยโลกไม่มีนครใดที่จะเสมอเหมือนนครของท่านนี้. อธิบายว่า หาไม่ได้ในมนุษยโลก.

บทว่า รูปิยามยา แปลว่า ล้วนแล้วด้วยเงิน.

บทว่า ททฺทลฺลมานา แปลว่า รุ่งโรจน์อย่างยิ่ง.

บทว่า อาเภนฺติ แปลว่า ย่อมงดงาม.

บทว่า สมนฺตา จตุโร ทิสา ความว่า ตลอดทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ

บทว่า ยา เตมา ตัดเป็น ยา เต อิมา.

บทว่า ปริจาริกา ได้แก่ หญิงผู้ทำการขวนขวาย.

บทว่า ตา ได้แก่ หญิงผู้บำเรอ.

บทว่า กมฺพุกายูรธรา แปลว่า ประดับด้วยกำไลทองคำ.

บทว่า กญฺจนาเวฬภูสิตา ได้แก่ มีผมและมือประดับด้วยดอกไม้กรองทอง.

บทว่า กทลิมิคสญฺฉนฺนา แปลว่า ลาดด้วยหนังชะมด.

บทว่า สชฺชา แปลว่า อันบุคคลจัดแจงแล้ว คือเหมาะสมที่จะนอน.

บทว่า โคณกสนฺถตา แปลว่า ลาดด้วยผ้าโกเชาว์มีขนยาว.

บทว่า ยตฺถ คือ ในบัลลังก์ใด.

บทว่า วาสูปคตา แปลว่า เข้าไปยังที่อยู่. อธิบายว่า นอน.

บทว่า สมฺปตฺตายฑฺฒรตฺตาย แปลว่า เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน.

บทว่า ตโต แปลว่า จากบัลลังก์.

บทว่า โปกฺขรญฺญา คือ ใกล้สระโบกขรณี.

บทว่า หริเต แปลว่า หญ้าเขียวอ่อน.

บทว่า สทฺทเล แปลว่า ดารดาษไปด้วยหญ้าอ่อน.

บทว่า สุเภ แปลว่างดงาม. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุเภ เป็นคำร้องเรียกนางเปรต.

มีวาจาประกอบความว่า ดูก่อนนางผู้งดงาม เจ้าจงไปยืนอยู่ที่ริมสระโบกขรณีนั้น บนหญ้าอันเขียวสดโดยรอบ.

บทว่า กณฺณมุณฺโฑ แปลว่า มีหูขาด คือมีหูด้วน.

บทว่า ขายิตา อาสิ ความว่า ท่านเป็นผู้อันสุนัขหูขาดกัดแล้ว.

บทว่า อฏฺฐิสงฺขลิกา กตา แปลว่า กัดให้เหลือเพียงร่างกระดูก.

บทว่า ยถา ปุเร ได้แก่ เหมือนในกาลก่อนแต่เวลาที่สุนัขจะกัด.

บทว่า ตโต ได้แก่ ภายหลังจากลงสู่สระโบกขรณี.

บทว่า องฺคปจฺจงฺคี แปลว่า มีสรรพางค์กายครบถ้วน.

บทว่า สุจารุ แปลว่า น่ารื่นรมย์ใจด้วยดี.

บทว่า ปิยทสฺสนา แปลว่า น่าชม.

บทว่า อายาสิ แปลว่า ย่อมมา.

นางเปรตนั้นถูกพระราชาตรัสถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะกล่าวประวัติของตนตั้งแต่ต้นแด่พระราชานั้น จึงกล่าวคาถา ๕ คาถาว่า :-

มีคฤหบดีคนหนึ่งเป็นอุบาสกมีศรัทธา อยู่ในเมืองกิมิละ หม่อมฉันเป็นภริยาของอุบาสกนั้น ประพฤตินอกใจเขา เมื่อหม่อมฉันประพฤตินอกใจเขาอย่างนั้น สามีหม่อมฉันจึงคิดว่า การที่เธอประพฤตินอกใจฉันนั้น เป็นการไม่เหมาะ ไม่สมควร และหม่อมฉันได้กล่าวมุสาวาทสบถอย่างร้ายแรงว่า ฉันไม่ได้ประพฤตินอกใจท่านด้วยกายหรือด้วยใจถ้าฉันประพฤตินอกใจท่านด้วยกายหรือด้วยใจไซร้ ขอให้สุนัขหูด้วนตัวนี้กัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของฉันเถิด

วิบากแห่งกรรมอันลามก คือการประพฤตินอกใจสามี และมุสาวาททั้ง ๒ อันหม่อมฉันได้เสวยแล้วตลอด ๗๐๐ ปี เพราะกรรมอันชั่วนั้น สุนัขหูด้วนจึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของหม่อมฉัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิมิลายํ ได้แก่ ในพระนครมีชื่ออย่างนั้น.

มีวาจาประกอบความว่า บทว่า อติจารินี ความว่า จริงอยู่ ภริยาท่านเรียกว่ามีความประพฤตินอกใจ เพราะประพฤตินอกใจสามี เมื่อดิฉันประพฤตินอกใจ สามีหม่อมฉันนั้นจึงได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉัน.

บทว่า เนตํ ฉนฺนํ เป็นต้น เป็นการแสดงอาการที่สามีกล่าวแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตํ ฉนฺนํ ความว่า การประพฤตินอกใจนั้นเป็นการไม่สมควร.

บทว่า น ปติรูปํ เป็นไวพจน์ของบทว่า เนตํ ฉนฺนํ นั้นนั่นเอง.

บทว่า ยํ เป็นกิริยาปรามาส.

บทว่า อติจราสิ แปลว่าประพฤตินอกใจ. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. อธิบายว่า การที่ท่านประพฤตินอกใจเรานั้น เป็นการไม่เหมาะไม่ควร.

บทว่า โฆรํ แปลว่า ร้ายแรง.

บทว่า สปถํ แปลว่า คำสาป.

บทว่า ภาสิสํ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว.

บทว่า สจาหํ ตัดเป็น เสจ อหํ.

บทว่า ตํ ได้แก่ ตฺวํ แปลว่าท่าน.

บทว่า ตสฺส กมฺมสฺส ได้แก่ กรรมอันลามก คือกรรมแห่งบุคคลผู้ทุศีลนั้น.

บทว่า มุสาวาทสฺส จ ได้แก่ พูดมุสาวาทว่า ฉันไม่ได้ประพฤตินอกใจท่าน.

บทว่า อุภยํ ได้แก่ วิบากของกรรมทั้ง ๒.

บทว่า อนุภูตํ ความว่า ที่หม่อมฉันเสวยอยู่.

บทว่า ยโต จากกรรมชั่วใด.

ก็แลนางเปรตนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะระบุอุปการะที่พระราชาทำแก่ตน

จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์มีอุปการะแก่หม่อมฉันมาก พระองค์เสด็จมาในที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่หม่อมฉัน หม่อมฉันพ้นดีแล้วจากสุนัขหูด้วน ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์ หม่อมฉันขอประนมอัญชลีวิงวอนว่า ขอพระองค์จงเสวยกามสุขอันเป็นทิพย์ รื่นรมย์อยู่กับหม่อมฉันเถิด.

นางเปรตเรียกพระราชาด้วยคำว่า เทว ในคาถานั้น.

บทว่า กณฺณมุณฺฑสฺส ได้แก่ สุนัขหูด้วน.

จริงอยู่ คำว่า กณฺณมุณฺฑสฺส นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ.

ลำดับนั้น พระราชาทรงมีพระทัยเบื่อหน่ายด้วยการอยู่ในที่นั้น จึงประกาศอัธยาศัยในการเสด็จไป.

นางเปรตได้ฟังดังนั้น มีจิตปฏิพัทธ์ต่อพระราชา เมื่อจะวอนพระราชาให้ประทับอยู่ในที่นั้นนั่นเอง จึงกล่าวคาถาว่า ตาหํ เทว นมสฺสามิ ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์.

พระราชามีพระประสงค์จะเสด็จไปพระนครโดยส่วนเดียวเทียว เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของพระองค์อีก จึงได้กล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-

กามสุขอันเป็นทิพย์ เราได้เสวยแล้ว และรื่นรมย์แล้วกับท่าน ดูก่อนนางผู้ประกอบด้วยความงดงาม เราขออ้อนวอนต่อท่าน ขอท่านจงรีบนำฉันกลับไปเสียเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาหํ ตัดเป็น ตํ อหํ.

บทว่า สุภเค แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความงดงาม.

บทว่า ปฏินยาหิ มํ แปลว่า ขอเธอจงนำฉันกลับไปยังพระนครของฉันเถิด.

คำที่เหลือในบททั้งปวง ปรากฏชัดแล้วทั้งนั้น.

ลำดับนั้น นางเวมานิกเปรตนั้น ครั้นสดับพระดำรัสของพระราชาแล้ว เมื่อจะอดกลั้นความพลัดพรากจากกันมิได้ มีหัวใจว้าวุ่น เพราะอาดูรด้วยความเศร้าโศก มีร่างกายสั่นหวั่นไหว ถึงจะอ้อนวอนด้วยอุบายมีประการต่างๆ เมื่อไม่อาจจะให้พระราชาประทับอยู่ในที่นั้นได้ จึงนำพระราชาพร้อมด้วยรัตนะอันควรแก่ค่ามากเป็นจำนวนมากไปยังพระนคร ให้เสด็จขึ้นสู่ปราสาท คร่ำครวญรำพันแล้ว จึงไปยังที่อยู่ของตนตามเดิม.

ฝ่ายพระราชา ครั้นเห็นดังนั้นแล้วจึงเกิดความสลดพระทัย บำเพ็ญบุญกรรมมีทานเป็นต้น ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถีโดยลำดับ.

วันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวจาริกไปยังบรรพต เห็นหญิงนั้นพร้อมด้วยบริวาร จึงถามถึงกรรมที่นางทำไว้. นางเล่าเรื่องทั้งหมดนั้นตั้งแต่ต้นแก่พระเถระ.

พระเถระแสดงธรรมแก่หญิงเหล่านั้น.

พระเถระกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว.

มหาชนได้ความสลดใจ งดจากความชั่ว บำเพ็ญบุญกรรมมีทานเป็นต้นได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ฉะนี้แล. จบอรรถกถากัณณมุณฑเปติวัตถุที่ ๑๒ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา