๑๐. ปาริฉัตตกวิมาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๐. ปาริฉัตตกวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปาริฉัตตกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
|๓๘.๔๖๕| ๑๐ ปาริฉตฺตเก โกวิฬาเร รมณีเย มโนรเม ทิพฺพมาลํ คนฺถมานา คายนฺตี สมฺปโมทสิ |๓๘.๔๖๖| ตสฺสา เต นจฺจมานาย องฺคมงฺเคหิ สพฺพโส ทิพฺพา สทฺทา นิจฺฉรนฺติ สวนียา มโนรมา |๓๘.๔๖๗| ตสฺสา เต นจฺจมานาย องฺคมงฺเคหิ สพฺพโส ทิพฺพา คนฺธา ปวายนฺติ สุจิคนฺธา มโนรมา |๓๘.๔๖๘| วิวตฺตมานา กาเยน ยา เวณีสุ ปิลนฺธนา เตสํ สุยฺยติ นิคฺโฆโส ตุริเย ปญฺจงฺคิเก ยถา |๓๘.๔๖๙| วฏํสกา วาตธูตา วาเตน สมฺปกมฺปิตา เตสํ สุยฺยติ นิคฺโฆโส ตุริเย ปญฺจงฺคิเก ยถา |๓๘.๔๗๐| ยาปิ เต สิรสฺมึ มาลา สุจิคนฺธา มโนรมา วาติ คนฺโธ ทิสา สพฺพา รุกฺโข มญฺชูสโก ยถา |๓๘.๔๗๑| ฆายเส ตํ สุจิคนฺธํ รูปํ ปสฺสสิ อมานุสํ เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ (อิติ ฯ) |๓๘.๔๗๒| ปภสฺสรํ อจฺฉิมนฺตํ วณฺณคนฺเธน สญฺญุตํ อโสกปุปฺผมาลาหํ พุทฺธสฺส อุปนามยึ |๓๘.๔๗๓| ตาหํ กมฺมํ กริตฺวาน กุสลํ พุทฺธวณฺณิตํ อเปตโสกา สุขิตา สมฺปโมทามนามยาติ ฯ ปาริฉตฺตกวิมานํ ทสมํ ฯ อุทฺทานํ อุฬารํ อุจฺฉุปลฺลงฺกํ ลตา จ คุตฺติเลน จ ททฺทลฺล เสสวตี มลฺลี วิสาลกฺขิ ปาริฉตฺตโก วคฺโค เตน ปวุจฺจตีติ ฯ ปาริฉตฺตกวคฺโค ตติโย ฯ ----------
ดูนางเทพธิดา ท่านมาเก็บเอาดอกปาริกฉัตตกะ มีสีงามหอมหวนยวนใจ อันเป็นดอกไม้ทิพย์ มาร้อยกรองเป็นพวงมาลัยประดับกายขับร้องเล่น สำเริงอยู่ เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่ เสียงอันเป็นทิพย์น่าฟังวังเวงใจ เปล่งจากอวัยวะใหญ่น้อยพร้อมๆ กัน ทั้งกลิ่นทิพย์อันหอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งขจรไปจากอวัยวะใหญ่น้อยทุกๆ ส่วน เมื่อท่านไหวกายผายผันกลับ ไปมา เสียงเครื่องประดับอันท่านประดับไว้ที่ช้องผมทุกๆ แห่ง เมื่อคราว ลมพัดพานมาต้องเข้า ก็เปล่งเสียงไพเราะ คล้ายกับเสียงดนตรีเครื่อง ๕ อนึ่ง เสียงแห่งมาลัย เครื่องประดับเศียร คือ มงกุฏ ที่ถูกลมพัดต้อง เข้าแล้วก็กังวานไพเราะ คล้ายกับเสียงดนตรีเครื่อง ๕ แม้กลิ่นแห้ง ดอกไม้ที่ท่านสอดแซมไว้บนเศียรเกล้า ก็มีกลิ่นหอมหวนชวนให้ชื่นใจ หอมฟุ้งไปทั่วสารทิศ ดังต้นอุโลกที่มีอยู่บนเขาคันธมาทน์ ฉะนั้น ท่าน ย่อมสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้ชมรูปทิพย์ซึ่งมิใช่ของมนุษย์ ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่ง กรรมอะไร? นางเทพธิดานั้นตอบว่า พระคุณเจ้าขา แต่ก่อน เมื่อดิฉันยังอยู่ในเมืองมนุษย์ ได้น้อมนำ เอาดอกอโศกซึ่งมีเกษรงามเลื่อมประภัสสร มีกลิ่นหอมฟุ้ง ไปบูชา พระพุทธเจ้า ครั้นดิฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว จึงสร่างโศกหมดโรคภัย ได้รับแต่ความสุขกายสุขใจ รื่นเริงบันเทิงอยู่ เป็นนิตย์. จบ ปาริฉัตตกวิมานที่ ๑๐ ----------------------------------------------------- รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อุฬารวิมาน ๒. อุจฉุวิมาน ๓. ปัลลังกวิมาน ๔. ลตาวิมาน ๕. คุตติลวิมาน ๖. ทัททัลลวิมาน ๗. เสสวดีวิมาน ๘. มัลลิกาวิมาน ๙. วิสาลักขิวิมาน ๑๐. ปาริฉัตตกวิมาน. จบ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. ปาริจฉัตตกวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงผู้ใช้มาลัยดอกอโศก บูชาพระพุทธเจ้า (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า)
เทพธิดา เธอนำดอกไม้สวรรค์ชื่อปาริจฉัตตกะ หอมหวน น่ารื่นรมย์ มาร้อยเป็นมาลัยทิพย์ ขับร้องรื่นเริงบันเทิงอยู่
เมื่อเธอนั้นกำลังฟ้อนรำอยู่ เสียงทิพย์น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมเปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วนสัดของเธอ @เชิงอรรถ : @ ของพระผู้มีพระภาค (ขุ.วิ.อ. ๖๗๘/๑๙๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] รวมเรื่องวิมานที่มีในวรรค
ทั้งกลิ่นทิพย์หอมระรื่นชื่นใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วนสัดของเธอ
เมื่อเธอสั่นไหวกายไปมา เสียงเครื่องประดับที่ช้องผม ก็เปล่งเสียงดังไพเราะ น่าฟัง ดุจดังเสียงดนตรีเครื่องห้า
อนึ่ง ต่างหูเพชรต้องลมสั่นไหว ก็ส่งเสียงดังไพเราะ น่าฟัง เช่นกับเสียงดนตรีเครื่องห้า
แม้มาลัยบนศีรษะของเธอ มีกลิ่นหอมระรื่นชื่นใจ ก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจต้นอุโลก
เธอสูดดมกลิ่นหอมระรื่นนั้น ทั้งได้เห็นรูปอันมิใช่ของมนุษย์ เทพธิดา อาตมาถามเธอแล้ว ขอเธอจงบอกเถิดว่า นี้เป็นผลของกรรมอันใดเล่า (เทพธิดานั้นตอบว่า)
ดิฉันได้น้อมนำมาลัยดอกอโศกซึ่งมีเกสรงามเลื่อมประภัสสร มีสีสด มีกลิ่นหอมฟุ้ง ไปน้อมบูชาพระพุทธเจ้า
ดิฉันนั้นครั้นทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว จึงสร่างโศก หมดโรคภัย มีความสุข รื่นเริงบันเทิงใจอยู่เป็นนิตย์ ปาริจฉัตตกวิมานที่ ๑๐ จบ รวมเรื่องวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อุฬารวิมาน ๒. อุจฉุทายิกาวิมาน ๓. ปัลลังกวิมาน ๔. ลตาวิมาน ๕. คุตติลวิมาน ๖. ทัททัลลวิมาน ๗. เปสวตีวิมาน ๘. มัลลิกาวิมาน ๙. วิสาลักขิวิมาน ๑๐. ปาริจฉัตตกวิมาน ปาริจฉัตตกวรรคที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ ไม้ชนิดหนึ่ง เนื้อไม้สีขาว (ใช้ทำยาได้) เวลามีดอกส่งกลิ่นหอมไปทั่วทุกทิศ (ขุ.วิ.อ. ๖๘๕/๑๙๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๗๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปาริฉัตตกวิมาน
ปาริฉัตตกวิมาน มีคาถาว่า ปาริจฺฉตฺตเก โกวิฬาเร ดังนี้เป็นต้น.
ปาริฉัตตกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ใกล้กรุงสาวัตถี.
สมัยนั้น อุบาสิกาคนหนึ่งอยู่ในกรุงสาวัตถี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า นิมนต์ฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นจึงจัดปะรำใหญ่ใกล้ประตูเรือนของตนวงม่านโดยรอบ ผูกเพดานเบื้องบน ยกธงชัยและธงแผ่นผ้าเป็นต้นแขวนผ้าสีสดสวยต่างๆ และพวงของหอม พวงดอกไม้ พวงมาลัย ปูลาดอาสนะ ณ สถานที่ราบเรียบแล้วกราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าตามกำหนดเวลา.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ในตอนเช้าทรงนุ่งสบงห่มจีวร ถือบาตร เสด็จเข้าไปยังปะรำที่ตกแต่งประดับประดาดุจเทพวิมาน ยังห้วงอรรณพให้สว่างไสวดุจมีรัศมีตั้งพันดวง ประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูไว้.
อุบาสกได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยของหอม ดอกไม้ธูปและประทีป.
สมัยนั้น หญิงหาฟืนคนหนึ่งเห็นต้นอโศกมีดอกบานสะพรั่งในนันทนวัน จึงถือเอาดอกอโศกเป็นอันมากทำเป็นช่อพร้อมด้วยขั้วและก้าน เดินมาเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น มีจิตเลื่อมใส จึงเอาดอกไม้เหล่านั้นปูลาดเป็นเครื่องลาดดอกไม้โดยรอบอาสนะ ทำการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำประทักษิณ ๓ รอบถวายนมัสการกลับไป.
ครั้นต่อมา นางได้ถึงแก่กรรมไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนางอัปสรหนึ่งพันเป็นบริวาร โดยมากนางฟ้อนรำขับร้องอยู่ที่สวนนันทนวัน ร้อยกรองมาลัยดอกไม้ปาริฉัตตกะรื่นเริงบันเทิง เล่นกีฬา เสวยแต่ความสุข.
ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ครั้นเห็นเทพธิดานั้น จึงถามถึงกรรมที่เทพธิดานั้นได้ทำมาด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมาเก็บดอกไม้สวรรค์ปาริฉัตตกะ หอมหวนน่ารื่นรมย์มาร้อยกรองเป็นมาลัยทิพย์ ขับร้องสำเริงอยู่เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่เสียงทิพย์น่าฟังวังเวงใจ เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่พร้อมๆ กัน ทั้งกลิ่นทิพย์หอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกๆ ส่วนเมื่อท่านไหวกายไปมา เสียงเครื่องประดับอันท่านประดับไว้ที่ช้องผมทุกๆ ส่วน ถูกลมพัดมาต้องเข้า ก็เปล่งเสียงไพเราะคล้ายดนตรีเครื่อง ๕.
อนึ่ง เสียงมาลัยประดับเศียรที่ถูกลมพัดต้องเข้าแล้วก็กังวานไพเราะคล้ายกับเสียงดนตรีเครื่อง ๕แม้กลิ่นดอกไม้ที่ท่านสอดแซมไว้บนผม ก็มีกลิ่นหอมหวนน่าชื่นใจ ฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจไม้สวรรค์ฉะนั้นท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้เห็นรูปทิพย์อันมิใช่ของมนุษย์.
ดูก่อนเทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านจงบอกว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปาริจฺฉตฺตเก โกวิฬาเร โยชนาแก้ว่า เทพธิดาถือเอาดอกไม้สวรรค์อันมีชื่อว่าปาริฉัตตกะ. ชาวโลกเรียกดอกไม้สวรรค์ว่าปาริชาต แต่ในภาษามคธเรียกว่าปาริฉัตตกะ. ส่วนโกวิฬาโรเป็นกำเนิดของดอกไม้สวรรค์ ทั้งในมนุษยโลก ทั้งในเทวโลก เรียกว่าโกวิฬาร. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เป็นกำเนิดของดอกไม้สวรรค์นั้น.
ก็ในเวลาที่เทพธิดานั้นฟ้อน เสียงไพเราะเพราะพริ้งเปล่งออกจากสรีระอันเป็นส่วนของอวัยวะ และจากเครื่องประดับ. แม้กลิ่นก็ซ่านออกไปทั่วทุกทิศ.
ด้วยเหตุนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า ตสสฺา เต นจฺจมานาย เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สวนียา ได้แก่ ควรฟัง หรือเป็นประโยชน์แก่การฟัง. อธิบายว่า สบายหู.
บทว่า วิวตฺตมานา กาเยน ได้แก่ กาย คือสรีระของท่านไหวไปมา.
บทว่า วิวตฺตมานา กาเยน นี้เป็นตติยาวิภัตติลงในอิตถัมภูต (มี).
บทว่า ยา เวณีสุ ปิลนฺธนา ได้แก่ เครื่องประดับที่ช้องผมของท่าน. พึงเห็นว่า ในบทนี้ ลบวิภัตติหรือเป็นลิงควิปลาส.
บทว่า วฏํสกา ได้แก่ พวงมาลัยคล้องเศียรเป็นช่อทำด้วยแก้ว.
บทว่า วาตธุตา ได้แก่ ถูกลมอ่อนพัดมาต้องเข้า.
บทว่า วาเตน สมฺปกมฺปิตา ได้แก่ ถูกลมพัดไปโดยรอบๆ โดยเฉพาะ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า วฏํสกา วาตธุตา วาเตน สมฺปกมฺปิตา ได้แก่ พวงมาลัยคล้องเศียร ทั้งที่ไม่ถูกลม ทั้งที่ถูกลม ก็ยังไหวได้. ประกอบความว่า มาลัยประดับเศียรนั้น ฟังแล้วมีเสียงก้องกังวาน.
บทว่า วาติ คนฺโธ ทิสา สพฺพา ได้แก่ กลิ่นของมาลัยทิพย์บนเศียรของท่านนั้นฟุ้งไปทั่วทิศ.
ถามว่า เหมือนอะไร.
ตอบว่า เหมือนไม้สวรรค์. ความว่า เหมือนไม้สวรรค์มีดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นแผ่ซ่านไปหลายโยชน์ ฟุ้งไปทั่วทิศฉันใด กลิ่นของมาลัยเครื่องประดับเศียรของท่านก็ฉันนั้น.
นัยว่า ต้นไม้นั้นขึ้นอยู่ท่ามกลางบริเวณที่ทำอุโบสถของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่เขาคันธมาทน์ มีดอกหอมทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก ดอกไม้เหล่านั้นเกิดที่ปลายกิ่งของต้นไม้นั้น. ด้วยเหตุนั้น ไม้สวรรค์จึงมีกลิ่นหอมยิ่งนัก เหมือนกลิ่นของมาลัยที่เทพธิดานั้นประดับ. ฉะนั้น พระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวว่า รุกฺโข มญฺชุสโก ยถา เหมือนต้นไม้สวรรค์.
ก็เพราะอารมณ์ทั้งหลายในที่นั้น แม้ทั้งหมดนั้นเป็นปิยรูปอย่างเดียว เพราะสวรรค์นั้นมีผัสสายตนะ ๖ ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวว่า ฆายเส ตํ สุจิคนฺธํ รูปํ ปสฺสสิ อมานุสํ ความว่า ท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้เห็นรูปทิพย์อันมิใช่ของมนุษย์ เพราะคันธรูป (กลิ่นหอม) อันเป็นของวิเศษที่เทพธิดานั้นได้.
เทพธิดาจึงตอบด้วยคาถา ๒ คาถาว่า
ดีฉันได้น้อมนำเอาดอกอโศกซึ่งมีเกสรงามเลื่อมประภัสสร มีกลิ่นหอมฟุ้งไปบูชาพระพุทธเจ้า ครั้นดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว จึงปราศจากความโศก ไม่มีโรค รื่นเริงบันเทิงอยู่เป็นนิตย์.
เทพธิดากล่าวว่า ปภสฺสรํ อจฺจิมนฺตํ เกสรงามเลื่อมประภัสสรเป็นต้น หมายถึงดอกอโศกเป็นดอกไม้สูงสุด ดุจข่ายรัศมีดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่ในครั้งนั้น เพราะมีเกสรดอกไม้เกิดขึ้น คล้ายก้อนแก้วประพาฬที่ขัดสีดีแล้ว.
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาปาริฉัตตกวิมาน -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุฬารวิมาน
๒. อุจฉุวิมาน
๓. ปัลลังกวิมาน
๔. ลตาวิมาน
๕. คุตติลวิมาน
๖. ทัททัลลวิมาน
๗. เสสวดีวิมาน
๘. มัลลิกาวิมาน
๙. วิสาลักขิวิมาน
๑๐. ปาริฉัตตกวิมาน. จบปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------