๙. วิชิตเสนเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๙. วิชิตเสนเถรคาถา สุภาษิตเกี่ยวกับการฝึกจิต
|๓๔๓.๓๕๕| ๙ โอลคฺคิสฺสามิ เต จิตฺตํ อาณิทฺวาเรว หตฺถินํ น ตํ ปาเป นิโยชิสฺสํ กามชาลํ สรีรชํ ฯ |๓๔๓.๓๕๖| ตฺวํ โอลคฺโค น คจฺฉสิ ทฺวารวิวรํ คโชว อลภนฺโต น จ จิตฺตกลิ ปุนปฺปุนํ ปสหํ ปาปรโต จริสฺสสิ ฯ |๓๔๓.๓๕๗| ยถา กุญฺชรํ อทนฺตํ นวคฺคหํ องฺกุสคฺคโห พลวา อาวตฺเตติ อกามํ เอวํ อาวตฺตยิสฺสนฺตํ ฯ |๓๔๓.๓๕๘| ยถา วรหยทมกุสโล สารถิ ปวโร ทเมติ อาชญฺญํ เอวํ ทมยิสฺสนฺตํ ปติฏฺฐิโต ปญฺจสุ พเลสุ ฯ |๓๔๓.๓๕๙| สติยา ตํ นิพนฺธิสฺสํ ปยตตฺโต เต ทมิสฺสามิ วิริยธุรนิคฺคหิโต นยิโต ทูรํ คมิสฺสเส จิตฺตาติ ฯ วิชิตเสโน เถโร ฯ
เราจักระวังจิตนั้นไว้ เหมือนนายหัตถาจารย์ กักช้างไว้ที่ประตูนคร ฉะนั้น เราจักไม่ประกอบจิตไว้ในธรรมอันลามก จักไม่ยอมให้จิตตกลง ไปสู่ข่ายแห่งกามอันเกิดในร่างกาย เจ้าถูกเรากักขังไว้แล้ว จักไปตาม ชอบใจไม่ได้ เหมือนช้างได้ช่องประตู ฉะนั้น ดูกรจิตผู้ชั่วช้า บัดนี้ เจ้าจักขืนยินดีในธรรมอันลามกเที่ยวไปเนืองๆ ดังก่อนมิได้ นายควาญ- ช้างมีกำลังแข็งแรง ย่อมบังคับช้างที่จับได้ใหม่ ยังไม่ได้ฝึก ให้อยู่ใน อำนาจด้วยขอ ฉันใด เราจักบังคับเจ้าให้อยู่ในอำนาจ ฉันนั้น นาย สารถีผู้ฉลาดในการฝึกม้าให้ดี เป็นผู้ประเสริฐ ย่อมฝึกม้าให้รอบรู้ได้ ฉันใด เราจักฝึกเจ้าให้ตั้งอยู่ในพละ ๕ ฉันนั้น จักผูกเจ้าไว้ด้วยสติ จักฝึกจักบังคับเจ้าให้ทำธุระด้วยความเพียร เจ้าจักไม่ได้ไปไกลจาก อารมณ์ภายในนี้ละนะจิต.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. วิชิตเสนเถรคาถา ภาษิตของพระวิชิตเสนเถระ (พระวิชิตเสนเถระได้กล่าว ๕ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
เราจะคล้องจิตของเจ้าไว้ เหมือนควาญช้างกักช้างไว้ที่ประตูเมือง เราจะไม่ชักนำเจ้าซึ่งเป็นข่ายแห่งกามเกิดในร่างกาย ให้เป็นไปในกรรมชั่ว
เจ้าถูกเราคล้องไว้จะไปไม่ได้ เหมือนช้างไม่ได้ช่องประตู หมดทางไป แน่ะจิตผู้ชั่วช้า ก็เจ้าผู้ดื้อด้าน จะพอใจในกรรมชั่ว เที่ยวไปเสมอๆ มิได้
ควาญช้างผู้มีกำลังเข้มแข็ง ย่อมบังคับช้างที่จับได้ใหม่ ยังไม่ได้ฝึก ทั้งไม่ต้องการ(จะให้ฝึก)ด้วย ให้อยู่ในอำนาจได้ ฉันใด เราจะบังคับเจ้าให้อยู่ในอำนาจได้ ฉันนั้น @เชิงอรรถ : @ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์, ผู้ประพฤติธรรมมีเว้นจากเมถุนเป็นต้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๙๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๕. ปัญจกนิบาต] ๑๐. ยสทัตตเถรคาถา
สารถีมือหนึ่ง เก่งในการฝึกม้าให้ดี ย่อมฝึกม้าให้รอบรู้ได้ ฉันใด เราตั้งอยู่ในพละ ๕ จะฝึกเจ้าให้ได้ ฉันนั้น
จักใช้สติผูกเจ้าไว้ จะคอยเอาใจใส่ฝึกเจ้า เจ้าจิตเอ๋ย เจ้าถูกบังคับให้ทำธุระด้วยความเพียรแล้ว จะไปไกลจากอารมณ์ภายในนี้ไม่ได้
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวิชิตเสนคาถาที่ ๙
คาถาของท่านพระวิชิตเสนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โอลคฺเคสฺสามิ ดังนี้.
เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
พระเถระแม้นี้ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอัตถทัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ละการครองเรือน บวชเป็นฤาษีอยู่ในป่า เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปทางอากาศ มีจิตเลื่อมใสแสดงอาการน่าเลื่อมใส ประคองอัญชลีได้ยืนอยู่แล้ว.
พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของท่าน จึงเสด็จลงจากอากาศ. ท่านน้อมถวายผลไม้อันหวานน่ารื่นรมย์. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยความอนุเคราะห์.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลนายหัตถาจารย์ ในโกศลรัฐ ได้นามว่าวิชิตเสนะ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา.
นายหัตถาจารย์ ๒ คนชื่อว่าเสนะและอุปเสนะ ผู้เป็นลุงของท่านฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้ศรัทธาแล้วบรรพชา บำเพ็ญวิปัสสนาธุระ บรรลุพระอรหัตแล้ว.
แม้ท่านวิชิตเสนะถึงความสำเร็จในศิลปะช้าง ไม่มีจิตข้องอยู่ในการครองเรือน เพราะความที่ตนมีอัธยาศัยในการสลัดออก เห็นปาฏิหาริย์ของพระศาสดา ได้ศรัทธาบวชในสำนักของพระเถระผู้เป็นลุง กระทำกรรมด้วยวิปัสสนาอันเป็นโอวาทานุสาสนีของพระเถระผู้เป็นลุงเหล่านั้น ดำเนินตามวิปัสสนาวิถี.
เมื่อจะสอนจิตของตนอันพล่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในภายนอก จึงได้กล่าวคาถาว่า
เราจักระวังจิตนั้นไว้ เหมือนนายหัตถาจารย์กักช้าง
ไว้ที่ประตูพระนครฉะนั้น เราจักไม่ประกอบจิตไว้ในธรรม
อันลามก จักไม่ยอมให้จิตตกลงไปสู่ข่ายแห่งกามอันเกิดใน
ร่างกาย เจ้าถูกเรากักไว้แล้ว จักไปตามชอบใจไม่ได้ เหมือน
ช้างได้ช่องประตูฉะนั้น
ดูก่อนจิตผู้ชั่วช้า บัดนี้ เจ้าจักขืนยินดีในธรรมอัน
ลามกเที่ยวไปเนืองๆ ดังก่อนมิได้ นายควาญช้างมีกำลังแข็ง
แรง ย่อมบังคับช้างที่จับได้ใหม่ยังไม่ฝึก ให้อยู่ในอำนาจด้วย
ขอฉันใด เราจักบังคับเจ้าให้อยู่ในอำนาจฉันนั้น
นายสารถีผู้ฉลาดในการฝึกม้าให้ดีผู้ประเสริฐ ย่อม
ฝึกม้าให้รอบรู้ฉันใด เราจักฝึกเจ้าไว้ด้วยสติ จักฝึกจักบังคับ
เจ้าให้ทำธุระด้วยความเพียร เราจักไม่ได้ไปไกลจากอารมณ์
ภายในนี้ละนะจิต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอลคฺเคสฺสามิ ความว่า เราจักระวังคือจะห้าม.
บทว่า เต แก้เป็น ตํ แปลว่า ซึ่งจิตนั้น. จริงอยู่ บทว่า เต นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.
อีกอย่างหนึ่ง พึงนำบาลีที่เหลือมาเชื่อมเข้าด้วยบทว่า เต คมนํ
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า หตฺถินํ ความว่า ซึ่งช้าง. ท่านวิชิตเสนะเรียกจิตของตนว่า จิต.
เมื่อจะแสดงอาการที่ปรารถนาจะห้ามจิตนั้น จึงกล่าวว่า อาณิทฺวาเร หตฺถินํ.
ประตูเล็กของพระนครซึ่งเนื่องกับกำแพง ชื่อว่าประตูพระนครซึ่งเมื่อเขาใส่ลิ่มสลัก แม้ผู้อยู่ภายในเว้นเครื่องยนต์ ไม่สามารถจะเปิดได้อันเป็นเหตุไม่สามารถให้มนุษย์, โค, ม้า, กระบือเป็นต้นออกไป. เมื่อใดนายหัตถาจารย์ปลอบใจช้างผู้ประสงค์จะออกไปภายนอกพระนคร จึงได้ห้ามการไป.
อีกอย่างหนึ่ง ประตูลิ่มชื่อว่า อาณิทวาร ก็ที่ประตูลิ่มสลักนั้น เขาวางลิ่มขวางไว้แล้วร้อยลิ่มกล่าวคือเข็มไม้ไว้ที่หัวลิ่มแล.
บทว่า ปาเป ความว่า จักไม่ประกอบจิตนั้นในบาปธรรมมีอภิชฌาเป็นต้น อันเกิดขึ้นในอารมณ์มีรูปเป็นต้น.
บทว่า กามชาลา ความว่า เป็นข่ายแห่งกาม.
เหมือนอย่างว่า ชื่อว่าข่ายของนายพรานเนื้อผู้จับปลา ได้แก่การที่นายพรานเหล่านั้นทำสัตว์มีปลาเป็นต้นให้สำเร็จการกระทำตามปรารถนาฉันใด การที่มารทำจิตที่ตกไปตามอโยนิโสมนสิการ ให้สำเร็จการกระทำตามความปรารถนาก็ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้นแล มารนั้นจึงยังสัตว์ทั้งหลายให้ตกไปในความพินาศ.
บทว่า สรีรช แปลว่า ผู้เกิดในสรีระ.
จริงอยู่ จิตในปัญจโวการภพ ท่านเรียกว่าเกิดในสรีระ เพราะมีความเป็นไปเนื่องด้วยรูป.
บทว่า ตวํ โอลคฺโค น คจฺฉสิ ความว่า ดูก่อนจิตชั่ว ท่านอันเราห้ามแล้วด้วยปฏักคือสติและสัมปชัญญะ บัดนี้จักไม่ไปตามความชอบใจ คือจักไม่ได้เป็นไปตามความปรารถนาด้วยอำนาจอโยนิโสมนสิการ.
ถามว่า เหมือนอะไร? แก้ว่า เหมือนช้างไม่ได้การเปิดประตูฉะนั้น อธิบายว่า เหมือนช้าง เมื่อไม่ได้ผู้เปิดประตูเพื่อจะออกไปจากนคร หรือจากเครื่องปิดกั้นของช้าง.
บทว่า จิตฺตกลิ แปลว่า ดูก่อนจิตกาลกิณี.
บทว่า ปุนปฺปุนํ ได้แก่ ไปๆ มาๆ.
บทว่า ปสกฺก ความว่า ด้วยอำนาจการปลอบให้เบาใจด้วยการระลึกได้.
บทว่า ปาปรโต แปลว่า ยินดีในบาปกรรม. อธิบายว่า บัดนี้ จักประพฤติเหมือนในก่อนไม่ได้ คือเราจักไม่ให้เพื่อจะประพฤติเช่นนั้น.
บทว่า อทนฺตํ ความว่า ไม่ได้ฝึก คือยังไม่ศึกษาการศึกษาของช้าง.
บทว่า นวคฺคหํ ได้แก่ ถือเอาไม่นาน.
บทว่า องฺกุสคฺคโห ได้แก่ นายหัตถาจารย์.
บทว่า พลวา ได้แก่ มีกำลัง ด้วยกำลังกายและกำลังญาณ.
บทว่า อาวตฺเตติ อกามํ ความว่า ให้เจ้าผู้ไม่ปรารถนาอยู่นั่นแล กลับโดยการห้าม.
บทว่า เอวํ อาวตฺตยิสฺสํ ความว่า นายหัตถาจารย์จักให้ช้างตามที่กล่าวกลับฉันใด เราจักให้จิตชั่วนั้นกลับจากการเกียดกันทุจริตฉันนั้น.
บทว่า วรหยทมกุสโล ความว่า เป็นผู้ฉลาดในการฝึกม้าที่ควรฝึกทั้งหลายอันสูงสุด แต่นั้นนายสารถีผู้ประเสริฐ คือผู้วิเศษสุดในบรรดานายสารถีผู้ฝึกม้าที่ควรฝึก ย่อมฝึกม้าอาชาไนยคือม้าที่ควรฝึก คือย่อมทรมาน คือย่อมแนะนำด้วยคำอ่อนหวานและคำหยาบ ตามสมควรแก่กาละและเทศะ ได้แก่กระทำให้ละพยศ.
บทว่า ปติฏฺฐิโต ปญฺจสุ พเลสุ ความว่า เป็นผู้ตั้งอยู่แล้วในพละ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น จักฝึกคือจักทรมานจิตนั้นด้วยการห้ามจากความเป็นผู้ไม่ศรัทธาเป็นต้น.
บทว่า สติยา ตํ นิพนฺธิสฺสํ ความว่า ดูก่อนจิตชั่ว เราเมื่อไม่ให้ไปในภายนอกจากอารมณ์อันเป็นภายในแล้ว จักผูกพันจิตนั้นที่เสาคือกรรมฐาน ด้วยเชือกคือสติ.
บทว่า ปยุตฺโต เต ทเมสฺสามิ ความว่า เราผูก คือประกอบขวนขวาย ที่เสาคือกรรมฐานนั้น แล้วฝึกเจ้า คือจักให้เจ้าหมดจดจากมลทินคือกิเลส.
บทว่า วีริยธุรนิคฺคหิโต ความว่า ม้าตามที่กล่าวแล้วนั้น อันนายสารถีผู้ฉลาดประกอบไว้ที่แอก คือข่มไว้ด้วยแอก อยู่ในระหว่างแอก ไม่ล่วงแอกไปได้ฉันใด ดูก่อนจิต แม้เธอก็ฉันนั้น ถูกเราข่มไว้ที่แอกคือความเพียร เมื่อไม่ได้เพื่อจะเป็นไปโดยประการอื่น เพราะมีการกระทำโดยเคารพ เพราะมีปกติกระทำเป็นไปติดต่อ จักไม่ออกไปข้างนอกไกลจากอารมณ์อันเป็นภายในนี้.
จริงอยู่ เมื่อจิตประกอบในภาวนา อารมณ์อื่นจากกรรมฐาน แม้เป็นอารมณ์ใกล้ ก็จะอยู่ไกลแต่ลักษณะทีเดียว รวมความว่า พระเถระเมื่อข่มจิตด้วยคาถาเหล่านี้ เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราตกแต่งเครื่องลาดที่ทำด้วยหญ้าแล้ว ได้ทูลอาราธนาพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณเหมือนทองคำ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ผู้ดุจพญารังที่ดอกกำลังบาน เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด กำลังเสด็จไปทางท้ายป่าใหญ่ ขอพระพุทธเจ้าทรงโปรดอนุเคราะห์ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์ปรารถนาจะถวายภิกษา.
พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้อนุเคราะห์ประกอบด้วยพระกรุณา มีพระยศใหญ่ ได้ทรงทราบความดำริของเรา จึงเสด็จแวะที่อาศรมของเรา ครั้นแล้ว พระองค์ได้ประทับบนเครื่องลาดที่ทำด้วยหญ้า เราได้หยิบเอาผลไม้รกฟ้า มาถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เมื่อเรามองดูอยู่ พระพิชิตมารทรงเสวยในเวลานั้น
เราได้ยังจิตให้เลื่อมใสในทานนั้นแล้ว ได้ถวายบังคมพระพิชิตมารในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... ฯลฯ ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๓๔
ก็ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลจึงได้กล่าวพระคาถาเหล่านี้.
จบอรรถกถาวิชิตเสนคาถาที่ ๙ -----------------------------------------------------