๘. นิสภเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๘. นิสภเถรคาถา สุภาษิตแสดงความมุ่งหมายของการบวช
|๒๙๕.๑๙๕| ๘ ปญฺจ กามคุเณ หิตฺวา ปิยรูเป มโนรเม สทฺธาย ฆรา นิกฺขมฺม ทุกฺขสฺสนฺตกโร ภเว ฯ |๒๙๕.๑๙๖| นาภินนฺทามิ มรณํ นาภินนฺทามิ ชีวิตํ กาลญฺจ ปฏิกงฺขามิ สมฺปชาโน ปติสฺสโตติ ฯ นิสโภ เถโร ฯ
วิญญูชนละเบญจกามคุณอันน่ารัก น่ารื่นรมย์ใจแล้ว ออกบวชด้วยศรัทธา แล้วพึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เราไม่อยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ และเรา มีสติสัมปชัญญะรอเวลาอันควรเท่านั้น.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. นิสภเถรคาถา ภาษิตของพระนิสภเถระ (พระนิสภเถระ เมื่อจะกล่าวสอนภิกษุสหายทั้งหลาย จึงได้กล่าว ๒ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
วิญญูชนละเบญจกามคุณ ซึ่งน่ารักน่ารื่นรมย์ใจ ออกบวชด้วยศรัทธา พึงทำที่สุดทุกข์ได้
เราไม่อยากตาย ไม่อยากเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะอยู่เฉพาะหน้า คอยเวลาอันควร๙. อุสภเถรคาถา ภาษิตของพระอุสภเถระ (พระอุสภเถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัต จึงได้กล่าว ๒ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
เราฝันว่าได้ห่มจีวรสีใบมะม่วงอ่อนเฉวียงบ่า นั่งบนคอช้าง เข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน
ลงจากคอช้างแล้ว ได้ความสลดใจ ครั้งนั้น เรานั้นมีความสว่าง ได้ความสลดใจ ถึงความสิ้นอาสวะแล้ว @เชิงอรรถ : @ องค์แห่งผู้ถือการอยู่ที่แจ้งเป็นวัตร (ขุ.เถร.อ. ๑/๑๙๔/๔๘๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๖๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานิสภเถรคาถา
คาถาของท่านพระนิสภเถระ เริ่มต้นว่า ปญฺจ กามคุเณ หิตฺวา.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระศาสดาเสด็จเที่ยวบิณฑบาต มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายผลมะขวิด.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปแต่ในสุคติภพอย่างเดียว เกิดในเรือนแห่งตระกูลในโกลิยชนบท ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่านิสภะ เจริญวัยแล้วเห็นพุทธานุภาพในสงครามของเจ้าศากยะและเจ้าโกลิยะทั้งหลาย แล้วได้ศรัทธาจิต บวชแล้ว บรรลุพระอรหัตในวันนั้นเอง.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้ถวายผลมะขวิดแด่พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณปานดังทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน.
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๐๒
ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เห็นภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสหายของตนยังกาลเวลาให้ล่วงไปด้วยการอยู่อย่างประมาท.
เมื่อจะโอวาทภิกษุเหล่านั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า
วิญญูชน ละเบญจกามคุณอันน่ารัก น่ารื่นรมย์ใจแล้ว
ออกบวชด้วยศรัทธา แล้วพึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดังนี้.
คาถาที่ ๑ นั้น มีอธิบายดังนี้
วิญญูชนละ คือเลิกละได้แก่สละกามคุณ คือกามโกฏฐาสทั้ง ๕ มีรูปเป็นต้นอันชื่อว่าน่ารัก เพราะมีสภาพที่ยั่วยวน ชวนให้พาลชนรักใคร่. ชื่อว่าน่ารื่นรมย์ใจ เพราะมีสภาพเป็นที่เจริญใจ. ออกคือหลุดพ้นจากเรือน คือจากเครื่องผูกพันคือเรือน เข้าสู่บรรพชาเพศ จำเดิมแต่บวชแล้วก็เพียรพยายาม พึงเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะได้.
พระเถระกล่าวสอนภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นอย่างนี้ แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายอย่าคิดว่า คนผู้นี้ดีแต่สอนคนอื่นเท่านั้น ส่วนตนเองไม่กระทำ ดังนี้แล้ว
เมื่อจะประกาศความที่ตนเป็นผู้ปฏิบัติแก่ภิกษุเหล่านั้นจึงพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยคาถาที่สองความว่า
เราไม่อยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่เรามีสติ
มีสัมปชัญญะ รอเวลาอันควรอยู่ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาภินนฺทามิ มรณํ ความว่า เราไม่มุ่งหมายความตาย.
ก็บทว่า นาภินนฺทามิ ชีวิตํ นี้ เป็นคำบอกเหตุของบทว่า "นาภินนฺทามิ มรณํ" นั้น เพราะเรายังไม่อยากมีชีวิตอยู่ ฉะนั้น จึงไม่นิยมยินดีความตาย.
อธิบายว่า บุคคลใดก่อคือเข้าไปสั่งสมการปรุงแต่งกิเลส (อันเป็นเหตุ) แห่งชาติชราและมรณะสืบต่อไป บุคคลนั้นเมื่อยินดีการเกิดในภพใหม่ ชื่อว่าย่อมยินดีแม้ซึ่งความตายของตน เพราะเป็นผลให้เกิดในภพติดต่อกันไป เพราะยังละเหตุไม่ได้.
ส่วนพระขีณาสพละอาจยคามิธรรม (ธรรมอันเป็นเหตุให้ถึงการก่อภพก่อชาติ) ตั้งอยู่ในอปจยคามิธรรม (ธรรมอันเป็นเหตุให้หมดภพหมดชาติ) เป็นผู้กำหนดรู้วัตถุ ชื่อว่าย่อมไม่ยินดีแม้ซึ่งความตาย เพราะความที่แห่งเหตุนั้นแล อันตนละได้แล้วด้วยดี.
ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า นาภินนฺทามิ มรณํ นาภินนฺทามิ ชีวิตํ เรายังไม่อยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่.
ถามว่า ถ้าพระขีณาสพมีความจำนงมุ่งหมายพระนิพพานอยู่อย่างนี้ ก็การดำรง (ชีวิตของท่าน) จนกว่าจะปรินิพพาน จะเป็นอย่างไร?
พระเถระจึงกล่าว (เฉลย) ว่า และเรามีสติสัมปชัญญะ รอเวลาอันควรเท่านั้น (โดยมีอธิบายว่า) เมื่อเราบรรลุกิเลสปรินิพพานแล้ว เราชื่อว่ามีสติ มีสัมปชัญญะ เพราะถึงความไพบูลย์ด้วยสติและปัญญา รอเวลาขันธปรินิพพานอย่างเดียว เราชะเง้อคอยเวลาแห่งขันธปรินิพพานนั้นอยู่ แต่เราไม่มีความยินดีในความตาย หรือในชีวิตความเป็นอยู่ เพราะทั้งความตายและชีวิตนั้น เราเพิกถอนขึ้นด้วยอรหัตมรรคแล้วแล.
จบอรรถกถานิสภเถรคาถา -----------------------------------------------------