๑๐. คณเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๐. คณเปตวัตถุ ว่าด้วยบุพกรรมของนางเปรตผอม พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามนางเปรตทั้งหลายว่า
|๑๓๐.๖๙๐| ๑๐ นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาถ กีสา ธมนิสณฺฐิตา อุปฺผาสุลิกา กีสกา เก นุ ตุเมฺหถ มาริสาติ ฯ |๑๓๐.๖๙๑| มยํ ภทนฺเต เปตมฺหา ทุคฺคตา ยมโลกิกา ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ |๑๓๐.๖๙๒| กึ นุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ กิสฺส กมฺมวิปาเกน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ |๑๓๐.๖๙๓| อนวชฺเชสุ ติตฺเถสุ วิจินิมฺหฑฺฒมาสกํ สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ ทีปํ นากมฺหมตฺตโน ฯ |๑๓๐.๖๙๔| นทึ อุเปม ตสิตา ริตฺตกา ปริวตฺตติ ฉายํ อุเปม อุเณฺหสุ อาตโป ปริวตฺตติ ฯ |๑๓๐.๖๙๕| อคฺคิวณฺโณว โน วาโต ฑหนฺโต อุปวายติ เอตญฺจ ภนฺเต อรหาม อญฺญญฺจ ปาปกํ ตโต ฯ |๑๓๐.๖๙๖| อปิ โยชนานิ คจฺฉาม ฉาตา อาหารคิทฺธิโน อลทฺธา เยว นิวตฺตาม อโห โน อปฺปปุญฺญตา ฯ |๑๓๐.๖๙๗| ฉาตา ปมุจฺฉิตา ภนฺเต ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา อุตฺตานา ปติกิราม อวกุชฺชา ปตามเส ฯ |๑๓๐.๖๙๘| เต จ ตตฺเถว ปติตา ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา อุรํ สีสญฺจ ฆฏฺเฏม อโห โน อปฺปปุญฺญตา ฯ |๑๓๐.๖๙๙| เอตญฺจ ภนฺเต อรหาม อญฺญญฺจ ปาปกํ ตโต สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ ทีปํ นากมฺหมตฺตโน ฯ |๑๓๐.๗๐๐| เต หิ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ วทญฺญู สีลสมฺปนฺนา กาหาม กุสลํ พหุนฺติ ฯ คณเปตวตฺถุ ทสมํ ฯ
ท่านทั้งหลายเปลือยกาย มีรูปร่างผิวพรรณน่าเกลียด ซูบผอมมีตัว สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผอมจนแลเห็นแต่ซี่โครงเช่นนี้ แน่ะท่าน ผู้นิรทุกข์ ท่านทั้งหลายเป็นอะไรหนอ? เปรตทั้งหลายตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวยทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะ ทำกรรมชั่วไว้ จึงไปจากมนุษยโลกมาสู่เปตโลก. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ท่านทั้งหลายทำกรรมชั่วอะไรด้วยกาย วาจา ใจหรือ เพราะผลแห่งกรรม อะไร ท่านทั้งหลายจึงไปจากมนุษยโลกสู่เปตโลก? เปรตเหล่านั้นตอบว่า เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นที่พึ่ง อันหาโทษมิได้มีอยู่ ข้าพเจ้า ทั้งหลายมิได้ก่อสร้างกุศลไว้แม้เพียงกึ่งมาสก เมื่อไทยธรรมมีอยู่ก็ไม่ได้ ทำที่พึ่งแก่ตน พวกข้าพเจ้าหิวน้ำ จึงเข้าไปใกล้แม่น้ำ แม่น้ำกลับกลาย เป็นว่างเปล่าไป เมื่อเวลาร้อนข้าพเจ้าทั้งหลายเข้าไปสู่ร่มไม้ ร่มไม้กลับ กลายเป็นแดดแผดเผาไป ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายควรที่จะ เสวยทุกข์อันมีความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้ากว่าทุกข์ นั้น อนึ่ง ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ถูกความหิวแผดเผาแล้ว อยากอาหาร พากันไปสิ้นทางหลายโยชน์ ก็ไม่ได้อาหารอะไรๆ เลย จึงพากันกลับ มา ข้าพเจ้าทั้งหลายนี้หาบุญมิได้หนอ เมื่อมีความหิวโหยอิดโรยมากขึ้น ก็พากันล้มสลบลงที่พื้นดิน บางคราวก็ล้มนอนหงาย บางคราวก็ล้มคว่ำ ดิ้นรนไปมา ก็ข้าพเจ้าเหล่านั้นสลบอยู่ที่พื้นดินที่ล้มอยู่นั่นเอง เอาศีรษะ ชนหน้าอกกันและกัน ข้าพเจ้าเหล่านี้หาบุญมิได้หนอ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายควรที่จะเสวยทุกข์ อันมีความกระหายเป็นต้นนี้ และ ทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น เพราะเมื่อไทยธรรมมีอยู่ ข้าพเจ้า ทั้งหลายก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ก็ข้าพเจ้าเหล่านั้นไปจากที่นี้ ได้กำเนิด เป็นมนุษย์แล้ว จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สมบูรณ์ด้วยศีล กระทำกุศลให้มาก. จบ คณเปตวัตถุที่ ๑๐.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. คณเปตวัตถุ เรื่องเปรตคณะหนึ่ง (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเปรตทั้งหลายว่า)
พวกท่านเปลือยกาย มีร่างกายผ่ายผอม มีผิวพรรณและรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ซูบผอม มีร่างกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น มีซี่โครงผุดขึ้น ท่านผู้นิรทุกข์ พวกท่านเปลือยกายเป็นใครกันหนอ (เปรตทั้งหลายตอบว่า)
พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นเปรตตกยาก เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก (พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า)
พวกท่านได้ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไรท่านทั้งหลายจึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๙๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑๐. คณเปตวัตถุ (เปรตเหล่านั้นตอบว่า)
เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้เป็นเหมือนท่าน้ำซึ่งไม่มีใครหวงห้าม พวกข้าพเจ้า(มีความตระหนี่)จึงเก็บทรัพย์เพียงครึ่งมาสกไว้ เมื่อไทยธรรมมีอยู่ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน (ให้ทาน)
พวกข้าพเจ้ากระหายน้ำ จึงเข้าไปใกล้แม่น้ำ แม่น้ำกลับกลายเป็นว่างเปล่าไป ในเวลาร้อน พวกข้าพเจ้าเข้าไปใกล้ร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดไป
ทั้งลมก็ร้อนเหมือนไฟ พัดฟุ้งเผาพวกข้าพเจ้าไป พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าสมควรเสวยทุกข์อันมีความ กระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นที่หนักกว่านั้น
อนึ่งพวกข้าพเจ้าหิวโหย อยากอาหาร พากันเดินทางไปหลายโยชน์ ก็ไม่ได้อาหารเลย จึงพากันกลับมา พวกข้าพเจ้าช่างมีบุญน้อยเสียจริงหนอ
พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าหิวโหยอิดโรย เป็นลมล้มสลบลงที่พื้นดิน บางครั้งล้มหงายกลิ้งไป บางครั้งก็ล้มคว่ำ
อนึ่งพวกข้าพเจ้านั้นสลบล้มอยู่ที่พื้นดินนั้นเอง หน้าอกและศีรษะก็กระทบกันและกัน พวกข้าพเจ้าช่างมีบุญน้อยเสียจริงหนอ
พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าควรจะเสวยทุกข์ มีความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นที่หนักกว่านั้น เพราะเมื่อไทยธรรมมีอยู่ ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๙๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑๑. ปาฏลิปุตตเปตวัตถุ
อนึ่ง พวกข้าพเจ้านั้นจากเปตโลกนี้ไปแล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักรู้ความประสงค์ของผู้ขอ สมบูรณ์ด้วยศีล และทำกุศลให้มากเป็นแน่ คณเปตวัตถุที่ ๑๐ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาคณเปตวัตถุที่ ๑๐
เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรตเป็นอันมาก จึงได้ตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาตฺถ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี มนุษย์เป็นอันมาก เป็นคณะ ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส มีจิตถูกมลทินคือความตระหนี่กลุ้มรุม เป็นผู้เบือนหน้าต่อสุจริตมีทานเป็นต้น มีชีวิตอยู่นาน เพราะกายแตกตายไป จึงบังเกิดในกำเนิดเปรต ใกล้พระนคร.
ภายหลังวันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังเดินบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เห็นพวกเปรตในระหว่างทาง จึงถามด้วยคาถาว่า :-
พวกท่านเปลือยกาย มีรูปร่างผิวพรรณน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผอมจนเห็นแต่ซี่โครงเช่นนี้ แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ พวกท่านเป็นใคร หนอ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุพฺพณฺณรูปาตฺถ ความว่า ท่านเป็นผู้มีร่างกายผิวพรรณน่าเกลียด.
บทว่า เก นุ ตุมฺเหตฺถ ความว่า พวกท่านเป็นใครหนอ.
พระมหาโมคคัลลานะเรียกเปรตเหล่านั้นโดยสมควรแก่ตนว่า มาริสา.
เปรตได้ฟังดังนั้นจึงพากันประกาศความที่ตนเป็นเปรตด้วยคาถาว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวยทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะกระทำกรรมชั่วไว้ จึงจากมนุษยโลกไปสู่เปตโลก ดังนี้
ถูกพระเถระถามถึงกรรมที่เขาทำไว้อีก ด้วยคาถาว่า :-
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกายวาจาและใจ เพราะผลแห่งกรรมอะไร พวกท่านจึงจากมนุษยโลกไปสู่เปตโลก.
จึงได้กล่าวกรรมที่ตนทำด้วยคาถาว่า :-
เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นที่พึ่งอันหาโทษมิได้มีอยู่ ข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้ก่อสร้างกุศลไว้แม้เพียงกึ่งมาสกเมื่อไทยธรรมมีอยู่ ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน พวกข้าพเจ้าหิวน้ำจึงเข้าไปใกล้แม่น้ำ แม่น้ำกลับกลายเป็นว่างเปล่าไปเมื่อเวลาร้อน พวกข้าพเจ้าเข้าไปสู่ร่มไม้ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดแผดเผาไป และลมมีสีดังไฟแผดเผาพวกข้าพเจ้า ฟุ้งไปข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าควรจะเสวยทุกข์ อันมีความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น
อนึ่ง พวกข้าพเจ้าเป็นผู้ถูกความหิวแผดเผาแล้ว อยากอาหาร พากันไปสิ้นทางหลายโยชน์ ก็ไม่ได้อาหารอะไรๆ เลย จึงพากันกลับมา
พวกข้าพเจ้านี้หาบุญมิได้หนอ เมื่อมีความหิวโหยอิดโรยมากขึ้น ก็พากันล้มสลบลงที่พื้นดิน บางคราวก็ล้มนอนหงายบางคราวก็ล้มคว่ำ ดิ้นรนไปมา ก็พวกข้าพเจ้านั้นสลบอยู่ที่พื้นดิน ตรงที่ล้มอยู่นั่นเอง เอาศีรษะชนหน้าอกกันและกันพวกข้าพเจ้านี้หาบุญมิได้หนอ
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าควรที่จะเสวยทุกข์ มีความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น เพราะเมื่อไทยธรรมมีอยู่ พวกข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ก็พวกข้าพเจ้านั้นไปจากที่นี้ ได้กำเนิดเป็นมนุษย์จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล จักทำกุศลให้มากแน่ๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ โยชนานิ คจฺฉาม ความว่า ข้าพเจ้าไปได้หลายโยชน์. อย่างไร? คือเป็นผู้หิวอยากกินอาหาร. อธิบายว่า พวกข้าพเจ้าถูกความหิวครอบงำมานาน อยากกินคืออยากลิ้มอาหาร แม้ครั้นไปอย่างนี้ ไม่ได้อาหารอะไรๆ เลย ก็พากันกลับมา.
บทว่า อปฺปปุญฺญตา ได้แก่ พวกข้าพเจ้าไม่มีบุญ คือไม่ได้ทำคุณงามความดีไว้.
บทว่า อุตฺตานา ปฏิกิราม ความว่า บางคราวเป็นผู้นอนหงาย เป็นไปเหมือนอวัยวะน้อยใหญ่กระจัดกระจายไป.
บทว่า อวกุชฺชา ปตามเส ความว่า บางคราวก็นอนคว่ำตกลงไป.
บทว่า เต จ ได้แก่ พวกข้าพเจ้านั้น.
บทว่า อุรํ สีลญฺจ ฆฏฺเฏม ความว่า นอนคว่ำตกลงไป เมื่อไม่อาจจะลุกขึ้นได้ สั่นงันงกอยู่ ประสบเวทนา เอาอกและศีรษะเสียดสีกัน.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง นั้นแล.
พระเถระกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. มหาชนฟังธรรมนั้นแล้วละมลทินคือความตระหนี่ ได้เป็นผู้ยินดีสุจริตมีทานเป็นต้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาคณเปตวัตถุที่ ๑๐ -----------------------------------------------------