อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๒๓

๓. นันทิกาเปตวัตถุ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 56 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๓. นันทิกาเปตวัตถุ ว่าด้วยบุพกรรมของนางนันทิกาเปรต

ข้อ ๑๒๓

|๑๒๓.๕๘๘| ๓ ราชา ปิงฺคลโก นาม สุรฏฺฐานํ อธิปติ อหุ โมริยานํ อุปฏฺฐานํ คนฺตฺวา สุรฏฺฐํ ปุนราคมา ฯ |๑๒๓.๕๘๙| อุเณฺห มชฺฌนฺติเก กาเล ราชา ปงฺกํ อุปาคมิ อทฺทส มคฺคํ รมณียํ เปตานํ วณฺณนาปถํ |๑๒๓.๕๙๐| สารถึ อามนฺตยิ ราชา อยํ มคฺโค รมณีโย เขโม โสวตฺถิโก สิโว อิมินาว สารถิ ยาหิ สุรฏฺฐานํ สนฺติเก อิโต |๑๒๓.๕๙๑| เตน ปายาสิ โสรฏฺโฐ เสนาย จตุรงฺคินิยา ฯ อุพฺพิคฺครูโป ปุริโส สุรฏฺฐํ เอตทพฺรูวิ |๑๒๓.๕๙๒| กุมคฺคํ ปฏิปนฺนมฺหา ภึสนํ โลมหํสนํ ฯ ปุรโต ปทิสฺสติ มคฺโค ปจฺฉโต จ น ทิสฺสติ |๑๒๓.๕๙๓| กุมคฺคํ ปฏิปนฺนมฺหา ยมปุริสานํ สนฺติเก ฯ อมานุโส วายติ คนฺโธ โฆโส สูยติ ทารุโณ |๑๒๓.๕๙๔| สํวิคฺโค ราชา สุรฏฺโฐ สารถึ เอตทพฺรูวิ กุมคฺคํ ปฏิปนฺนมฺหา ภึสนํ โลมหํสนํ ปุรโตว ทิสฺสติ มคฺโค ปจฺฉโต จ น ทิสฺสติ ฯ |๑๒๓.๕๙๕| กุมคฺคํ ปฏิปนฺนมฺหา ยมปุริสานํ สนฺติเก อมานุโส วายติ คนฺโธ โฆโส สูยติ ทารุโณ ฯ |๑๒๓.๕๙๖| หตฺถิกฺขนฺธญฺจ อารุยฺห โอโลเกนฺโต จตุทฺทิสา อทฺทส รุกฺขํ นิโคฺรธํ ปาทปํ ฉายสมฺปนฺนํ นีลพฺภวณฺณสทิสํ เมฆวณฺณสิรนฺนิภํ |๑๒๓.๕๙๗| สารถึ อามนฺตยิ ราชา กึ เอโส ทิสฺสติ พฺรหา นลพฺภวณฺณสทิโส เมฆวณฺณสิรนฺนิโภ ฯ |๑๒๓.๕๙๘| โส นิโคฺรโธ โส มหาราช ปาทโป ฉายสมฺปนฺโน นีลพฺภวณฺณสทิโส เมฆวณฺณสิรนฺนิโภ ฯ |๑๒๓.๕๙๙| เตน ปายาสิ สุรฏฺโฐ เยน โส ทิสฺสติ พฺรหา นีลพฺภวณฺณสทิโส เมฆวณฺณสิรนฺนิโภ ฯ |๑๒๓.๖๐๐| หตฺถิกฺขนฺธโต โอรุยฺห ราชา รุกฺขํ อุปาคมิ นิสีทิ รุกฺขมูลสฺมึ สามจฺโจ สปริชโน ปูรํ ปานียกรกํ ปูเว จิตฺเต จ อทฺทส ฯ |๑๒๓.๖๐๑| ปุริโส จ เทววณฺณี สพฺพาภรณภูสิโต อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ โสรฏฺฐํ เอตทพฺรูวิ |๑๒๓.๖๐๒| สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ ปิวตุ เทโว ปานียํ ปูเว ขาท อรินฺทม ฯ |๑๒๓.๖๐๓| ปิวิตฺวา ราชา ปานียํ สามจฺโจ สปริชโน ปูเว ขาทิตฺวา ปิวิตฺวา จ สุรฏฺโฐ เอตทพฺรูวิ |๑๒๓.๖๐๔| เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทุ สกฺโก ปุรินฺทโท อชานนฺโต ตํ ปุจฺฉาม กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ |๑๒๓.๖๐๕| นมฺหิ เทโว น คนฺธพฺโพ นาปิ สกฺโก ปุรินฺทโท เปโต อหํ มหาราช สุรฏฺฐา อิธมาคโต ฯ |๑๒๓.๖๐๖| กึสีโล กึสมาจาโร สุรฏฺฐสฺมึ ปุเร ตุวํ เกน เต พฺรหฺมจริเยน อานุภาโว อยํ ตว ฯ |๑๒๓.๖๐๗| ตํ สุโณหิ มหาราช อรินฺทม รฏฺฐวฑฺฒน อมจฺจา ปาริสชฺชา จ พฺราหฺมโณ จ ปุโรหิโต ฯ |๑๒๓.๖๐๘| สุรฏฺฐสฺมึ อหํ เทว ปุริโส ปาปเจตโส มิจฺฉาทิฏฺฐิ จ ทุสฺสีโล กทริโย ปริภาสโก |๑๒๓.๖๐๙| ททนฺตานํ กโรนฺตานํ วารยิสฺสํ พหุชนํ อญฺเญสํ ททมานานํ อนฺตรายํ กโรมหํ ฯ |๑๒๓.๖๑๐| วิปาโก นตฺถิ ทานสฺส สํยมสฺส กุโต ผลํ นตฺถิ อาจริโย นาม อทนฺตํ โก ทมิสฺสติ ฯ |๑๒๓.๖๑๑| สมตุลฺยานิ ภูตานิ กุเล เชฏฺฐาปจายิโก นตฺถิ พลํ วิริยํ วา กุโต อุฏฺฐานโปริสํ ฯ |๑๒๓.๖๑๒| นตฺถิ ทานผลํ นาม น วิโสเธติ เวรินํ ลทฺเธยฺยํ ลภเต มจฺโจ นียติ ปริณามชํ ฯ |๑๒๓.๖๑๓| นตฺถิ มาตา ปิตา ภาตา โลโก นตฺถิ อิโต ปรํ นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ หุตํ สุนิหิตํปิ น วิชฺชติ ฯ |๑๒๓.๖๑๔| โยปิ หเนยฺย ปุริสํ ปุริสสฺส ฉินฺทเต สิรํ น โกจิ กิญฺจิ หนติ สตฺตนฺนํ วิวรมนฺตเร ฯ |๑๒๓.๖๑๕| อจฺเฉชฺโช อเภชฺโช ชีโว อฏฺฐํโส คุฬปริมณฺฑโล โยชนานิ สตา ปญฺจ โก ชีวํ เฉตุมรหติ ฯ |๑๒๓.๖๑๖| ยถา สุตฺตคุเฬ ขิตฺเต นิพฺเพเฐนฺตํ ปลายติ เอวเมวํปิ โส ชีโว นิพฺเพเฐนฺโต ปลายติ ฯ |๑๒๓.๖๑๗| ยถา คามโต นิกฺขมฺม อญฺญํ คามํ ปวิสติ เอวเมวํปิ โส ชีโว อญฺญํ กายํ ปวิสติ ฯ |๑๒๓.๖๑๘| ยถา เคหโต นิกฺขมฺม อญฺญํ เคหํ ปวิสติ เอวเมวํปิ โส ชีโว อญฺญํ โพนฺทึ นิวีสติ ฯ |๑๒๓.๖๑๙| จูฬาสีติ มหากปฺปิโน สตสหสฺสานิ เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา สํสารํ เขปยิตฺวาน ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสเร ฯ |๑๒๓.๖๒๐| มิตานิ สุขทุกฺขานิ โทเณหิ ปิฏเกหิ จ ชิโน สพฺพํ ปชานาติ สมูฬฺหา อิตรา ปชา ฯ |๑๒๓.๖๒๑| เอวํทิฏฺฐิ ปุเร อาสึ สมูโฬฺห โมหปารุโต มิจฺฉาทิฏฺฐิ จ ทุสฺสีโล กทริโย ปริภาสโก ฯ |๑๒๓.๖๒๒| โอรํ เม ฉหิ มาเสหิ กาลกิริยา ภวิสฺสติ ฯ เอกนฺตํ กฏุกํ โฆรํ นิริยํ ปปติสฺสาหํ |๑๒๓.๖๒๓| จตุกฺกณฺณํ จตุทฺวารํ วิภตฺตํ ภาคโส มิตํ อโยปาการปริยนฺตํ อยสา ปฏิกุชฺชิตํ ฯ |๑๒๓.๖๒๔| ตสฺส อโยมยา ภูมิ ชลิตา เตชสา ยุตา สมนฺตา โยชนสตํ ผริตฺวา ติฏฺฐติ สพฺพทา ฯ |๑๒๓.๖๒๕| วสฺสสตสหสฺสานิ โฆโส สูยติ ตาวเท ฯ ลกฺโข เอโส มหาราช สตภาคา วสฺสโกฏิโย |๑๒๓.๖๒๖| โกฏิสตสหสฺสานิ นิรเย ปจฺจเร ชนา มิจฺฉาทิฏฺฐี จ ทุสฺสีลา เย จ อริยูปวาทิโน ฯ |๑๒๓.๖๒๗| ตตฺถาหํ ทีฆมทฺธานํ ทุกฺขํ เวทิสฺสํ เวทนํ ผลํ ปาปสฺส กมฺมสฺส ตสฺมา โสจามหํ ภุสํ ฯ |๑๒๓.๖๒๘| ตํ สุโณหิ มหาราช อรินฺทม รฏฺฐวฑฺฒน ธีตา มยฺหํ มหาราช อุตฺตรา ภทฺทมตฺถุ เต ฯ |๑๒๓.๖๒๙| กโรติ ภทฺทกํ กมฺมํ สีเลสูโปสเถ รตา ทานรตา สํวิภาคี จ วทญฺญู วีตมจฺฉรา |๑๒๓.๖๓๐| อขณฺฑการี สิกฺขายํ สุณฺหา ปรกุเลสุ จ อุปาสิกา สกฺยมุนิโน สมฺพุทฺธสฺส สิรีมโต ฯ |๑๒๓.๖๓๑| ภิกฺขุ จ สีลสมฺปนฺโน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ โอกฺขิตฺตจกฺขุ สติมา คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต |๑๒๓.๖๓๒| สปทานํ จรมาโน อคมา ตํ นิเวสนํ ฯ ตมทฺทส มหาราช อุตฺตรา ภทฺทมตฺถุ เต |๑๒๓.๖๓๓| ปูรํ ปานียกรกํ ปูเว จิตฺเต จ สา อทา ปิตา เม กาลกโต ภนฺเต ตสฺเสตํ อุปกปฺปตุ ฯ |๑๒๓.๖๓๔| สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ วิปาโก อุปปชฺชถ ภุญฺชามิ กามกามี ราชา เวสฺสวโณ ยถา ฯ |๑๒๓.๖๓๕| ตํ สุโณหิ มหาราช อรินฺทม รฏฺฐวฑฺฒน สเทวกสฺส โลกสฺส พุทฺโธ อคฺโค ปวุจฺจติ ตํ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉ สปุตฺตทาโร อรินฺทม ฯ |๑๒๓.๖๓๖| อฏฺฐงฺคิเกน มคฺเคน ผุสนฺติ อมตํ ปทํ ตํ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉ สปุตฺตทาโร อรินฺทม ฯ |๑๒๓.๖๓๗| จตฺตาโร จ ปฏิปนฺนา จตฺตาโร จ ผเล ฐิตา เอส สงฺโฆ อุชุภูโต ปญฺญาสีลสมาหิโต ตํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉ สปุตฺตทาโร อรินฺทม ฯ |๑๒๓.๖๓๘| ปาณาติปาตา วิรมสฺสุ ขิปฺปํ โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยสฺสุ อมชฺชโป โน จ มุสา อภาณิ สเกน ทาเรน จ โหหิ ตุฏฺโฐ ฯ |๑๒๓.๖๓๙| อตฺถกาโมสิ เม ยกฺข หิตกาโมสิ เทวเต กโรมิ ตุยฺหํ วจนํ ตฺวมสิ อาจริโย มม ฯ |๑๒๓.๖๔๐| อุเปมิ สรณํ พุทฺธํ ธมฺมญฺจาปิ อนุตฺตรํ สงฺฆญฺจ นรเทวสฺส คจฺฉามิ สรณํ อหํ ฯ |๑๒๓.๖๔๑| ปาณาติปาตา วิรมามิ ขิปฺปํ โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยามิ อมชฺชโป โน จ มุสา ภณามิ สเกน ทาเรน โหมิ ตุฏฺโฐ ฯ |๑๒๓.๖๔๒| โอผุนามิ มหาวาเต นทิยา วา สีฆคามิยา วมามิ ปาปกํ ทิฏฺฐึ พุทฺธานํ สาสเน รโต ฯ |๑๒๓.๖๔๓| อิทํ วตฺวาน สุรฏฺโฐ วิรมิตฺวา ปาปทสฺสนํ นโม ภควโต กตฺวา ปาโมกฺโข รถมารุยฺหีติ ฯ นนฺทิกาเปตวตฺถุ ตติยํ ฯ

มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าปิงคละเป็นใหญ่ในสุรัฏฐประเทศ เสด็จไปเฝ้าเจ้าพระโมริยะแล้ว กลับมาสู่สุรัฏฐประเทศ เสด็จมาถึงที่มี เปือกตม ในเวลาเที่ยงซึ่งเป็นเวลาร้อนทอดพระเนตรเห็นทางอันรื่นรมย์ เป็นทางที่เปรตเนรมิตไว้ จึงตรัสบอกนายสารถีว่า ทางนี้น่ารื่นรมย์ เป็น ทางปลอดภัย มีความสวัสดี ไม่มีอุปัทวันตราย ดูกรนายสารถี ท่านจง ตรงไปทางนี้แหละ เมื่อเราไปโดยทางนี้ จักถึงเขตเมืองสุรัฏฐะเร็วทีเดียว พระเจ้าสุรัฏฐะได้เสด็จไปโดยทางนั้น พร้อมด้วยจตุรงคเสนา บุรุษคน หนึ่งสะดุ้งตกใจกลัวได้กราบทูลพระเจ้าสุรัฏฐ์ว่า พวกเราเดินทางผิด เป็นทางน่ากลัวขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว พวกเราเห็นจะเดิน มาใกล้สำนักพวกอมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ฟุ้งไป ข้าพระองค์ได้ยินเสียงอัน พิลึกน่าสะพรึงกลัว พระเจ้าสุรัฏฐ์ทรงสะดุ้งพระทัย ตรัสกะนายสารถีว่า พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็นทางน่ากลัวขนพองสยองเกล้า เพราะทาง ปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ พวกเราเดินทางผิด พวก เราเห็นจะเดินมาใกล้สำนักพวกอมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ย่อมฟุ้งไป เราได้ ยินเสียงอันน่าสะพรึงกลัว แล้วเสด็จขึ้นสู่คอช้าง ทอดพระเนตรไปใน ทิศทั้ง ๔ ได้ทรงเห็นต้นไทรต้นหนึ่ง มีร่มเงาชิดสนิทดี เขียวชอุ่มดุจสี เมฆมีสีและสัณฐานคล้ายเมฆรับสั่งกะนายสารถีว่า ป่าใหญ่เขียวชอุ่มดุจ สีเมฆ มีสีและสัณฐาณคล้ายเมฆปรากฏอยู่นั่นใช่ไหม? นายสารถีกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา นั่นเป็นต้นไทร มีร่มเงาชิดสนิทดี เขียวชอุ่ม มีสีและ สัณฐานคล้ายเมฆ. พระเจ้าสุรัฏฐเสด็จเข้าไปจนถึงต้นไทรใหญ่ที่ปรากฏอยู่ แล้วเสด็จลง จากคอช้าง เสด็จเข้าไปสู่ต้นไทร ประทับนั่งที่โคนต้น พร้อมด้วยหมู่ อำมาตย์ราชบริพาร ได้ทอดพระเนตรเห็นขันน้ำมีน้ำเต็ม และขนมอัน หวานอร่อย บุรุษมีเพศดังเทวดา ประดับด้วยสรรพาภรณ์ เข้าไปเฝ้า พระเจ้าสุรัฏฐแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา พระองค์เสด็จมา ดีแล้วและพระองค์ไม่ได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระองค์ผู้กำจัดศัตรู เชิญ พระองค์เสวยน้ำและขนมเถิด พระเจ้าข้า. พระเจ้าสุรัฏฐพร้อมด้วยอำมาตย์และข้าราชบริพาร พากันดื่มน้ำและกิน ขนมแล้ว จึงถามว่า ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าว สักกปุรินททะ พวกเราไม่รู้จักท่าน จึงถามว่า พวกเราพึงรู้จักท่าน อย่างไร? นันทิกาเปรตกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าว สักกปุรินททะ ข้าพระองค์เป็นเปรต จากประเทศสุรัฏฐ์มาอยู่ที่นี้. พระราชาตรัสถามว่า เมื่อก่อน ท่านอยู่ในประเทศสุรัฏฐ์ มีปกติอย่างไร มีความประพฤติ อย่างไร ท่านมีอานุภาพอย่างนี้ เพราะพรหมจรรย์อะไร? นันทิกาเปรตตอบว่า ข้าแต่พระมหาราชาผู้กำจัดหมู่ศัตรู ผู้ผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์อำมาตย์ ราชบริพารและพราหมณ์ปุโรหิต จงสดับฟัง ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เมื่อก่อน ข้าแต่พระองค์เป็นบุรุษอยู่ในเมืองสุรัฏฐ์ เป็นคนใจบาป เป็น มิจฉาทิฏฐิ เป็นคนทุศีลตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ห้าม ปรามมหาชน ซึ่งพากันทำบุญให้ทาน ทำอันตรายแก่หมู่ชนเหล่าอื่นผู้กำลัง ให้ทานได้ห้ามว่า ผลแห่งทานไม่มีผล ผลแห่งการสำรวม จักมีแต่ที่ไหน ใครๆ ผู้ชื่อว่า เป็นอาจารย์ไม่มี ใครจักฝึกฝนบุคคลผู้ไม่เคยฝึกฝนแล้วเล่า สัตว์ทั้งหลายเป็นสัตว์เสมอกันทั้งสิ้น การเคารพอ่อนน้อมต่อผู้เจริญใน ตระกูล จักมีแต่ที่ไหน กำลังหรือความเพียรไม่มี ความพากเพียรของบุรุษ จักมีแต่ที่ไหน ผลทานไม่มี ทานและศีลไม่ทำบุคคลผู้มีเวรให้หมดจดได้ สัตว์ย่อมได้ของที่ควรได้ สัตว์เมื่อจะได้สุขหรือทุกข์ ย่อมได้สุขหรือทุกข์ อันเกิดแต่ที่น้อมมาเอง มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย ไม่มี โลกอื่น จากโลกนี้ ก็ไม่มี ทานอันบุคคลให้แล้วย่อมไม่มีผล พลีกรรมไม่มีผล แม้ทานอันบุคคลตั้งไว้ดีแล้วก็ไม่มีผล บุรุษใดฆ่าบุรุษอื่นและตัดศีรษะ บุรุษอื่น จะจัดว่าบุรุษนั้นทำลายชีวิตของผู้อื่นหาไม่ได้ ไม่มีใครฆ่าใคร เป็นแต่ศาตราย่อมเข้าไปในระหว่างอันเป็นช่องกาย ๗ ช่องเท่านั้น ชีพ ของสัตว์ทั้งหลายไม่ขาดสูญ ไม่แตกทำลาย บางคราวมี ๘ เหลี่ยม บางคราวกลมเหมือนงบน้ำอ้อย บางคราวสูงตั้ง ๕๐๐ โยชน์ ใครเล่า สามารถตัดชีพให้ขาดได้ เหมือนหลอดด้ายอันบุคคลซัดไปแล้ว หลอด ด้ายนั้นอันด้ายพันอยู่ ย่อมกลิ้งไปได้ ฉันใด ชีพนั้นก็ฉันนั้น ย่อม แหวกหนีไปจากร่างได้ บุคคลผู้ออกจากบ้านนี้ไปเข้าบ้านอื่น ฉันใด ชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้แล้วไปเข้าร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลออกจาก เรือนหลังนี้แล้วไปเข้าเรือนหลังอื่น ฉันใด แม้ชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้ แล้วเข้าไปอาศัยร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสิ้นกำหนด ๘ ล้าน ๔ แสน มหากัป สัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นพาล ทั้งที่เป็นบัณฑิตจักยังสงสารให้สิ้น ไป แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เอง สุขทุกข์เหมือนตักตวงได้ด้วย ทะนานและกะเช้า พระชินเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงสุขทุกข์ทั้งปวง สัตว์นอกนี้ ล้วนเป็นผู้ลุ่มหลง เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์มีความเห็นอย่างนี้จึงได้ เป็นคนหลงถูกโมหะครอบงำ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่ บริภาษ สมณพราหมณ์ภายใน ๖ เดือน ข้าพระองค์จักทำกาลกิริยา จักตกไป นรกอันเผ็ดร้อน ร้ายกาจโดยส่วนเดียว นรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตู จำแนกออกเป็นส่วนๆ ล้อมด้วยกำแพงเหล็กครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้น นรกนั้นเป็นเหล็กแดงลุกเป็นเปลวเพลิงโชติช่วง แผ่ไปร้อยโยชน์โดย รอบตั้งอยู่ทุกเมื่อ ล่วงไปแสนปี ในกาลนั้นข้าพระองค์จึงจะได้ยินเสียง ในนรกนั้นว่า แน่ะเพื่อนยาก เมื่อพวกเราไหม้อยู่ในนรกนี้ กาล ประมาณแสนปีล่วงไปแล้ว ข้าแต่พระมหาราชา แสนโกฏิปีเป็นกำหนด อายุของสัตว์ผู้หมกไหม้อยู่ในนรก ชนทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคน ทุศีล ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกแสนโกฏิปี ข้าพระ- องค์จักเสวยทุกขเวทนาอยู่ในนรกนั้นตลอดกาลนาน นี้เป็นผลแห่ง กรรมชั่วของข้าพระองค์ เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงเศร้าโศกนัก ข้าแต่ พระมหาราชาผู้กำจัดศัตรู เป็นที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น ขอพระองค์ จงทรงสดับคำของข้าพระองค์ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ธิดาของ ข้าพระองค์ชื่ออุตตราทำแต่กรรมดี ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีล ยินดีในทานจำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความ ตระหนี่ มีปกติทำไม่ให้ขาดในสิกขา เป็นสะใภ้อยู่ในตระกูลอื่น เป็นอุบาสิกาของพระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงศิริ ข้าแต่พระมหา ราชา ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ นางอุตตราได้เห็นภิกษุผู้สมบูรณ์ ด้วยศีล เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน มีจักษุอันทอดลงแล้ว มีสติคุ้มครอง ทวาร สำรวมดีแล้ว เที่ยวไปตามลำดับตรอก เข้าไปสู่บ้านนั้น นางได้ ถวายน้ำขันหนึ่งและขนมมีรสหวานอร่อย แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระ องค์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอผลทานที่ดิฉันถวายนี้ จงพลันสำเร็จแก่ บิดาของดิฉันที่ตายไปแล้วเถิด ในทันใดนั้น ผลแห่งทานก็บังเกิดมีแก่ ข้าพระองค์ ข้าพระองค์มีความประสงค์สำเร็จได้ดังความปรารถนา บริโภค กามสุขเหมือนดังท้าวเวสสวรรณมหาราช ข้าแต่พระมหาราชาผู้กำจัดศัตรู เป็นที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น ขอพระองค์จงทรงสดับคำของข้าพระ- องค์ พระพุทธเจ้าบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เลิศกว่าโลกพร้อมทั้งเทวโลก ขอพระองค์พร้อมทั้งพระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงพระพุทธเจ้า พระองค์นั้นเป็นสรณะเถิด ชนทั้งหลายย่อมบรรลุอมตบทด้วยมรรคอัน ประกอบด้วยองค์ ๘ ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงมรรคมีองค์ ๘ และอมตบทเป็นสรณะเถิด พระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติ อยู่ในมรรค ๔ จำพวก และผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวกนี้เป็นพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติซื่อตรง ประกอบด้วยปัญญาและศีล ขอพระองค์พร้อมทั้ง พระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงพระสงฆ์นั้นเป็นสรณะเถิด ขอพระ- องค์จงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของ พระองค์ ไม่ตรัสเท็จ ไม่ทรงดื่มน้ำจัณฑ์เถิด. พระราชาตรัสว่า ดูกรเทวดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาความเจริญแก่เรา ปรารถนาเกื้อกูลเรา เราจะทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของเรา เราจักเข้าถึงพระพุทธ- เจ้า พระธรรมและพระสงฆ์อันยอดเยี่ยมกว่าเทวดาและมนุษย์ว่าเป็น สรณะ เราจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ จะยินดีด้วยพระมเหสี ของตน จะไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา เราจะคลายความเห็นอันชั่วช้า เหมือนโปรยแกรบลอยไปในลมอันแรง เหมือนทิ้งหญ้าและใบไม้ลอย ไปในแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยว จักเป็นผู้ยินดีแล้วในพระพุทธศาสนา พระเจ้าสุรัฏฐ์ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงงดความเห็นอันชั่วช้า ทรงนอบน้อม ต่อพระผู้มีพระภาค เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศ ปราจีน กลับคืนสู่พระนคร. จบ นันทิกาเปตวัตถุที่ ๓.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓. นันทกเปตวัตถุ เรื่องนันทกเปรต (เพื่อจะแสดงเนื้อความนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า)

ข้อ ๖๕๘

มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าปิงคลกะ เป็นใหญ่แห่งชาวสุรัฏฐวิสัย เสด็จไปเฝ้าพระเจ้าโมริยะแล้ว กลับมาถึงทางที่จะไปยังสุรัฏฐวิสัยอีก

ข้อ ๖๕๙

เสด็จมาถึงทางโค้ง ในเวลาเที่ยงวัน ซึ่งเป็นเวลาร้อน ได้ทอดพระเนตรเห็นทางที่น่ารื่นรมย์ เป็นทางทรายที่เปรตเนรมิตไว้นั้น @เชิงอรรถ : @ เรื่องนี้เกิดหลังพุทธปรินิพพานประมาณ ๒๐๐ ปี (ขุ.เป.อ. ๑๒๓/๒๖๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๗๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๓. นันทกเปตวัตถุ

ข้อ ๖๖๐

จึงตรัสบอกนายสารถีว่า “ทางนี้น่ารื่นรมย์ ปลอดภัย สะดวก ปลอดโปร่ง สารถี พวกเราตรงไปทางนี้แหละ จากที่นี้ไปไม่ไกลก็จะถึงสุรัฏฐประเทศ”

ข้อ ๖๖๑

พระเจ้าสุรัฏฐ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทางนั้น พร้อมด้วยกองทัพ ๔ เหล่า บุรุษคนหนึ่งตกใจกลัวได้กราบทูลพระเจ้าสุรัฏฐ์ ดังนี้ว่า

ข้อ ๖๖๒

“พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็นทางน่ากลัว น่าขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ

ข้อ ๖๖๓

พวกเราเดินผิดทางเสียแล้ว เห็นจะมาใกล้พวกเปรต กลิ่นอมนุษย์ฟุ้งมา ข้าพระองค์ได้ยินเสียงพิลึกน่าสะพรึงกลัว”

ข้อ ๖๖๔

พระเจ้าสุรัฏฐ์ทรงตกพระทัย ตรัสกับนายสารถีดังนี้ว่า “พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็นทางน่ากลัวน่าขนพองสยองเกล้า ทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ

ข้อ ๖๖๕

พวกเราเดินผิดทางเสียแล้ว เห็นจะมาใกล้พวกเปรต กลิ่นอมนุษย์ฟุ้งมา เราได้ยินเสียงพิลึกน่าสะพรึงกลัว”

ข้อ ๖๖๖

จึงเสด็จขึ้นคอช้าง ทอดพระเนตรไปทั่วทั้ง ๔ ทิศ ทรงเห็นต้นไทรย้อยต้นหนึ่ง มีร่มหนาทึบดี เขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆ

ข้อ ๖๖๗

จึงรับสั่งกับนายสารถีว่า “ป่าใหญ่เขียวชอุ่มดุจสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานคล้ายเมฆ ปรากฏอยู่นั่นใช่ไหม” (นายสารถีกราบทูลว่า)

ข้อ ๖๖๘

“ข้าแต่พระมหาราชเจ้า นั้นต้นไทรย้อย มีร่มหนาทึบดี เขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆ”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๗๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๓. นันทกเปตวัตถุ

ข้อ ๖๖๙

พระเจ้าสุรัฏฐ์เสด็จพระราชดำเนินไปจนถึงป่าใหญ่ ซึ่งเขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆ ปรากฏอยู่

ข้อ ๖๗๐

เสด็จลงจากคอช้างแล้วเสด็จเข้าไปใกล้ต้นไม้ ประทับนั่งที่โคนต้น พร้อมทั้งหมู่อำมาตย์ข้าราชบริพาร ได้ทอดพระเนตรเห็นขันน้ำเต็มและขนมที่ถูกพระทัย

ข้อ ๖๗๑

บุรุษผู้มีรูปลักษณ์ดั่งเทพ ประดับอาภรณ์พร้อมสรรพ เข้าไปเฝ้าพระเจ้าสุรัฏฐ์แล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า

ข้อ ๖๗๒

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว และก็มิได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงกำจัดศัตรู เชิญพระองค์ผู้ประเสริฐเสวยน้ำ และเสวยขนมเถิด

ข้อ ๖๗๓

พระเจ้าสุรัฏฐ์พร้อมด้วยอำมาตย์และข้าราชบริพาร พากันดื่มน้ำและกินขนมแล้ว จึงตรัสถามว่า

ข้อ ๖๗๔

ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ พวกเราไม่รู้จักจึงขอถามท่าน พวกเราจะพึงรู้จักท่านได้อย่างไร (นันทกเปรตกราบทูลว่า)

ข้อ ๖๗๕

ข้าพระองค์ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ทั้งไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ ข้าพระองค์เป็นเปรต มาจากถิ่นสุรัฏฐวิสัย มาอยู่ที่นี้ (พระราชาตรัสถามว่า)

ข้อ ๖๗๖

เมื่อก่อน ท่านอยู่ในสุรัฏฐวิสัย มีปกตินิสัยอย่างไร มีความประพฤติอย่างไร เพราะความดีอะไร ท่านจึงมีอานุภาพอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๗๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๓. นันทกเปตวัตถุ (นันทกเปรตกราบทูลว่า)

ข้อ ๖๗๗

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราชศัตรู ทรงผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์ทรงสดับความนั้น อำมาตย์ ข้าราชบริพาร และพราหมณ์ ปุโรหิต ก็เชิญสดับด้วย

ข้อ ๖๗๘

ขอเดชะ(เมื่อก่อน) ข้าพระองค์เป็นบุรุษ อยู่ในสุรัฏฐวิสัย เป็นคนใจบาป เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่ และด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย

ข้อ ๖๗๙

เมื่อชนเหล่าอื่นกำลังทำบุญให้ทาน ข้าพเจ้าก็ทำอันตรายเสีย ซ้ำยังห้ามหมู่ชนว่า

ข้อ ๖๘๐

ผลทานไม่มี ผลแห่งความสำรวมจักมีแต่ที่ไหน ใครผู้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ไม่มี ใครเล่าจักฝึกฝนบุคคลผู้ไม่เคยฝึกฝนได้

ข้อ ๖๘๑

สัตว์ทั้งหลายเท่าเทียมกัน ผู้อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลจึงไม่ต้องมี กำลังหรือความเพียรก็ไม่ต้องมี ความพากเพียรของบุรุษจักมีแต่ที่ไหน

ข้อ ๖๘๒

ธรรมดาผลทานย่อมไม่มี ใครจะทำบุคคลผู้มีเวรให้หมดจดด้วยทานไม่ได้ สัตว์ย่อมได้สุขหรือทุกข์ที่ควรได้เอง สุขหรือทุกข์ที่เกิดจากการแปรผัน สัตว์นำมาเอง

ข้อ ๖๘๓

มารดาไม่มี บิดาไม่มี พี่ชายไม่มี น้องชายไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมไม่มีผล การบูชาก็ไม่มีผล ทานและการบูชาที่ตั้งไว้ดีแล้วก็ไม่มีผล @เชิงอรรถ : @ แสดงความเห็นผิดว่า การทำบุญ การให้ทานเป็นต้นไม่มีผล (ขุ.เป.อ. ๖๗๘/๒๖๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๗๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๓. นันทกเปตวัตถุ

ข้อ ๖๘๔

คนแม้ฆ่าคน (หรือ) ตัดคอคนอื่น ก็ไม่ชื่อว่าใครฆ่าใคร เป็นแต่ศัสตรา เสียบเข้าไปในระหว่างช่องกายทั้ง ๗ ช่อง

ข้อ ๖๘๕

ชีวะ ของสัตว์ทั้งหลาย ไม่ถูกตัด ไม่ถูกทำลาย บางคราวมี ๘ เหลี่ยม บางคราวกลมเหมือนงบน้ำอ้อย บางคราวสูง ๕๐๐ โยชน์ ใครเล่าสามารถจะตัดชีวะให้ขาดได้

ข้อ ๖๘๖

เหมือนเมื่อกลุ่มด้ายที่ถูกขว้างไป กลุ่มด้ายนั้นย่อมคลายกลิ้งไปได้ ฉันใด ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมแหวกหนีออกไปจากร่างได้

ข้อ ๖๘๗

เหมือนบุคคลออกจากบ้านหนึ่ง เข้าสู่บ้านหนึ่ง ฉันใด ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ออกจากร่างหนึ่ง เข้าสู่อีกร่างหนึ่ง

ข้อ ๖๘๘

เหมือนบุคคลออกจากเรือนหลังหนึ่ง เข้าสู่อีกเรือนหลังหนึ่ง ฉันใด ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ออกจากร่างหนึ่ง เข้าสู่อีกร่างหนึ่ง

ข้อ ๖๘๙

ครั้นสิ้นกำหนด ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัป สัตว์ทั้งหลายจะเป็นพาลหรือบัณฑิตก็ตาม จักยังสังสารวัฏให้สิ้นไปแล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้เอง

ข้อ ๖๙๐

สุขและทุกข์ เหมือนตักตวงได้ด้วยทะนานและกระบุง พระชินเจ้าย่อมรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง หมู่สัตว์นอกนี้ล้วนเป็นผู้ลุ่มหลง

ข้อ ๖๙๑

เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์มีความเห็นอย่างนี้ จึงได้เป็นคนหลง ถูกโมหะครอบงำ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่ และด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย

ข้อ ๖๙๒

ภายใน ๖ เดือน ข้าพระองค์จักตาย จักตกนรกอันเร่าร้อนแสนสาหัส @เชิงอรรถ : @ คำว่า กายทั้ง ๗ ในลัทธินี้ หมายถึงสภาวะ ๗ กอง ได้แก่ กองแห่งธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทุกข์และชีวะ@(ดู ลัทธิของครูปกุธะ กัจจายตนะ ใน ที.สี. ๙/๑๗๓) @ คำว่า ชีวะ ในที่นี้ เทวดากล่าวหมายถึง ดวงชีพ ตรงกับอาตมันหรืออัตตาของลัทธิพราหมณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๘๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๓. นันทกเปตวัตถุ

ข้อ ๖๙๓

นรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม มีประตู ๔ ด้าน กรรมสร้างจำแนกไว้เป็นส่วนๆ ล้อมรอบด้วยกำแพงเหล็ก ครอบไว้ด้วยแผ่นเหล็ก

ข้อ ๖๙๔

พื้นนรกนั้นล้วนเป็นเหล็กแดงลุกเป็นเปลวเพลิง ประกอบด้วยความร้อน แผ่ไปรอบตลอดร้อยโยชน์อยู่ตลอดกาล

ข้อ ๖๙๕

ล่วงไป ๑๐๐,๐๐ ปี ในกาลนั้น ข้าพระองค์ได้ยินเสียงอื้ออึง (ว่า เพื่อนยากทั้งหลายเมื่อพวกท่านไหม้อยู่ในนรกนี้ กาลประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปีล่วงไปแล้ว) ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ๑๐๐ โกฏิปีเป็นกำหนดของนรก

ข้อ ๖๙๖

ชนทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล และติเตียนพระอริยะ ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิปี

ข้อ ๖๙๗

ข้าพระองค์จักเสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นเป็นเวลายาวนาน นี้เป็นผลกรรมอันชั่วช้าของข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศกอย่างหนัก

ข้อ ๖๙๘

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราช ทรงผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์ทรงสดับความนั้น ขอความเจริญจงมีแด่ข้าพระองค์และอุตตราธิดาของข้าพระองค์

ข้อ ๖๙๙

นางทำแต่กรรมดี ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ และยินดีในทาน

ข้อ ๗๐๐

เป็นสะใภ้ตระกูลอื่นก็ยังคงรักษาศีลไม่บกพร่องอยู่เป็นนิตย์ และเป็นอุบาสิกาของพระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงสิริ

ข้อ ๗๐๑

ภิกษุรูปหนึ่ง มีศีลสมบูรณ์ สำรวมตา มีสติ คุ้มครองอินทรีย์ สำรวมระวังเป็นอันดี เข้ามาบิณฑบาตยังหมู่บ้าน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๘๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๓. นันทกเปตวัตถุ

ข้อ ๗๐๒

เดินไปตามลำดับตรอก ได้มาถึงบ้านนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ นางอุตตราได้เห็นภิกษุนั้นแล้ว

ข้อ ๗๐๓

นางได้ถวายน้ำดื่มเต็มขันและขนมอย่างวิจิตรแล้ว อุทิศว่า ขอผลทานที่ดิฉันถวายแล้วนี้ จงสำเร็จแก่บิดาของดิฉันซึ่งตายไปแล้วเถิด เจ้าค่ะ

ข้อ ๗๐๔

ในขณะที่นางอุทิศส่วนบุญให้นั้นเอง วิบากก็เกิดขึ้น ข้าพระองค์สำเร็จความประสงค์ดังปรารถนา บริโภคกามสุขอยู่ เหมือนท้าวเวสวัณมหาราช

ข้อ ๗๐๕

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราช ทรงผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์จงทรงสดับความนั้น บัณฑิตกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้เลิศของโลก พร้อมทั้งเทวโลก ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรส และพระอัครมเหสี ทรงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า เป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด

ข้อ ๗๐๖

ชนทั้งหลายย่อมบรรลุอมตบทด้วยมรรคมีองค์ ๘ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบอริราช ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระอัครมเหสี จงทรงถึงพระธรรมนั้น ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด

ข้อ ๗๐๗

พระอริยบุคคลผู้บรรลุอริยมรรค ๔ และพระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ในอริยผล ๔ ชื่อว่าพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติตรง มีศีล สมาธิและปัญญา ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระอัครมเหสี ทรงถึงพระสงฆ์นั้น ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๘๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๓. นันทกเปตวัตถุ

ข้อ ๗๐๘

ขอพระองค์ทรงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ทรงยินดีเฉพาะพระมเหสีของพระองค์ ไม่ตรัสคำเท็จ ไม่เสวยน้ำจัณฑ์เถิด (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๗๐๙

เทวดาผู้ควรบูชา ท่านเป็นผู้มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เราจะทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของเรา

ข้อ ๗๑๐

เราขอถึงพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ พระธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

ข้อ ๗๑๑

เราจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ในโลก ยินดีเฉพาะภรรยาของตน จะไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา

ข้อ ๗๑๒

เราจะผ่อนคลายความเห็นชั่ว เหมือนโปรยแกลบให้ลอยไปตามลมแรง หรือเหมือนทิ้งเศษไม้ใบหญ้าลงกระแสน้ำเชี่ยว และยินดีในพระพุทธศาสนา

ข้อ ๗๑๓

พระเจ้าสุรัฏฐ์เมื่อตรัสดังนี้แล้ว ทรงงดเว้นจากความเห็นชั่ว ทรงนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว เสด็จทรงรถพระที่นั่ง บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก นันทกเปตวัตถุที่ ๓ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๘๓}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถานันทกเปตวัตถุที่ ๓

เรื่องนันทกเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ราชา ปิงฺคลโก นาม ดังนี้.

การอุบัติขึ้นของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร?

นับแต่พระศาสดาปรินิพพานล่วงไปได้ ๒๐๐ ปี ในสุรัฐวิสัย ได้มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ปิงคละ.

เสนาบดีของพระราชานั้น ชื่อว่านันทกะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความผิดแปลก เที่ยวยกย่องการถือผิดๆ โดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ทายกถวายแล้ว ไม่มีผล ดังนี้. ธิดาของนายนันทกะนั้นเป็นอุบาสิกาชื่อว่าอุตตรา เขาได้ยกให้แต่งงานในตระกูลที่เสมอกัน.

ฝ่ายนันทกเสนาบดีทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเวมานิกเปรตที่ต้นไทรใหญ่ ในดงไฟไหม้. เมื่อนันทกเสนาบดีนั้นทำกาละแล้ว นางอุตตราได้ถวายหม้อน้ำดื่มเต็มด้วยน้ำหอมสะอาดและเยือกเย็น และขันอันเต็มด้วยขนม เพียบพร้อมด้วยสีกลิ่นและรสที่ปรุงด้วยขนมกุมมาส แด่พระขีณาสพเถระรูปหนึ่ง แล้วอุทิศว่า ขอทักษิณานี้จงสำเร็จแก่บิดาของเราเถิด. น้ำดื่มอันเป็นทิพย์ และขนมอันหาประมาณมิได้ ปรากฏแก่เปรตนั้น เพราะทานนั้น.

เขาเห็นดังนั้นจึงคิดอย่างนี้ว่าเราทำกรรมอันลามกหนอที่ให้มหาชนถือเอาผิดๆ โดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ทายกถวายแล้ว ย่อมไม่มีผล ดังนี้ ก็บัดนี้ พระเจ้าปิงคละเสด็จไปโอวาทแด่พระเจ้าธรรมาโศก, พระองค์ประทานโอวาทแล้วจักเสด็จกลับมา เอาเถอะ เราจักบรรเทานัตถิกทิฏฐิ.

ไม่นานนัก พระเจ้าปิงคละได้ให้โอวาทแด่พระเจ้าธรรมาโศก เมื่อจะเสด็จกลับจึงทรงดำเนินไปทางนั้น.

ลำดับนั้น เปรตนั้นนิรมิตรหนทางนั้น ให้บ่ายหน้าไปยังที่อยู่ของตน. ในเวลาเที่ยงตรง พระราชาเสด็จไปตามทางนั้น. เมื่อพระองค์เสด็จไป หนทางข้างหน้าปรากฏอยู่ แต่หนทางข้างหลังไม่ปรากฏแก่พระองค์.

บุรุษผู้ไปหลังเขาทั้งหมด เห็นทางหายไปจึงกลัว ร้องลั่น วิ่งไปกราบทูลแด่พระราชา.

พระราชาทรงสดับดังนั้นจึงตกพระหทัย มีพระหทัยสลด ประทับอยู่บนคอช้าง ตรวจดูทิศทั้ง ๔ เห็นต้นไทรอันเป็นที่อยู่ของเปรต จึงได้เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังต้นไทรนั้น พร้อมด้วยจตุรงคินีเสนา.

ครั้นพระราชาเสด็จถึงที่นั้นโดยลำดับ เปรตประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวงเข้าไปเฝ้าพระราชา กระทำปฏิสันถาร ได้ถวายขนมและน้ำดื่ม.

พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ทรงสงสนาน เสวยขนมแล้วดื่มน้ำ ระงับความเหน็ดเหนื่อยในหนทาง จึงตรัสถามเปรตโดยนัยมีอาทิว่า ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นคนธรรพ์.

เปรตได้กราบทูลเรื่องของตนตั้งแต่ต้น จึงปลดเปลื้องพระราชาจากความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ให้ดำรงอยู่ในสรณะและศีล.

เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-

ยังมีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าปิงคล ได้เป็นใหญ่ในสุรัฐประเทศ เสด็จไปเฝ้าพระโมริยะแล้ว กลับมายังสุรัฐประเทศ เสด็จมาถึงที่มีเปือกตมในเวลาเที่ยงซึ่งเป็นเวลาร้อน ได้ทอดพระเนตรเห็นทางอันน่ารื่นรมย์ เป็นทางที่เปรตนิรมิตรไว้ จึงตรัสบอกนายสารถีว่า

ทางนี้น่ารื่นรมย์ เป็นทางปลอดภัย มีความสวัสดี ไม่มีอุปัทวันตราย

ดูก่อนนายสารถี ท่านจงตรงไปทางนี้แหละ เมื่อเราไปโดยทางนี้จักถึงเขตเมืองสุรัฐเร็วทีเดียว

พระเจ้าสุรัฐได้เสด็จไปโดยทางนั้น พร้อมด้วยจตุรงคเสนา

บุรุษคนหนึ่งสะดุ้งตกใจกลัว ได้กราบทูลพระเจ้าสุรัฐว่า พวกเราเดินทางผิด เป็นทางน่ากลัว ขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว พวกเราเห็นจะเดินมาใกล้สำนักพวกอมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ฟุ้งไป ข้าพระองค์ได้ยินเสียงอันพิลึกน่าสะพรึงกลัว

พระเจ้าสุรัฐทรงสะดุ้งพระหทัย ตรัสกะนายสารถีว่า พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็นทางน่ากลัว ขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ พวกเราเดินทางผิด พวกเราเห็นจะเดินมาใกล้สำนักพวกอมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ย่อมฟุ้งไป เราได้ยินเสียงน่าสะพรึงกลัว แล้วเสด็จขึ้นสู่คอช้าง ทอดพระเนตรไปในทิศทั้ง ๔ ได้ทรงเห็นต้นไทรต้นหนึ่ง มีร่มเงาชิดสนิทดี เขียวชะอุ่มดุจสีเมฆ มีสีและสัณฐานคล้ายเมฆ จึงรับสั่งกะนายสารถีว่า

ป่าใหญ่เขียวชะอุ่มดุจสีเมฆ มีสีและสัณฐานคล้ายเมฆปรากฏอยู่นั่นใช่ไหม ?

นายสารถีกราบทูลว่า :-

ข้าแต่มหาราช นั่นเป็นต้นไทรมีร่มเงาชิดสนิทดี เขียวชะอุ่ม มีสีและสัณฐานคล้ายเมฆ พระเจ้าสุรัฐเสด็จเข้าไปจนถึงต้นไทรใหญ่ที่ปรากฏอยู่แล้ว เสด็จลงจากคอช้าง เข้าไปสู่ต้นไทร ประทับนั่งที่โคนต้น พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ราชบริพาร ได้ทอดพระเนตรเห็นขันน้ำมีน้ำเต็มและขนมอันหวานอร่อย

บุรุษมีเพศดังเทวดาประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวง เข้าไปเฝ้าพระเจ้าสุรัฐแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชพระองค์ เสด็จมาดีแล้วและพระองค์ไม่ได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระองค์ผู้กำจัดศัตรู เชิญพระองค์เสวยน้ำและขนมเถิดพระเจ้าข้า

พระเจ้าสุรัฐพร้อมด้วยอำมาตย์และข้าราชบริพาร พากันดื่มน้ำและขนมแล้ว จึงถามว่า ท่านเป็นเทพ เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะปุรินททะ พวกเราไม่รู้จักท่าน จักขอถาม พวกเราจะพึงรู้จักท่านได้อย่างไร?

นันทกเปรตกราบทูลว่า :-

ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกะปุรินททะ ข้าพระองค์เป็นเปรต จากประเทศสุรัฐมาอยู่ที่นี่.

พระราชาตรัสถามว่า :-

เมื่อก่อน ท่านอยู่ในประเทศสุรัฐมีปกติอย่างไร มีความประพฤติอย่างไร ท่านมีอานุภาพอย่างนี้ เพราะพรหมจรรย์อย่างไร?

นันทกเปรตตอบว่า :-

ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้กำจัดหมู่ศัตรู ผู้ผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์ อำมาตย์ราชบริพารและพราหมณ์ปุโรหิต จงสดับฟัง

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นบุรุษอยู่ในเมืองสุรัฐ เป็นคนใจบาป เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนทุศีล เป็นคนตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ห้ามปรามมหาชนซึ่งพากันทำบุญให้ทาน ทำอันตรายแก่หมู่ชนเหล่าอื่นผู้กำลังให้ทานได้ห้ามว่า ผลแห่งทาน ไม่มี ผลแห่งการสำรวม จักมีแต่ที่ไหน ใครๆ ผู้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ไม่มี ใครจักฝึกฝนบุคคล ผู้ไม่เคยฝึกฝนแล้วได้เล่า สัตว์ทั้งหลายเป็นสัตว์เสมอกันทั้งสิ้น การเคารพอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล จักมีแต่ที่ไหน กำลังหรือความเพียรไม่มี ความพากเพียรของบุรุษจักมีแต่ที่ไหน ผลแห่งทานไม่มี ทานและศีล ไม่ทำบุคคลผู้มีเวรให้หมดจดได้ สัตว์ย่อมได้ของที่ควรได้ สัตว์เมื่อจะได้สุขหรือทุกข์ ย่อมได้สุขหรือทุกข์ อันเกิดแต่ที่น้อมมาเอง มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย ไม่มี โลกอื่นจากโลกนี้ก็ไม่มี ทานอันบุคคลให้แล้วย่อมไม่มีผล พลีกรรมไม่มีผล แม้ทานอันบุคคลตั้งไว้ดีแล้วก็ไม่มีผล บุรุษใดฆ่าบุรุษอื่น และตัดศีรษะบุรุษอื่น จะจัดว่าบุรุษนั้นทำลายชีวิตของผู้อื่น หาได้ไม่ ไม่มีใครฆ่าใคร เป็นแต่ศัตราย่อมเข้าไปในระหว่างช่องกาย ๗ ช่องเท่านั้น ชีพของสัตว์ทั้งหลายไม่ขาดสูญ ไม่แตกทำลาย บางคราวมี ๘ เหลี่ยม บางคราวกลมเหมือนงบน้ำอ้อย บางคราวสูงตั้ง ๕๐๐ โยชน์ ใครเล่าสามารถตัดชีพให้ขาดได้ เหมือนหลอดด้ายอันบุคคลซัดไปแล้วหลอดด้ายนั้น อันด้ายคลายอยู่ย่อมกลิ้งไปได้ ฉันใด ชีพนั้นก็ฉันนั้น ย่อมแหวกหนีไปจากร่างได้บุคคลผู้ออกไปจากบ้านนี้ไปเข้าบ้านอื่นฉันใด ชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้แล้วไปเข้าร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลออกจากเรือนหลังนี้ แล้วไปเข้าเรือนหลังอื่นฉันใด แม้ชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้แล้วไปเข้าร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสิ้นกำหนด ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัป สัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นพาลทั้งที่เป็นบัณฑิตจักยังสงสารให้สิ้นไปแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เอง สุขและทุกข์เหมือนตักตวงได้ด้วยทะนานและกระเช้า

พระชินเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงสุขทุกข์ทั้งปวง สัตว์นอกนี้ล้วนเป็นผู้ลุ่มหลง เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์มีความเห็นอย่างนี้จึงได้เป็นคนหลง ถูกโมหะครอบงำ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ ภายใน ๖ เดือน ข้าพระองค์จักทำกาลกิริยา จักตกไปในนรกอันเผ็ดร้อนร้ายกาจโดยส่วนเดียวนรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตูจำแนกออกเป็นส่วนๆ ล้อมด้วยกำแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้นนรกนั้น เป็นเหล็กแดง ลุกเป็นเปลวเพลิงโชติช่วง แผ่ไป ๑๐๐ โยชน์ โดยรอบตั้งอยู่ทุกเมื่อ ล่วงไปแสนปี ในกาลนั้นข้าพระองค์จึงได้ยินเสียงในนรกนั้นว่า แน่ะ เพื่อนยาก เมื่อพวกเราไหม้อยู่ในนรกนี้ กาลประมาณแสนปีล่วงไปแล้ว

ข้าแต่มหาราชเจ้า แสนโกฏิปีเป็นกำหนดอายุของสัตว์ผู้หมกไหม้อยู่ในนรก ชนทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนทุศีล ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกแสนโกฏิปี

ข้าพระองค์จักเสวยทุกขเวทนาอยู่ในนรกนั้นตลอดกาลนานนี้ เป็นผลแห่งกรรมชั่วของข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศกนัก

ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้กำจัดศัตรูเป็นที่ที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น ขอพระองค์จงทรงสดับคำของข้าพระองค์ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์

ธิดาของข้าพระองค์ชื่ออุตตรา ทำแต่ความดี ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีล ยินดีในทานและการจำแนกทาน รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ มีปกติทำไม่ให้ขาดในสิกขา เป็นลูกสะใภ้ในตระกูลอื่น เป็นอุบาสิกาของพระมหาศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงศิริ ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ นางอุตตราได้เห็นภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน มีจักษุทอดลงแล้ว มีสติคุ้มครองทวารสำรวมดีแล้ว เที่ยวไปตามลำดับตรอก เข้าไปสู่บ้านนั้น นางได้ถวายน้ำขันหนึ่งและขนมมีรสหวาน อร่อยแล้ว อุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระองค์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอผลทานที่ดิฉันถวายนี้จงพลันสำเร็จแก่บิดาของดิฉันที่ตายไปแล้วเถอะ ในทันใดนั้น ผลแห่งทานก็บังเกิดแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์มีความประสงค์สำเร็จได้ดังความปรารถนา บริโภคกามสุข เหมือนดังท้าวเวสวัณมหาราช

ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้กำจัดศัตรู เป็นที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น ขอพระองค์จงทรงสดับคำของข้าพระองค์

พระพุทธเจ้าอันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เลิศแห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นสรณะเถิด ชนทั้งหลายย่อมบรรลุอมตะด้วยมรรคมีองค์ ๘ ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงมรรคมีองค์ ๘ และอมตะบท ว่าเป็นสรณะเถิด พระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติอยู่ในมรรค ๔ จำพวกผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวก นี้เป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติ ซื่อตรง ประกอบด้วยปัญญาและศีล ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงพระสงฆ์นั้นเป็นสรณะเถิด ขอพระองค์จงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของพระองค์ ไม่ตรัสคำเท็จ ไม่ทรงดื่มน้ำจัณฑ์เถิด.

พระราชาตรัสว่า :-

ดูก่อนเทวดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาความเจริญแก่เรา ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เราจักทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของเรา เราจักเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์อันยอดเยี่ยม กว่าเทวดาและมนุษย์ว่าเป็นสรณะ

เราจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ และยินดีด้วยพระมเหสีของตน จะไม่พูดเท็จ จะไม่ดื่มน้ำเมา เราจะคลายความเห็นอันชั่วช้า เหมือนโปรยแกลบอันลอยไปตามลมอันแรง เหมือนทั้งหญ้าและใบไม้ ลอยไปในแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยว จักเป็นผู้ยินดีในพระพุทธศาสนา

พระเจ้าสุรัฐ ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงงดเว้นจากความเห็นอันชั่วช้า ทรงนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก กลับคืนสู่พระนคร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชา ปิงฺคลโก นาม สุรฏฺฐานํ อธิปติ อหุ ความว่า ได้มีพระราชาพระองค์หนึ่งเป็นอิสระแห่งสุรัฐประเทศ ปรากฏพระนามว่าปิงคละ เพราะมีจักษุเหลือง.

ด้วยบทว่า โมริยานํ ท่านกล่าวหมายถึงพระเจ้าโมริยธรรมาโศก.

บทว่า สุรฏฺฐํ ปุนราคมา ความว่า ได้เสด็จกลับมาตามทางเป็นที่ไปยังสุรัฐประเทศ มุ่งที่อยู่แห่งสุรัฐประเทศ.

บทว่า ปงฺกํ ได้แก่ ภูมิภาคอันอ่อนนุ่ม.

บทว่า วณฺณุปถํ ได้แก่ หนทางมีทรายที่เปรตนิรมิตรไว้.

บทว่า เขโม แปลว่า ปลอดภัย.

บทว่า โสวตฺถิโก แปลว่า นำมาซึ่งความสวัสดี.

บทว่า สิโว แปลว่า ไม่มีอุปัทวันตราย.

บทว่า สุรฏฺฐานํ สนฺติเก อิโต ได้แก่ พวกเราเมื่อไปตามหนทางเส้นนี้ จักถึงที่ใกล้เมืองสุรัฐที่เดียว.

บทว่า สุรฏฺโฐ ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่ในสุรัฐประเทศ.

บทว่า อุพฺพิคฺครูโป ได้แก่ ผู้มีความสะดุ้งเป็นสภาวะ.

บทว่า ภึสนํ ได้แก่ เกิดความกลัวขึ้น.

บทว่า โลมหํสนํ ได้แก่ เกิดขนพองสยองเกล้า เพราะเป็นหนทางน่ากลัว.

บทว่า ยมปุริสาน สนฺติเก ได้แก่ อยู่ในที่ใกล้พวกเปรต.

บทว่า อมานุโส วายติ คนฺโธ ความว่า กลิ่นตัวของพวกเปรตย่อมฟุ้งไป.

บทว่า โฆโส สุยฺยติ ทารุโณ ความว่า ข้าพระองค์ได้ยินเสียงอันพิลึกน่าสะพรึงกลัวของเหล่าสัตว์ผู้กระทำเหตุในนรกโดยเฉพาะ.

บทว่า ปาทปํ ได้แก่ ต้นไม้อันมีชื่อว่าปาทปะ เพราะเป็นที่ดื่มน้ำทางลำต้นเช่นกับราก.

บทว่า ฉายาสมฺปนฺนํ แปลว่า มีร่มเงาสนิทดี.

บทว่า นีลพฺภวณฺณสทิสํ ได้แก่ มีสีเขียวชอุ่มดังสีเมฆ.

บทว่า เมฆวณฺณสิรีนิภํ ได้แก่ ปรากฏมีสีและสัณฐานคล้ายเมฆ.

บทว่า ปูรํ ปานียสรกํ ได้แก่ ภาชนะน้ำดื่มอันเต็มด้วยน้ำดื่ม.

บทว่า ปูเว ได้แก่ ของเคี้ยว.

บทว่า วิตฺเต ความว่า นายสารถีได้เห็นขนมที่วางไว้เต็มขันนั้นๆ อันให้เกิดความปลื้มใจ มีรสอร่อย เป็นที่ฟูใจ.

ศัพท์ อโถ ในบทว่า อโถ เต อทุราคตํ นี้เป็นเพียงนิบาต หรือว่า บทว่า อโถ ใช้ในอรรถแห่งอวธารณะ. อธิบายว่า พวกเรารับด้วยความประสงค์ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดี มิใช่เสด็จมาร้าย โดยที่แท้ พระองค์เสด็จมาดีทีเดียว.

บทว่า อรินฺทม ได้แก่ ผู้มักกำจัดข้าศึก.

บทว่า อมจฺจา ปาริสชฺชา มีวาจาประกอบความว่า พวกอำมาตย์และปุโรหิตจงฟังคำ และพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตของท่านจงฟังคำนั้นเถิด.

บทว่า สุรฏฺฐสฺมึ อหํ แก้เป็น เรา... ในสุรัฐประเทศ. นายสารถี เรียกพระราชาว่า เทวะ.

บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐ แปลว่า ผู้เห็นผิดแปลกด้วยนัตถิกทิฏฐิ.

บทว่า ทุสฺสีโล ได้แก่ ผู้ไม่มีศีล.

บทว่า กทริโย แปลว่า ผู้มีความตระหนี่เหนียวแน่น.

บทว่า ปริภาสโก ได้แก่ ผู้ด่าสมณพราหมณ์.

บทว่า วารยิสฺสํ แปลว่า ได้ห้ามแล้ว.

บทว่า อนฺตรายกโร อหํ มีวาจาประกอบความว่า เราเป็นผู้กระทำอันตรายต่อชนผู้กำลังให้ทาน ผู้ทำอุปการะ และเราห้ามปรามชนเป็นอันมาก จากบุญอันสำเร็จด้วยทานของชนเหล่าอื่นผู้กำลังให้ทาน.

บทว่า วิปาโก นตฺถิ ทานสฺส เป็นต้น เป็นบทแสดงอาการที่เราห้ามแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า วิปาโก นตฺถิ ทานสฺส พระองค์ทรงห้ามวิบากว่า เมื่อบุคคลนั้นให้ทานอยู่ วิบากคือผลที่จะพึงได้รับต่อไป ย่อมไม่มี.

บทว่า สํยมสฺส กุโต ผลํ ความว่า ก็ผลแห่งศีล จักมีแต่ที่ไหน. อธิบายว่า ผลแห่งศีลนั้นย่อมไม่มีโดยประการทั้งปวง.

บทว่า นตฺถิ อาจริโย นาม ความว่า ใครๆ ผู้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ ผู้ให้ศึกษาอาจารและสมาจาระ ย่อมไม่มี. อธิบายว่า ก็ว่าโดยสภาวะทีเดียว สัตว์ทั้งหลาย ผู้ฝึกตนแล้ว หรือยังไม่ได้ฝึกตน ย่อมมีได้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ใครจักฝึกผู้ที่ยังไม่ได้ฝึก ดังนี้

บทว่า สมตุลฺยานิ ภูตานิ ความว่า สัตว์เหล่านี้ทั้งหมดเป็นผู้เสมอกันและกัน. อธิบายว่า ผู้มีความประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ จักมีแต่ที่ไหน คือขึ้นชื่อว่าบุญอันเป็นเหตุให้ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ย่อมไม่มี.

บทว่า นตฺถิ ผลํ ความว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงอยู่ในกำลังของตนอันใดกระทำความเพียร ย่อมบรรลุสมบัติทั้งหลาย ตั้งต้นแต่ความเป็นผู้เลิศด้วยความสวยงามในหมู่มนุษย์ จนถึงความเป็นพระอรหัตต์ พระองค์ย่อมห้ามกำลังแห่งความเพียรนั้น.

บทว่า วีริยํ วา นตฺถิ กุโต อุฏฺฐานโปริสํ นี้ ท่านกล่าวได้ด้วยอำนาจการปฏิเสธวาทะที่เป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า นี้เป็นไปด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษหามิได้.

บทว่า นตฺถิ ทานผลํ นาม ความว่า ขึ้นชื่อว่าผลแห่งทานอะไรๆ ย่อมไม่มี. อธิบายว่า การบริจาคไทยธรรมย่อมไร้ผลทีเดียว เหมือนเถ้าที่เขาวางไว้.

บทว่า เวรินํ ในบทว่า น วิโสเธติ เวรินํ ความว่า ย่อมไม่ทำบุคคลผู้มีเวร คือผู้ทำบาปไว้ด้วยอำนาจเวรและด้วยอำนาจอกุศลธรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น ให้หมดจดจากวัตรมีทานและศีลเป็นต้น. คือแม้ในบางคราวก็ไม่ทำให้หมดจดได้.

บทว่า วิปาโก นตฺถิ ทานสฺส เป็นต้น เป็นบทแสดงอาการที่ตนห้ามคนเหล่าอื่นจากทานเป็นต้นในกาลก่อน แต่บทว่า ชื่อว่าผลแห่งทานย่อมไม่มีเป็นต้น พึงเห็นว่า เป็นบทแสดงการยึดมั่นผิดๆ แห่งตน.

บทว่า สทฺเธยฺยํ แปลว่า พึงได้.

เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็พึงได้อย่างไร? ท่านจึงตอบว่า อันเกิดแต่สิ่งที่น้อมมาเองอย่างแน่นอน.

อธิบายว่า สัตว์นี้ เมื่อได้รับความสุขหรือความทุกข์ ย่อมได้ด้วยอำนาจความแปรปรวนไปอย่างแน่นอนทีเดียว ไม่ใช่เพราะกรรมที่ตนทำไว้เลย และไม่ใช่เพราะพระอิศวรนิรมิตรขึ้นเลย.

ด้วยบทว่า นตฺถิ มาตา ปิตา ภาตา ท่านกล่าวหมายถึงความไม่มีผลแห่งการปฏิบัติชอบ และการปฏิบัติผิดในมารดาเป็นต้น.

บทว่า โลโก นตฺถิ อิโต ปรํ ความว่า ชื่อว่าปรโลกไรๆ จากอิธโลกนี้ ย่อมไม่มี. อธิบายว่า สัตว์ย่อมขาดสูญไปในที่นั้นๆ นั่นเอง.

บทว่า นินฺนํ ได้แก่ มหาทาน.

บทว่า หุตํ ได้แก่ สักการะเพื่อแขก, ท่านหมายถึงความไม่มีผลทั้งสองนั้นจึงห้ามว่า .

บทว่า สุนิหิตํ แปลว่า ตั้งไว้ดีแล้ว.

บทว่า น วิชฺชติ ความว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวการให้ทานแก่สมณพราหมณ์ว่าเป็นขุมทรัพย์อันเป็นเครื่องติดตามนั้น ย่อมไม่มี. อธิบายว่า ทานที่ให้แก่สมณพราหมณ์นั้น เป็นเพียงวัตถุแห่งคำพูดเท่านั้น.

บทว่า น โกจิ กญฺจิ หนติ ความว่า บุรุษใดพึงฆ่าบุรุษอื่น คือพึงตัดศีรษะของบุรุษอื่น ในข้อนั้น เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ใครๆ ย่อมไม่ฆ่าใครๆ ได้ คือย่อมเป็นเสมือนผู้ฆ่า เพราะตัดกายของสัตว์ทั้งหลาย.

เพื่อจะเลี่ยงคำถามว่า การประหารด้วยศัสตราเป็นอย่างไร ท่านจึงตอบว่า ใช้ศัสตราเข้าไปในระหว่างอันเป็นช่องกาย ๗ ช่อง.

อธิบายว่า สอดสัตราเข้าไปในระหว่างคือในช่องอันเป็นช่องของกาย ๗ ช่องมีปฐวีเป็นต้น เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นเหมือนถูกศัสตรามีดาบเป็นต้น สับฟัน แต่แม้กายที่เหลือ ย่อมไม่ขาดไป เพราะมีสภาวะเที่ยง เหมือนมีชีวะ ฉะนั้น.

บทว่า อจฺเฉชฺชาเภชฺโช หิ ชีโว ความว่า ชีพของเหล่าสัตว์นี้ไม่พึงถูกตัด ไม่พึงถูกทำลายด้วยศัสตราเป็นต้น เพราะมีสภาวะเที่ยง.

บทว่า อฏฺฐํโส คุฬปริมณฺฑโล ความว่า ก็ชีพนั้นบางคราวมี ๘ เหลี่ยม บางคราวกลมเหมือนงบน้ำอ้อย.

บทว่า โยชนานํ สตํ ปญฺจ ความว่า ชีพนั้นถึงภาวะล้วน สูงประมาณได้ ๕๐๐ โยชน์.

ด้วยบทว่า โก ชีวํ เฉตฺตุมรหติ นี้ ท่านกล่าวว่า ใครเล่าควรเพื่อจะตัดชีพอันเที่ยงแท้ คือไม่มีพิการด้วยศัสตราเป็นต้น. คือ ชีพนั้น ใครๆ ไม่ควรให้กำเริบ.

บทว่า สุตฺตคุเฬ ได้แก่ หลอดด้ายที่เขาม้วนทำไว้.

บทว่า ขิตฺเต ได้แก่ ซัดไป ด้วยอำนาจไม่ได้คลายออก.

บทว่า นิพฺเพเฐนฺตํ ปลายติ ความว่า หลอดด้ายอันด้ายคลี่อยู่ที่เขาซัดไปบนภูเขาหรือบนต้นไม้ ย่อมกลิ้งไปได้ คือแต่เมื่อด้ายหมด ก็ไปไม่ได้.

บทว่า เอวเมวํ ความว่า หลอดด้ายนั้นอันด้ายคลี่คลายอยู่จึงกลิ้งไปได้ เมื่อสิ้นด้ายย่อมไปไม่ได้ฉันใด ชีพนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อคลี่คลายหลอดคือภาวะของสัตว์ ย่อมหนีไปได้ คือย่อมเป็นไปได้ ตลอดเวลาที่กล่าวได้ว่าสิ้นกำหนด ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัป พ้นจากนั้นหาเป็นไปได้ไม่.

บทว่า เอวเมว จ โส ชีโว ความว่า คนบางคนออกจากบ้านอันเป็นที่อยู่ของตนแล้วเข้าไปยังบ้านอื่นจากบ้านนั้น ด้วยกรณียะ บางอย่างฉันใด ชีพนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ออกจากร่างนี้แล้ว ก็เข้าไปสู่ร่างอื่นอีก ด้วยอำนาจกำหนดกาล.

บทว่า โพนฺทึ ได้แก่ ร่างกาย.

บทว่า จุลฺลาสีติ แปลว่า ๘๔.

บทว่า มหากปฺปิโน ได้แก่ มหากัป. ในมหากัปป์นั้น อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า เมื่อเทวดาผู้วิเศษนำหยาดน้ำด้วยปลายหญ้าคา ครั้งละหยาดทุกๆ ร้อยปี จากสระใหญ่มีสระอโนดาดเป็นต้นออกไปด้วยความบากบั่นอันนี้ เมื่อสระนั้นแห้งไปถึง ๗ ครั้ง ชื่อว่าเป็นมหากัปอันหนึ่ง จึงกล่าวว่า ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัปนี้ เป็นประมาณแห่งสงสาร.

บทว่า เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา ความว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นอันธพาล ทั้งที่เป็นบัณฑิตทั้งหมดนั้น.

บทว่า สํสารํ เขปยิตฺวาน ความว่า ยังสงสารอันกำหนดด้วยกาลตามที่กล่าวแล้ว ให้สิ้นไปด้วยอำนาจการเกิดร่ำไป.

บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสเร ความว่า จักกระทำความสิ้นสุดแห่งวัฏฏทุกข์. สงสารนั้นมีการกำหนดว่า ทั้งบัณฑิตก็ไม่สามารถจะชำระตนให้หมดจดในระหว่างได้ ถัดจากนั้นถึงพวกชนพาลก็เป็นไปไม่ได้เลย.

บทว่า มิตานิ สุขทุกฺขานิ โทเณหิ ปิฏเกหิ จ ความว่า ชื่อว่าสุขทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย เป็นเหมือนนับด้วยทะนาน ด้วยตะกร้า ได้แก่ด้วยภาชนะเป็นเครื่องนับ และสุขทุกข์ของเหล่าสัตว์นั้นๆ เกิดแต่การน้อมไปอย่างแน่นอน เป็นอันปริมาณได้โดยเฉพาะ เพราะปริมาณได้โดยกำหนดตามกาลที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.

พระชินเจ้าย่อมทราบเรื่องนี้นั้นทั้งหมด คือท่านผู้ดำรงอยู่ชินภูมิย่อมรู้ชัดอย่างเดียว เพราะก้าวล่วงสงสารได้ ส่วนหมู่สัตว์นอกนั้นผู้ลุ่มหลงย่อมวนเวียนอยู่ในสงสาร.

บทว่า เอวํทิฏฺฐิ ปุเร อาสึ ความว่า เมื่อก่อนข้าพระองค์ได้เป็นนัตถิกทิฏฐิบุคคล ตามที่กล่าวแล้ว.

บทว่า สมฺมูฬฺโห โมหปารุโต ได้แก่ เป็นคนหลงเพราะสัมโมหะ อันเป็นเหตุแห่งทิฏฐิตามที่กล่าวแล้ว. อธิบายว่า ก็คนผู้ถูกโมหะอันเกิดพร้อมด้วยทิฏฐินั้นครอบงำ คือเป็นดุจพืชแห่งหญ้าคาที่ปิดบังไว้.

นันทกเปรตครั้นแสดงบาปกรรมที่ตนทำด้วยอำนาจความเห็นชั่วอันเกิดขึ้นแก่ตนในกาลก่อนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงผลแห่งบาปกรรมนั้นที่ตนจะต้องเสวยในอนาคต จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ภายใน ๖ เดือนเราจักตาย ดังนี้

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสานิ สตสหสฺสานิ ได้แก่ แสนปี.

บาลีที่เหลือว่า แปลว่า ล่วง บัณฑิตพึงนำมาเชื่อมเข้า.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า วสฺสานิ สตสหสฺสานิ นี้เป็นปฐมาวิภัติ ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัติ. อธิบายว่า เมื่อแสนปีล่วงไปแล้ว.

บทว่า โฆโส สุยฺยติ ตาวเท ความว่า ในขณะที่เวลามีประมาณเท่านี้ล่วงไปนั่นแหละ เราได้ยินเสียงในนรกนั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาของพวกท่านผู้ไหม้อยู่ในนรกนี้ ล่วงไปประมาณหนึ่งแสนปี.

บทว่า ลกฺโข เอโส มหาราช สตภาควสฺสโกฏิโย ความว่า ข้าแต่มหาราช ๑๐๐ ส่วนโกฏิปีจัดเป็นกำหนด คือเป็นเขตกำหนดอายุของสัตว์ทั้งหลายผู้ไหม้อยู่ในนรก.

ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ๑๐ ทสกะเป็น ๑๐๐. ๑๐ ร้อยเป็น ๑,๐๐๐. สิบพัน ๑๐ หนเป็น ๑๐๐,๐๐๐, ร้อยแสนเป็น ๑ โกฏิ, แสนโกฏิปีด้วยอำนาจโกฏิเหล่านั้น จัดเป็นหนึ่งร้อยโกฏิปี.

ก็ร้อยโกฏิปีนั้นแล พึงทราบด้วยการคำนวณปีเฉพาะสัตว์นรก ไม่ใช่สำหรับมนุษย์หรือเทวดา. แสนโกฏิปีเป็นอันมากเช่นนี้เป็นอายุของสัตว์นรก ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชนผู้ไหม้อยู่ในนรกสิ้นแสนโกฏิปี ดังนี้. สัตว์ทั้งหลายผู้ไหม้อยู่ในนรกเช่นนี้ เพราะกรรมเช่นใด เพื่อจะแสดงบาปกรรมเช่นนั้นโดยคำลงท้าย ท่านจึงกล่าวว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนทุศีล และเป็นผู้กล่าวร้ายพระอริยะ ดังนี้.

บทว่า เวทิสฺสํ แปลว่า จักได้เสวยแล้ว.

นันทกเปรตครั้นแสดงผลแห่งความชั่วที่ตนจะพึงเสวยในอนาคตอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ประสงค์จะทูลเรื่องที่พระราชาตรัสถามว่า ท่านมีอานุภาพอย่างนี้เพราะพรหมจรรย์อะไร ดังนี้แล้วจะให้พระราชานั้นดำรงอยู่ในสรณะและศีล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์โปรดทรงสดับ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีเลสุโปสเถ รตา ได้แก่ ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีล.

บทว่า อทา แปลว่า ได้ให้แล้ว.

บทว่า ตํ ธมฺมํ ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ และอมตบทนั้น.

พระราชาอันเปรตชักชวนให้สมาทานศีลและสรณะอย่างนี้แล้ว มีพระทัยเลื่อมใส เบื้องต้นจึงระบุถึงอุปการะที่เปรตนั้นกระทำแก่พระองค์ เมื่อจะตั้งอยู่ในสรณะเป็นต้น จึงกล่าวคาถา ๓ คาถามีอาทิว่า ผู้ปรารถนาความเจริญ ดังนี้

เมื่อจะทรงประกาศถึงความที่ทรงละทิฏฐิชั่วที่พระองค์ยึดถือในกาลก่อน จึงตรัสคาถาว่า เราโปรย (แกลบในที่ลมแรง) เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอผุณามิ มหาวาเต ความว่า ดูก่อนเทวดา เราจะโปรยคือขจัดทิฏฐิชั่วนั้น ณ ที่ลมคือธรรมเทศนาของท่าน เหมือนโปรยแกลบไปที่ลมแรงซึ่งกำลังพัดอยู่.

บทว่า นทิยา วา สีฆคามิยา อธิบายว่า หรือว่าเราจะลอยทิฏฐิชั่วเหมือนลอยหญ้า ไม้ ใบไม้และสะเก็ดลงในแม่น้ำใหญ่ที่มีกระแสอันเชี่ยว.

บทว่า วมามิ ปาปิกํ ทิฏฺฐึ ความว่า เราจะละทิ้งทิฏฐิชั่วที่อยู่ในใจของเรา.

พระราชากล่าวเหตุในข้อนั้นว่า ยินดีแล้วในพระศาสนาดังนี้.

มีวาจาประกอบความว่า เพราะเหตุที่เรายินดีคือยินดียิ่งในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายอันนำอมตะมาโดยส่วนเดียว ฉะนั้น เราจะคายพิษคือทิฏฐินั้น.

คาถาสุดท้ายว่า ดังนี้ พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายได้ตั้งไว้แล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาโมกฺโข ได้แก่ บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก.

บทว่า รถมารุหิ ความว่า พระราชาเสด็จขึ้นสู่ราชรถของพระองค์อันเป็นรถพระที่นั่งเสด็จ ครั้นเสด็จขึ้นแล้วได้ถึงพระนครของพระองค์ในวันนั้นนั่นเอง ด้วยอานุภาพของเทวดา แล้วเสด็จเข้าพระราชวัง.

สมัยต่อมา ท้าวเธอตรัสบอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลายจึงแจ้งเรื่องนั้นแก่พระเถระทั้งหลาย.

พระเถระทั้งหลายจึงยกขึ้นสู่สังคายนาในตติยสังคีติ.

จบอรรถกถานันทกเปตวัตถุที่ ๓ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา