๑๑. นหาตกมุนีเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๑. นหาตกมุนีเถรคาถา สุภาษิตแสดงความพอใจในการอยู่ป่า พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
|๓๕๗.๔๓๕| ๑๑ วาตโรคาภินีโต ตฺวํ วิหรํ กานเน วเน ปวิฏฺฐโคจเร ลูเข กถํ ภิกฺขุ กริสฺสสิ ฯ |๓๕๗.๔๓๖| ปีติสุเขน วิปุเลน ผริตฺวาน สมุสฺสยํ ลูขมฺปิ อภิสมฺโภนฺโต วิหริสฺสามิ กานเน ฯ |๓๕๗.๔๓๗| ภาเวนฺโต สตฺต โพชฺฌงฺเค อินฺทฺริยานิ พลานิ จ ฌานสุขุมสมฺปนฺโน วิหริสฺสํ อนาสโว ฯ |๓๕๗.๔๓๘| วิปฺปมุตฺตํ กิเลเสหิ สุทฺธจิตฺตํ อนาวิลํ อภิณฺหํ ปจฺจเวกฺขนฺโต วิหริสฺสํ อนาสโว ฯ |๓๕๗.๔๓๙| อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เย เม วิชฺฌึสุ อาสวา สพฺเพ อเสสา อุจฺฉินฺนา น จ อุปฺปชฺชเร ปุน ฯ |๓๕๗.๔๔๐| ปญฺจกฺขนฺธา ปริญฺญาตา ติฏฺฐนฺติ ฉินฺนมูลกา ทุกฺขกฺขโย อนุปฺปตฺโต นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ นฺหาตกมุนิ เถโร ฯ
ดูกรภิกษุ เมื่อเธออยู่ในป่าใหญ่อันปราศจากโคจร เป็นป่าเศร้าหมอง ถูกโรคลมครอบงำ จักทำอย่างไร? พระนหาตกมุนีกราบทูลว่า ข้าพระองค์จักยังปีติ และความสุขอันไพบูลย์ให้แผ่ไปสู่ร่างกายครอบงำ ปัจจัยอันเศร้าหมองอยู่ในป่าใหญ่ และจักเจริญโพชฌงค์ ๗ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ ถึงพร้อมด้วยสุขอันเกิดแต่ฌาน จักเป็นผู้หมดอาสวะอยู่ ข้าพระองค์จักพิจารณาเนืองๆ ซึ่งจิตอันบริสุทธิ์ หลุดพ้นแล้วจากกิเลส ไม่ขุ่นมัว เป็นผู้หมดอาสวะอยู่ อาสวะทั้งปวงของข้าพระองค์ ซึ่งมีอยู่ ทั้งภายในและภายนอก ข้าพระองค์ถอนขึ้นแล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป เบญจขันธ์ ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้ว มีรากอันขาดแล้ว ตั้งอยู่ ธรรม อันเป็นที่สิ้นทุกข์ ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี พระ- เจ้าข้า.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๑. นหาตกมุนีเถรคาถา ภาษิตของพระนหาตกมุนีเถระ (พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า)
เธอเมื่ออยู่ในป่าใหญ่ เป็นสถานที่ลำบากหาปัจจัยได้ยาก ถูกโรคลมรบกวน จักทำอย่างไรละ ภิกษุ พระนหาตกมุนีเถระ(ได้กราบทูลว่า)
ข้าพระองค์จะแผ่ปีติสุขอันไพบูลย์ไปทั่วร่างกาย ครอบงำแม้ปัจจัยที่เศร้าหมอง อยู่ในป่าใหญ่
จะเจริญสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ และโพชฌงค์ ๗ อยู่ในป่าใหญ่
พิจารณาเนืองๆ ถึงจิตที่บริสุทธิ์ ซึ่งหลุดพ้นจากกิเลส ไม่ขุ่นมัว จะไม่มีอาสวะอยู่
อาสวะทั้งหมดของข้าพระองค์ที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอก ข้าพระองค์ถอนขึ้นได้ไม่เหลือเลย และจะไม่เกิดขึ้นอีก
ขันธ์ ๕ ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้ว ขันธ์เหล่านั้นดำรงอยู่อย่างถูกตัดรากถอนโคนแล้ว ข้าพระองค์ได้บรรลุความสิ้นทุกข์แล้ว บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๑๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานหาตกเถรคาถาที่ ๑๑
คาถาของท่านพระนหาตกมุนีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วาตโรคาภินีโต ดังนี้.
เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในนครราชคฤห์ เติบใหญ่ขึ้นได้ถึงความสำเร็จในที่ตั้งแห่งวิชชาเป็นต้น เขารู้กันทั่วว่านหาตกะ เพราะประกอบด้วยลักษณะของผู้อาบแล้ว (คือหมดกิเลส).
ท่านนหาตกะนั้นบวชเป็นดาบสยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยลูกเดือย ในราวป่าในที่ประมาณ ๓ โยชน์จากนครราชคฤห์ บำเรอไฟอยู่.
พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของท่านอันโพลงอยู่ในภายในหทัย เหมือนประทีปลุกโพลงอยู่ในหม้อ จึงได้เสด็จไปยังอาศรมบทของท่าน.
ท่านได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ร่าเริงดีใจ จึงน้อมนำอาหารเข้าไปถวายโดยทำนองที่สำเร็จแก่ตน. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยอาหารนั้น ถวายในวันที่ ๒ ที่ ๓ ก็อย่างนั้น ในวันที่ ๔ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เป็นผู้ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ไฉนจึงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารนี้ได้. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศคุณแห่งอริยสันโดษแก่ท่าน จึงทรงแสดงธรรม.
ดาบสได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เป็นพระโสดาบัน บวชแล้วบรรลุพระอรหัต. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทำดาบสนั้นให้ดำรงอยู่ในพระอรหัต แล้วก็เสด็จไป. ฝ่ายดาบสนั้นอยู่ในที่นั้นแหละ ต่อมาถูกโรคลมเบียดเบียน. พระศาสดาได้เสด็จไปในที่นั้น เมื่อจะตรัสถามธรรมเครื่องอยู่ของท่านโดยทางปฏิสันถาร จึงตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนภิกษุ เมื่อเธออยู่ในป่าใหญ่ อันปราศจากโคจร
เป็นป่าเศร้าหมอง ถูกโรคลมครอบงำจักทำอย่างไร.
ลำดับนั้น พระเถระจึงประกาศธรรมเครื่องอยู่ของตนแด่พระศาสดา ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ข้าพระองค์จักยังปีติและสุขให้แผ่ไปสู่ร่างกาย ครอบงำปัจจัย
อันเศร้าหมองอยู่ในป่าใหญ่ และจักเจริญโพชฌงค์ ๗ อินทรีย์
๕ พละ ๕ ถึงพร้อมด้วยฌานโสขุมมะ คืออรูปฌาน จักเป็นผู้
ไม่มีอาสวะอยู่ ข้าพระองค์จักพิจารณาเนืองๆ ถึงจิตอันบริสุทธิ์
หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว ไม่ขุ่นมัว ไม่มีอาสวะอยู่.
อาสวะทั้งปวงของข้าพระองค์ซึ่งมีอยู่ทั้งภายในและภายนอก
ถูกถอนขึ้นหมดแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไป เบญจขันธ์ข้าพระองค์
กำหนดรู้แล้ว มีรากขาดแล้วตั้งอยู่ ธรรมอันเป็นที่สิ้นทุกข์ ข้า
พระองค์ได้บรรลุแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีพระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌานโสขุมฺมสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยภาวะอันละเอียดอ่อนแห่งฌาน. อรูปฌาน ชื่อว่าฌานสุขุมะ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงอธิบายไว้ว่า เราเป็นผู้ได้สมาบัติ ๘.
ด้วยบทว่า ฌานโสขุมฺมสมฺปนฺโน นั้น ท่านพระดาบสแสดงถึงความที่ตนเป็นอุภโตภาควิมุตติ.
ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ด้วยบทว่า โสขุมฺมํ นี้ ท่านประสงค์เอาอธิปัญญาสิกขาในอรหัตมรรคและอรหัตผล.
แต่นั้น ท่านประกาศถึงความที่ตนเป็นอุภโตภาควิมุตติ ด้วย ฌานศัพท์.
บทว่า วิปฺปมุตฺตํ กิเลเสหิ ความว่า ชื่อว่าหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง เพราะปฏิปัสสัทธิวิมุตติ ชื่อว่าจิตบริสุทธิ์ เพราะหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าไม่ขุ่นมัว เพราะความเป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว.
ด้วยบททั้ง ๓ ท่านกล่าวถึงจิตอันสัมปยุตด้วยอรหัตผลนั่นเอง.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล และพระเถระได้มีการพยากรณ์พระอรหัตผลดังกล่าวมาฉะนี้แล.
จบอรรถกถานหาตกเถรคาถาที่ ๑๑ -----------------------------------------------------