๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ ว่าด้วยบุพกรรมของธาตุวิวัณณเปรต พระมหากัสสปเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า
|๑๒๐.๔๙๐| ๑๐ อนฺตลิกฺขสฺมึ ติฏฺฐนฺโต ทุคฺคนฺโธ ปูติ วายสิ มุขญฺจ เต กิมิโย ปูติคนฺธํ ขาทนฺติ กึ กมฺมมกาสิ ปุพฺเพ ฯ |๑๒๐.๔๙๑| ตโต สตฺถํ คเหตฺวาน โอกฺกนฺตนฺติ ปุนปฺปุนํ ขาเรน ปริปฺโผสิตฺวา โอกฺกนฺตนฺติ ปุนปฺปุนํ ฯ |๑๒๐.๔๙๒| กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ กิสฺส กมฺมวิปาเกน อิทํ ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๑๒๐.๔๙๓| อหํ ราชคเห รมฺเม รมณีเย คิริพฺพเช อิสฺสโร ธนธญฺญสฺส สุปหูตสฺส มาริส ฯ |๑๒๐.๔๙๔| ตสฺสายํ เม ภริยา จ ธีตา จ สุณิสา จ เม ตมาลํ อุปฺปลญฺจาปิ ปจฺจคฺฆญฺจ วิเลปนํ ถูปํ หรนฺติโย วาเรสึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา ฯ |๑๒๐.๔๙๕| ฉฬาสีติสหสฺสานิ มยํ ปจฺจตฺตเวทนา ถูปปูชํ วิวณฺเณตฺวา ปจาม นิรเย ภุสํ |๑๒๐.๔๙๖| เย จ โข ถูปปูชาย วตฺตนฺเต อรหโต มเห ฯ อาทีนวํ ปกาเสนฺติ วิเวจเยถ โน ตโต |๑๒๐.๔๙๗| อิมา จ ปสฺส อายนฺติโย มาลธารี อลงฺกตา ฯ มาลาวิปากํ อนุโภนฺติโย สมิทฺธา ตา ยสสฺสิโย |๑๒๐.๔๙๘| ตญฺจ ทิสฺวาน อจฺเฉรํ อพฺภูตํ โลมหํสนํ ฯ นโม กโรนฺติ สปฺปญฺญา วนฺทนฺติ ตํ มหามุนึ |๑๒๐.๔๙๙| โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ ถูปปูชํ กริสฺสามิ อปฺปมตฺโต ปุนปฺปุนนฺติ ฯ ธาตุวิวณฺณเปตวตฺถุ ทสมํ ฯ อุทฺทานํ อภิชฺชมาโน โกณฺฑญฺโญ รถการี ภุเสน จ กุมาโร ภณิกา เจว เทฺว ลุทฺทา ปิฏฺฐิปูชโย วคฺโค เตน วุจฺจตีติ ฯ จูฬวคฺโค ตติโย ฯ -------------
ท่านยืนอยู่ในอากาศ มีกลิ่นเน่าเหม็นฟุ้งไปและหมู่หนอนพากันบ่อน ฟอนกินปาก อันมีกลิ่นเหม็นเน่าของท่าน เมื่อก่อนท่านทำกรรมอะไร ไว้ เพราะการฟุ้งไปแห่งกลิ่นเหม็นนั้นนายนิรยบาลถือเอาศาตรามาเฉือน ปากของท่านเนืองๆ รดท่านด้วยน้ำแสบแล้วเชื่อดเนื้อไปพลาง ท่านทำ กรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจหรือ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้ประสบความทุกข์อย่างนี้? เปรตนั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ เมื่อก่อน กระผมเป็นอิสรชนอยู่ที่ภูเขาวงกตอัน เป็นที่รื่นรมย์ ใกล้กรุงราชคฤห์ เป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์และข้าวเปลือก มากมาย แต่กระผมได้ห้ามปรามภรรยาธิดา และลูกสะใภ้ของกระผม ซึ่งพากันนำพวงมาลาดอกอุบลและเครื่องลูบไล้อันหาค่ามิได้ ไปสู่สถูป เพื่อบูชา บาปนั้นกระผมได้ทำไว้แล้ว จึงได้เสวยทุกขเวทนาเห็นประจักษ์ และจักหมกไหม้อยู่ในนรกอันหยาบช้าทารุณ ๘๖,๐๐๐ ปี เพราะติเตียน การบูชาพระสถูป ก็เมื่อการบูชาและการฉลองพระสถูปของพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า อันมหาชนให้เป็นไปอยู่ ชนเหล่าใดมาประกาศโทษ แห่งการบูชาพระสถูปนั้น เหมือนกระผม ชนเหล่านั้นพึงห่างเหินจากบุญ ขอท่านจงดู ชนทั้งหลายซึ่งทัดทรงดอกไม้ตบแต่งร่างกายเหาะมาทาง อากาศเหล่านี้เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นผู้มั่งคั่งมียศเสวยอยู่ซึ่งวิบาก แห่งการบูชาด้วยดอกไม้ ชนทั้งหลายผู้มีปัญญา ได้เห็นผลอันน่าอัศจรรย์ น่าขนพองสยองเกล้าอันไม่เคยมีนั้นแล้ว ย่อมทำการนอบน้อมวันทาพระ มหามุนีนั้น กระผมไปจากเปตโลกนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์จักเป็นผู้ ไม่ประมาท ทำการบูชาพระสถูปเนืองๆ เป็นแน่แท้. จบ ธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐. ----------------------------------------------------- รวมเรื่องที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อภิชชมานเปตวัตถุ ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ ๓. รถการีเปตวัตถุ ๔. ภุสเปตวัตถุ๕. กุมารเปตวัตถุ ๖. เสรินีเปตวัตถุ ๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑ ๘. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๒๙. กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุ ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ. จบ จูฬวรรคที่ ๓. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ เรื่องเปรตผู้ตำหนิการบูชาพระธาตุ (พระมหากัสสปเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า)
ท่านอยู่ในอากาศ มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป และหมู่หนอนพากันชอนไชกินปากที่มีกลิ่นเหม็นเน่าของท่าน เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรมอะไรไว้
เพราะการฟุ้งไปแห่งกลิ่นเหม็นนั้น นายนิรยบาลถือศัสตรามาเฉือนปากที่มีแผลซ้ำแล้วซ้ำอีก เอาน้ำแสบราดตรงที่เฉือนแล้วเชือดซ้ำๆ
เมื่อก่อนท่านทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไร ท่านจึงต้องประสบทุกข์เช่นนี้ (เปรตนั้นตอบว่า)
ท่านผู้นิรทุกข์ (เมื่อก่อน)ข้าพเจ้าอยู่ที่ภูเขาคิริพพชะ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใกล้กรุงราชคฤห์ซึ่งน่ารื่นรมย์ เป็นเจ้าของทรัพย์และข้าวเปลือกมากมายยิ่ง
ข้าพเจ้าได้ห้ามภรรยา ธิดา และลูกสะใภ้ของข้าพเจ้านั้น ซึ่งพากันนำพวงมาลัย ดอกอุบล และเครื่องลูบไล้ใหม่ๆ ไปเพื่อบูชาพระสถูป บาปนั้นข้าพเจ้าได้ทำไว้แล้ว
พวกเราจึงได้เสวยทุกขเวทนาต่างๆ กัน จักหมกไหม้อยู่ในนรกแสนสาหัสถึง ๘๖,๐๐๐ ปี เพราะตำหนิการบูชาพระสถูป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] รวมเรื่องเปรตที่มีในวรรค
เมื่อการบูชาและการฉลองพระสถูป ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นไปอยู่ ชนเหล่าใดประกาศโทษ (แห่งการบูชาพระสถูปเหมือนเรา) ท่านพึงคัดชนเหล่านั้นออกจากบุญนั้น
อนึ่ง เชิญท่านดูเทพธิดาเหล่านี้ ซึ่งทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกายเหาะมา พวกนางมั่งคั่งและมีบริวารยศ เสวยผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้
ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายได้เห็นผลน่าอัศจรรย์ น่าขนลุกขนชัน ซึ่งไม่เคยมีมาแล้วนั้น ย่อมทำการนอบน้อม กราบไหว้พระมหามุนีนั้น
ข้าพเจ้าจากเปตโลกนี้ไปแล้ว ได้ถือกำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้ไม่ประมาท ทำการบูชาพระสถูปบ่อยๆ แน่แท้ ธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐ จบ จูฬวรรคที่ ๓ จบ รวมเรื่องเปรตที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อภิชชมานเปตวัตถุ ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ ๓. รถการเปติวัตถุ ๔. ภุสเปตวัตถุ ๕. กุมารเปตวัตถุ ๖. เสริณีเปติวัตถุ ๗. มิคลุททกเปตวัตถุ ๘. ทุติยมิคลุททกเปตวัตถุ ๙. กูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุ ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๔๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐
เรื่องแห่งเปรตผู้ติเตียนพระธาตุนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อนฺตลกฺขสฺมึ ติฏฺฐนฺโต ดังนี้.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน ในระหว่างนางรังทั้งคู่ ณ สาลวโนทยานแห่งมัลลกษัตริย์อันเป็นที่แวะเวียน ในกรุงกุสินารา และทำการจำแนกพระธาตุ พระเจ้าอชาตสัตตุทรงถือเอาการส่วนพระธาตุที่พระองค์ได้ ทรงระลึกถึงพระพุทธคุณ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วันแล้วให้การบูชาอันโอฬารเป็นไป.
พวกมนุษย์ในที่นั้นนับไม่ได้ประมาณไม่ได้ พากันทำจิตให้เลื่อมใส ได้เข้าถึงสวรรค์.
ก็บุรุษประมาณ ๘๖,๐๐๐ คนในที่นั้นมีจิตวิปปลาส เพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา และเพราะความเห็นผิดที่ตนให้เกิดตลอดกาลนาน ประทุษร้ายจิตของตนแม้ในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส แล้วเกิดในหมู่เปรต.
ภรรยา ธิดา ลูกสะใภ้ของกุฏมพีผู้เพียบพร้อมด้วยสมบัติคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์นั้นนั่นเอง มีจิตเลื่อมใส พากันคิดว่าจักถวายบูชาพระธาตุ จึงถือเอาสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น เริ่มไปยังที่บรรจุพระธาตุ.
กฎุมพีนั้นคิดว่าจะประโยชน์อะไรด้วยการบูชากระดูก จึงดูหมิ่นพระธาตุเหล่านั้น ติเตียนการบูชาพระธาตุ. หญิงเหล่านั้นก็ไม่เชื่อคำของกฎุมพีนั้น พากันไปในที่นั้นกระทำการบูชาพระธาตุ. มายังเรือนถูกโรคเช่นนั้นครอบงำ ไม่นานนักก็ทำกาละไปบังเกิดในเทวโลก.
ส่วนกฎุมพีนั้นถูกความโกรธครอบงำ ไม่นานนักทำกาละแล้ว ไปบังเกิดในหมู่เปรตเพราะบาปกรรมนั้น.
ภายหลังวันหนึ่ง ท่านมหากัสสปะปรุงแต่งอิทธาภิสังขารโดยประการที่พวกมนุษย์เห็นเปรตเหล่านั้น และเทวดาเหล่านั้น ก็ครั้นกระทำอย่างนั้นแล้ว ยืนอยู่ที่ลานเจดีย์ ถามเปรตผู้ติเตียนพระธาตุนั้นด้วย ๓ คาถา เปรตนั้นได้พยากรณ์แก่ท่านแล้ว.
พระเถระถามว่า :-
ท่านยืนอยู่ในอากาศ มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป และหมู่หนอนพากันบ่อนฟอนกินปากอันมีกลิ่นเหม็นเน่าของท่าน เมื่อก่อนทำอะไรไว้ เพราะการฟุ้งไปแห่งกลิ่นเหม็นนั้น นายนิรยบาลถือเอาศาตรามาเฉือนปากของท่านเนืองๆ รดท่านด้วยน้ำแสบด้วยเชือดเนื้อไปพลางท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา ใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้ประสบความทุกข์อย่างนี้.
เปรตนั้นตอบว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ เมื่อก่อนกระผมเป็นอิสรชนอยู่ที่กรุงราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์มีภูเขาล้อมรอบ (เบญจคีรีนคร) เป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย แต่กระผมได้ห้ามปรามภรรยา ธิดาและลูกสะใภ้ของกระผม ซึ่งพากันนำพวงมาลาดอกอุบลและเครื่องลูบไล้อันหาค่ามิได้ ไปสู่สถูปเพื่อบูชาบาปนั้นกระผมได้ทำไว้แล้ว จึงได้เสวยทุกขเวทนาเห็นประจักษ์ และจักหมกไหม้อยู่ในนรกอันหยาบช้าทารุณ ๘๖,๐๐๐ ปี เพราะติเตียนการบูชาพระสถูป
ก็เมื่อการบูชาและการฉลองพระสถูปของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอันมหาชนให้เป็นไปอยู่ ชนเหล่าใดมาประกาศโทษแห่งการบูชาพระสถูปนั้นเหมือนกระผม ชนเหล่านั้นพึงห่างเหินจากบุญ
ขอท่านจงดูชนทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งทัดทรงดอกไม้ตบแต่งร่างกาย เหาะมาทางอากาศเหล่านี้ เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นผู้มั่งคั่งมียศ เสวยอยู่ซึ่งวิบากแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ ชนทั้งหลายผู้มีปัญญาได้เห็นผลอันน่าอัศจรรย์ น่าขนพองสยองเกล้าอันไม่เคยมีนั้นแล้ว ย่อมทำการนอบน้อม วันทาพระมหามุนีนั้น
กระผมไปจากเปตโลกนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์จักเป็นผู้ไม่ประมาท ทำการบูชาพระสถูปเนืองนิตย์เป็นแน่แท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุคฺคนฺโธ ได้แก่ ผู้มีกลิ่นไม่น่าปรารถนา. อธิบายว่า มีกลิ่นเหมือนกลิ่นซากศพ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป.
บทว่า ตโต ความว่า นอกเหนือจากกลิ่นเหม็นฟุ้งไปและถูกหมู่หนอนพากันบ่อนฟอนกิน.
บทว่า สตฺถํ คเหตฺวาน โอกฺกนฺตนฺติ ปุนปฺปุนํ ความว่า สัตว์ทั้งหลายถูกกรรมตักเตือน จึงเอาศาตราอันลับคม ผ่าปากแผลนั้นบ่อยๆ.
บทว่า ขาเรน ปริปฺโผสิตฺวา โอกฺกนฺตนฺติ ปุนปฺปุนํ ความว่า ถูกรดด้วยน้ำแสบในที่ที่ถูกผ่าแล้วก็เชือดเนื้อไปพลาง.
อิสฺสโร ธนธญฺญสฺส สุปหูตสฺส ความว่า เป็นใหญ่ คือเป็นเจ้าของทรัพย์และธัญญาหารมากมายยิ่ง. อธิบายว่า เป็นคนมั่งคั่งมีทรัพย์มาก.
บทว่า ตสฺสายํ เม ภริยา จ ธีตา จ สุณิสา จ ความว่า ในอัตภาพก่อน ผู้นี้เป็นภรรยา เป็นธิดา เป็นลูกสะใภ้ของกระผมนั้น.
เปรตกล่าวแสดงว่า หญิงเหล่านั้นเป็นเทวดายืนอยู่ในอากาศ.
บทว่า ปจฺจคฺฆํ แปลว่า ใหม่.
บทว่า ถูปํ หรนฺติโย วาเรสึ ความว่า ข้าพเจ้าติเตียนพระธาตุห้ามหญิงเหล่านั้นผู้น้อมเข้าไปเพื่อบูชาพระสถูป.
ด้วยคำว่า ตํ ปาปํ ปกตํ มยา นี้ เปรตถึงความเดือดร้อน กล่าวว่า ความชั่วในการติเตียนพระธาตุนั้น ข้าพเจ้าได้กระทำ คือประพฤติอยู่เสมอ.
บทว่า ฉฬาสีติสหสฺสานิ ได้แก่ ประมาณ ๘๖,๐๐๐ คน. เปรตกล่าวร่วมเปรตเหล่านั้นกับตนว่า มยํ แปลว่า พวกเรา.
บทว่า ปจฺจตฺตเวทนา ได้แก่ ทุกขเวทนาที่กำลังครอบงำอยู่เป็นแผนกๆ.
ด้วยบทว่า นิรเย เปรตกล่าวเปตวิสัยให้เหมือนกับนรก เพราะมีทุกข์หนัก.
บทว่า เย จ โข ถูปปูชาย วตฺตนฺเต อรหโต มเห ความว่า เมื่อการฉลอง การบูชา อุทิศสถูปของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นไปอยู่ ชนเหล่าใดประกาศอาทีนพคือโทษในการบูชาพระสถูป เหมือนข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายพึงเลือกเฟ้นบุคคลเหล่านั้นจากบุญนั้น.
เปรตประกาศความที่ตนเป็นผู้เสื่อมใหญ่ โดยอ้างผู้อื่นว่าพึงยังบุคคลผู้เหินห่างจากบุญให้เกิด.
บทว่า อายนฺติโย แปลว่า ผู้มาทางอากาศ.
บทว่า มาลาวิปากํ ได้แก่ วิบาก คือผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ที่ทำไว้ในพระสถูป.
บทว่า สมิทฺธา ได้แก่ สำเร็จด้วยทิพยสมบัติ.
บทว่า ตา ยสสฺสิโน ได้แก่ หญิงเหล่านั้นมีบริวาร.
บทว่า ตญฺจ ทิสฺวาน ความว่า เห็นผลพิเศษอันโอฬารยิ่งอันน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี ให้เกิดขนพองสยองเกล้า ของบุญอันเกิดจากการบูชาอันนิดหน่อยยิ่งนักนั้น.
บทว่า นโม กโรนฺติ สปฺปญฺญา วนฺทนฺติ ตํ มหามุนึ ความว่า ข้าแต่ท่านกัสสปะผู้เจริญ หญิงเหล่านี้ย่อมไหว้ย่อมอภิวาท. อธิบายว่า กระทำการนอบน้อม และกระทำนมัสการท่านผู้เป็นบุญเขตอันสูงสุด.
ลำดับนั้น เปรตนั้นมีใจสลด เมื่อจะแสดงกรรมที่ตนพึงกระทำต่อไป อันควรแก่ความสลดใจ จึงกล่าวคาถาว่า โสหํ นูน ดังนี้เป็นต้น.
คำนั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้น.
ท่านพระมหากัสสปะผู้อันเปรตกล่าวอย่างนี้ จึงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว.
จบอรรถกถาธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อภิชชมานเปตวัตถุ
๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ
๓. รถการีเปตวัตถุ
๔. ภุสเปตวัตถุ
๕. กุมารเปตวัตถุ
๖. เสรินีเปตวัตถุ
๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑
๘. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๒
๙. กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุ
๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ จบจูฬวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------