๓. ผลทายกวิมาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๓. ผลทายกวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในผลทายกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า
|๖๗.๘๐๐| ๓ อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ กูฏาคารา สตฺตสตา อุฬารา เวฬุริยตฺถมฺภา รุจิรตฺถตา สุภา |๖๗.๘๐๑| ตตฺถจฺฉสิ ปิวสิ ขาทสิ จ ทิพฺพา จ วีณา ปวทนฺติ วคฺคู อฏฺฐฏฺฐกา สิกฺขิตา สาธุรูปา ทิพฺพา จ กญฺญา ติทสจรา อุฬารา นจฺจนฺติ คายนฺติ ปโมทยนฺติ |๖๗.๘๐๒| เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว มนุสฺสภูโต กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาโว วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๖๗.๘๐๓| โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๖๗.๘๐๔| ผลทายี ผลํ วิปุลํ ลภติ ททมุชุคเตสุ ปสนฺนมานโส โส หิ โมทติ สคฺคปฺปตฺโต ติทิเว อนุโภติ จ ปุญฺญผลํ วิปุลํ |๖๗.๘๐๕| ตเถวาหํ มหามุนิ อทาสึ จตุโร ผเล |๖๗.๘๐๖| ตสฺมา หิ ผลํ อลเมว ทาตุํ นิจฺจํ มนุสฺเสน สุขตฺถิเกน ทิพฺพานิ วา ปตฺถยตา สุขานิ มนุสฺสโสภาคฺยตมิจฺฉิตา วาติ ฯ |๖๗.๘๐๗| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ ผลทายกวิมานํ ตติยํ ฯ
วิมานแก้วมณีของท่านนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมีปราสาท ๗๐๐ มีเสา แล้วไปด้วยแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันงามยิ่ง ท่านอยู่ ดื่ม บริโภคสุธาโภชน์ในวิมานนั้น อนึ่ง เทพบุตรผู้มีเสียงไพเราะ พากัน มาบรรเลงพิณทิพย์ในปราสาทหลังหนึ่งๆ มีนางเทพอัปสร ๖ หมื่นคน ล้วนเคยศึกษามาแล้ว ทั้งรูปก็งามยิ่ง อยู่ในชั้นไตรทศ พากันมาฟ้อนรำ ขับร้องให้ท่านบันเทิงใจ ท่านถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองและมี รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร? เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ผู้ใดมีจิตเลื่อมใส ได้ถวาย ผลมะม่วงในภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติตรงย่อมได้ผลอันไพบูลย์ ผู้นั้นแลไปสู่ สวรรค์บันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ เสวยผลบุญอันไพบูลย์ ฉันใด ข้าแต่ท่าน มหามุนี ข้าพเจ้าได้ถวายผลไม้ ๔ ผล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุ นั้นแล การถวายผลไม้จึงควรแท้ทีเดียว มนุษย์ผู้ต้องการความสุข ปรารถนาความสุขอันเป็นทิพย์ หรือปรารถนาความเป็นผู้มีส่วนดีงามใน มนุษย์ จงถวายทานเป็นนิตย์ทีเดียว ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้เพราะ บุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญนั้น. จบ ผลทายกวิมานที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ผลทายกวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่บุรุษผู้ถวายมะม่วง ๔ ผล (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๓๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๖. ปายาสิกวรรค ๓. ผลทายกวิมาน
วิมานมีเสาทำด้วยแก้วมณีนี้สูงมาก วัดโดยรอบได้ ๑๒ โยชน์ เป็นปราสาท ๗๐๐ ยอด ดูโอฬาร มีเสาประดิษฐ์ด้วยแก้วไพฑูรย์ มีพื้นปูลาดด้วยแผ่นทองคำสวยงาม
ท่านสถิต ดื่ม กินอยู่ในวิมานนั้น มีทวยเทพพากันบรรเลงพิณทิพย์ดังไพเราะ และเทพกัญญา ๖๔,๐๐๐ นางมีรูปงาม ท่องเที่ยวไปมาอย่างสำราญในภพดาวดึงส์ มีสมบัติมากมาย เป็นผู้ชำนาญการฟ้อนรำขับร้อง พากันมาให้ความบันเทิงใจ
ท่านได้บรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
ผู้มีใจเลื่อมใสเมื่อจะถวายทานในหมู่ภิกษุผู้ปฏิบัติตรง ได้ถวายผลไม้เป็นประจำ จึงได้รับผลบุญอันไพบูลย์ ผู้นั้นแหละไปสู่สวรรค์ชั้นไตรทศ และเสวยผลบุญอย่างไพบูลย์
ท่านมหามุนี ข้าพเจ้าก็อย่างนั้นเหมือนกันได้ถวายมะม่วง ๔ ผล
เพราะเหตุนั้น มนุษย์ผู้ต้องการความสุข ปรารถนาความสุขอันเป็นทิพย์ หรือปรารถนาความเป็นผู้มีส่วนดีงามในหมู่มนุษย์เป็นนิตย์ ควรถวายผลไม้แท้ [๑๐๖๗-๑๐๖๘] เพราะบุญนั้นข้าพเจ้าจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ ผลทายกวิมานที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๓๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาผลทายกวิมาน
ผลทายกวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น.
ผลทายกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์.
สมัยนั้น พระเจ้าพิมพิสารเกิดความอยากจะเสวยผลมะม่วง ในเวลาที่มิใช่ฤดูมะม่วง. ท้าวเธอตรัสกะพนักงานเฝ้าสวนว่า พนายเอ๋ย ข้าเกิดอยากกินผลมะม่วงขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น เจ้าจงนำมะม่วงมาให้ข้าทีเถิด.
เจ้าพนักงานกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ขณะนี้มะม่วงทั้งหลายยังไม่มีผล พระเจ้าข้า แต่ถ้าหากพระองค์จะโปรดรอคอยชั่วเวลาสักเล็กน้อย ข้าพระบาทก็จะทำให้มันออกผลให้ได้ ไม่นานเลย พระเจ้าข้า.
ตรัสว่า ดีสิ พนาย ลงมือทำอย่างนั้นเลย. พนักงานเฝ้าสวนก็ไปสวน เอาดินละเอียดที่โคนต้นมะม่วงออกไปแล้ว เกลี่ยดินละเอียดเช่นนั้นลงใหม่ รดน้ำลงตรงนั้นจนต้นมะม่วงสลัดใบ ไม่นานนักครั้นแล้วก็เอาดินละเอียดนั้นออกไป เกลี่ยดินละเอียดตามปกติ ผสมกับกากมะปรางแล้วใส่น้ำรสหวานลงไป.
ครั้งนั้น ไม่นานเลย ต้นมะม่วงทั้งหลายก็ออกช่อตามกิ่ง ตูมแล้วก็บาน ออกผลดิบอ่อนแล้วก็แก่. ในต้นมะม่วงเหล่านั้น ต้นหนึ่งก็สุกก่อน ๔ ผล มีสีแดงเรื่อดังผงชาด มีกลิ่นรสหอมหวาน.
พนักงานเฝ้าสวนนั้น ก็ถือผลมะม่วงเหล่านั้นเดินไปหมายจะถวายพระราชา ระหว่างทางพบท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังบิณฑบาตคิดว่า มะม่วงเหล่านี้เป็นผลไม้ชั้นยอด จำเราจักถวายพระผู้เป็นเจ้าเสียเถิด พระราชาจะทรงฆ่า หรือเนรเทศเราก็ตามที. เพราะว่า เมื่อเราถวายพระราชา ก็จะพึงมีผลเล็กน้อยเพียงค่าตอบแทนในปัจจุบัน แต่เมื่อเราถวายพระผู้เป็นเจ้าแล้ว จักมีผลไม่มีประมาณ ทั้งปัจจุบันทั้งภายหน้า.
ครั้นคิดอย่างนี้แล้วก็ถวายผลมะม่วงเหล่านั้นแก่พระเถระ แล้วเข้าเฝ้า กราบทูลเรื่องนั้นถวายแด่พระราชา.
พระราชาทรงสั่งราชบุรุษว่า พนาย พวกเจ้าจงสอบสวนอย่างที่บุรุษผู้นี้กล่าวก่อน.
ส่วนพระเถระนำผลมะม่วงเหล่านั้นน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ในผลมะม่วงเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานแก่ท่านพระสารีบุตรผล ๑ ท่านพระมหาโมคคัลลานะผล ๑ ท่านพระมหากัสสปะผล ๑ เสวยเองผล ๑ พวกราชบุรุษจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา
พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงปลื้มพระทัยว่า บุรุษผู้นี้เป็นบัณฑิตที่ยอมสละชีวิตตนขวนขวายแต่บุญ และได้สร้างฐานความลำบากใจให้แก่ตนเอง แล้วพระราชทานบ้านส่วยตำบล ๑ และผ้าผ่อนเครื่องประดับเป็นต้นแก่เขาแล้วตรัสว่า พนาย เจ้าขวนขวายบุญด้วยการถวายผลมะม่วงเป็นทาน เจ้าจงให้ส่วนบุญจากทานนั้นแก่เราบ้างสิ.
เขากราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระบาทขอถวาย โปรดทรงรับส่วนบุญตามสมควรเถิด พระเจ้าข้า.
ต่อมาพนักงานเฝ้าสวนก็ตายไปเกิดในเหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ วิมานทอง ๑๖ โยชน์ ประดับด้วยห้องรโหฐาน ๗๐๐ ก็บังเกิดแก่เขา.
ท่านพระมหาโมคคัลลานะพบเทพบุตรนั้นแล้วถามว่า
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูงขนาด ๑๖ โยชน์โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ โอฬาร ล้วนเสาแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันสวยงาม ท่านนั่งดื่มและกินอยู่ในวิมานนั้น พิณทิพย์บรรเลงไพเราะ เหล่าเทพกัญญาชั้นไตรทศ ๖๔,๐๐๐ ล้วนแต่ดี ผู้ชำนาญศิลป์พากันฟ้อนรำขับร้อง ทำความบันเทิงอย่างโอฬาร.
ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ แล้วมีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
____________________________
พระสูตร ๑๒ โยชน์.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
บุคคลผู้มีใจเลื่อมใส ในท่านผู้ปฏิบัติตรง เมื่อถวายทานก็เป็นผู้ถวายผลไม้ ย่อมได้ผลอันไพบูลย์. แท้จริง ผู้ถวายผลไม้นั้นถึงสวรรค์แล้ว ก็บันเทิงในสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ และเสวยผลบุญอันไพบูลย์.
ข้าแต่ท่านมหามุนี ข้าพเจ้าก็อย่างนั้นเหมือนกัน ได้ถวายผลมะม่วง ๔ ผล.
เพราะฉะนั้น มนุษย์ผู้ต้องการสุข หรือปรารถนาสุขทิพย์ หรือปรารถนาความสวยงามของมนุษย์ ก็ควรถวายผลไม้เป็นนิตย์ทีเดียว.
เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอกท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใด เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพมากอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรองค์นั้นก็พยากรณ์แก่ท่านแล้วดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐกฏฺฐกา ได้แก่ หมู่ ๘ คูณ ๘ รวมเป็น ๖๔ [๖๔,๐๐๐] ในห้องรโหฐานแต่ละห้อง.
บทว่า สาธุรูปา ได้แก่ มีสภาพงามด้วยสมบัติคือรูป สมบัติคือศีลและจรรยา และสมบัติคือสิกขา.
บทว่า ทิพฺพา จ กญฺญา ได้แก่ เหล่าเทพอัปสร.
บทว่า ติทสจรา ได้แก่ ประพฤติเป็นสุข อยู่เป็นสุข ในเหล่าเทพชั้นไตรทศ.
บทว่า อุฬารา ได้แก่ มีสมบัติโอฬาร.
เทวบุตรกล่าวว่า ผลทายี หมายถึงตนเพราะถวายผลมะม่วงด้วยตนเอง.
บทว่า ผลํ ได้แก่ ผลบุญ.
บทว่า วิปุลํ ได้แก่ ได้ผลบุญมาก. อธิบายว่า ดำรงอยู่ในมนุษยโลก.
บทว่า ททํ ได้แก่ เมื่อให้ มีทานเป็นเหตุ.
บทว่า อุชุคเตสุ แปลว่า ในท่านผู้ปฏิบัติตรง.
บทว่า สคฺคปฺปตฺโต ได้แก่ ไปสวรรค์โดยอุบัติ และเสวยผลบุญอันไพบูลย์ในสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ คือภพดาวดึงส์อันเป็นทิพย์แม้นั้น. อธิบายว่า ถึงคนอื่นก็เหมือนข้าพเจ้า.
บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะเหตุที่ประสบสมบัติเช่นนี้ ด้วยเหตุเพียงถวายมะม่วง ๔ ผล.
บทว่า อลเมว แปลว่า ควรโดยแท้.
บทว่า นิจฺจํ ได้แก่ ทุกเวลา.
บทว่า ทิพฺพานิ ได้แก่ นับเนื่องในเทวโลก.
บทว่า มนุสฺสโสภคฺคตํ ได้แก่ ความสวยงามในหมู่มนุษย์.
คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาผลทายกวิมาน -----------------------------------------------------